logo

วิธีเลี้ยงกระต่าย ได้ 2 เด้ง สวยงาม แถมขายทำเงิน

สวัสดีพี่น้อง ชาวฟาร์มไทยแลนด์ทุกคน หลายวันก่อนผมได้ลิ้มลองเนื้อกระต่ายร้านอาหารป่าแถบ กาญจนบุรีมาซึ่งรสชาติ นุ่มอร่อยมาก เลยฉุกคิดว่า ถ้าเราเลี้ยงกระต่ายเอาไว้ทั้งขายทำเงินแบบสวยงามก็ได้ หรือจะเลี้ยงแบบขายเนื้อก็ดีเราจะทำได้ไหม ซึ่งก็มีวิธีจากหลายคนที่ผมไปหาข้อมูลมา ได้ดังนี้
วิธีการเลี้ยงกระต่าย เพื่อให้ผลตอบ แทนดีและสามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่ที่ไม่มากนักเช่นหลังบ้านของเราก็ได้ครับ ขอให้มีพื้นที่สักหน่อยจะดีมากเพราะ กระต่ายเป็นสัตว์ขนาดเล็ก ที่กินหญ้า ผักผลไม้ได้หลายชนิด ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไม่มาก ให้ผลผลิตเร็ว อาจจะเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่น หรือขุนขายก็ได้ ประโยชน์ในการเลี้ยงกระต่ายมีหลายอย่างด้วยกัน อาทิให้ความเพลิดเพลินเป็นประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เป็นอาชีพเสริมสำหรับเกษตรกร เพราะขายลูกได้ ขายเนื้อได้เป็นสัตว์ทดลองและผลิตวัคซีนบางชนิด ผลพลอยได้ก็มี เพราะทั้งหนังของกระต่ายก็เอาไปทำเสื้อผ้าเครื่องประดับบ้านได้ และมูลของมันก็เป็นปุ๋ยได้ดีไม่แพ้กันครับ



พันธุ์กระต่ายที่นิยมเลี้ยงในประเทศ ไทยเป็นส่วนมากเป็น พันธุ์นิวซีแลนด์ไวท์ ลักษณะประจำพันธุ์ ขนสีขาวทั้งตัว ตาสีแดง หน้าสั้น ตะโพกใหญ่ ไหล่กว้าง เนื้อแน่น ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง โตเต็มที่หนัก 4–5 กิโลกรัม



ส่วนกระต่ายพันธุ์เนื้อ นั้นจะเป็น พันธุ์แคลิฟอร์เนียไวท์ลักษณะประจำ พันธุ์ ขนสีขาว ฟูยาว ปลายหูและปลายเท้าจะมีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ตาสีแดง โตเร็ว เลี้ยงลูกเก่ง โตเต็มที่ หนัก 2.5–4 กิโลกรัม ใช้ทำพ่อแม่พันธุ์ หรือขุนขายเนื้อ



ส่วนกระต่ายเลี้ยงดูเล่นส่งขายตามจตุจักร ตลาดนัดสัตว์สวยงาม ก็จะเป็น พันธุ์แองโกล่า ลักษณะประจำพันธุ์ ขนยาวตรง มีสีหลายสี เช่น ขาว น้ำตาล เทา ดำ หน้าสั้น ตาสีดำ หรือน้ำตาล ให้ลูกน้อย ครอกละ 2–4 ตัว โตเต็มที่หนัก 1.8–2.5 กิโลกรัม เหมาะสำหรับเลี้ยงไว้ดูเล่น
ในการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการเลี้นงกระต่ายเพื่อเป็นอาชีพเสริมและเชิงพาณิชย์ พบว่าการเลี้ยงนอกจากพิจารณาเรื่องของพันธุ์กระต่ายที่ต้องการแล้ว ก็มีเรื่องของโรงเรือน ซึ่งควรอยู่บนที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง อากาศถ่ายเทได้สะดวก สามารถป้องกันศัตรู เช่น สุนัข แมว ได้ กรงกระต่ายควรทำด้วยลวดตาข่ายและอยู่สูงกว่าพื้นไม่น้อยกว่า 50 ซม.เพื่อป้องกันกลิ่นปัสสาวะของกระต่ายเอง ตรงนี้สำคัญนะครับถ้า กระต่ายอยู่กับปัสสาวะ ของตัวเองมากๆ จะเกิดโรคง่ายและอาจจะทำให้การเลี้ยงเสียหายในการรักษา กระต่ายที่ป่วย
ส่วนเรื่องอาหารกระต่ายที่เป็นอาหารหยาบ ควรเป็นจำพวกที่มีเยื่อใยสูง แต่มีโปรตีนต่ำ เช่น หญ้าสด ผัก ผลไม้ ให้กระต่ายกินเป็นหลักจำนวน 10–15% ของน้ำหนักตัว วันละ 2 มื้อ หญ้ารูซี่ หญ้าขน ลิสงเถา (ถั่วปิ่นโต) ไมยราบยักษ์
**แต่ไม่ควรใช้ใบกระถินเลี้ยงกระต่าย เนื่องจากมีสารมิมโมซีน ที่มีผลต่อขนกระต่ายทำให้ ขนร่วงได้ง่าย **
ส่วนหญ้าและผักที่ฉ่ำน้ำ เช่น เปียกฝน หรืออวบน้ำ จะทำให้กระต่ายท้องเสีย จึงควรนำหญ้าหรือผักสดไปผึ่งในที่ร่มประมาณ 3–6 ชั่วโมงก่อน หรือเกี่ยวหญ้าหลังเวลา 10.00 น. ไปแล้ว จะดีต่อสุขภาพของกระต่ายมากครับ
ส่วนอาหารข้นจำพวก อาหารที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบต่าง ๆ จนมีปริมาณ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเกลือแร่ ฯลฯ ควรให้ตามความจำเป็นของอายุของกระต่าย ส่วนอาหารสำเร็จรูปที่ใช้สำหรับโค สามารถให้กระต่ายกินได้แต่ไม่เกิน 120-180 กรัม/ตัว/วัน (ขีด-ขีดครึ่ง) เพื่อเสริมอาหารหยาบบ้างจะได้เนื้อกระต่ายที่แน่นครับ


 

และจากการศึกษาในครั้งนี้พบว่าผลตอบแทนคุ้มค่าไม่น้อย โดยต้นทุน ค่าพ่อแม่พันธุ์กระต่าย ตัวผู้ 2 ตัว ตัวเมีย 8 ตัว รวม 10 ตัว ตัวละ 150 บาท เป็นเงิน 1,500 บาท
ค่ากรงกระต่าย ขนาด 4.80×0.60 เมตร สูง 1.80 เมตร จำนวน 2 หลัง รวมเป็นเงิน 5,000 บาท
ค่าอาหารข้น 4,680 บาท ค่ายาเวชภัณฑ์ 300 บาท รวมเป็นเงิน 11,480 บาท
หลังจากเลี้ยงเกษตรกรจะมีรายได้ จากที่แม่กระต่ายให้ลูก แม่ละ 5 ตัว ปีละ 4 ครอก ได้ลูกทั้งหมด 200 ตัวจำหน่ายลูกกระต่ายอายุ 1 เดือน ตัวละ 80 บาทเป็นเงิน 16,000 บาท
ถ้าจำหน่ายกระต่ายขุน อายุ 6 เดือน 100 ตัว ตัวละ 2 กก. กก.ละ 70 บาท เป็นเงิน 14,000 บาท
มูลกระต่าย จำนวน 10 กระสอบ กระสอบละ 20 บาท รวมเป็นเงิน 200 บาท
สรุปแล้วจากการเลี้ยงกระต่ายที่เริ่มต้น 8 ตัวใน 1 ปี จะคืนทุนและมีกำไรไม่น้อยกว่า 2,720-4,720 บาท และหากต้องการกำไรที่มากกว่านี้ ก็เพิ่มปริมาณการเลี้ยงกระต่ายให้มากขึ้น ส่วนตลาดในตอนนี้เริ่มมีความนิยมมากขึ้นตามลำดับครับ
โดย เทนดามะ ( Tendama )

เลี้ยงหนอนนกไว้ขาย
 

      ใครไม่รู้จักบ้าง หนอนนก หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Mealworm จัดเป็นชื่อสามัญที่เรียกสำหรับหนอนของแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง ที่ปัจจุบันนิยมเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยมีความสำคัญใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงหลายชนิดโดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงสวยงาม เช่น ปลาสวยงาม นกสวยงาม รวมถึงสัตว์หลายประเภทที่นิยมกินหนอนนก เพราะเป็นอาหารที่มีทั้งโปรตีนและไขมันค่อนข้างสูง แถมยังมีผู้รับประทานหนอนนกเป็นอาหารอีกด้วย ด้วยการทอดเช่นเดียวกับแมลงชนิดอื่นที่รับประทานได้

      จากรูปร่างที่เป็นลักษณะหนอนนี้ หารู้ไม่ว่าสามารถทำรายได้แก่เกษตรกรร่ำรวยมานักต่อนัก หนอนที่มีเปลือก มีลำตัวยาวเรียวทรงกระบอกสีน้ำตาลอมเขียว เมื่อโตเต็มที่มีความกว้างลำตัว 0.28-3.2 มิลลิเมตร ยาว 29-35 มิลลิเมตร น้ำหนัก 0.2-0.24 กรัม มีอายุประมาณ 55-75 วัน ก่อนจะเข้าสู่ภาวะดักแด้ ซึ่งจะมีอายุในวงจรนี้ราว 5-7 วัน จากนั้นจะลอกคราบเป็นตัวโตเต็มวัย ซึ่งจะเป็นแมลงปีกแข็งลำตัวสีน้ำตาลอมดำ และจัดเป็น แมลงศัตรูพืช มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปในที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น ซึ่งตัวเต็มวัยจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 3-6 เดือน ตัวเมีย 1 ตัว วางไข่ได้ 1-2 ฟอง/วัน หรือ 80-85 ฟอง/ตลอดวงจรชีวิต

      ปัจจุบันมีผู้เพาะเลี้ยงหนอนนกเป็นจำนวนมาก โดยโรงเรือนที่เพาะต้องเป็นสถานที่ๆ โปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ที่สำคัญคือต้องไม่ชื้น หากชื้นหนอนนกจะตายด้วยเชื้อราและไม่มีศัตรูตามธรรมชาติมารบกวน เช่น จิ้งจก, ตุ๊กแก หรือ มด ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ เมื่อซื้อหนอนนกไปแล้ว จะนิยมเก็บด้วยการเทใส่ถาดหรือถังพลาสติกที่มีความสูงพอสมควรที่หนอนนกไม่สามารถปีนออกมาได้ ปิดฝาด้วยภาชนะแบบตะแกรง อาหารที่ให้สามารถให้ได้หลากหลาย ทั้งผักชนิดต่างๆ อาหารปลาเม็ด หรือ รำข้าว และต้องมีตะแกรงรองพื้น เพื่อช่วยในการร่อนมูลและเปลือกของหนอนนกที่ถ่ายออกมาด้วย

      แน่นอนว่าสมาชิกเราปลูกผักกันเยอะ และเศษผักที่เหลือจากการเกษตร ก็มีประโยชน์ หากไม่เอาไปทำน้ำหมัก ทำปุ๋ยชีวภาพแล้ว เอามาเป็นอาหารแก่หนอนนกนี่ก็เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน ราคาขายจะขึ้นๆ ลงๆ นิยมขายปลีกกันที่ขีดละ 40-80 บาท

เลี้ยงหนอนนกไว้ขาย

 

วิธีการเลี้ยงหนอนนก เทคนิคการเพาะพันธุ์หนอนนก แบบง่ายที่เป็นเกษตรอินทรีย์ที่สุด แต่ใช้ได้จริงตามนี้

      เริ่มจากซื้อหนอนนกมาตามความต้องการ ว่าจะต้องการมากน้อยแค่ไหน แล้วนำมาใส่ไว้ในถาดในระดับความสูงที่หนอนไม่สามารถคลานออกได้ หรือตู้ปลาโล่งๆ ประมาณถาดละ 200-300 ตัว หรือเฉลี่ยเอาอย่าให้แออัดกันเกินไป หลังจากนั้นก็ใส่อาหารเช่น รำ รำแป้งสาลี เศษผักที่มีน้ำ โดยหั่นชิ้นเล็กบางๆ หย่อนเข้าไปเพื่อให้เป็นอาหารแก่หนอนนกเติมอาหารทุก 1-2 สัปดาห์

