logo

วัสดุ/อุปกรณ์

  1. ผักเสี้ยน 1 กิโลกรัม
  2. เกลือ     1 ถ้วย
  3. น้ำข้าว  3 - 5 ถ้วย
  4. หม้อหรือถาด
  5. ภาชนะมีฝาปิดใส่ผักดอง

ขั้นตอนการทำส้มผักเสี้ยน

  1. ล้างผักเสี้ยนให้สะอาด ผึ่งลม พักไว้ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ผักยุบตัวจะทำให้คั้นง่าย
  2. นำผักล้างสะอาดใส่หม้อ เติมเกลือคั้นให้เข้ากัน พักไว้ในหม้อ
  3. น้ำข้าวที่จะใส่ส้มผักได้จากการหุงข้าวเช็ดน้ำ นำน้ำข้าวมาใส่ส้มผัก ใช้น้ำข้าวในปริมาณ 3 ถ้วย ทิ้งไว้ให้เย็นหรือพออุ่น แต่จะไม่ใส่น้ำข้าวร้อนจัดลงในหม้อส้มผัก
  4. เก็บใส่ภาชนะที่ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 2-3 วัน นำออกมารับประทานได้

วัสดุ/อุปกรณ์

๑. ข้าวสาร (ข้าวกล้องมันปู)                  ๑        กิโลกรัม

๒. แป้งข้าวเจ้า                                ๗๕      กรัม

๓. แป้งมันสำปะหลัง                          ๒๕๐    กรัม

๔. น้ำ                                          ๒        ลิตร

๕. ถาดแสตนเลส                              ๒        ใบ

๖. น้ำมันพืช                                   ๑        ถ้วย

๗. รังถึง                                       ๑        ชุด

๘. กะละมัง/มีด/เขียง/ถาด

9. เครื่องปั่น

วิธีทำ

๑. แช่ข้าวสาร (ข้าวกล้องมันปู) ๒ - ๔ ชั่วโมง

๒. ปั่นข้าวให้ละเอียดจนเป็นน้ำแป้ง

๓. เทน้ำแป้งในกะละมัง จากนั้นค่อยๆ เทแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันสำปะหลังลงและคนให้เข้ากัน

๔. เตรียมรังถึงนึ่งโดยทาน้ำมันพืชให้ทั่ว จากนั้นเทน้ำแป้งลงในถาด ความหนาของแป้งขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำแป้งที่เทและขนาดของถาด

๕. นำไปนึ่งใช้ไฟแรง ใช้เวลา ๓ -๕ นาที

๖. เมื่อแป้งสุกให้นำถาดแช่น้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิ ทาน้ำมันพืชบางๆ ทั่วผิวหน้าของแป้งสุก

๗. ม้วนแผ่นแป้งเพื่อนำไปตัดเป็นเส้น

๘. ตัดแผ่นแป้งตามขนาดที่ต้องการ จะได้เส้นก๋วยเตี๋ยวสด เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เก็บไว้ทานได้ ๒ - ๓  วัน หากต้องการเก็บไว้ นานควรตากแห้งแล้วใส่ถุงปิดให้สนิท

      ข้าวโป่ง:ขนมโบราณพื้นบ้านอีสาน ประวัติความเป็นมาของข้าวโป่งขนมโบราณรสอร่อยของคนอีสานนั้น มีมากมายหลายชนิด เช่น ข้าวจี่ ข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ เป็นต้น บางชนิดก็คล้ายคลึงกับขนมพื้นเมืองโบราณของภาคอื่นๆ ขนมโบราณแต่ละชนิดล้วนมีความผูกผันกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ขนมอีสานที่มีคำว่า "ข้าว” นำหน้าอีกอย่างหนึ่งที่ทานแล้วไม่รู้จักเบื่อ นั่นก็คือ "ข้าวโป่ง”เป็นขนมอีสานที่มีมาแต่โบราณ คนทำต้องมีฝีมือพอสมควร

ไอศกรีมข้าวกล้อง

          ไอศกรีมข้าวกล้องเป็นตัวอย่างการแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าเพราะไอศกรีมข้าวกล้อง 1 ถัง สามารถสร้างกำไรถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุน ซึ่งสูงกว่าการขายข้าวเปลือกหรือข้าวสารหลายเท่าตัว เครือข่ายสามารถทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักเพราะวัสดุและอุปกรณ์สามารถหาได้ หรือดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น

