ในประเทศไทย และประเทศแถบเอเซียนั้น เริ่มมีการปลูกผักออร์แกนิค กันมากขึ้น เนื่องจากผักนั้น มักให้คุณค่าและประโยชน์ที่หลากหลาย ซ้ำยังเป็นการปลูกแบบธรรมชาติ ไร้ซึ่งสารพิษเจือปน และมีแหล่งขายผักอยู่ทั่วไปตามหัวมุมเมืองต่างๆ แต่หากว่าผู้บริโภคไม่มีความรู้ในการเลือกซื้อผักชนิดนี้ ก็อาจได้ผักแบบไม่สดและอาจเป็นผักที่มีสารพิษเจือปนอยู่ก็เป็นไปได้

และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง อาหารออร์แกนิกก็เป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพมากเป็นพิเศษ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์บางชนิดไม่จำเป็นต้องเลือกแบบออร์แกนิก ก็ได้ วิธีการเลือกผักกินเอง

รู้จักออร์แกนิก

ออร์แกนิก ในเวอร์ชั่นไทยใช้คำว่า เกษตรอินทรีย์ หมายถึง อาหารประเภทผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ รวมไปถึงอาหารชนิดอื่นๆ ที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน ถ้าเป็นผักผลไม้ก็จะเพาะปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม ไม่ใช้วัตถุสังเคราะห์ใดๆ ทั้งปุ๋ยวิทยาศาสตร์และสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือถ้าเป็นเนื้อสัตว์ก็จะไม่มีสารเร่งโต เพื่อไม่ให้มีสารเคมีตกค้างมาถึงผู้บริโภคจากการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ “ออร์แกนิก” มีวิตามินสูงกว่าอาหารทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีที่มีสูงกว่าถึง 27% ธาตุเหล็กสูงกว่า 21% และสารแมงกานีสสูงกว่าถึง 29% นอกจากนี้ยังเป็นอาหารที่ช่วยต้านมะเร็งและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอีกต่างหาก

 à¸à¸²à¸£à¹€à¸¥à¸·à¸­à¸à¸‹à¸·à¹‰à¸­à¸œà¸±à¸à¸­à¸­à¹à¸à¸™à¸´à¸„

ผลิตภัณฑ์ที่ควรเลือกซื้อแบบออร์แกนิกเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพคือ อาหารที่เรามักรับประทานทุกส่วนของมัน เช่น ผักผลไม้ที่รับประทานโดยไม่ปอกเปลือกและเนื้อสัตว์ เป็นต้น สินค้าที่คนนิยมซื้อกันมากได้แก่

  1. แอ๊ปเปิ้ล เพราะสารอาหารต่างๆ มักจะอยู่ที่เปลือก แต่ขณะเดียวกันเปลือกก็เป็นแหล่งรวมสารเคมีตกค้างด้วย ฉะนั้น เลือกแบบออร์แกนิกน่าจะสบายใจได้มากกว่า
  2. ผักใบเขียว โดยเฉพาะกะเพรา ผักชี คะน้า และผักกาด เป็นของโปรดอันดับหนึ่งของแมลงหลากพันธุ์ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ผักดูสวยน่ารับประทาน
  3. เมล็ดกาแฟ ก่อนซื้อควรอ่านฉลากว่าเป็นกาแฟที่ผลิตจากประเทศเปรู เอธิโอเปีย และเม็กซิโก เพราะเป็นสามประเทศที่ยึดมั่นในหลักการผลิตแบบออร์แกนิก แบรนด์ที่เรารู้จักกันดีก็มีสตาร์บัคส์ ลาวัซซา และคอสตา อีกทั้งกาแฟดอยช้างในเครือดอยตุงของบ้านเราก็เป็นสินค้าออร์แกนิกเช่นกัน
  4. เนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ออร์แกนิกคือ เนื้อของสัตว์ที่ถูกเลี้ยงดูตามธรรมชาติหรือเลี้ยงแบบปลอดสารพิษและได้กินอาหารปลอดสารพิษเนื้อสัตว์ออร์แกนิกจะมีรสชาติดีกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป และการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจฟาร์มที่สะอาดถูกสุขลักษณะอีกทางหนึ่งด้วย ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งมีเนื้อสัตว์ปลอดสารพิษให้เราได้เลือกซื้อ เช่น ร้านดอยคำ หรือท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต

Non-organic บ้างก็ได้

ผลิตภัณฑ์บางชนิดก็ไม่จำเป็นจะต้องซื้อแบบออร์แกนิกให้กระเป๋าแฟบ เพราะโดยธรรมชาติแล้วพวกมันเอาตัวรอดจากแมลงและวัชพืชได้ หรือผลไม้หลายประเภทก็มีเปลือกหนาคอยป้องกันไม่ให้เนื้อในโดนสารเคมีจึงซื้อมารับประทานได้แบบไม่ต้องติดป้ายออร์แกนิกด้วยซ้ำ เช่น