       เมื่อเลี้ยงแล้วคอยสังเกตดูว่ามีขี้หนอนเยอะไหม ลักษณะจะเห็นก้อนกลมๆ ขนาดเล็กมาก มีขนาดสม่ำเสมอกัน ถ้ามีเยอะมากแสดงว่าอาหารหมด ให้ทำการหาตะแกรงตาถี่ๆ มาร่อนเอาเศษอาหารเก่าออก และขี้หนอนออกให้หมด โดยให้เหลือแต่หนอนนก แล้วเปลี่ยนใส่รำแป้งสาลีและผักชุดใหม่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่นานหนอนนกจะลอกคราบและเปลี่ยนตัวเองเป็นดักแด้ เมื่อเป็นดักแด้แล้วให้จัดการแยกตัวอ่อนที่เป็นดักแด้ไว้ต่างหาก โดยช่วงแรกให้งดอาหารไปก่อนจนกว่าจะเป็นแมลงปีกแข็งสีดำ ซึ่งจะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ หนอนนกที่เข้าดักแด้ ซึ่งจะไม่กินอาหารประมาณ 5-7 วันก่อนเป็นตัวเต็มวัย

เลี้ยงหนอนนกไว้ขาย

 

      เมื่อหนอนนกเริ่มกลายเป็นแมลงแล้ว โดยเลือกตัวที่โตและสมบูรณ์ที่สุดและคัดแยกไว้ โดยใส่ตะแกรงมีฝาปิด หรือใส่ในถาด หรือตู้ใบใหม่พร้อมอาหารเหมือนเดิม เริ่มการผสมพันธุ์โดยใส่ตัวเต็มวัยลงในถาด ประมาณ 100-150 คู่ ตัวเต็มวัยจะเริ่มผสมพันธุ์หลังออกจากดักแด้ประมาณ 7 วัน ตัวเมียจะวางไข่ตัวละ 1-2 ฟองต่อวัน

       ซึ่งต้องทิ้งพ่อแม่พันธุ์ให้วางไข่ไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นจัดการแยกพ่อแม่พันธุ์ออกจากรำและเศษอาหารหลังทิ้งไว้ 1 อาทิตย์แล้ว หรือจะร่อนกรองเอาไว้เหลือแต่พ่อแม่พันธุ์ก็ได้ โดยคราวนี้ให้ลองสังเกตุรำและเศษอาหารที่อยู่ในถาดที่ร่อนออกมา ในนั้นจะมีลูกหนอนนกที่ฝังตัวรอโตอยู่จำนวนมาก จากนั้นค่อยๆ ใส่อาหารเข้าไปทีละนิดๆ ในถาดตัวอ่อนอย่าให้เยอะเกินไป และอย่าให้อาหารหมดหรือเน่า โดยเติมอาหารประมาณอาทิตย์ละครั้ง สำหรับพ่อแม่พันธุ์สามารถจัดการให้วางไข่ได้เรื่อยๆ อายุการวางไข่ของพ่อแม่พันธุ์โดยประมาณ 40-50 วัน

       มาที่ถาดตัวอ่อนในเวลาไม่นานหนอนน้อยๆ จะเริ่มโตจนสามารถมองเห็นได้ แล้วตัวจะเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สังเกตดูว่าเมื่อตัวใหญ่จนพอจะร่อนได้ ให้แยกตัวขนาดเดียวกันเป็นชุดๆ ร่อนเศษอาหารออกบ่อยๆ แล้วใส่อาหารชุดใหม่ต่อไป จากนั้นเลี้ยงรอจนโตให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ นับจากวันเกิดของหนอนนกจนโตได้ขนาด ระยะเวลาประมาณ 45 วันขึ้นไป ก็จะถึงวัยพร้อมขายได้แล้ว ส่วนพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ก็สามารถให้ผสมพันธุ์เพื่อผลิตหนอนนกน้อยๆ ได้จนกว่าจะหมดอายุขัย

 

เลี้ยงหนอนนกไว้ขาย

 

       ข้อควรระวังในการให้อาหารหนอนนก หากให้อาหารเป็นเศษผัก ระวังผักจะเน่า อย่าให้ชิ้นใหญ่เกินไป และต้องดูแลความสะอาดโดยเฉพาะความชื้น ถ้ามีปริมาณความชื้นมาก อาจจะทำให้หนอนนกตายได้ และเรื่องความสะอาดของอาหาร อาจมีหนอนชนิดอื่นและสัตว์ชนิดอื่นมาเจือปน เช่น มอด หนอนกินผัก

       อาหารสูตรพิเศษในการเลี้ยงหนอนนก คือ รำแป้งสาลี 50% + อาหารไก่เล็กเอามาตำ ๆ ป่น ๆ ให้ละเอียด 50% นำมาคลุกเคล้า ให้เข้ากัน ใช้เป็นสูตรอาหารโปรตีนสูง จะทำให้หนอนนกจะโตไวมาก ระยะไข่ 5-7 วัน ระยะหนอน 75-90 วัน ระยะดักแด้ 5-7 วัน ระยะตัวเต็มวัย 5-6 เดือน

      ศัตรูของหนอนนก ได้แก่ มอดแป้ง มด แมลงสาบ ที่อาจจะติดมากับอาหาร ดังนั้นควรนำอาหารไปแช่แข็งประมาณ 7 วัน หรืออบอาหารที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติก่อนนำมาเป็นอาหารหนอนนก ศัตรูอื่นๆ ได้แก่ จิ้งจก นก และหนู

      ต้นทุนการเลี้ยงหนอนนก การผลิตหนอนนก 1 กิโลกรัม ใช้ต้นทุนประมาณ 70 บาท ใช้เวลาการผลิต 8-9 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันหนอนนกราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท (ขึ้นอยู่กับตลาด)

      จิ้งหรีด เป็นแมลงที่พบทั่วไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะจิ้งหรีดแดงทองลาย (สะดิ้ง) มีขนาดประมาณ 4.85 ซม. x 1 ซม. มีสีน้ำตาลปนเหลือง ชอบกระโดด กินพืชเป็นอาหาร ปัจจุบันคนนิยมเลี้ยงเพื่อบริโภคเป็นอาหาร โดยการทอดคั่ว แกง ห่อหมก และยำ จิ้งหรีดมีสารอาหารโปรตีนสูง ปลอดสารพิษ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาขาดสารอาหารได้ เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็ว ให้ผลผลิตสูง เหมาะที่เกษตรกรจะนำมาเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม ไว้บริโภคและจำหน่ายเพิ่มรายได้ เนื่องจากเลี้ยงไม่มาก สามารถใช้เวลาว่างจากการเพาะปลูกมาดูแลจิ้งหรีดได้ภายในเวลา 1 ปี จะสามารถเลี้ยงจิ้งหรีดได้ถึง 5 รุ่น

 

การเลี้ยงจิ้งหรีด

ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้

  1. ขันไข่ บ่อละ 5 ขัน
  2. ท่อปูนพร้อมฝาปิดท่อ ขนาดกว้าง 80 ซม. สูง 50 ซม. จำนวน 1 ท่อ หรือกะละมังพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง กว้าง 72 ซม. สูง 30 ซม. หรือจะเป็นภาชนะที่ใส่ได้ทุกขนาด
  3. ตาข่ายไนล่อนเขียว 100 x 100 ซม. จำนวน 1 ผืน
  4. แผ่นพลาสติก ขนาด 25 x 270 ซม. จำนวน 1 ผืน
  5. ยางรัดปากบ่อหนา 1 ซม. จำนวน 1 เส้น
  6. ถาดอาหาร-น้ำ กว้าง x ยาว = 5 x 10 ซม. ลึก 1.5 ซม. 2 ถาด
  7. กระบอกไม้ไผ่ ยาว 20 ซม. ผ่าครึ่งจำนวน 10 อัน หรือกระดาษรังไข่ 3 อัน
  8. ถาดหรือถุงพลาสติกใส่ดินร่วนปนทราย หนา 2 ซม.
  9. เศษหญ้าแห้งวางหนา 2 ซม.
  10. เทปกาว

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. สร้างเรือนโรง หรือหลังคาป้องกันแดดและฝนโดยให้แดดส่องเช้าเย็น
  2. ปรับพื้นที่กำจัดมดและศัตรูจิ้งหรีด
  3. วางบ่อบนฝา ใช้ปูนผสมทรายฉาบปริ่มขอบภายในและภายนอก ป้องกันมดเข้าทำลายลูกจิ้งหรีด
  4. ติดแผ่นพลาสติกด้านบนขอบบ่อหรือกะละมังด้วยเทปกาว
  5. พันธุ์จิ้งหรีด หาพันธุ์ได้จากธรรมชาติ หรือซื้อได้โดยการคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ที่มีตัวโตแข็งแรง อวัยวะครบทุกส่วน ปัจจุบันได้พัฒนาการเลี้ยงในลักษณะขันไข่ โดยสามารถจัดซื้อจากฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อนำไปเลี้ยง ทำให้สามารถเก็บผลผลิตเป็นรุ่นๆ ได้

การให้อาหารและน้ำ

[box color=”white” icon=”star”]

พืชอาหาร ได้แก่ ต้นอ่อนและยอดอ่อนของพืชหรือหญ้าสดทุกชนิด หญ้าขน หญ้าลูซี่ ผักตบชวา ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดเจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตสูง โดย 2 วัน ให้หญ้า 1 ครั้งๆ ละ 1 กำมือโดยหญ้าเก่าไม่ต้องนำออก จะเป็นที่อาศัยของจิ้งหรีดต่อไป

อาหารเสริม รำอ่อน หรืออาหารสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงไก่จิ้งหรีด 1 บ่อ ใช้อาหาร 3กก./รุ่น ราคาประมาณ 15 บาท/กก. อาหารเสริมควรให้ในปริมาณที่กินหมดภายใน 2 วัน

การให้น้ำ ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูข้างขวด 2 รู ใช้ผ้าทำความสะอาดม้วนใส่รูเพื่อให้น้ำซึมสำหรับจิ้งหรีดวัยตัวอ่อน

ภาชนะสำหรับวางไข่จิ้งหรีด ใช้ดินร่วนปนทรายและแกลบเผาใส่ขันสำหรับอาบน้ำ ใช้ฟ๊อกกี้ฉีดน้ำทุก 3 วัน พอขึ้นไม่แฉะก่อนฉีดน้ำนำถาดอาหารออกก่อน ถ้าเปียกจะเกิดเชื้อรา ใช้เฉพาะในช่วงที่มีตัวเต็มวัยที่จะวางไข่

[/box]

วงจรชีวิตจิ้งหรีด

–  ระยะไข่ รูปร่างยาวเรียว คล้ายเมล็ดข้าวสาร สีน้ำตาลอ่อน ความกว้างของไข่ 5.1 มม. ความยาว 2.38 มม.