 
 

วัสดุอุปกรณ์

1. แป้งข้าวกล้องแดง                         350    กรัม

2. น้ำเปล่า                                    14      ลิตร

3. น้ำตาลทราย                               3        กิโลกรัม

4. นมข้นหวาน                               2        กระป๋อง

5. นมจืด                                      1        กระป๋อง

6. กะทิ                                        ๒        ลิตร

7. เกลือไอโอดีน                              1        ช้อน

8. ใบเตย                                      5        ใบ

9. น้ำแข็งบด                                  2        กระสอบ

10. เกลือเม็ด                                 5        กิโลกรัม

11. เครื่องปั่น

 

 

ขั้นตอนการทำ

          1. ต้มน้ำ 13 ลิตร ให้เดือด

          2. เติมน้ำกะทิ 2 ลิตร

          3. ละลายแป้งข้าวกล้องแดงผสมน้ำ 1 ลิตรลงต้ม และใส่ใบเตยลงต้ม

          5. เติมน้ำตาลทราย นมข้นหวาน นมจืด เกลือไอโอดีน เกลือเม็ด ต้มให้เดือดนาน 10 นาที

          6. นำน้ำข้าวกล้องที่ได้ ใส่ในเครื่องปั่น ปั่นนาน 30 นาที รอบๆ ถังปั่นต้องใส่น้ำแข็งและเกลือเม็ด อัตราส่วน 1:1 เพื่อให้ไอศกรีมแข็งตัวเร็วขึ้น

     สำหรับหมอนยางธรรมชาติ ของนักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคตรัง นอกจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราแล้วนั้น ยังเป็นหมอนที่ช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของคนเรา ด้วยการช่วยผ่อนคลายกล้าเนื้อและดูแลโครงสร้างกระดูก ไม่ให้เกิดการกดทับมากเกินไป และลักษณะเด่นของหมอนยางธรรมชาติ คือ การคืนตัวกลับสู่สภาพเดิม จึงสามารถใช้งานได้นาน เหมาะแก่คนในยุคปัจจุบันที่ร่างกายต้องทำงานหนักตลอดทั้งวัน ซึ่งหากเวลาพักผ่อนมีอุปกรณ์ช่วยบำบัดสรีระ ให้คงตัวอยู่เสมอจะยิ่งทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น

ทางแผนกวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ วิทยาลัยเทคนิคตรังสามารถคิดค้นขึ้นมาได้ 
1.นำผสมลงไปในน้ำยางสดในปริมาณ ม1.5 กิโลกรัม 

2. เข้าเครื่องตีฟอกซึ่งเป็นเครื่องตีชนิดเดียวกับ เครื่องตีแป้งหรือตีไข่ในการทำขนม โดยใช้เวลาในการตีประมาณ     10-15 นาที เพื่อให้เกิดฟองยางเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5 เท่า แล้วนำฟองยางที่ได้มาเทลงในเบ้าหรือเป้นการขึ้นรูป     ก่อนนำเข้าเตาอบ เพื่อให้ยางเกิดความแข็งตัว

3.เมื่อยางเข้ารูปเรียบร้อยแล้ว จะนำออกจากเบ้าเพื่อนำมาล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด ด้วยการใช้วิธีการบีบนวดด้วยมือ แล้วทิ้งแช่น้ำไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้สารเคมีที่สามารถละลายน้ำได้ หลุดออกจากหมอนยางให้หมดโดยไม่ตกค้าง แล้วนำไปอบแห้งอีกครั้ง เพื่อให้หมอนยางได้รูปทรงที่มีคุณภาพ 

4.นำมาตกแต่งให้มีความสวยงาม พร้อมนำออกจำหน่ายโดยราคาหมอนยางธรรมชาติ ของวิทยาลัยเทคนิคตรังจะมีราคาอยู่ที่ใบละ 500 บาท