  1. บรอกโคลี จากการวิจัยพบว่า เป็นผักที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงน้อยกว่าผักชนิดอื่น จึงซื้อจากพ่อค้าแม่ค้าได้อย่างสบายใจ ขอแค่ล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาล้างผักก่อนนำไปปรุงอาหารก็พอ
  2. สะเดา แมลงไม่ค่อยมายุ่ง เพราะสะเดามีฤทธิ์ฆ่าแมลงอยู่ในตัว จึงถือเป็นอีกหนึ่งผักปลอดภัย ซื้อจากตลาดมาล้างแล้วลวกกินกับน้ำปลาหวานได้เลย
  3. ถั่วลันเตา มีเปลือกเขียวๆ ไว้คอยป้องกันสารเคมีได้บ้าง แต่ควรล้างให้สะอาดจะได้หายห่วงเรื่องสารตกค้าง
  4. ผลไม้ที่ไม่นิยมกินเปลือก กล้วย มะละกอ สับปะรด มะม่วง หรือกีวี เพราะสารเคมีส่วนใหญ่จะไปสะสมอยู่ที่เปลือกผลไม้ เมื่อปอกทิ้งไปก็รับประทานได้อย่างสบายใจ

วิธีล้างผักให้สะอาดมั่นใจ

  1. ปอกเปลือกหรือลอกเปลือกชั้นนอกของผัก
  2. ล้างผักด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หรือปล่อยให้น้ำสะอาดไหลผ่านอย่างน้อย 2 นาที
  3. ล้างด้วยน้ำยาล้างผัก หรือถ้าอยากผสมน้ำยาเองก็มีหลายสูตรให้ล้างผักสดด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งยกผักขึ้นวางให้สะเด็ดน้ำก่อนนำมาปรุงอาหาร
    • น้ำคลอรีน ใช้ผงปูนคลอรีน ช้อนชาต่อน้ำ 20 ลิตร
    • น้ำเกลือ ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ 4 ลิตร
    • น้ำโซดา ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร
    • น้ำส้มสายชู ใช้น้ำส้มสายชู ถ้วยต่อน้ำ 4 ลิตร

การหาซื้อผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิก ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่สังเกตสติ๊กเกอร์ USDA Organic ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้านั้นๆ เป็นสินค้าออร์แกนิกตามมาตรฐานของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (The U.S. Department of Agriculture) หรือมองหาสติ๊กเกอร์ ACT หรือ มกท. ซึ่งเป็นของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่คอยดูแลสินค้าออร์แกนิกของบ้านเรา นอกจากนี้ ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่ทำหน้าที่รับรองเรื่องมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกอีก เช่น Fair Trade และ IFOAM (สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ)

สำหรับการเลือกซื้อปลาทูนั้น ก็จะมีทั้งปลาทูนึ่งและปลาทูสด การเลือกซื้อปลาทูสดก็จะเหมือนกับการเลือกซื้อปลาสดทั่วๆ ไป แต่ในที่นี้เราจะพูดถึงวิธีการเลือกซื้อปลาทูนึ่งกันคะ ปลาทูนึ่งก็คือปลาที่ผ่านการทำให้สุกแล้วซึ่งก็จะสุกโดยการนำไปต้มในน้ำเกลือบวกกับส่วนผสมอื่น ๆ ซึ่งก็แล้วแต่กรรมวิธีของคนทำแต่ละเจ้า ซึ่งเค้าก็จะต้มแค่พอสุกๆ ดิบ เมื่อเราซื้อมาแล้วก็ไม่สามารถนำเอามากินได้เลย จะต้องผ่านกรรมวิธีการปรุงอีกรอบก่อนที่นำมาขึ้นโต๊ะได้ สำหรับวิธีการเลือกซื้อก็มีดังนี้
– เราต้องสังเกตด้วยตาก่อน ว่าปลาทูจะต้องอยู่ในสภาพสดใหม่ ไม่มีคราบติดบนตัวปลา ส่วนหัวกับส่วนลำตัวจะต้องไม่หลุดออกจากกัน
– จากนั้นลองดมกลิ่นดู ปลาทูนึ่งที่ดีกลิ่นของปลาทูจะต้องเป็นกลิ่นสด ไม่เหม็นหืน หรือว่าเหม็นเปรี้ยวเหม็นเน่า
– ทีนี้ก็ลองเอามือสัมผัสที่ตัวปลาดู ว่ามีคราบเหนียวติดมือมาหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าเป็นปลาทูนึ่งไม่สด
– สุดท้ายก็คือเวลาเลือกเข่งปลา อย่าเลือกเข่งที่อยู่บนหรือล่างเกินไป เพราะเข่งปลาทูที่อยู่ด้านบน ๆ หรือส่วนบนสุดเลย มักจะมีแมลงวันมาตอม รวมทั้งยังมีสิ่งสกปรกหรือฝุ่นละอองต่าง ๆ ปลิวมาติดส่วนเข่งที่อยู่ด้านล่างสุด ก็อาจจะอับเกินไป ทำให้ปลาทูส่วนนั้นอาจเสียได้ง่าย

เคล็ดลับเพิ่มเติม เมื่อได้ปลาทูมาแล้วิธีที่จะเก็บปลาทูให้ได้นาน ๆ คือ นำปลาทูนึ่งไปทอดให้เหลืองก่อน ตักพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน เมื่อสะเด็ดน้ำมันแล้วจึงเก็บใส่กล่องอาหารที่มีฝาปิดมิดชิด ถ้าจะให้เก็บไว้ได้นานจริงๆ นั้นก็ต้องเก็บแช่ในช่องฟีซ