–  ระยะตัวอ่อน ลำตัวสำน้ำตาลปนเหลือง ฟักออกจากไข่ช่วงแรกยังไม่มีปีก จะเริ่มมีตุ่มปีกในเมื่อถึงกลางวัยอ่อน พอลอกคราบ 8 ครั้ง จึงเข้าสู่วัยแก่ (รวมอายุวัยอ่อนระหว่าง 42 – 55 วัน)

–  ระยะตัวเต็มวัย มีปีก 2 คู่ เพศผู้ ปีกคู่หน้าย่น มีหนาม ไว้ทำเสียง เพศเมีย มีปีกเรียบ และมีเข็มวางไข่อยู่ส่วนท้ายของลำตัว อายุวัยแก่ประมาณ 38 – 49 วัน

–  การผสมพันธุ์ ตัวเต็มวัยอายุ 3 – 4 วัน จะเริ่มผสมพันธุ์ตัวผู้จะขยับปีกคู่หน้าถูกันให้เกิดเสียงหลายจังหวะ หลายสำเนียงในการสื่อสารความหมายต่างๆ สำหรับการผสมพันธุ์จะเกิดตลอดช่วงอายุตัวเต็มวัย โดยตัวเมียจะขึ้นคร่อมบนหลังตัวผู้

–  การวางไข่ ตัวเมียเริ่มวางไข่เมื่อผสมพันธุ์ผ่านไป 3 – 4 วัน แบ่งการวางไข่เป็น 5 รุ่น วางไข่ได้เฉลี่ย 1,200 – 1,700 ฟอง/จีง โดยวางไข่ไว้ใต้ดิน และฟักออกเป็นตัวเมื่อไข่อายุครบ 7 วัน

ผลผลิต

เลี้ยง 1 บ่อ จะให้ลูกจิ้งหรีดในวัยที่สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 5 กก./บ่อ/รุ่น

[box color=”red” icon=”user_green”]หมายเหตุ: จิ้งหรีดสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นน้ำพริกนรก น้ำพริกตาแดง จิ้งหรดสามรส ผสมน้ำยาป่ากินกับขนมจีน ทำข้าวเกรียบ โดยเฉพาะจิ้งหรีดทอดเป็นที่นิยมบริโภคกันมาก[/box]

ทุนการผลิตและผลตอบแทน

ต้นทุนการเลี้ยงจิ้งหรีด สามารถเลี้ยงได้ปีละ 5 รุ่น/บ่อ โดยมีค่าใช้จ่ายต่อบ่อ ดังนี้

รุ่นที่ 1 (เริ่มเลี้ยง)

  1. วัสดุในการเลี้ยง เทปกาว ลวดยางรัดบ่อ ตาข่ายมัด ถาดไข่ และหญ้าเลี้ยง  = 300 บาท
  2. ค่าพันธ์ไข่จิ้งหรีด 5 รุ่นๆ ละ 50 บาท       = 250 บาท
  3. ค่าอาหารจิ้งหรีด (อาหารไก่) 3 กก.         =   50  บาท

รวม 600 บาท

รุ่นที่ 2–5 (4 รุ่น)

  1. ค่าอาหารจิ้งหรีด (อาหารไก่) 3 กก. 50 x 4 รุ่น = 200 บาท
    รวมค่าใช้จ่ายในการเลี้ยง = 850 บาท/บ่อ/ปี
ผลตอบแทน

–  จิ้งหรีดที่เลี้ยงมีผลผลิตได้ 5 กก./บ่อ/รุ่น ราคากิโลกรัมละประมาณ 100 บาท (ราคาส่ง)มีรายได้ 2,500 บาท (กำไรเฉลี่ย 1,700 บาท/บ่อ/ปี)

2. สูตรอาหารสัตว์

        การทำอาหารสัตว์ด้วยวัสดุที่มีในท้องถิ่นเป็นตัวอย่างใช้ประโยชน์ทรัพยากร การเชื่อมโยงกิจกรรมด้านการเกษตรเพื่อให้เกิดการจัดการแปลงแบบครบวงจร ซึ่งทำให้ลดต้นทุนการผลิต ทั้งยังสามารถเสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคได้ เนื่องจากสัตว์บริโภคอาหารที่ปลอดภัย ไม่มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งทำให้เกษตรกรเป็นแหล่งผลิตที่ได้รับความไว้วางใจ

ส่วนผสม

๑. รำอ่อน                  ๑        กิโลกรัม

๒. มันสำปะหลัง                  ๑/๒        กิโลกรัม

๓. ใบกระถิน                      ๑        กิโลกรัม

๔. ปลาแห้งป่น หรือหอยเชอรี่        ๒      กิโลกรัม

๕. ข้าวสุกตากแห้ง              ๑/๔        กิโลกรัม

๖. เนื้อมะพร้าว                   ๑        กิโลกรัม (ถ้าไม่มีกากมะพร้าวใช้น้ำมันพืช ๑/๔ กิโลกรัม)

๗. กากน้ำตาล                   ๑/๒        กิโลกรัม

วิธีทำ

๑. นำส่วนผสม ๑-๖ บดหรือตำให้ละเอียด ตักใส่กะละมัง

๒. เติมกากน้ำตาลลงไปในส่วนผสมที่บดละเอียดแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน

หมายเหตุ

-            กรณีปลากินพืช ให้เพิ่มปริมาณผักและตัดปลาป่นหรือหอยเชอรี่ออก

-            กรณีหมูอายุ ๑ เดือน ให้เพิ่มปริมาณของปลาป่นและกากน้ำตาล

การเลี้ยงปลวก

        การเลี้ยงไก่เพื่อการบริโภคในปัจจุบันนั้น พบว่าต้นทุนในการเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปตามท้องตลาดอย่างเดียวมีต้นทุนการเลี้ยงสูง และผู้บริโภคเองอาจจะได้รับสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่ภายในตัวไก่ การเลี้ยงปลวกเพื่อเป็นอาหารไก่เป็นวิธีที่ง่าย   ทั้งยังมีต้นทุนต่ำ เนื่องจากสามารถนำวัสดุที่มี เช่น เศษไม้ และเศษใบไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ วิธีนี้สามารถมีปลวกไว้เป็นอาหารของไก่ และผู้บริโภคมีอาหารที่ปลอดภัย

วัสดุ/อุปกรณ์

1. จอบ

2.กระสอบป่าน

3. เศษไม้ผุ

4.บัวรดน้ำ

วิธีเลี้ยง

1. ขุดหลุมขนาด 30 x 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 30 - 40 เซนติเมตร

2.นำเศษไม้ผุ ใส่จนเต็มหลุม รดน้ำให้ชุ่ม ปิดปากหลุมด้วยกระสอบป่าน แล้วใช้ดินปิดบนกระสอบป่านอีกรอบ ทิ้งไว้ประมาณ 5 -7 วัน หลังจากนั้นก็สามารถนำไปเลี้ยงไก่

หมายเหตุ

เทคนิคเพื่อให้ไก่มีปลวกกินสม่ำเสมอ ควรขุดหลุมเลี้ยงปลวก 7 หลุมและทยอยให้ไก่กินจนครบ 7 วัน

การเลี้ยงมดแดง

        ในสวนรอบบ้านและป่าหัวไร่ปลายนาจะมีเลี้ยงมดแดงอาศัยอยู่ การเลี้ยงโดยให้เศษอาหารและน้ำทำให้มดแดงเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้เร็ว พบว่าต้นไม้แต่ละต้น จะมีรังมดแดงอยู่ 5-7 รัง แต่ละรังจะเก็บไข่มดแดงได้ประมาณ 0.2 กิโลกรัม ดังนั้นต้นไม้ 1 ต้น จะเก็บไข่มดแดงได้ 1 - 1.5 กิโลกรัม บริโภคเองในครัวเรือน หรือขายกิโลกรัมละ 150 - 200 บาท

วัสดุ/อุปกรณ์

1. ขวดน้ำพลาสติก             1  ขวด (ตัดเป็นปากฉลามได้ 2 ส่วน)

2. ลวดหรือเชือกยาว           50 เซนติเมตร

วิธีการเลี้ยง

1. นำขวดน้ำพลาสติกตัดปากฉลามเป็น 2 ท่อน ส่วนบนไว้สำหรับใส่อาหาร ส่วนล่างใส่น้ำแล้วนำไปติดกับต้นไม้ที่มีมดแดงอาศัยอยู่ 

2. ให้อาหารมดแดง อาหาร คือ เศษอาหารต่างๆ  เป็นต้นว่า ก้างปลา กระดูก ซากสัตว์หาเก็บได้ตามทุ้งนา ได้แก่ งู ไส้เดือน แมลงต่างๆ จะเห็นว่า เศษอาหารจะไม่เน่า และส่งกลิ่นเหม็นเพราะมดแดงจะเยี่ยวใส่อาหารเหล่านั้น จะแห้งไปเลยไม่มีกลิ่นใดๆ 

การเพาะพันธุ์กบ

        การเพาะพันธ์กบเป็นเทคนิคที่เครือข่ายพัฒนาขึ้นเพื่อกระตุ้นให้กบผสมพันธุ์และออกไข่ ผู้ที่มีความสนใจสามารถทำตามขั้นตอนได้เพราะเป็นวิธีที่ง่าย และใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีในถ้องถิ่น เกษตรกรสามารถมีแหล่งอาหารประเภทโปรตีนที่ปลอดภัยและสามารถขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม

 

วัสดุ/อุปกรณ์

  1. ทำบ่อโดยการขุดแปลง กว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ให้ขอบสูง 20 เซนติเมตร พรางแสงโดยใช้แสลน หรือก้านมะพร้าว
  2. นำพลาสติกปูพื้น ปักเสา ล้อมด้วยตาข่ายสีฟ้า เพื่อป้องกันกบหนีและเพื่อป้องกันงูเข้ามากินกบ
  3. ปล่อยน้ำเข้าบ่อกบลึกประมาณ 15 เซนติเมตร

 

วิธีผสมพันธุ์กบ

  1. ปล่อยพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์กบ ลงในบ่อเวลากลางคืน พ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์กบ ที่เหมาะสมกับการผสมพันธุ์ คือ มีน้ำหนัก 300 – 700 กรัม อายุ 12 – 16 เดือน ขึ้นไป โดยมีลักษณะดังนี้ มีอัตราการเจริญเติบโตปกติสม่ำเสมอ มีสภาพสมบูรณ์ เลี้ยงบำรุงด้วยอาหารอย่างดี ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนที่รุนแรง ไม่มีบาดแผลตามลำตัว ไม่มีโรคและพยาธิเบียดเบียน
  2. เตรียมน้ำแข็ง 10 กิโลกรัม แช่น้ำให้ละลาย เทลงในบ่อขณะที่นำยังเย็นจัดเพื่อให้กบเข้าใจว่าฝนตก เป็นการกระตุ้นให้แม่พันธุ์วางไข่
  3. จากนั้น เวลาประมาณ 04.00 น. ซึ่งคาดว่าพ่อพันธุ์ได้ปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสมกับไข่ที่แม่พันธุ์ได้ว่างไว้แล้ว ให้จับพ่อพันธุ์ – แม่พันธุ์ออกจากบ่อ (ไว้คนละบ่อ)
  4. ไข่กบจะฟักออกมาเป็นตัว ใช้เวลา 2 วัน ในวันที่ 3 ให้เริ่มอาหารผง (อาหารกบเบอร์ 1 เป็นอาหารใช้ในการเลี้ยงกบอ่อน) หรือ บดไข่แดงต้มสุกให้กบกิน เมื่อครบ 1 สัปดาห์ ให้เปลี่ยนน้ำ
  5.  เมื่อลูกกบอายุ 1 - 1.5 เดือน ตัวเริ่มโตแต่จะมีขนาดแตกต่างกัน ให้แยกลูกกบออกจากกัน โดยแยกตามขนาด และย้ายไปเลี้ยงในบ่อใหม่ ให้อาหารเม็ด เช้า-เย็น เป็นเวลา 3 เดือน กบจะโตเต็มวัย จับขายได้

จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย รสชาติดี มีโปรตีนสูง เลี้ยงง่าย  ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น ใช้ต้นทุนน้อย เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย สำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีด วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้เลี้ยงหาได้ง่าย สามารถเลี้ยงเพื่อบริโภคหรือเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมได้

 วัสดุ/อุปกรณ์

๑. พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์จิ้งหรีด เลือกตัวที่ตัวโต มีอวัยวะครบทุกส่วน สีเข้ม

๒. อาหารหลัก ได้แก่ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ

๓. อาหารเสริม ได้แก่ อาหารลูกไก่ รำอ่อน

๔. บ่อหรือรังเลี้ยงจิ้งหรีด

๕. เทปกาว

๖. ตาข่ายสีฟ้า

๗. ยางในรถจักรยาน

๘. ถาดใส่ไข่

๙. ถาดให้อาหาร

๑๐. ถาดให้น้ำ

วิธีการเลี้ยง

๑. เตรียมบ่อเลี้ยง อาจใช้บ่อซีเมนต์หรือลังไม้ ถ้าเป็นบ่อซีเมนต์ควรเทซีเมนต์ปิดก้นบ่อเพื่อป้องกันมดมารบกวนจิ้งหรีด บริเวณรอบนอกของบ่อซีเมนต์ควรใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วพันรอบเพื่อป้องกันมดด้านในติดเทปกาว ความกว้าง ๕ เซนติเมตร ป้องกันจิ้งหรีดไต่ขึ้นไปปากบ่อ

๒. เตรียมกระบะเล็กๆที่ใส่ดินผสมปุ๋ยหมัก รดน้ำให้พอชุ่ม ให้จิ้งหรีดวางไข่

๓. ใส่ถาดไข่ไก่ประมาณ ๕ – ๑๐ ถาด เพื่อเป็นที่หลบซ่อนและที่อยู่อาศัยของจิ้งหรีดนำถาดใส่อาหารและน้ำวางไว้อย่างละ ๑ ใบ ถาดใส่น้ำให้ใส่ก้อนหิน หรือกรวดเพื่อป้องกันจิ้งหรีดตกน้ำ