  “กัมมี่เจลลี่” (gummy jelly) หรือเจลลี่แห้งเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทของหวานขบเคี้ยวที่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับเด็กๆ มีลักษณะกึ่งของแข็งที่เรียกว่า เจลลี่ โดยทั่วไปกัมมี่เจลลี่ทำจากสารก่อเจลชนิดต่างๆ ซึ่งมักใช้โพลีเมอร์จากธรรมชาติ อาทิ เจลาติน คาราจีแนน วุ้น มาผสมกับสารให้ความหวานได้แก่ น้ำตาลทราย น้ำเชื่อมกลูโคส น้ำเชื่อมฟรุคโทส น้ำเชื่อมมอลลิโทส น้ำเชื่อมซอร์บิทอล เติมสารให้รสเปรี้ยว และแต่งสีผสมอาหาร

 

         ผลิตภัณฑ์กัมมี่เจลลี่ในปัจจุบันมีการเพิ่มเติมสารสำคัญต่างๆ ลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เช่น เติมวิตามินซี กลายเป็นขนมกัมมี่เจลลี่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ และเมื่อมีการผลิตโดยใช้แม่พิมพ์ได้แก่ รูปสัตว์หรือผลไม้ จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เด็กชื่นชอบและนิยมบริโภค เหมาะสำหรับใช้เสริมอาหารแก่เด็กในรูปขนมขบเคี้ยว

 

         นักวิจัยได้พัฒนาคิดค้นสูตรและกรรมวิธีผลิต “ผลิตภัณฑ์กัมมี่เจลลี่โปรตีนไฮโดรไลเซทจากข้าว” ซึ่งมีความหยืดหยุ่นและหนึบเหนียว เวลาเคี้ยวมีรสหวานและเปรี้ยวเล็กน้อย เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งการรับประทานผลิตภัณฑ์กัมมี่เจลลี่จากงานวิจัยนี้จะได้รับประโยชน์จากโปรตีนไฮโดรไลเซท วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชสมุนไพร รวมทั้งสารออกฤทธิ์ที่ช่วยเสริมสร้างระบบความจำและการเรียนรู้ 

ไฟล์แนบ

เทคโนโลยี “การเคลือบสระน้ำจากน้ำยางธรรมชาติร่วมกับวัสดุเสริม” เพื่อป้องกันน้ำซึมลงสู่ผิวดินหรือสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์สามารถ ใช้เคลือบบ่อหรือสระน้ำได้ทุกประเภท เช่น สระกักเก็บน้ำในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะเขตพื้นที่นอกชลประทานที่ขาดแคลนน้ำ ทำเกษตรในช่วง หน้าแล้ง บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อเลี้ยงปลา กุ้ง บ่อบำบัดน้ำเสียและกักเก็บนำใช้สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมบ่อตกแต่งหรือบ่อเอนกประสงค์ ในหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา หรือบ้านเรือนทั่วไป องค์ความรู้สำคัญจากงานวิจัย ประกอบด้วยสูตรหรือส่วนผสม ของน้ำยางพาราชนิดครีมที่ผสม สารเคมีชนิดต่างๆ ลงไปสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบปูหรือเคลือบสระ และกรรมวิธีการปู / เคลือบสระด้วย วิธีฉีดพ่น ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากการปูสระ โดยใช้ยางแผ่น หรือพลาสติกทั่วไปซึ่งต้องผ่านกรรมวิธีรีดแผ่นภายในโรงงานก่อนและต้องขนย้ายวัสดุปูที่มีขนาด และน้ำหนักมากเทคโนโลยีเคลือบ สระนี้ใช้วัตถุดิบจากน้ำยางธรรมชาติร่วมกับสารเคมีจำนวนหนึ่งที่ไม่ก่อมลพิษ เป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ จากน้ำยางธรรมชาติเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับผลิตผลทางการเกษตร เทคโนโลยีผ่านการทดสอบทั้ง ในด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของน้ำที่กักเก็บในบ่อ

จุดเด่น

        * นวัตกรรมการปู / เคลือบสระด้วยวิธีฉีดพ่นเป็นวิธีการใหม่ที่ช่วยให้ทำงานง่าย สะดวกขึ้น ช่วยประหยัดเวลา ค่าขนส่ง เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้เคลือบมีน้ำหนักเบากว่าทำให้ขนส่งง่าย คล่องตัว สามารถเข้าถึงเพื่อให้บริการในพื้นที่ห่างไกลได้ นอกจากนี้ยังใช้ผู้ทำงานจำนวนน้อย (เปรียบเทียบกับการปูด้วยยางแผ่น หรือ พลาสติกซึ่งต้องขนยางหรือพลาสติกปูขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง และใช้แรงงานปู /เคลือบจำนวนมาก)