ทุเรียนหลงลับแล เป็นพันธุ์พื้นเมืองของ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดย ทุเรียนหลงลับแลเกิด จากการที่ นายหลง อุประ บ้านอยู่เลขที่ 126 หมู่ บ้านนาปอย ต.หัวดง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ นำเอาเมล็ดทุเรียนไม่ทราบพันธุ์ไปปลูกจนต้นโตติดผลดกเต็มต้น รูปทรงของผลสวย ผลโตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 3.5 กิโลกรัม เนื้อสุกเต็มพู เมล็ดเล็กลีบ เนื้อเป็นสีเหลืองเข้ม ไม่เละแต่เหนียว รสหวานหอมมันอร่อยมาก เมื่อนำออกจำหน่ายได้รับความนิยมจากผู้ซื้ออย่างกว้างขวาง โดยมีราคาระหว่างกิโลกรัมละ 300–380 บาท เมื่อส่งเข้าประกวด ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมทุเรียนเพาะเมล็ด ของ จ.อุตรดิตถ์ ปี 2520 และจดทะเบียนรับรองพันธุ์วันที่ 20 ก.ย. ปี 2521 ในชื่อ ทุเรียนหลงลับแล

การเลือกซื้อปูสดเนื้อแน่น

  1. ปูต้องยังไม่ตาย
  2. เลือกตัวที่มีน้ำหนักมาก เพราะปกติปูจะมีน้ำอยู่ในตัวมาก เมื่อถูกจับขึ้นมาน้ำจะระเหยออกไปตลอดเวลา ดังนั้นยิ่งวางขายนานเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยิ่งเบาลงจึงให้เลือกปูที่หนักๆ ไว้ก่อน
  3. ให้พลิกหงายท้องปูดู ถ้ามีสีเหลืองอ่อน หรือมีคราบอยู่ตามร่องระหว่างปล้อง แสดงว่า เป็นเปลือกเก่า ปูผ่านการลอกคราบมานานแล้ว บ่งบอกว่าเป็นปูเนื้อแน่น
  4. ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงบริเวณส่วนท้อง ถ้ากดแล้วแข็ง ไม่บุ๋ม จะเป็นปูเนื้อแน่น
  5. ปูตัวใดที่มีก้ามหักไปข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ให้สังเกตว่ามีก้ามเล็กๆ งอกขึ้นมา สามารถมั่นใจได้ว่าเป็นปูเนื้อแน่น
  6. ในกรณีของปูทะเล สังเกตได้จากปลายก้ามของปู
         หากเป็นรอยด่างคล้ายสีลอก แสดงว่าก้ามนั้นได้ผ่านการใช้งานมานานแล้ว ปูตัวนั้นจึงผ่านการ ลอกคราบมานานแล้วด้วยเช่นกัน
  7. ถ้าต้องการเนื้อให้เลือกปูตัวผู้ ถ้าต้องการไข่ให้เลือกปูตัวเมีย โดยมีลักษณะเฉพาะดังนี้
       - ปูตัวผู้ จะมีก้ามใหญ่ ฝาปิดหน้าอกเรียวเล็ก มีรูปคล้ายใบพาย
       - ปูตัวเมีย ฝาปิดหน้าอกจะใหญ่ มีรูปคล้ายกลีบดอกไม้ ถ้ามีไข่อยู่ใช้นิ้วดีดกระดองจะมีเสียงแน่นทึบ
  8. สำหรับปูม้า ให้เลือกตัวที่มีเทาอ่อน มีจุดบางๆ


การเลือกซื้อปูดอง

  1. ปูม้าดอง เลือกที่เนื้อปูนใส ไม่ขุ่น น้ำดองสีน้ำตาลแดงใส ไม่ดำคล้ำ
  2. ปูเค็ม ดมดูไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าปูเค็มมากเกินไป จะสังเกตเห็นเกล็ดเกลือ เกาะตามก้ามขา และตัวปู

วิธีเลือกซื้อกุ้ง

  1. หัวติดแน่นกับลำตัว กุ้งที่สดที่หัวจะไม่เป็นสีดำ
  2. ตาใส
  3. เปลือกกุ้งใส มองเห็นสีของมันกุ้งได้ชัดเจน เปลือกไม่แดง
  4. เนื้อแน่น เมื่อใช้นิ้วกดจะไม่นุ่ม เละ
  5. ครีบและหางจะต้องไม่เป็นสีชมพู ยกเว้นกุ้งบางชนิด ซึ่งมีสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติ นอกจากนี้ครีบต่างๆ จะต้องเป็นมันไม่แห้ง
  6. กุ้งแห้ง ให้เลือกสีไม่แดงจัด มีสีธรรมชาติของกุ้ง ไม่มีเปลือกมาก กลิ่นไม่ฉุน ไม่อับ และไม่ชื้น
  7. กั้งดอง กั้งที่ดองใหม่เปลือกจะใส น้ำดองกั้งจะมีสีน้ำตาลแดงใส ไม่เป็นสีดำคล้ำ ถ้ากั้งมีสีขุ่นทั้งเปลือกและเนื้อแสดงว่าเก่าแล้ว

วิธีเลือกซื้อหอย

  1. ฝาหรือเปลือกจะต้องปิดสนิท ไม่ควรมีสิ่งสกปรก หรือ เมือกมากเกินไป
  2. เมื่อแกะเปลือกแล้วเนื้อจะต้องมีสีแดงสดไม่ซีด เคลื่อนไหวได้เมื่อถูกแตะต้อง
  3. ไม่มีกลิ่นเหม็น
  4. ถ้านำไปแช่น้ำหอยที่ดีจะจมน้ำ

วิธีเลือกซื้อไข่

  1. เปลือก ต้องนวลเกลี้ยง สีด้าน ไม่มันเงา จับดูแล้วจะรู้สึกสากมือเล็กน้อย
  2. ไม่มีรอยแตก ไม่ร้าว เขย่าแล้วไม่คลอน
  3. เมื่อนำมาส่องกับไฟ ภายในเนื้อไข่ต้องไม่มีจุดสีดำ หรือฟองอากาศขนาดใหญ่อยู่ภายใน
  4. เมื่อต่อยออกไข่ขาวจะใส่ ไข่แดงจะอยู่ตรงกลางและกลม สีสม่ำเสมอ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม

วิธีเลือกซื้อเนื้อไก่

การเลือกซื้อ...