๔. ปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จิ้งหรีด ๑ ต่อ ๓ (ตัวผู้ : ตัวเมีย) หรือนำไข่ที่พร้อมฟักมาวาง

๕. ปิดปากบ่อด้วยตาข่ายสีฟ้า รัดด้วยยางในรถจักรยานเพื่อ ป้องกันศัตรูลงไปรบกวน

การให้อาหารหลัก ได้แก่ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ ๒ วันต่อครั้ง ครั้งละ ๑ กำมือ การให้อาหารเสริมและน้ำ ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของจิ้งหรีด เลี้ยงจนจิ้งหรีดอายุ ๓๖ วันจึงจำหน่ายได้

 

     หากจะพูดถึงสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังและมีลักษณะลำตัวเป็นข้อปล้องอย่าง ไส้เดือนดิน หรือที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ไส้เดือน ซึ่งพวกเราทุกคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วใช่มั้ยค่ะ  “ไส้เดือน”  เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีลักษณะลำตัวเป็นข้อปล้อง พบได้ทั่วไปในดิน ใต้กองใบไม้ หรือใต้มูลสัตว์ ไส้เดือนเป็นสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกัน แต่มีการสืบพันธุ์แบบทั้งอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ สัตว์ชนิดนี้มักจะมีให้เห็นอยู่ทั่วไปภายในบริเวณรอบบ้านตามแหล่งหรือสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนกันเป็นอาชีพ และมีการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับไส้เดือนเพิ่มและกว้างมากขึ้น ซึ่งหลายคนมักจะมองข้ามสิ่งเล็กๆ อย่างไส้เดือนนี้ แต่วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับอาชีพๆ นึงค่ะ ที่พวกเค้ามีรายได้มาจากไส้เดือนนี่แหละ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น เราไปดูกันเลยค่ะ

วิธีเลี้ยงไส้เดือนดิน

1. เตรียมวงบ่อซีเมนต์ กระบะไม้ หรือก้อนอิฐบล๊อก วางเรียงกันโดยใช้พลาสติกรองพื้นในที่ที่ค่อนข้างร่มโดยอาจมีหลังคากั้นจะกั้นด้วยซาแลนหรือวัสดุอื่น ๆ ก็พอได้ สำหรับผู้สนใจอยากจะเลี้ยงแต่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ก็สามารถเลี้ยงได้ในชั้นพลาสติก เรียกว่า “คอนโดไส้เดือน” ลักษณะการเลี้ยงไส้เดือนใน คอนโด คือการนำเอาชั้นพลาสติกมาเจารูของแต่ละชั้นยกเว้นชั้นล่างสุด เพื่อไว้สำหรับรองรับน้ำสกัดที่ได้จากการเลี้ยงไส้เดือน โดยเจาะรูชั้นที่ 1 – 3 (นับจากด้านบนลงมา) นำไส้เดือนพร้อมที่อยู่ของไส้เดือน (Bedding)ที่ทำการหมักไว้แล้วลงในแต่ละชั้น(ใส่ Bedding ครึ่งภาชนะก็พอ) โดยใส่ในชั้นที่ 1 – 3 ในอัตราส่วนปริมาณของตัวไส้เดือน ชั้นละ 20 – 30 ตัว 2. ในขั้นนี้เรียกว่าขั้นตอนของการหมักที่อยู่ของไส้เดือน (Bedding) ที่อยู่ของไส้เดือนชนิดต่างๆ มาจากไหนบ้าง

  • กระดาษพิมพ์ฉีกเป็นชิ้น หรือ กระดาษพิมพ์ย่อยด้วยเครื่องย่อยกระดาษ
  • ขุยมะพร้าว
  • ขี้กบ หรือ ขี้เลื่อยจากไม้ต่างๆ
  • ใบไม้เก่าๆ

ขั้นตอนต่อไป คือการนำเศษกระดาษไปแช่น้ำให้ชุ่มนำมูลสัตว์แห้ง (ในการหมักในที่นี้ใช้มูลโค) มาหมักผสมกับกระดาษที่เตรียมไว้ให้เข้ากันใส่น้ำผสมลงไปอีกเล็กน้อย หรืออาจหมักรวมกับวัสดุอื่นๆอีกก็ได้ เช่น ขุยมะพร้าว ขี้กบ ลงในภาชนะเช่น วงบ่อซีเมนต์ หรือกะละมังพลาสติก หมักทิ้งไว้ประมาณ 15 – 30 วัน หรือมากกว่านี้ก็ได้ ข้อสังเกตหลังจากทำการหมักที่อยู่ของไส้เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าใช้ได้หรือยัง โดยใช้มือซุกเข้าไปในกองส่วนผสมที่หมักไว้ หากยังมีความร้อนแสดงว่ากระบวนการหมักยังไม่เสร็จสิ้น ต้องหมักไปอีกสักระยะหนึ่ง  ถ้ายังมีความร้อนอยู่ไส้เดือนจะไม่สามารถอยู่ได้ โดยเฉพาะความเข้มข้นในมูลสัตว์นั้นทำให้ตัวไส้เดือนขาดเป็นปล้องๆ และอาจทำให้ไส้เดือนตายทั้งหมดได้

หมายเหตุ : ต้องระวังในเรื่องของกลิ่นเหม็นในช่วงของการหมักไปรบกวนผู้อื่น ถ้าอยู่ในเขตชุมชน

3.  ขั้นตอนของการนำไส้เดือนลงเลี้ยงในที่อยู่ที่เตรียมไว้  ผู้เลี้ยงต้องแน่ใจว่าที่อยู่ของไส้เดือนไม่มีความร้อน และพร้อมที่จะนำไส้เดือนลงเลี้ยงได้ นำไส้เดือนลงในสัดส่วนพื้นที่ ไส้เดือน 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร และก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเลี้ยงด้วยว่า จะเลี้ยงเพื่อการกำจัดขยะเพียงอย่างเดียว หรือเพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพที่ได้จากการเลี้ยงไส้เดือน รวมทั้งการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณไส้เดือน สำหรับการนำไส้เดือนลงในภาชนะที่เลี้ยงพร้อมที่อยู่ของไส้เดือน มี 2 วิธี คือ

  1. นำเฉพาะตัวไส้เดือนลงไปในที่อยู่ใหม่
  2. นำไส้เดือนพร้อมทั้งที่อยู่ของไส้เดือนเก่าด้วย โดยวางสัดส่วนของที่อยู่ไส้เดือนไว้อย่างละครึ่ง

ไส้เดือนมีกี่ชนิด

ปัจจุบันพบทั่วโลกประมาณ 4,400 ชนิด โดยแบ่งออกได้ตามลักษณะแหล่งที่อยู่อาศัย

  1. กลุ่มอาศัยอยู่บริเวณหน้าดิน
  2. กลุ่มอาศัยในดินชั้นบน ที่มีความลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร
  3. กลุ่มอาศัยในดินชั้นล่าง ที่มีความลึกประมาณ 2-3 เมตร

ประโยชน์ของไส้เดือนดิน

  1. ด้านสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ยหมัก ลดการฝั่งกลบขยะไส้เดือนช่วยพลิกกลับดิน โดยการกินดินทำให้แร่ธาตุในดินผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ช่วยทำลายชั้นดิน
  2. ด้านการเกษตร ผลิตปุ๋ยหมักจากไส้เดือนและน้ำสกัดชีวภาพใช้ในการเกษตรอินทรีย์ ช่วยให้การย่อยสลายสารอินทรีย์ที่รวมถึงซากพืชสัตว์และอินทรียวัตถุต่าง ๆ ผลิตปุ๋ยหมัก (vermicomposting) และน้ำสกัดชีวภาพจากไส้เดือน (worm tea)
  3. ส่งเสริมการละลายธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปอนินทรีย์สารที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไปอยู่ในรูปที่พืชนำมาใช้ประโยชน์ได้
  4. ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดินเลี้ยงเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม โดยการเปลี่ยนของอินทรีย์เป็นปุ๋ยหมัก
  5. ใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ผลิตไส้เดือนเป็นอาหารโปรตีน (vermiculture) เนื่องจากไส้เดือนมีโปรตีนสูงอาจใช้เลี้ยงปลา เลี้ยงเพื่อใช้เป็นเหยื่อตกปลา ด้านอาหารสัตว์ ใช้เป็นอาหารโปรตีนทั้งในรูปไส้เดือนเป็นและผง  หรือไส้เดือนสดสำหรับเลี้ยงเป็ด หรือกบก็ได้
  6. ด้านการแพทย์ รักษาโรคข้ออักเสบ แผลอักเสบ โรคผิวหนัง และสลายลิ่มเลือดในหลอดเลือด

      ไส้เดือนเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบนิเวศ เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอย่างมากในการย่อยอินทรียสารในดิน และการเคลื่อนที่ในดินของไส้เดือน ถือเป็นการพรวนดิน ทำให้ดินมีช่องว่างที่จะเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่ดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อการปลูกพืช อีกทั้งยังใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากไส้เดือนอีกด้วย และนอกจากนี้แล้ว ไส้เดือนยังเป็นที่นิยมอย่างยาวนานสำหรับใช้เป็นเหยื่อล่อในการตกปลา

 

ผึ้ง (ฺBee) เป็นแมลงสังคม (Social insect) ที่มีการแบ่งวรรณะสำหรับทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน จัดเป็นแมลงเศรษฐกิจที่ผลิตน้ำผึ้งสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องสำอางต่างๆ รวมถึงเป็นแมลงที่มีบทบาทสำคัญสำหรับการผสมเกสรของพืช

อนุกรมวิธาน
• Order : Hymenoptera
• Family : Apidae
• Subfamily : Apinae
• Genus : Apis
• Species : ที่พบในประเทศไทย
– dorsata (ผึ้งหลวง)
– florea (ผึ้งมิ้ม)
– andreniformis (ผึ้งม้าม)
– cerana (ผึ้งโพรง)
– mellifera (ผึ้งพันธุ์)

วรรณะผึ้ง 
1. ผึ้งนางพญา (Queen)
เป็นผึ้งที่มีลำตัวใหญ่ที่สุด มีอายุขัยมากกว่า 1 ปี อาจได้มากถึง 7 ปี ลักษณะลำตัว มีปีกสั้นเพียงครึ่งลำตัว ท้องเรียวยาว ลำตัวสีดำออกหม่น ท้องมีสีน้ำตาล ก้นแหลม ขาหลังไม่มีที่เก็บเกสร ไม่มีต่อมผลิตไขผึ้ง มีหน้าที่ผสมพันธุ์ และวางไข่ ควบคุมประชากรผึ้งวรรณะอื่นด้วยฟีโรโมนส์ไปทั่วรัง โดยทั่วไปใน 1 รังจะมีผึ้งนางพญา 1 ตัวเท่านั้น ยกเว้นบางรังที่มีขนาดใหญ่ อาจพบได้ 2-3 ตัว ในระยะเติบโต แต่เมื่อถึงวัยผสมพันธุ์ก็จะแยกออกเหลือเพียง 1 ตัว/รังเหมือนเดิม เมื่อโตเต็มวัยจะผสมพันธุ์กับตัวผู้ และจะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวในช่วงชีวิต ผึ้งนางพญามีเหล็กไนใช้สำหรับต่อสู้กับผึ้งนางพญาตัวอื่น ผึ้งนางพญาจะอาศัยบนรัง ไม่ออกหาอาหาร และถูกห้อมล้อมด้วยงาน และใช้หนวดแตะ หรือใช้ลิ้นเลียลำตัวผึ้งนางพญาเพื่อทำความสะอาด และนำของเสียจากนางพญาไปปล่อยทิ้ง

2. ผึ้งตัวผู้ (Drone)
ผึ้งตัวผู้มีขนาดใหญ่รองลงมาจากผึ้งนางพญา และอ้วนสั้นกว่าผึ้งนางพญา มีจำนวนมากกว่าผึ้งนางพญาเล็กน้อย 200-500 ตัว/รัง มีอายุขัย 4-6 สัปดาห์ เป็นผึ้งไม่มีเหล็กไน มีลิ้นสั้นสำหรับเลียรับอาหารจากผึ้งงาน ผึ้งตัวผู้จะอยู่บนรัง ไม่ออกหาอาหาร ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ คอยผสมพันธุ์กับผึ้งนางพญา