       * วัสดุเก็บกักน้ำมีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง ทนต่อการฉีกขาด พิสูจน์ทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆ แล้วทั้งในระดับงานวิจัยและการทดสอบภาคสนาม

        * กระบวนการเตรียมวัตถุดิบและกระบวนการปู / เคลือบง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูง ใช้วัตถุดิบจากน้ำยางธรรมชาติซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเคมี และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำยางธรรมชาติ

        * สามารถปูสระหรือบ่อได้เกือบทุกประเภท ทั้งบ่อกักเก็บน้ำในภาคเกษตรกรรม บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และบ่อบำบัดน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ

 
 
 

ถุงมือผ้าเคลือบยาง (Rubber Coated knitted  Gloves)

 หมายถึง ถุงมือผ้าที่นำมาชุบเคลือบด้วยน้ำยางผสมสารเคมี (Compounded  Latex)

ทั้งชนิดชุบเคลือบยางบนฝ่ามือและปลายนิ้ว  ชุบเคลือบเต็มรูป (Full  Coated)

เพื่อป้องกันการลื่น (Anti-slip)  การบาดเฉือน(Shear Cutting  Resistance)

ป้องกันการสัมผัสกับสารเคมี (Chemical  Resistance)  ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิต

(Anti – static  gloves)   ตลอดจนกันความร้อนจากการสัมผัส(Heat Protection Gloves)

สำหรับใช้จับอุปกรณ์หรือชิ้นงาน

 

 
 

ลักษณะการใช้งาน (Application of Rubber  Coated knitted  Gloves)

1.       ใช้ป้องกันของมีคมบาดมือ เช่น มีด, กระจก, แผ่นเหล็ก

2.       ใช้จับกันลื่น เช่น  กระจก, ค้อน, เลื่อย, กรรไกร, คีม, ไขควง, เครื่องมือช่าง 

3.       ใช้ในงานประมง  เช่น  จับเชือก, ดึงเชือก, มัดเชือก  ตลอดจนจับอุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ และการ           ยกสัมภาระ

4.       ใช้ในงานซ่อมบำรุง   เช่น ซ่อมรถยนต์, ซ่อมบ้าน, ซ่อมงานท่อและงานประปา

5.       ใช้ในงานการเกษตร  เช่น จับเลื่อย, จับจอบ, จับพร้า, จับมีด , เครื่องตัดหญ้าและอื่นๆ   

6.       ใช้จับป้องกันความร้อน เช่น  หูและฝาหม้อหุงข้าวหรือภาชนะทำอาหาร (กระทะ  จานร้อน เป็นต้น)

7.       ใช้ป้องกันการสัมผัสกับสารเคมี  เช่น  เปิดฝาขวดยาปราบศัตรูพืช  ยาฆ่าแมลง

สมบัติที่ต้องการ

1.       มีความต้านทานต่อการลื่น  ( Anti-Slip)

2.       มีความต้านทานต่อการบาดเฉือน (Shear Cutting  Resistance)

3.       มีความต้านทานต่อความร้อน  (Heat  Resistance)

4.       มีความต้านทานต่อความเย็น  (Cool Resistance)

5.       มีความต้านทานต่อไฟฟ้าสถิต  (Anti-Static) 

6.       มีความต้านทานต่อสารเคมี (Chemical  Resistance)

7.       สวมใส่สบาย กระชับมือ  (Well-fitting and Comfortable to Wear)

8.       เพิ่มแรงยึดเกาะพื้นผิววัตถุ (Added  Traction Surface)

9.       มีความต้านทานต่อการสึกหรอ  (Abrasion  Resistance)

10.     มีความสามารถในการยืดหยุ่นได้ดี  (Good  Flexible)

11.     มีความต้านทานต่อการฉีกขาด (Tear Resistance)

ไฟล์แนบ

การทำข้าวเม่า

        ข้าวเม่าเป็นการนำเอาข้าวที่ยังไม่สุกเต็มที่ (ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 อาทิตย์) มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต ข้าวทุกสายพันธุ์สามารถนำมาทำเป็นข้าวเม่าได้ วิธีนี้เป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ที่ทำให้ได้บริโภคข้าวที่มีสารอาหารสูงกว่าการบริโภคข้าวโดยทั่วไป ข้าวเม่าเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดฤดูกาล ราคากิโลกรัมละ 100 บาท