  1. ไก่สด ตาจะใส
  2. ลักษณะผิวเต็มไม่เหี่ยวย่น ไม่มีจ้ำเขียวๆ ไม่ซีด
  3. ตัดเนื้อดูจะไม่เป็นสีเขียว ตรงรอยเชือดที่คอจะไม่เขียวช้ำ ดมดูไม่มีกลิ่น
  4. ส่วนของอกไก่ จะต้องมีลักษณะอ้วนมีเนื้อแน่น
  5. ส่วนปลายสุดของปีกจะดัดงอได้ง่าย หนังมีสีขาว ไม่มีรอยฉีกขาด
  6. ขาควรจะเรียบ มีเกล็ด และเดือยเล็ก ๆ

 

ไก่อ่อน ปลายจมูกจะอ่อนนุ่ม หงอนเกลี้ยง กดกระดูกหน้าอกจะงอได้ และมักมีขนอ่อนๆด้วย ตีนอ่อนนุ่ม เล็บจะแหลม เดือยสั้น หนังบาง ปากไม่แข็ง

ไก่สาว หงอนจะสั้นแข้งลื่นเป็นมัน เนื้อนุ่ม

ไก่แก่ ปลายเล็บมน หนังใต้อุ้งเท้าจะหนาแข็ง เดือยจะยาว

 

การเลือกซื้อไก่ให้เหมาะกับรายการอาหาร ...

  • แกง ควรซื้อไก่แก่หน่อยเพราะเราต้องเอาไปต้ม ถ้าไก่อ่อนเนื้อจะเละ ไม่อร่อย
  • ย่าง และ ทอด ควรใช้ไก่เล็ก หนักไม่ถึงกิโล การย่างควรพรมด้วยน้ำมัน หรือกะทิข้นๆ เนื้อไก่จะได้นุ่ม และควรใช้ไก่สดๆที่เพิ่งฆ่าใหม่ๆจึงจะอร่อย
  • ทอด ถ้าชุบแป้งทอดควรผึ่งไก่ให้หนังแห้งเสียหน่อย ไม่งั้นจะชุบแป้งไม่ติด
  • ข้าวมันไก่ ต้องซื้อไก่อ้วนๆขนาดน้ำหนัก1กิโลครึ่งถึงเกือบ2กิโล

วิธีเลือกซื้อเนื้อวัว

การเลือกซื้อ

  1. ควรเลือกเนื้อวัวที่มีสีแดงสด เนื้อแน่น ลายเส้นไม่หยาบ
  2. ให้ใช้นิ้วกดดู จะยืดหยุ่น ไม่มีรอยบุ๋ม
  3. ต้องไม่มีเม็ดสีขาวใสคล้ายเม็ดสาคู เพราะเป็นตัวอ่อนของพยาธิตัวตืด
  4. เนื้อสัน ควรจะมีสีแดงสดและมีมันปรากฏอยู่เป็นจุดเล็ก ๆ
  5. ลักษณะของไขมัน แตกง่ายสีออกไปทางครีมอ่อน ๆ
  6. ไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่มีเมือก
  7. เมื่อวางไว้จะมีน้ำสีแดงออกมา ถ้าไม่สด น้ำจะเป็นสีเหลืองๆซึม 8.ถ้าวัวแก่จะมีพังผืดมีเส้นใยเต็มไปหมด สีเขียวๆดำๆไม่ค่อยมีมัน
  8. เนื้อควายมีมันสีขาว ปรุงสุกแล้วจะเหนียวกว่าเนื้อวัว

 การเลือกเนื้อวัวให้เหมาะกับรายการอาหาร...

  • เนื้อที่ติดกับคอ สำหรับเมนูอบและสตูว์
  • ซี่โครง ใช้อบทอด ย่าง
  • เนื้อสันเหมาะสำหรับทอดย่างอบทำสะเต๊ก
  • เนื้อสะโพก เหมาะที่จะใช้อบ ย่าง ทำเนื้อบด และสเต๊ก
  • เนื้อที่สีข้างส่วนนี้จะมีไขมันเมื่อแล่ออกบ้างแล้ว จะเหมาะที่จะอบและทำเนื้อบด
  • เนื้อพื้นท้องเหมาะทำสตูว์ น้ำสต๊อก เนื้อเปื่อย เนื้อตุ๋น
  • เนื้อท่อนขาเป็นส่วนที่จะเหนียวเหมาะใช้ทำสตูว์ น้ำซุป
  • กระดูกวัว เหมาะที่จะใช้ต้มทำน้ำซุป
  • ลิ้นวัว เหมาะสำหรับเคี่ยวทำสตูว์

 