ผึ้งตัวผู้ เป็นผึ้งที่เจริญมาจากไข่ที่ไม่ได้รับการผสม หลังฟักออกจากดักแด้ 16 วัน จะสามารถผสมพันธุ์ได้ มีพฤติกรรมผสมพันธุ์ คือ ในวันที่มีอากาศดี อุณหภูมิเหมาะสม ผึ้งตัวผู้จะบินรวมกลุ่มกันบริเวณใกล้รังที่ใดที่หนึ่ง เมื่อมีผึ้งนางพญาบินผ่านก็จะบินเข้าเกาะด้านหลัง และผสมพันธุ์ หลังจากผสมพันธุ์ผึ้งตัวผู้จะตกตาย โดยยังค้างอวัยวะสืบพันธุ์ติดอยู่กับผึ้งนางพญา หากไม้ได้ผสมพันธุ์ก็จะบินกลับรังรอโอกาสในวันต่อไป หากหมดฤดูผสมพันธุ์ ถ้าผึ้งตัวผู้ตัวใดไม่ได้ผสมพันธุ์ก็จะถูกไล่ออกจากรังหรือผึ้งงานไม่ป้อนอาหาร และตายในที่สุด

3. ผึ้งงาน (Worker)
ผึ้งงานเป็นผึ้งที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่มีปริมาณมากที่สุด 5,000-30,000 ตัว/รัง มีอายุขัย 6-8 สัปดาห์ จัดเป็นผึ้งเพศเมียโดยเกิดจากไข่ที่ได้รับการผสมจากผึ้งตัวผู้ แต่เป็นเพศเมียที่ไม่สมบูรณ์เพศ เนื่องจากรังไข่ฝ่อ มีขนาดเล็ก ไม่มีการสร้างไข่ ยกเว้นกรณีที่รังขาดนางพญา ผึ้งงานบางตัวอาจทำหน้าที่สร้างไขทดแทนได้ แต่จะเป็นไข่ผึ้งตัวผู้เท่านั้น ผึ้งวรรณะนี้ ทำหน้าที่ออกหาอาหาร หาน้ำหวาน สร้างรังจากไขที่ผลิตจากต่อม คอยเลียทำความสะอาดนางพญา และรัง ทำหน้าที่่ป้อนอาหารให้แก่ผึ้งนางพญา และผึ้งตัวผู้

ผึ้งงานในระยะตัวอ่อนจะได้รับอาหารจากผึ้งงาน แต่จะน้อยกว่าที่ได้รับเมื่อเทียบกับผึ้งนางพญา เพื่อเป็นการกระตุ้น และกำหนดวรรณะให้เป็นผึ้งงาน

ที่มา : ไชยา อุ้ยสูงเนิน, 2531(1)

ชนิดของผึ้งที่พบในประเทศไทย
กรมส่งเสริมการเกษตร, 2535.(2) กล่าวถึงผึ้งที่พบในประเทศไทยในสกุลเอพิส (Genus Apis)  แบ่งเป็น 5 ชนิด คือ
1. ผึ้งหลวง (Apis dorsata)
เป็นผึ้งที่มีลำตัวขนาดใหญ่สุดในบรรดาผึ้งที่พบทั้งหมด ลำตัวใหญ่ ยาวรี สร้างรังขนาดใหญ่เป็นรังเดียว ขนาดรังกว้างได้ถึง 2 เมตร มีลักษณะรังโค้งเป็นวงกลม ชอบสร้างรังตามโขดหิน ต้นไม้ใหญ่ เพดานบ้าน มุมตึก ที่โล่งแจ้ง มีแสงแดด และการระบายอากาศดี บางครั้งพบสร้างรังเป็นกลุ่มบนต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกัน เป็นผึ้งที่มีนิสัยดุร้ายเมื่อถูกรบกวน สามารถออกหาอาหารได้ไกลมากกว่า 15 กิโลเมตร ผึ้งชนิดนี้เลี้ยงยากจึงไม่นำมาเลี้ยง และหายากกว่าผึ้งพันธุ์อื่น

2. ผึ้งมิ้ม (Apis florea)
บางพื้นที่เรียกสั้นว่า มิ้ม เป็นผึ้งที่มีขนาดลำตัว และสร้างรังเล็กที่สุด ขนาดรังมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร สร้างเป็นรังเดี่ยว สร้างรังตามพุ่มไม้ กิ่งไม้ ที่ไม่สูงมากนัก อาศัยเปลี่ยนรัง และที่อยู่บ่อย โดยเฉพาะบริเวณนั้นขาดแคลนอาหาร

3. ผึ้งม้าม (Apis andreniformis)
เป็นผึ้งที่มีขนาดลำตัว ขนาดรัง และนิสัยการสร้างรัง การหาอาหารเหมือนกับผึ้งมิ้ม  แต่จะแตกต่างเฉพาะลักษณะเหล็กไน เส้นปีก และอวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งตัวผู้ ซึ่งจะแยกแยะได้ยากมาก

4. ผึ้งโพรง (Apis cerana)
ผึ้งชนิดนี้ ทางภาคอีสานเรียก เผิ่ง มีหลายสายพันธุ์ คือ ผึ้งโพรงจีน ผึ้งโพรงญี่ปุ่น และผึ้งโพรงไทย เป็นผึ้งที่มีลำตัวเล็กกว่าผึ้งพันธุ์ และผึ้งหลวง แต่ใหญ่กว่าผึ้งมิ้ม และผึ้งม้าม รังมีขนาดเล็กกว่าผึ้งหลวง แต่ใหญ่กว่าผึ้งมิ้ม และผึ้งม้าม ชอบสร้างรังบริเวณพื้นที่มิดมืด เช่น ใต้ชายคา ใต้เพดานบ้าน ในโพรงหิน โพรงไม้ สร้างรังหลายรังเรียงซ้อนขนานกัน รังมีขนาดประมาณ 30 เซนติเมตร จัดเป็นผึ้งที่นำมาเลี้ยงได้ แต่นิยมเป็นพันธุ์ต่างประเทศ เนื่องจากมีนิสัยไม่หนีจากรังง่ายเหมือนผึ้งโพรงไทย แม้ถูกรบกวน ผลิตน้ำผึ้งได้ประมาณ 30-50 กิโลกรัม/รัง/ปี

5. ผึ้งพันธุ์ (Apis mellifera)
เป็นผึ้งที่มีลำตัวใหญ่รองลงมาจากผึ้งหลวง และใหญ่กว่าผึ้งโพรง จัดเป็นผึ้งที่นิยมเลี้ยงมากที่สุด เป็นพันธุ์ผึ้งที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และทางยุโรป ถูกนำเข้ามาเลี้ยงเพื่อผลิตน้ำผึ้งเป็นหลัก ถึงบางครั้งมีการเรียกว่า ผึ้งฝรั่ง หรือผึ้งอิตาเลียนบ้าง

ผึ้งพันธุ์ที่นิยมเลี้ยง
กลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ, 2550.(2) กล่าวถึงผึ้งพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรมมี 4 ชนิด คือ
1. ผึ้งพันธุ์อิตาเลี่ยน (Apis mellifera ligustica/Spin)
เป็นผึ้งที่มีลำตัวสีเหลือง ลำตัวอวบอ้วน ใหญ่กว่าผึ้งโพรงไทย ช่วงท้องเรียว และมีแถบสีเหลืองหรือสีทอง มีขนบนลำตัวสีทอง โดยเฉพาะในตัวผู้จะมีสีทองเด่นชัดมากกว่าตัวเมีย เป็นพันธุ์ที่มีนิสัยเชื่อง เลี้ยงง่าย ไม่ดุร้าย ให้ผลผลิตสูง แต่ใช้น้ำผึ้งเลี้ยงตัวอ่อนมากกว่าพันธุ์สีดำ พันธุ์นี้นิยมเลี้ยงทั่วโลก เรียกชื่อพันธุ์หลายชื่อตามถิ่นที่มีการปรับปรุงพันธุ์ เช่น พันธุ์อเมริกัน พันธุ์ไต้หวัน พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์ออสเตรเลีย เป็นต้น

2. ผึ้งพันธุ์คาร์นิโอลาน (Apis mellifera carnica/Pollman)
เป็นผึ้งที่มีถิ่นกำเนิดในเมืองคาร์นิโอลาน ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย รวมถึงประเทศยูโกสลาเวีย และบริเวณริมฝั่งแม่น้ำดานูบที่ไหลผ่านประเทศต่างๆ พันธุ์นี้ มีลักษณะลำตัวเล็กเพรียว สีน้ำตาล ผึ้งงานบริเวณท้องมีจุดสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอ่อน ส่วนผึ้งตัวผู้มีขนสีเทาหรือเทาปนน้ำตาล มีนิสัยเชื่อง ไม่ตื่นกลัวง่าย เลี้ยงง่าย ไม่มีนิสัยแย่งน้ำผึ้งจากรังอื่น เพิ่มจำนวนผึ้งได้เร็ว ปรับตัวต่อสภาพอากาศได้ดี

3. ผึ้งพันธุ์คอเคเซี่ยน (Apis mellifera caucasica/Gorb)
เป็นผึ้งที่มีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาคอเคเซี่ยน ลักษณะลำตัวมีจุดสีน้ำตาลกระจายทั่วด้านบนส่วนหลังบริเวณช่วงท้องปล้องแรก ขนลำตัวมีสีเทาปนน้ำตาล ตัวผู้มีขนสีดำที่อก มีนิสัยขยันสร้างรัง และออกหาอาหารกว่าพันธุ์อื่นๆ ดุมากกว่าพันธุ์อื่น และชอบแย่งน้ำผึ้งจากรังผึ้งอื่น นอกจากนั้น ยังมีนิสัยชอบเก็บสะสมยางเหนียว ทำให้เวลายกคอนตรวจรังผึ้งยากขึ้น

4. ผึ้งพันธุ์ดำ (Apis mellifera mellifera/L.)
เป็นพันธุ์ผึ้งที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณตอนเหนือของทวียุโรป และทางตะวันตกของเทือกเขาเอลฟ์ มีลักษณะลำตัวสี มีจุดเหลืองด้านบนบริเวณช่วงท้องปล้องที่ 2 และ3 ผึ้งงานบริเวณปั้นท้ายมีขนยาวปกคลุม ตัวผู้มีขนสีน้ำตาลปกคลุมบริเวณอก และมีลิ้นสั้น เป็นผึ้งที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดี มีนิสัยเชื่อง ให้ผลผลิตน้ำผึ้งปานกลาง

การดำรงชีพ
การบิน
ผึ้งมีเส้นประสาทรับความรู้สึก และรับสัมผัสที่เชื่อมกับขนบริเวณลำตัวสำหรับรับสัมผัสกับแรงลม และกลิ่นของอาหาร รวมถึงรับรู้แรงดึงดูดของโลก ทำให้ทราบความสูงต่ำขณะบินได้ ผึ้งมีลักษณะการบินในทิศทางทวนลม

การหาอาหาร
ผึ้งจะออกหาอาหารในช่วงเช้าหลังพระอาทิตย์ขึ้น สำหรับการสร้างรังใหม่ ผึ้งจะออกสำรวจแหล่งอาหาร และระยะทางก่อน แล้วค่อยสื่อสารให้กับผึ้งตัวอื่น การสื่อสารจะสื่อผ่านการเต้นรำแบ่งเป็น 2 แบบ คือ
• Round dance เป็นการเต้นแบบวงกลม ด้วยการบินวนขวาก่อน แล้วจึงหมุนบินทางซ้ายมือ และทำซ้ำๆ อย่างรวดเร็ว เป็นสื่อสารบอกแหล่งอาหารใหม่ โดยทั่วไปมีระยะทางไม่เกิน 100 เมตร
• Tail-Wagging dance มีลักษณะบินตรงไปข้างหน้าในระยะสั้นๆ พร้อมกับขยับส่วนท้องไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วบินหมุนเป็นวงกลม ก่อนบินไปข้างหน้าอีกครั้ง จากนั้นจะบินเป็นวงเหมือนกับครั้งแรก แต่ในทิศตรงกันข้ามกัน แล้วค่อยบินตรงไปข้างหน้าอีกครั้ง แบ่งลักษณะการบอกทิศอาหารได้ คือ
– การบินขึ้นตามรังผึ้ง แสดงว่า แหล่งอาหารอยู่ในทิศเดียวกับดวงอาทิตย์
– การบินลงตามรังผึ้ง แสดงว่า อาหารอยู่ในทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์
– การบินไปมาในทิศทางไม่แน่นอนเป็นมุมองศาต่างๆ แสดงแหล่งอาหารอาหารอิงกับดวงอาทิตย์ตามองศาการบิน เช่น บินทำมุม 30 องศา ทางขวาในแนวดิ่งของรัง แสดงว่า แหล่งอาหารอยู่ทางขวาของดวงอาทิตย์ ทำมุม 30 องศา
– การบินส่ายส่วนท้องใช้บอกระยะทางใกล้ เช่น บินส่าย และขยับท้องไปมา อย่างรวดเร็ว ที่ 120 องศา กับดวงอาทิตย์
– การบินส่ายส่วนท้องใช้บอกระยะทางไกล เช่น บินส่าย และขยับท้องไปมา ที่ 60 องศา กับดวงอาทิตย์