วัสดุ/อุปกรณ์

๑.  ไม้ทำฟืน

๒.  เตา

๓.  กระทะใหญ่ ขนาดสำหรับคั่วข้าว 1 ปี๊บ

๔.  หม้อต้ม กระทะ หม้อนึ่ง

๕.  ครกกระเดื่อง

๖.  กระด้ง

  วิธีการทำ

๑.  เกี่ยวข้าวที่กำลังจะสุก มานวดเอาเมล็ดออกจากรวง

๒.  ซาวน้ำเพื่อแยกเมล็ดที่ลีบออก

๓.  นึ่งจนสุก(ทั้งเปลือก) หรือนำมาต้มให้น้ำท่วม 2 นิ้วไม่ให้ข้าวแตก ใช้ไฟแรง แล้วคนเรื่อยๆให้ทุกทั่ว

๔.  เทน้ำออกแล้วคั่วให้แห้งในกระทะ

๕.  นำไปผึ่งในร่ม หรือเปิดพัดลมเป่าให้เย็น

๖.  นำไปตำโดยใช้ใส่ครกกระเดื่อง (สามารถดัดแปลงตามความเหมาะสม) สังเกตเมล็ดพอให้แบนและหอม

๗. ผัดแยกเอาแกลบออกจากเมล็ดข้าวเม่า

๘.  ใส่ถุงขาย (เป็นข้าวเม่าสด) ขายกิโลละ 120-140 บาท

ในพื้นที่สูงของประเทศไทย ป่าไม้ได้ถูกบุกรุกและทำลายลงไปมาก   เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร ดังนั้นจึงต้องการพื้นที่ในการทำการเกษตร  และเพื่อการยังชีพเพิ่มตามไปด้วย  การแผ่อิทธิพลของลัทธิบริโภคนิยม ยิ่งส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้คนบนดอยสูงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แนวทางในการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน และสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับผู้คนบนดอยสูง จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และสภาพการใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป และยังสามารถสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในแนวตะเข็บชายแดนดังกล่าวด้วย ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวมา “ชาน้ำมัน” จึงเป็นพืชที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี    ทรงสนับสนุนให้มูลนิธิชัยพัฒนา ทำการวิจัยและส่งเสริมให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนดอยสูงขยายการปลูกให้แพร่หลาย เพื่อความยั่งยืนในการพัฒนา และเป็นการเพิ่มต้นไม้ให้กับภูเขาหัวโล้นได้อีกทางหนึ่ง

ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันของมูลนิธิชัยพัฒนาที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย และแปลงชาน้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยชาน้ำมันนับว่าเป็นพืชใหม่ที่นักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรได้เข้าไปศึกษา จากต้นเป็นผล สู่กากและกลายเป็นซาโปนิน พืชดังกล่าวน่าสนใจอย่างไร ขอนำท่านผู้อ่านไปรู้จักพร้อมกัน ณ โอกาสนี้ โปรดติดตาม

ชาน้ำมัน – ชาให้น้ำมัน

          ในปี 2547 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงมีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษา  และทดลองปลูกชาน้ำมันจากประเทศจีน สายพันธุ์ Camelia oleifera และพืชน้ำมันอื่น ๆ เพื่อผลิตน้ำมันเมล็ดชาในประเทศไทย หลังจากนั้นมีพระราชดำริให้จัดตั้ง"ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน" เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชา และพืชน้ำมัน ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บนเนื้อที่ประมาณ 153 ไร่ ซึ่งศูนย์วิจัยฯ จะผลิตน้ำมันคุณภาพสูง สำหรับการบริโภค และทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีส่วนผลิต ผลิตภัณฑ์จากกากวัตถุดิบที่เหลือ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์สูงสุด จากทุกส่วนของพืชนั้นๆ รวมถึงเป็นโรงงานต้นแบบ ที่สามารถเข้าชมได้ทุกจุด ของการดำเนินงาน  ซึ่งมีขั้นตอนที่เข้าใจง่าย สะอาด และคำนึงถึงระบบสิ่งแวดล้อม แบบธรรมชาติ  มีระบบควบคุมการใช้พลังงานและรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สวยงามทันสมัย