ควรจะไปตลาดตอนเช้าตรู่ เพื่อจะได้ซื้อ เนื้อสัตว์ที่เพิ่งส่งมาจากโรงฆ่าสัตว์ใหม่ ๆ จะทำให้ได้ของสด สามารถเก็บไว้ได้นาน

ไม่ควรไปซื้อเนื้อสัตว์ในวันพระ เพราะคุณจะได้เนื้อสัตว์ที่แช่แข็ง ซึ่งทำให้คุณค่าทางอาหารลดลงไปมาก

วิธีเลือกซื้อเนื้อหมู

การเลือกซื้อ

  1. เนื้อหมู เนื้อละเอียด สีชมพู มันสีขาว ถ้ามันเหลืองแสดงว่าหมูแก่
  2. เนื้อสัน ควรจะมีสีชมพูอ่อน ๆ เนื้อไม่แน่น หรือแข็งจนเกินไป
  3. ให้ใช้นิ้วกดดูจะยืดหยุ่นได้ดี ไม่มีรอยบุ๋ม
  4. โครงหมู ต้องไม่ติดกันแน่น

การเลือกซื้อเนื้อหมูให้เหมาะกับรายการอาหาร...

  • หมูเนื้อแดงล้วนๆไม่ติดมัน เหมาะที่จะนำมาอบ ผัด พะแนง หรือทอด
  • หมูเนื้อสันในเป็นที่ติดกับสันหลัง ลักษณะเป็นเส้นยาวไม่ติดมันเนื้อส่วนนี้จะนุ่ม เหมาะสำหรับอบหรือทอด
  • หมูสามชั้น เลือกสามชั้นที่มีหนังบาง เหมาะกับ เมนูหมูกรอบ หมูย่างชนิดหนังกรอบ หมูหวานและเบคอน
  • ขาหน้า ใช้ทำขาหมูพะโล้
  • ขาหลัง เหมาะใช้ทำขาหมูยัดไส้ ขาหมูทอด (ขาหมูบาวาเลีย) หรือขาหมูต้มยำ
  • การทำแกงจืด ควรใช้หมูสามชั้นมาสับให้ละเอียด มีความนุ่ม รสชาติดี
  • ทำหมูแดง ควรใช้เนื้อหมูสันใน เพราะจะมีความนุ่มมากกว่า การใช้เนื้อส่วนอื่นๆ

 

ควรจะไปตลาดตอนเช้าตรู่ เพื่อจะได้ซื้อ เนื้อสัตว์ที่เพิ่งส่งมาจากโรงฆ่าสัตว์ใหม่ ๆ จะทำให้ได้ของสด สามารถเก็บไว้ได้นาน

ไม่ควรไปซื้อเนื้อสัตว์ในวันพระ เพราะคุณจะได้เนื้อสัตว์ที่แช่แข็ง ซึ่งทำให้คุณค่าทางอาหารลดลงไปมาก

วิธีเลือกซื้อปลาสด

ปลา เป็นสุดยอดอาหารที่ ให้โปรตีนชั้นดี ไขมันที่มีประโยชน์ รวมถึงสารอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น สารโอเมก้า 3 ปลามีให้เลือกซื้อหาทั้งแบบปลาสดและแบบปลาแห้ง ปลาสดนั้นสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลากหลาย ทั้ง ต้ม ผัก แกง ทอด และแน่นอนว่าปลาที่เลือกมาประกอบอาหารนั้นต้องสดจริงๆ ไม่เช่นนั้นอาหารแต่ละเมนูที่ทำออกมาคงดูไม่จืด เบือนหน้าหนีกันทั้งบ้าน ดังนั้นพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายควรรู้วิธีเลือกซื้อปลาสดกันไว้ด้วย

วิธีเลือกซื้อปลาสดนั้นไม่ได้ยุ่งยากมากมายอะไร เพียงแต่ต้องรู้จักสังเกตและใจเย็นๆซักหน่อย ค่อยๆ ดูค่อยๆเลือก ก็จะได้ปลาสดคุณภาพดีมาประกอบอาหารแสนอร่อย

วิธีเลือกซื้อปลาสด มีหลักการดังนี้

  1. ตาปลา เปิดโตเต็มที่ ใส ไม่ลึกโบ๋หรือขุ่นเป็นสีเทา แห้ง ตาไม่โบ๋
  2. เกล็ด สีสดใสเป็นมันเงา ไม่ขุ่นมัว เกล็ดแบนราบเสมอกัน ไม่แห้ง หลุดลอก
  3. หนัง ควรจะมีเมือกปลาคลุมอยู่ทั่วทั้งตัว เรียบ และชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา
  4. เหงือก ต้องสีแดงสด ไม่เขียวคล้ำครีบปิดสนิท ถ้ามีเมือกก็ต้องเป็นเมือกใส
  5. เนื้อปลาไม่แข็งทื่อ เมื่อกดจะยืดหยุ่นมีสปริงเด้ง กลับ ไม่ยุ่ยไม่บุ๋มตามรอยนิ้วมือ
  6. บริเวณใต้ท้องปลาจะต้องสะอาด ท้องแน่นไม่หลุดออกจากกันได้ง่าย
  7. ไม่มี กลิ่น เหม็นเน่าหรือมีกลิ่นฉุนของฟอร์มาลิน ไม่มีแมลงวันตอม
  8. ถ้านำปลาไปแช่น้ำ ปลาที่ดี จะจมน้ำ
  9. ควร ซื้อปลาตามฤดูกาล จะได้ปลาสดใหม่ ราคาถูกและรสชาติดี
  10. ปลาเค็ม ให้เลือกที่เนื้อไม่เละ ไม่มีหนอน ไม่มีเกล็ดเกลือ เนื้อปลาไม่แข็งแห้งเกินไป เพราะเป็นปลาที่เก่าเก็บไว้นาน