ผึ้งสามารถรับรู้ความสูงต่ำของต้นพืชจากระดับการบิน และจำแนกอายุของดอกไม้ได้ การเคลื่อนย้ายของผึ้งจากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทิศทางที่เป็นเส้นตรงเพื่อที่จะไม่ลงดอกเดิมซ้ำอีก

การเก็บน้ำหวานของผึ้งในแต่ละเที่ยวจะเลือกเก็บจากพืชเพียงชนิดเดียว จากการสังเกต พบว่า ผึ้งจะลงเก็บน้ำหวานสองครั้งจากดอกไม้ดอกเดียว แต่มักพบว่าก้อนเกสรที่ผึ้งเก็บมานั้นจะมีเกสรของพืชหลายชนิดปนอยู่ แต่จะมีพืชอาหารหลักชนิดใดชนิดหนึ่งมากทีสุด และมีเกสรจากพืชอื่นเพียง 2-4 ชนิดเท่านั้นที่ปะปนมา ผึ้งพันธุ์สามารถลงดอกได้มากกว่า 40 ดอกใน 1นาที ผึ้งหนึ่งตัวสามารถออกหาอาหารได้มากถึง 4 ล้านเที่ยว โดยเฉลี่ยแล้วสามารถลงดอกได้ 100 ดอก ด้วยการใช้ proboscis แทงเข้าไปในต่อมน้ำหวานของดอกไม้ ดูดน้ำหวานมาเก็บไว้ใน nectar sac ปริมาณเฉลี่ยของน้ำหวานที่ผึ้งเก็บไว้ในแต่ละเที่ยว ประมาณ 20-40 mg หรือประมาณ 90% ของน้ำหนักตัวผึ้ง

การเก็บเกสรผึ้งจะใช้ tongue และ mandibles เจาะ และกัดอับละอองเกสร ให้เกสรกระจายออกมาติดตามขน จากนั้นจะใช้ขาคู่กลาง และขาคู่หน้ารวมเกสรผสมกับน้ำหวานสำหรับปั้นให้เป็นก้อน ก่อนที่จะนำไปเก็บไว้ที่ curbicula ของขาคู่หลัง ก้อนเกสรที่เก็บจะมีน้ำหวานประมาณ 10%  น้ำหนักก้อนเกสร ประมาณ 8-29 mg ประมาณการได้ว่าก้อนเกสรน้ำหนัก 20 กิโลกรัม จะมีก้อนเกสรประมาณ 2 ล้านก้อน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงต่อการเลี้ยงประชากรผึ้ง 1 รัง จำนวนครั้งในการบินออกหาอาหารของผึ้งพันธุ์ 5-10 ครั้งต่อวัน หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความต้องการอาหารของรังผึ้ง

ความเร็วในการบินของผึ้งที่น้ำหวานอยู่เต็มกระเพาะ และเกสรอยู่เต็มตะกร้าเกสร ประมาณ 25 กม./ชั่วโมง ผึ้งที่บินออกจากรังมีความเร็วในการบิน 20 กม./ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของผึ้งในเส้นทางการบินไปยังแหล่งอาหาร ผึ้งจะหยุดบินเมื่อมีความเร็วลม 40 กม./ชั่วโมง

ผึ้งจะเลือกแหล่งอาหารที่อยู่บริเวณใกล้รังในรัศมี 3 กิโลเมตร แต่หากไม่มีแหล่งอาหารที่เหมาะสม ผึ้งสามารถบินไปหาแหล่งอาหารได้ไกลถึง 12 กิโลเมตร ผึ้งงานในระยะแรกจะฝึกบินในระยะ ไม่เกิน 1 กิโลเมตรจากรังผึ้ง และพื้นที่ของการหาอาหารของผึ้งนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับ ปริมาณและความหนาแน่นของดอกพืช ปริมาณเกสร และน้ำหวาน

ประโยชน์จากผึ้ง
1. น้ำผึ้ง (honey) เป็นผลผลิตจากผึ้งที่เป็นของเหลว มีรสหวานที่ได้จากน้ำหวานของดอกไม้หรือน้ำหวานของส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นไม้ที่ผึ้งสะสมไว้ในรังผึ้ง น้ำผึ้งจะมีลักษณะสีเหลืองอ่อนหรือสีน้ำตาล ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำหวานที่ได้จากต้นไม้ต่างๆ

น้ำผึ้ง นิยมนำมารับประทาน ใช้ผสมเครื่องดื่มหรือน้ำผลไม้ปั่น ใช้ดองสมุนไพร ใช้สมานแผล ส่วนในอุตสาหกรรมใช้มากในอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตยา

2. เกสรผึ้ง (bee pollen) เป็นก้อนเกสรที่นำมาจากรังผึ้ง หรือที่ได้จากการดักเกสรหน้ารังผึ้ง นิยมนำมารับประทาน และผสมในอาหารหรือเครื่องดื่ม

3. นมผึ้ง (royal jelly) เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนของผึ้งนางพญา มีลักษณะเป็นครีมข้น สีขาว ใช้รับประทานหรือใช้ทาหน้าเพื่อให้ผิวเต่งตึง รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

4. ไขผึ้ง (bees wax) เป็นสารที่ผลิตได้จากผึ้งงานจากต้อมไขผึ้งสำหรับสร้างรวงผึ้ง นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งสำหรับสร้างคอนผึ้ง รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเทียนไข ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาขัดมัน และเคลือบเครื่องหนัง

5. ชันผึ้ง (propolis) เป็นวัสดุเหนียว สีน้ำตาลหรือสีดำที่ติดตามบริเวณต่างๆของรังผึ้ง เช่น ช่องว่างระหว่างคอนผึ้ง ถูกนำมาใช้สำหรับป้องกันโรคเหงือกบวม เหงือกอักเสบ รักษาต่อมทอนซิลอักเสบ และรักษาแผลในปาก บรรเทาอาการเจ็บคอ รักษาอาการไอ นอกจากนั้น ยังใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

6. ตัวอ่อนผึ้ง เป็นตัวอ่อนของผึ้งงานที่อยู่ภายในรังขณะอยู่ในระยะตัวหนอนหรือฝักเป็นตัวอ่อนในระยะแรก นิยมนำมารับประทาน และปรุงอาหาร เช่น แกง ผัด เป็นต้น ให้รสมัน นุ่ม

การเลี้ยงผึ้ง
สถานที่
– อยู่ใกล้แหล่งอาหาร และมีอาหารที่สมบูรณ์ ได้แก่ แหล่งดอกไม้ของพืชชนิดต่างๆ อาทิ ดอกนุ่น ดอกถั่ว ดอกเงาะ ดอกลำไย เป็นต้น รวมถึงแหล่งน้ำ
– แหล่งอาหารที่เป็นเกสรดอกไม้ควรอยู่ในระยะไม่เกิน 1 กิโลเมตร
– มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ไม่แห้งแล้งหรือร้อนมาก ไม่หนาวมาก มีร่มไม้ อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ไม่ควรอยู่ในบริเวณฝนตกชุก
– บริเวณเลี้ยงผึ้งควรมีแสงแดดส่องถึงรังผึ้ง โดยเฉพาะในช่วงเช้า
– ไม่ควรอยู่ใกล้หลอดไฟหรือแสงสว่าง เพราะผึ้งจะมาบินเล่นแสงไฟ
– ไม่ควรอยู่ใกล้บริเวณที่มีสิ่งรบกวนผึ้ง เช่น ถนน ชุมชน โรงงาน เป็นต้น

อุปกรณ์เลี้ยงผึ้ง
1. รังเลี้ยงผึ้งหรือหีบเลี้ยงผึ้ง มี 2 แบบ คือ
– แบบยุโรปหรือแบบแลงสตร็อธ ใส่รังได้ 10 คอน
– แบบไต้หวัน ใส่ได้ 10-5 คอน แต่นิยมเพียง 10 คอน และมีหน้าต่างมุ้งลวด
ขาตั้งรังเลี้ยงผึ้ง ควรใช้ผ้าชุบน้ำมันพันรอบขาตั้ง เพื่อป้องกันมด และแมลงศัตรูผึ้ง
2. คอนหรือเฟรม เป็นอุปกรณ์สำหรับสร้างรวงผึ้ง ประกอบด้วยไม้ไผ่ 4 ชิ้น
3. แผ่นฐานรวงหรือแผ่นรังเทียม เป็นแผ่นที่ทำจากไขผึ้งแท้ เป็นฐานหกเหลี่ยมสำหรับให้ผึ้งงานสร้างรวงต่อ
4. ขาตั้งรังผึ้ง เป็นขาตั้งสำหรับรองรังเลี้ยงให้สูงขึ้น เพราะบางช่วงฤดูมีฝนตก และมีความชื้นสูง โดยเฉพาะบริเวณหน้าดิน
5. ไม่กั้นหน้ารัง เป็นไม้ที่มีช่องสำหรับทางเข้า-ออก ของผึ้ง สามารถเปิด-ปิดได้
6. อุปกรณ์พ่นควัน เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับผู้เลี้ยงผึ้งสำหรับพ่นใส่ผึ้งป้องกันการถูกต่อย เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากกระป๋องอะลูมิเนียมหรือสังกะสีหรือสแตนเลส มีฝาครอบรูปกรวยสำหรับกดฉีดพ่น
7. เหล็กงัดรัง เป็นแผ่นเหล็กรูปร่างแบนยาว 6-8 นิ้ว ปลายด้านหนึ่งแบน กว้างประมาณ 1 นิ้ว มีไว้สำหรับแซะฝารังผึ้ง และขูดยางเหนียวตามขอบรัง
8. หวกตาข่าย ใช้สำหรับสวมหน้าป้องกันผึ้งต่อย
9. ถุงมือ อาจเป็นถุงมือหนังหรือผ้าที่มีความหนาพอสำหรับป้องกันผึ้งต่อยมือ
10. อุปกรณ์สลัดน้ำผึ้ง ประกอบด้วยแปรงปัดผึ้ง ถังเหวี่ยง มีด ตะแกรงกรองน้ำผึ้ง และถังเก็บน้ำผึ้ง

 

นกกระจอกเทศ จัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีการเลี้ยงเพื่อนำเนื้อมาบริโภค ไข่แปรรูปเป็นเครื่องตกแต่ง ขนใช้ทำขนประดับ หนังใช้ทำกระเป๋า รวมถึงใช้ประโยชน์จากกระดูก และมูลนกในด้านต่างๆ

นกกระจอกเทศ (Ostrich) จัดเป็นนกชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ และวิ่งได้เร็วที่สุดในโลกในบรรดานกทั้งหมด แต่เป็นนกที่บินไม่ได้ เนื่องจากมีปีกขนาดเล็ก และมีลำตัวขนาดใหญ่ โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบประเทศแอฟริกาตะวันออก

อนุกรมวิธาน
Phylum : Chordata
Class : Aves
Oreder : Struthioniformes
Super order : Paraognathae
Family : Stuthionidae
Genus : Raties

ถิ่นกำเนิด : ทวีปอาฟริกาตะวันออก
ชื่อสามัญ : OSTRICH
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Struthio camelus linn

ลักษณะทั่วไป
นกกระจอกเทศเมื่อโตเต็มวัยที่มีอายุประมาณ 3-4 ปี จะมีความสูงได้ถึง 2 เมตร และมีน้ำหนักตัวประมาณ 160 กิโลกรัม หรือมากกว่า ส่วนปีกจะมีขนาดเล็ก มีขนยาวเกิดบริเวณหาง ปีก และลำตัว แต่ขนยาวจะไม่เกิดบริเวณคอ หน้าอกส่วนล่าง และเท้าทั้ง 2 ข้าง แต่จะเป็นขนขนาดเล็ก และสั้นมาก ทำให้มองเห็นหนังได้ชัดเจน 