วิธีเลือกซื้อเป็ด

การเลือกซื้อ

  1. จะงอยปากแข็ง เป็นสีเหลือง
  2. ตีนสีเหลือง อ่อนนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง เยื่อที่เชื่อมระหว่างนิ้วเท้า ควรฉีกออกจากกันได้โดยง่าย (เป็ดแก่ ตีนจะสีดำ หนังเหนียว และมีกลิ่นสาบแรง)
  3. ลักษณะผิวเต็มไม่เหี่ยวย่น ไม่มีจ้ำเขียวๆ ไม่ซีด
  4. ปลายปีกต้องไม่มีสีคล้ำ
  5. หน้าอกแข็ง ไม่หยุ่น อกต้องมีเนื้อเต็ม ไม่มีรอยยุบ

 

การเลือกซื้อเป็ดให้เหมาะกับรายการอาหาร...

  • ย่าง ต้องใช้เป็ดอ้วนๆ เพราะมีน้ำมันใต้ผิวมาก เวลาย่าง หนังเป็ดจะพองกรอบน่ากิน
  • แกงหรือตุ๋น ควรใช้เป็ดอ่อน แล้วถอนขนออกให้หมด เป็ดอ่อนมีขนอ่อนมาก
  • เป็ดยัดไส้ ใช้เป็ดแก่ หนังจะได้ไม่เปื่อย เวลายัดไส้หนังไม่ปริ เป็ดแก่ถอดกระดูกง่ายด้วย
  • ห่าน ให้ดูปาก ถ้าปากเหลืองจะเป็นห่านอ่อน ถ้าปากแดงจะเป็นห่านแก่

วิธีเลือกซื้อผลไม้

ลักษณะทั่วไปของผลไม้ที่ควรเลือกซื้อ

ผิวต้องสดใหม่ไม่เหี่ยว ไม่มีรอยช้ำ หรือแมลงเจาะกินขั้วก้านเขียวและแข็ง

ผลไม้

หลักการเลือกซื้อ

ส้มเขียวหวาน

ควรเลือกผิวบาง ผลกลมแป้น

มะละกอ

ควรเลือกที่แก่จัด ผิวสีเขียวอมแสด ผิวนวล สีของเนื้อมะละกอขึ้นอยู่กับพันธุ์

มังคุด

ควรเลือกที่แก่จัด ผิวเรียบสีเข้ม เปลือกไม่แข็ง ขั้วสด กลีบเลี้ยงเผยอ ไม่ควรเลือกขนาดใหญ่มาก เพราะจะมีเมล็ดใหญ่

กล้วยน้ำว้า

ควรเลือกเปลือกบาง ไม่มีเหลี่ยม สุกคาเครือ รสชาติดีกว่ากล้วยบ่มให้สุก

ละมุด

ควรเลือกแก่จัด ผิวสีน้ำตาลอมแดง

ลางสาด

ควร เลือกผลยาวรี ผิวสีค่อนข้างเหลืองทองและมีสีแสดแกมขี้มด ใกล้ขั้วมีสีเหลืองออกน้ำตาล เนื้อภายในมีลักษณะนุ่ม สีใสปนเหลืองเล็กน้อย

น้อยหน่า

ควรเลือกแก่จัด ตาห่าง

มะม่วง

ควรเลือกที่แก่จัด ผิวนวล การดูสีบางทีไม่แน่นอน เพราะปัจจุบันใช้วิธีบ่มด้วยแก๊ส ทำให้มีผิวเหลืองสวย ทั้งๆที่บางทียังไม่แก่จัด

เงาะ

ควรเลือกผิวสดขนยังไม่แห้ง เนื้อไม่แห้ง เนื้อในหนา แกะล่อนจากเมล็ด รสหวาน ผลโตเสมอกัน

สับปะรด

ควรเลือกผิวสีค่อนไปทางเหลือง ตาใหญ่ห่าง กลีบเลี้ยงที่ปิดตาเปิด แสดงว่าแก่จัด

กระท้อน

ควรเลือกผลงาม นุ่ม ผิวบางสีเหลืองผสมน้ำตาลมีนวลและมีกระเล็กน้อย บริเวณรอบขั้วภายในมีลักษณะเนื้อหนานุ่ม เมล็ดเป็นปุยสีขาว

ชมพู่

ผิวเรียบไม่มีแมลงกัดกิน ลูกใหญ่

องุ่น

ควรเลือกที่เป็นพวง

องุ่นแดง    : เลือกลูกที่มีสีแดงคล้ำไม่มีรอยช้ำ ขนาดลูกเท่ากันทั้งพวง

องุ่นเขียว  : เลือกลูกยาวรี ซึ่งจะมีรสชาติดีกว่าลูกกลม

ฝรั่ง 

หากชอบแบบเนื้อกรอบให้เลือกให้กลมแป้น ผิวเรียบ  หากชอบแบบเนื้อแน่น ให้เลือกลูกรี ๆ ผิวไม่เรียบ