นกกระจอกเทศมีหัวขนาดเล็กเมื่อเทียบกับลำตัวขนาดใหญ่ ปากมีลักษณะแบน และสั้นคล้ายปากเป็ด แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก มีขอบปากมน มีตา 2 ข้าง ทรงกลมขนาดใหญ่ ขอบตาเป็นรูปวงรี มีขนตาบนยาว คล้ายคนแต่งขนตา ถัดลงมาเป็นส่วนตอ มีลักษณะเรียวยาวมาก และมีขนสั้นติดผิวหนัง ถัดลงมาเป็นส่วนลำตัวที่มีขนาดใหญ่ มีปีกสั้น และต่อมาเป็นส่วนขา 2 ข้าง แต่ละข้างมีนิ้ว 2 นิ้ว

ลักษณะของนกกระจอกเทศทั้งตัวผู้ และตัวเมียมีลักษณะที่คล้ายกันมาก แต่มีข้อแตกต่างกันที่ ตัวผู้จะมีขนออกสีน้ำตาลอมดำ ส่วนตัวเมียจะมีขนออกสีน้ำตาลอมเทา โดยสามารถแยกเพศได้ชัดเจนเมื่อนกกระจอกเทศมีอายุตั้งแต่ 1-2 ปี ขึ้นไป

ลักษณะนิสัย
นกกระจอกเทศ เป็นนกที่มีนิสัยดุร้าย มีเท้าใช้เป็นอาวุธ มีสายตาว่องไว วิ่งได้เร็ว และมีการระวังภัยสูง ชอบอาศัยรวมกับสัตว์อื่น เช่น ฝูงยีราฟ หรือ ฝูงม้าลาย เพื่อคอยดักจับกินแมลง

การสืบพันธุ์ และการวางไข่
นกกระจอกเทศตัวผู้ที่มีร่างกายขนาดใหญ่ และเป็นหัวหน้าฝูงจะเป็นตัวที่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่นในฝูง หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะหาแหล่งวางไข่ที่เป็นแอ่งทราย ซึ่งจะวางไข่ใกล้ๆกันจากตัวเมียหลายตัว

ไข่นกกระจอกเทศมีเปลือกสีขาวขุ่น มีน้ำหนักได้มากกว่า 1 กิโลกรัม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14-20 เซนติเมตร ซึ่งไข่จะได้รับความอบอุ่นจากทั้งตัวผู้ และตัวเมีย โดยตัวเมียจะเข้ากกไข่ในเวลากลางวัน ส่วนตัวผู้จะเข้ากกไข่ในเวลากลางคืน มีระยะการฟักไข่ประมาณ 6 สัปดาห์

อาหาร และการกินอาหาร
นกกระจอกเทศเป็นสัตว์ที่กินได้ทั้งพืช และสัตว์ มีอาหารหลักที่เป็นพืช ได้แก่ หญ้าอ่อน ใบไม่อ่อน และผลไม้บางชนิด ส่วนอาหารที่เป็นสัตว์ และแมลง ได้แก่ ไส้เดือน ตั๊กแตน และแมลง หรือ สัตว์หน้าดินชนิดต่างๆ

ประโยชน์นกกระจอกเทศ
1. เนื้อ ใช้ประกอบอาหาร มีไขมัน และคอเลสเตอรอลต่ำ
2. หนัง ใช้ทำผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เช่น รองเท้า และกระเป๋า เป็นต้น
3. ขน นำมาฟอก และย้อมสีสำหรับใช้ตกแต่งเสื้อผ้า หรือใช้ทำไม้ปัดฝุ่น เป็นต้น
4. ไข่ นำมาวาดลวดลายใช้เป็นเครื่องตกแต่ง
5. ไขมัน ใช้ประกอบอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางค์ ใช้ทำสบู่ หรือ ใช้ทานวดแก้ฟกช้ำ
6. กระดูก นำไปบดสำหรับผสมเป็นกระดูกป่นในอาหารสัตว์
7. มูล นำมาทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือใช้ใส่แปลงเกษตรโดยตรง

คุณค่าทางอาหารของเนื้อนกกระจอกเทศกับสัตว์ชนิด (ชนิดละ 85 กรัม)
1. โปรตีน (กรัม)
– นกกระจอกเทศ : 22.0
– เนื้อไ่ก่ : 27.0
– เนื้อวัว : 23.0
– เนื้อหมู : 24.0
– เนื้อแกะ : 22.0
2. พลังงาน (กรัม)
– นกกระจอกเทศ : 96.9
– เนื้อไ่ก่ : 140.0
– เนื้อวัว : 240.0
– เนื้อหมู : 275.0
– เนื้อแกะ : 205.0
3. โคลเลสเตอรอล (มก)
– นกกระจอกเทศ : 58.0
– เนื้อไ่ก่ : 73.0
– เนื้อวัว : 77.0
– เนื้อหมู : 84.0
– เนื้อแกะ : 78.0
4. ไขมัน (กรัม)
– นกกระจอกเทศ : 2.8
– เนื้อไ่ก่ : 0.9
– เนื้อวัว : 6.4
– เนื้อหมู : 7.0
– เนื้อแกะ : 5.6
5. ไขมันอิ่มตัว (กรัม)
– นกกระจอกเทศ : 2.0
– เนื้อไ่ก่ : 3.0
– เนื้อวัว : 15.0
– เนื้อหมู : 19.0
– เนื้อแกะ : 13.0
6. แป้ง (กรัม)
– นกกระจอกเทศ : 2.0
– เนื้อไ่ก่ : –
– เนื้อวัว : –
– เนื้อหมู : –
– เนื้อแกะ : –
7. แคลเซียม (มก)
– นกกระจอกเทศ : 5.2
– เนื้อไ่ก่ : 13.0
– เนื้อวัว : 9.0
– เนื้อหมู : 3.0
– เนื้อแกะ : 8.0

ผลิตภัณฑ์นกกระจอกเทศ
1. เนื้อ
เนื้อนกกระจอกเทศมีรสคล้ายเนื้อวัวมาก มีลักษณะเนื้อสีแดงถึงแดงเข้ม แต่มีไขมัน และโคเลสเตอรอลต่ำ เนื้อมีราคาแพง โดยทั่วไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 400-500 บาท โดยแบ่งตามเกรดของเนื้อ ดังนี้
– เนื้อเกรด A ราคา 600 – 800 บาท/กิโลกรัม
– เกรด B ราคา 300 – 400 บาท/กิโลกรัม
– เศษเนื้อ ราคา 150 – 200 บาท/กิโลกรัม

นกกระจอกเทศที่เข้าโรงงานเพื่อแปรรูปจะมีอายุระหว่าง 10-14 เดือน และนกตัวผู้จะให้เนื้อแดงมากกว่าตัวเมียประมาณ 8.5-14.0% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น
– นกกระจอกเทศคอดำ ที่อายุ 12-14 เดือน
– นกกระจอกเทศคอน้ำเงิน และคอแดง ที่อายุ 9-12 เดือน

นกกระจอกเทศที่มีอายุในช่วงนี้จะมีน้ำหนักประมาณ 90-110 กิโลกรัม/ตัว และมีน้ำหนักซากประมาณ 60 กิโลกรัม หรือคิดเป็น 56-64% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยจะได้เนื้อแดงประมาณ 34-43 กิโลกรัม

น้ำหนักอวัยวะต่างหลังการชำแหละ (น้ำหนักตัว 95.54 กิโลกรัม)
– น้ำหนักซาก : 55.91 กก.
– ขน : 1.74 กก.
– เลือด : 2.98 กก.
– ปีก : 0.74 กก.
– เท้า : 2.51 กก.
– หาง : 0.36 กก.
– หัว : 0.78 กก.
– หนัง : 6.71 กก.
– หัวใจ : 0.94 กก.
– ปอด และหลอดลม : 1.29 กก.
– กึ๋น : 2.16 กก.
– ตับ : 1.42 กก.
– ไต : 0.57 กก.
– เครื่องในอื่น : 8.29 กก.

ผลผลิตจากน้ำหนักซาก 55.91 กิโลกรัม
– เนื้อแดง : 34.1 กก.
– ไขมัน : 5.0 กก.
– กระดูก : 14.6 กก.

2. หนัง
นกกระจอกเทศที่มีอายุ 1 ปี สามารถให้หนังที่ 1.2-1.4 ตารางเมตร/ตัวโดยหนังจะได้จากส่่วนต่าง ดังนี้
– หนังส่วนแข้ง มีลักษณะเป็นเกล็ดคล้ายหนังของสัตว์เลื้อยคลาน
– หนังส่วนต้นขา เป็นหนังที่มีผิวเรียบคล้ายหนังวัว
– หนังบริเวณหลัง เป็นหนังที่มีเม็ดตุ่มนูนของรูขุมขน จัดเป็นหนังที่มีราคาแพงที่สุด ยิ่งหนังมีตุ่มนูน ตุ่มมีความเด่นชัดเจน และมีความสม่ำเสมอตลอดผืนก็ยิ่งมีราคาสูงมากขึ้นด้วย

ราคาขายหนัง
– หนังสด ราคา 5,000 – 6,500 บาท/ผืน
– หนังฟอก เกรด A ราคา 12,000 – 15,000 บาท/ผืน
– หนังฟอก เกรด B ราคา 10,000 – 12,000 บาท/ผืน

หนัังจากนกกระจอกเทศถือว่าเป็นเครื่องหนังที่มีคุณภาพ และราคาแพงที่สุด เมื่อเทียบกับหนังจระเข้ และหนังสัตว์อื่นๆ ซึ่งนิยมใช้ทำเครื่องหนังต่างๆ อาทิ รองเท้า เข็มขัด กระเป๋าเดินทาง และเสื้อหนัง เป็นต้น ตัวอย่างยี่ห้องเครื่องหนังต่างๆ ที่ทำมาจากหนังนกกระจอกเทศ ได้แก่
– Gucci
– Tony
– Nocona
– Justin
– Boots
– ยี่ห้ออื่นอีกหลายแบรนด์เนม

การเลี้ยงนกกระจอกเทศ
      นกกระจอกเทศในธรรมชาติเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการระวังภัยสูง สายตาว่องไว วิ่งเร็ว มีนิสัยดุร้าย มีการตื่นตัวตลอดเวลา และยากที่จะเข้าใกล้ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในสถานกึ่งธรรมชาติที่มีการดูแล และให้อาหารเป็นอย่างดี ก็เป็นนกที่สามารถเลี้ยง และจัดการดูแลได้

 

อึ่งอ่าง เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก พบแพร่กระจายทั่วไปในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ รวมถึงในชุมชนอาศัยของมนุษย์ ชนิดที่พบมากในประเทศไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ อึ่งอ่างบ้าน/อึ่งยาง  อึ่งอ่างปากขวดหรืออึ่งเผ้า และอึ่งอ่างก้นขีด

อึ่งอ่าง จัดเป็นอาหารป่าชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทานมากในเกือบทุกภาค อาทิ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งนิยมนำมาปิ้งย่าง ต้มยำ หรือผัดเผ็ด รวมถึงแปรรูปเป็นปลาร้าอึ่ง

อึ่งอ่างบ้าน/อึ่งยาง
อนุกรมวิธาน
Kingdom: Animalia
Phylum: Chordata
Class: Amphibia
Order: Anura
Family: Microhylidae
Genus: Kaloula
Species: Kaloula pulchra

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Kaloula pulchra
ชื่อท้องถิ่น : อึ่งอ่างบ้าน,อึ่งยาง

อึ่งอ่างก้นขีด 
อนุกรมวิธาน
Kingdom: Animalia
Phylum: Chordata
Class: Amphibia
Order: Anura
Family: Microhylidae
Genus: Glyphoglossus 
Species: Glyphoglossus molossus

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glyphoglossus molossus
ชื่อท้องถิ่น : อึ่งอ่างก้นขีด

อึ่งเผ้า/อึ่งปากขวด
อนุกรมวิธาน
Kingdom: Animalia
Phylum: Chordata
Class: Amphibia
Order: Anura
Family: Microhylidae
Genus: Kaloula
Species: Kaloula pulchra

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Kaloula pulchra
ชื่อท้องถิ่น : อึ่งเผ้า,อึ่งปากขวด

การแพร่กระจายของอึ่งอ่าง
อึ่งอ่างทุกชนิดพบแพร่กระจาย และอาศัยตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ตามหัวไร่ ปลายนา พื้นที่รกร้าง รวมถึงสามารถพบได้ตามแหล่งชุมชนของมนุษย์ แหล่งที่พบมากจะเป็นภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก และพบบ้างในภาคกลาง และภาคใต้

อึ่งอ่างบ้านหรืออึ่งยาง เป็นชนิดอึ่งที่พบได้มากตามป่า หัวไร่ปลายนา รวมถึงเป็นชนิดที่พบได้มากตามบ้านเรือนมนุษย์

อึ่งอ่างก้นขีด เป็นชนิดที่พบได้ตามป่า และหัวไร่ปลายนา พบค่อนข้างน้อยตามชุมชนบ้านเรือน

อึ่งเพ้า หรือ อึ่งปากขวด เป็นชนิดที่พบได้เฉพาะตามป่า และหัวไร่ปลายนา ไม่พบตามบ้านเรือน

ลักษณะทั่วไป
1. อึ่งอ่างบ้าน หรือ อึ่งยาง เป็นชนิดที่พบมากที่สุด แพร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และเป็นชนิดที่พบเห็นได้มากตามที่อับชื้นบริเวณบ้านเรือน ลำตัวมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ ไม่มีขีดเหลืองบริเวณก้น ผิวลำตัวมีตุ่มเมือก ตุ่มนี้จะปล่อยเมือกหรือยางเหนียวลื่นออกมาเมื่อถูกคุมคาม หรือ หากจับจะรู้สึกได้ว่ามียางเหนียวลื่นจำนวนออกมา 

ผิวลำตัวส่วนหลังมีสีเทาอมดำ และมีแถบสีน้ำตาลอมส้มพาดตามแนวยาวจากลูกตามาจนถึงโคนขาหลัง เหนือแถบสีน้ำตาลอมส้มด้านบนมีแถบสีดำขนาดเล็ดพาดตามแนวยาวเรียบไปกับแถบสีน้ำตาลอมส้ม ส่วนตามีขนาดใหญ่ มีรูม่านตากลม มีแผ่นหูซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ขามีขนาดสั้น นิ้วตีนขาหน้าไม่มีแผ่นพังผืด ปลายนิ้วแหลม

2. อึ่งอ่างก้นขีด เป็นชนิดที่พบน้อย พอๆกับอึ่งเพ้า ลำตัวมีขนาดเล็กกว่าอึ่งบ้าน และอึ่งเพ้า มีลักษณะลำตัวป้อมสั้น หัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับอึ่งบ้าน ผิวหนังมีตุ่มขนาดเล็ก และมียางน้อยกว่าอึ่งบ้าน ผิวหนังส่วนหลังมีสีเทาอมดำและแดง มีแถบสีเหลืองอ่อนพาดตามแนวยาวจากตาจนถึงโคนขาหลัง และมีอีกแถบพาดเหนือบริเวณส่วนก้นยาวเกือบถึงกลางหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอึ่งชนิดนี้ ส่วนตามีขนาดใหญ่ ตาทรงกลม มีแผ่นหูอยู่ใต้ผิวหนัง ขาสั้น ขาหน้าไม่มีพังผืด ปลายนิ้วแหลม

3. อึ่งเพ้า หรือ อึ่งปากขวด เป็นอึ่งขนาดใหญ่สุด ผิวหนังเรียบ ไม่มีตุ่ม ผิวหนังส่วนบนมีสีเทา ส่วนหน้าท้องมีสีเทาอมขาว ส่วนหัว และปากมีขนาดใหญ่ มีมุมปากกว้าง หัว และปากมีลักษณะยื่นออกมาจากลำตัว

การแยกเพศอึ่งอ่าง
เพศของอึ่งอ่างทุกชนิด หากดูที่ขนาดลำตัว เพศเมียจะมีลำตัวใหญ่กว่าเพศผู้ และพิจารณาที่ถุงเสียงจะพบถุงนี้ในเพศผู้ และคางเพศผู้จะมีสีค่อนข้างดำ แผ่นอกเพศผู้จะนูนมากกว่าเพศเมีย เพราะแผ่นอกนี้จะมีต่อมขับเมือกสำหรับยึดเกาะบนหลังเพศเมียขณะผสมพันธุ์

แหล่งอาศัย
อึ่งในฤดูจำศีลจะขุดฝังตัวเองลึกลงไปในดิน ด้วยการหันหลัง และใช้ขาหลังขุดดิน และดันตัวเองลงด้านล่าง ซึ่งจะไม่ขุดดินออกให้เป็นรูกวาง แต่ดินจะถูกดันออกด้านข้างเพื่อให้ลำตัวแทรกดันลงได้ ทำให้ดินที่ขุดเลื่อนออกมาปิดรูไปเรื่อย ทำให้ดินบริเวณรูมีสีที่แตกต่างจากดินรอบข้างอย่างชัดเจน แต่สีดินจะเริ่มเหมือนกัน หากขุดลึกมาก นอกจากนั้น ดินบริเวณรูที่ขุดจะมีความหนาแน่นต่างจากดินรอบข้างอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ความลึกของรูในช่วงฤดูจำศีล ต้นเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะมีความลึกมาก อาจมีความลึกได้ถึง 1 เมตร ขึ้นอยู่กับความชื้นของดินที่เหมาะสำหรับการพักตัว

สำหรับฤดูวางไข่ และออกหาอาหาร ซึ่งอยู่ในช่วงต้นฤดูฝนจนถึงปลายฤดูฝน ปลายเดือนเมษายน-ปลายเดือนตุลาคม ความลึกของรูในช่วงนี้จะลึกน้อยมากถึงปานกลาง แต่ส่วนใหญ่จะขุดดินไม่ลึก เพียงแค่ฝังตัวเองหลบในช่วงกลางวันเท่านั้น หรือ อาจหลบตามโพรงไม้ โพรงปลวก กองใบไม้ที่ค่อนข้างชื้นเท่านั้น และจะออกมาหาอาหารในเวลากลางคืน

อาหาร และการหาอาหาร
อาหารสำคัญของอึ่งอ่าง ได้แก่ ปลวก มด และแมลงชนิดต่างๆ ส่วนมากจะกินจำพวกปลวก แมงเม่า และมด เป็นหลัก

การสืบพันธุ์ และวางไข่
การผสมพันธุ์ และการวางไข่จะอยู่ในช่วงต้นฤดูฝน และสามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้งตลอดช่วงฤดูฝน แต่ส่วนมากจะผสมพันธุ์ประมาณ 1-2 ครั้ง เท่านั้น โดยจะมีการผสมพันธุ์มากในช่วงต้นฤดูฝน

หากฝนตกมาครั้งแรกในปริมาณไม่มาก อึ่งจะดันตัวเองขึ้นมาใกล้ผิวดินขึ้นมาเรื่อยๆ หรืออาจออกมาอาศัยตามโพรงหรือกองใบไม้เพื่อรอฝนชุดหลัง แต่หากฝนครั้งแรก หรือฝนตกอีกที่ทำให้มีน้ำนองหรือมีน้ำขังตามแอ่งต่างๆ อึ่งจะดันตัวเองออกจากรู และเดินเข้าหาแหล่งน้ำทันที เพื่อผสมพันธุ์ และวางไข่

การผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นมากช่วงเวลากลางคืน แต่อาจผสมพันธุ์ในเวลากลางวันหากฝนตกกลางวันจนมีน้ำขังมาก และจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในแหล่งน้ำขังใหม่เท่านั้น ซึ่งอึ่งจะไม่เลือกแหล่งน้ำเดิมที่มีน้ำขังจากปีที่แล้ว หรืออาจเลือกหากแหล่งน้ำเดิมมีน้อย และมีการเติมจากฝนของปีนี้มากกว่า โดยก่อนผสมพันธุ์ อึ่งเพศผู้จะพองตัว และลอยน้ำ แล้วส่งเสียงร้องเรียกอึ่งเพศเมีย เมื่อผสมพันธุ์แล้ว อึ่งเพศเมียจะวางไข่ในแหล่งน้ำ และเมื่อก่อนถึงตะวันขึ้น หรือหากผสมพันธุ์ และวางไข่เสร็จ อึ่งก็จะแยกย้ายหาแหล่งขุดรูหรือโพรงหลบซ่อนต่อไป

สำหรับไข่อึ่งอ่าง ในช่วงแรกไข่จะติดกันเป็นแผ่นใหญ่ลอยเหนือผิวน้ำ ซึ่งแตกต่างจากไข่คางคกที่มีลักษณะเป็นเส้นสีดำยาว หลังจากนั้น ไข่จะค่อยแยกตัวกัน และจมลงใต้ผิวน้ำจนฟักออกมาเป็นลูกอ๊อด และเจริญมีขา แล้วอพยพขึ้นบนบกอีกครั้ง

การป้องกันตัวเองของอึ่ง
อึ่งเมื่อมีภัยหรือถูกคุกคามจากสัตว์อื่น เช่น งู ตะขาบ ก็จะใช้วิธีการพองตัวด้วยการสูบลมเข้าท้อง พร้อมขับเมือกเป็นยางเหนียวออกมา ทำให้การจับหรือคาบของสัตว์อื่นมีการลื่นไหล อึ่งจึงสามารถสลัดตัวออกได้ง่าย

สำหรับการจับอึ่ง หากไม่ใส่ถุงมือก็จะทำให้ยางอึ่งเกาะติดเต็มฝ่ามือได้ง่าย

การจับอึ่งอ่าง
การจับอึ่งจะใช้เพียง 3 วิธี เท่านั้น คือ การจับขณะฝนตกกลางวัน การส่องอึ่งกลางคืน และการขุดอึ่ง
1. การจับอึ่งกลางวัน จะจับได้ก็ต่อเมื่อมีฝนตกหนักจนเกิดแหล่งน้ำขัง ซึ่งอึ่งจะออกจากหลบอาศัยแล้วจะคลานหรือกระโดดเข้าหาแหล่งน้ำ ซึ่งคนจับจะคอยดักจับตามแหล่งน้ำนั้นๆ แต่บางพื้นที่ เมื่อฝนตกหนักก็มักจะออกเดินจับตามถนนหรือพื้นที่โล่งที่สามารถมองเห็นตัวอึ่งได้

2. การส่องอึ่งในเวลากลางคืนจะส่องในขณะที่ฝนตกหรือหลังจากฝนหยุดตกแล้ว ซึ่งหากเป็นฝนแรกๆ อึ่งที่ออกมาผสมพันธุ์จะออกมาเพื่อผสมพันธุ์ และหากเลยนั้นไป ส่วนมากจะเป็นอึ่งที่ออกหาอาหาร

สำหรับการส่องอึ่งขณะฝนตก คนจับมักจะคอยดักจับตามแหล่งน้ำขังใหม่ โดยจะมุ่งไปยังแหล่งน้ำตามเสียงที่อึ่งร้อง ส่วนการส่องหลังฝนตก มักจะออกส่องตามโคนต้นไม้ จอมปลวก และตามลานดิน เพราะเป็นบริเวณที่อึ่งจะออกมาคอยดักกินแมงเม่า

3. การขุดอึ่ง ถือเป็นวิธีที่ไม่นิยม เนื่องจากเป็นวิธีที่ต้องหารูอึ่งก่อนขุดรูอึ่งนี้จะหายากมาก เพราะอึ่งมักขุดรูในขณะที่ฝนตกปรอยๆทำให้ไม่เห็นร่องรอยของรูอึ่งได้

แต่บางครั้ง ก็อาจยังเหลือร่องรอยให้เห็นบ้าง ซึ่งรูอึ่งจะมีลักษณะเป็นขุยดินพูนขึ้นมาเล็กน้อย สีขุยดินสีมีแตกต่างจากผิวหน้าดินอย่างชัดเจน เมื่อขุดหน้าดินออกจะพบรอยรูขุดหรือบั้งรูเป็นสีดินจางๆแตกต่างจากดินรอบข้าง ลักษณะรอยรูหรือบั้งจะเป็นวงรีตามขนาดลำตัวของอึ่ง ทั้งนี้ หากขุดลึกแล้วจำเป็นต้องใช้นิ้วแหย่นำเป็นรูบั้งตามทุกครั้ง เพราะหากใช้วิธีสังเกตุความต่างของสีดินจะใช้ไม่ได้ผล เพราะสีดินจะเหมือนกัน นอกจากนั้น จะเป็นการช่วยระวังไม่ให้เสียมสับตัวอึ่งได้