ส้มโอ

แก่จัดจะให้รสหวานอร่อย โดยเลือกเปลือกบาง ตาน้ำบนผิวเปลือกห่างกัน มีน้ำหนัก มีลักษณะแป้น หากกดที่ก้นเปลือกจะยุบลง เมื่อแกะดู เนื้อส้มโอจะละเอียดแห้ง ไม่เฉะเละ ส้มโอนิยมผึ่งไว้ระยะหนึ่ง ไม่กินทันทีที่เก็บมาจากต้น

ลำไย

วิธีเลือกซื้อ  เลือกผลโต เปลือกเรียบเกลี้ยง ไม่มีขี้กลาก และควรซื้อในฤดูลำไย ในช่วงเดือน ส.ค. เพราะจะได้ลำไยที่แก่จัด หวานจัด ไม่ใช่ลำไยที่ออกผลเพราะการเร่งด้วยสารเคมี ลำไยอบแห้งจากผลสด เลือกถุงที่เนื้อลำไยไม่เหี่ยวย่นมาก เพราะจะเป็นกากแข็ง ไม่อร่อย และไม่เลือกชนิดที่แห้งมากเกินไป เพราะทำให้ความนุ่มและความหวานเสียไป ส่วนลำไยอบแห้งจากผลแห้ง ต้องเลือกที่ผลไม่ดำมาก เพราะหมายถึงลำไยเก่าแล้ว นำไปต้มจะไม่หอมชวนกิน

ขนุน

ขนุนที่มีความแก่ 70% สังเกตที่ผิวของขนุนจะเป็นเส้นสีน้ำตาลยังไม่ดำ ตาเริ่มแตกเป็นสีน้ำตาล ผิวของเปลือกยังไม่บาง เหมาะสำหรับทำขนุนทอดกรอบ
ขนุนบ่มสุกจะตัดเมื่อมีความแก่ 80-100% จะเห็นเป็นเส้นสีดำชัดเจน ตามร่องตาของขนุนและขนาดของตาขนุนเริ่มขยายใหญ่ (ภาษาชาวบ้านเรียกว่าตาแตก) ผิวเริ่มบางลง

แตงโม

ใช้นิ้วเคาะ หรือดีดูบริเวณเปลือกแตงโมกลางลูก ถ้าแตงโมสุกกำลังรับประทานจะมีเสียงหนักแน่น แสดงว่ามีน้ำหนักมากไส้ไม่ล้ม

 

วิธีเลือกซื้อผักสด

ผักสด ให้เลือกที่สดๆไม่เหี่ยวไม่ช้ำ ควรเลือกซื้อตามฤดูกาลจะได้ผักที่สด รสดี ราคาถูก ผักอ่อนรสหวานกว่าผักแก่ ผักที่ตัดใหม่ๆจะทำอาหารได้อร่อยกว่าผักเก่า

 

ชนิดผัก

หลักการเลือกซื้อ

เผือก มัน

เลือกหัวที่มีน้ำหนักมาก เนื้อแน่น ผิวเรียบ ไม่มีตำหนิ

หอมใหญ่

เลือกหัวแน่น ๆ เปลือกแข็ง

หัวไชเท้า

เลือกหัวที่ไม่งอ ขนาดกลางยังอ่อนๆ มีผิวเรียบ

ผักกาดหัว

เลือกหัวอ่อน ๆ ผิวเรียบไม่งอ

แครอท

เลือกหัวยาวเรียวๆ ดูตรงขั้วจะเห็นวงไส้ที่เล็ก ถ้าไส้ใหญ่หัวใหญ่จะแก่ไม่หวานกรอบ

กะล่ำปลี

เลือกหัวที่สีเขียวอ่อน ใบห่อไม่แน่น และมีน้ำหนักเบา จะอร่อยหวานกว่าผักที่มีสีขาว ใบห่อแน่นและหนักๆ เพราะจะเป็นผักแก่และเก่า (คนขายจะปอกใบด้านนอกที่เหี่ยวทิ้งขณะรอขาย)

กะหล่ำดอก

ดอกควรมีสีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน ดอกรวมตัวกันแน่น ถ้าดอกมีสีเข้มหรือคล้ำและแยกออก หรือหลวมๆ แสดงว่าแก่เกินไป

ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วพู ถั่วลันเตา

เลือกฝักอ่อน ๆ สีเขียว เนื้อแน่นไม่ฝ่อ ตรง ๆ ไม่คดงอ (ฝักแก่จะมีสีขาวนวล)

กระเจี๊ยบเขียว

ฝักต้องมีห้าเหลี่ยม ความยาวประมาณ 5-12 ซม. ฝักอ่อนเส้นใยน้อยมีสีเขียวสม่ำเสมอทั้งฝัก

หน่อไม้ฝรั่ง ชนิดหน่อเขียว

ลักษณะหน่อตรง สีเขียวเข้ม ผิวเป็นมันเงางาม ปลายหน่อยังไม่บาน ความยาวหน่อส่วนที่เขียว ประมาณ 19 ซม. ขึ้นไป

ผักคะน้า ผักกาดหอม

เลือกต้นที่มีสีเขียวสด ไม่เหี่ยว ไม่มีรอยช้ำ ต้นใหญ่ ใบติดโคนแน่น

ผักบุ้ง

มีลำต้นอวบและมียอดติดอยู่ ไม่มีรากบริเวณข้อ ใบสีเขียวสด ความยาวลำต้นประมาณ 10-12 นิ้วจากโคนถึงยอด  

มะเขือเปราะ มะเขือยาว

เลือกขั้วติดแน่น สีสด น้ำหนักมาก ไม่เหี่ยว

แตงร้าน

เลือกลูกที่มีน้ำหนักมาก ลูกยาว สีเขียวอ่อน ไม่มีรอยช้ำ ผิวนวล

แตงกวา

ผลตรง ไม่คอดเป็นคอขวด ผิวเขียว ดีกว่าผิวขาวนวล ผิวเขียวเนื้อหนาเมล็ดเล็ก เนื้อจะกรอบ กว่าผิวขาวนวล ซึ่งมีเนื้อน้อยและเหนียว

มะนาว

เลือกที่มีเปลือกบาง ผิวเรียบไม่เหี่ยว

ฟักทอง

เลือกลูกที่มีน้ำหนักมาก ผิวเปลือกขรุขระ เนื้อจะแน่น

ขิงอ่อน

เลือกที่เปลือกเป็นสีน้ำตาลทอง แง่งขิงใหญ่ มีข้อห่าง เสี้ยนน้อยรสจะไม่เผ็ดจัด

ตะไคร้

เลือกต้นที่มีกาบนอกไม่แห้ง หัวใหญ่ มีรอยตัดใหม่ๆ ลำต้นไม่เหลืองจนเกินไป 

ข่าสด

เลือกที่มีลำต้นสีเขียวอ่อนๆ และดูสด ตรงส่วนปลายลำต้น และส่วนที่เป็นเหง้าไม่เหี่ยวหรือเป็นสีน้ำตาล เหง้ามีสีขาว มีกลิ่นเฉพาะ สำหรับข่าอ่อน ถ้าใช้เล็บจิกจะง่ายกว่าข่าแก่

ผักชียี่หร่า

เลือกต้นที่มีใบมีขอบหยักๆ คล้ายใบเลื่อย มีสีเขียวสด และมีกลิ่นหอม

มันฝรั่ง

เลือกหัวที่มีเปลือกบาง ไม่เหี่ยว มีตาน้อย

พริกหยวก

สีเขียวใส ผิวตึง ขั้วสีเขียว ไม่ช้ำ หรือเน่า

เห็ดเป๋าฮื้อ

เลือกเห็ดที่มีเนื้อหนาและค่อนข้างแข็ง สดไม่เหี่ยว หากใช้ไม่หมดควรเก็บใส่ถุงพลาสติกที่เจาะรู

สะตอ

เลือกที่มีฝักใหญ่ ฝักยาว เม็ดข้างในจะใหญ่ที่เรียกว่า สะตอดาน เปลือกของฝักมีสีเขียวสด ไม่มีรอยสีน้ำตาลหรือเหี่ยว ต้องไม่มีรูเจาะไชของหนอน

ใบสะระแหน่

เลือกต้นที่มีใบสีเขียวสด ใบโต ไม่มีหนอนกิน ไม่มีใบสีน้ำตาล

ขึ้นฉ่าย

เลือกซื้อต้นที่มีสีเขียวสด ใบไม่เหลือง ตรงโคนมีสีเขียว ถ้ามีสีเขียวนวลแสดงว่าแก่ ไม่ดี

ใบโหระพา

เลือกต้นที่มีใบโตๆ มีสีเขียวสด ใบไม่หยิกงอ ไม่มีจุดด่าง มีดอกน้อย

กุยช่าย

เลือกต้นที่มีลำต้นสีขาวอมเขียวอ่อน สดแข็ง ไม่ช้ำหรือเน่า ใบสีเขียวสด ปลายใบไม่เหลือง

ผักกะเฉด

เลือกต้นที่มีนมสีขาวหุ้ม ไม่เหี่ยว มียอดอ่อนมาก และต้นไม่แก่

วิธีเลือกซื้อหมึกสด

การเลือกซื้อ

  1. เนื้อแน่น ไม่เละ ตัวออกกลมไม่แบนมาก
  2. ตาหมึกจะออกดำๆ ไม่ขุ่น
  3. หัวจะไม่ยืดออกจากตัวมากนัก
  4. ไม่มีกลิ่นฉุนของฟอร์มาลีน
  5. หมึกกล้วย หนังจะต้องไม่แดงมาก
  6. หมึกหอม จุดจะชัด

การเตรียมประกอบอาหาร

  • ก่อนนำหมึกไปทำอาหาร ต้องล้างให้สะอาด ส่วนจะลอกหนัง หรือเยื่อบาง ๆ ออก ก็แล้วแต่ความชอบ พร้อมกับดึงกระดองออก ควักตับไตไส้พุง ถุงขี้หมึก และลูกตาออก หากจะให้เครื่องปรุงเข้าเนื้อ ควรบั้งหมึกก่อน เพราะเนื้อหมึกค่อนข้างแน่น
  • หมึกกล้วย ตัวจะออกรี ๆ ยาว ๆ คล้ายกล้วย มีเยื่อหุ้มตัวสีออก น้ำตาล ส่วนด้านข้างจะมีปีกเล็ก ๆ 2 ปีก มีสีเข้มเป็นพิเศษ นิยม 
    นำมาทำหมึกยัดไส้

หมึกกระดอง ลักษณะตัวแบนใหญ่สีขาว นิยมนำมาทำหมึกปิ้ง และอาหารอื่น ๆ เช่น ผัด หรือยำ