สำหรับการปลูกชาน้ำมัน เริ่มปลูกในปี 2549 จำนวน 1 ล้านต้น พื้นที่รวม 3,683 ไร่    ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเจริญเติบโต และศักยภาพการให้ผลผลิตของชาน้ำมัน ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   สำรวจรวบรวมและศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพืชสกุลชา (Camellia L.) ในประเทศไทยศึกษาและวิจัยการสกัดแยกน้ำมันจากเมล็ดเก็บข้อมูลสำหรับกำหนดลักษณะอุปกรณ์และเครื่องจักรสำหรับโรงงานผลิตและวิจัยน้ำมันจากเมล็ดชา เพื่อประโยชนต่างๆ    นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพืชน้ำมันอื่นๆ อาทิ ฟักทอง Rapeseed มะรุมพันธุ์อินเดีย (Moringa oleifera) มะเยาหิน (Vernicia montana) ผักน้ำมัน และแมกคาเดเมีย

ชาน้ำมันมีถิ่นกำเนิดในมณฑลทางใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทางตอนเหนือของเมียร์มาร์ ลาว และเวียดนาม ชาน้ำมัน คือพืช สกุลชา(Camellia L.) วงศ์ Theaceae  ที่สามารถนำเอาเมล็ดแห้งมาบีบสกัดน้ำมัน เพื่อใช้ในการบริโภค     มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia oleifera Abel โดยเฉพาะทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน  มีการบริโภคน้ำมันที่ได้จากเมล็ดชามาช้านาน

          ต้นชาน้ำมัน  ชอบขึ้นบริเวณป่าดงดิบ ตลิ่งริมน้ำ และเนินที่มีอากาศเย็น    และมีระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 500 - 1,300 เมตรโดยน้ำมันจากต้นชาน้ำมันนี้ได้มาจากผลชาที่มีขนาดเท่าลูกมะนาว    เมื่อแก่แล้วผลจะเป็นสีน้ำตาล แห้ง และแตกออก   จะเห็นเมล็ดชาอยู่ภายในซึ่งเมล็ดชาจะถูกนำมาผ่านกระบวนการสกัดให้ได้ชาน้ำมันออกมา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสาก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปไข่ ขนาดกว้าง 2 - 4 ซม. ยาว 4 - 8 ซม.  แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เหนียวและเป็นมัน  ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยถี่  ฐานใบอบเรียว ปลายใบแหลม ส่วนดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ 2 - 3 ดอก บริเวณซอกใบ ดอกบานขนาดผ่านศูนย์กลาง 4-8 ซม. กลีบดอก 5-9 กลีบ มีสีขาว ปลายกลีบมนและหยักเว้า ออกดอกช่วงกลางเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ส่วนผลเป็นผลแห้งชนิดแตกได้ (loculicidal capsule) รูปทรงกลม ขนาดผ่านศูนย์กลาง 2 - 5 ซม เมื่อแก่จะแตกออกจากบริเวณปลายผลเป็นแฉก 3 - 4 ส่วน แต่ละส่วนจะมีเมล็ด 1 - 5 เมล็ด

          ด้านการใช้ประโยชน์ น้ำมันเมล็ดชาเป็นที่รู้จักในประเทศจีนนานกว่า 1,000 ปี มาแล้ว เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอกและไม่มีกรดไขมันทรานส์ ซี่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   นอกจากนี้น้ำมันชายังมีกรดไขมันอิ่มตัวซึ่งไม่ดีต่อร่างกายต่ำ ในขณะที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว หรือกรดโอเลอิก (กรดโอเมก้า 9) สูงถึงประมาณ 87 - 81%  กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (กรดโอเมก้า 6) ประมาณ 13 - 28% และกรดแอลฟาไลโนเลอิก (กรดโอเมก้า 3) ประมาณ 1 - 3% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้สามารถช่วยลดระดับ LDL (คลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี) และเพิ่มระดับ HDL (คลอเรสเตอรอลชนิดดี) ในร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคอัมพาต โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้  จึงดีต่อสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ

          นอกจากน้ำมันชาจะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูงอย่างวิตามินอี และสารคาเทชิน       ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมันให้นานขึ้น    น้ำมันชายังมีจุดเดือดเป็นควันสูงถึง 252 องศาเซลเซียส (486 ฟาเรนไฮต์)  ทำให้สามารถประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทอดหรือการผัดในอุณหภูมิที่ไม่สูงมากนัก หรือเป็นส่วนผสมของน้ำสลัดหรือซอสหมักเนื้อสัตว์

          ประโยชน์อื่นๆ ของน้ำมันชา นอกจากจะใช้ในการบริโภคและประกอบอาหารแล้ว น้ำมันชายังสามารถนำไปผลิตเป็นเครื่องสำอางค์บำรุงเส้นผมและผิวพรรณต่างๆ เช่น ครีมและโลชั่นบำรุงผิว ครีมกันแดด สบู่ ยาสระผม หรือผสมกับน้ำมันหอมระเหย จากการวิจัยน้ำมันจากเมล็ดชาเพื่อประโยชน์ทางเครื่องสำอางพบว่า  โลชั่นที่ผสมน้ำมันชา 5% และ 10%  ช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นรวมถึงลดความหยาบกร้านและริ้วรอยบนผิวของผิวอาสาสมัครได้ใน 8 สัปดาห์ รวมถึงได้รับการยอมรับจากอาสาสมัครในระดับที่น่าพอใจ โดยประสิทธิภาพที่ได้จะใกล้เคียงกับน้ำมันแร่ กากเมล็ดชา (Tea seed meal)   ที่ได้จากการหีบน้ำมันออกแล้วจะมีลักษณะเป็นแผ่นแบน (Tea seedcake) มีสารซาโปนินส์ประมาณ 11 - 18% เป็นส่วนประกอบ สารตัวนี้สามารถนำไปใช้เป็นสารลดแรงตึงผิวและทำให้เกิดฟอง    ใช้ในการผลิตน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ รวมถึงกำจัดศัตรูพืชและหอยเชอรี่ในนาข้าว

กากเมล็ดชากลายเป็นซาโปนิน

          จากที่กล่าวมาข้างต้น กระบวนการสกัดน้ำมันชา    เมื่อสกัดน้ำมันออกมาจากเมล็ดชาแล้ว  จะได้กากเมล็ดชาในลักษณะเป็นแผ่นบางๆ  ในกากเมล็ดชา มีสารซาโปนิน (saponin) เป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยคำว่า "ซาโปนิน" มาจากชื่อสกุล Saponaria ซึ่งในอดีตใช้รากทำเป็นสบู่ และยังพบในพืชวงศ์เงาะ (Sapindaceae), วงศ์ก่วม (Aceraceae) และวงศ์ Hippocastanaceae  นอกจากนี้ยังพบซาโปนินในรูปอื่น  เช่น ไจพีโนไซด์ (gypenosides) ในเจี๋ยวกู่หลาน  และจินเซนโนไซด์ (ginsenosides) ในโสม    ซึ่งแต่เดิมเชื่อว่าพบซาโปนินเฉพาะในพืช  แต่ภายหลังมีการพบในสัตว์ทะเลด้วย

สารซาโปนินเป็นสารประกอบไกลโคไซด์ (Glycoside compound) มีคุณสมบัติทำให้เกิดฟองได้ง่าย สังเกตจากชื่อสารซาโปนิน ได้มาจากพืชที่มีชื่อว่า the soapwort plant อยู่ในสกุล Saponaria      ในยุคโบราณได้ใช้รากพืชชนิดนี้มาทําสบู่ (soap) ภาษาลาติน คําว่า sapo หมายถึง soap นั่นเอง สมัยก่อนประวัติศาสตร์     มีการใช้สารซาโปนินจับสัตว์น้ำ เช่น ชนเผ่ากอนด์ (Gond) ในอนุทวีปอินเดียใช้สารซาโปนินเบื่อปลา และชนพื้นเมืองในแคลิฟอร์เนียใช้หัวของพืชสกุล Chlorogalum    หรือรากของพืชสกุล Yucca มาผสมกับน้ำจนเกิดเป็นฟองแล้วเทลงในแหล่งน้ำเพื่อเบื่อปลา ถึงแม้ในบางพื้นที่จะออกกฎหมายห้าม แต่ในปัจจุบันชนพื้นเมืองในกายอานายังคงใช้วิธีนี้อยู่

          สารซาโปนินที่สกัดจากเมล็ดชา (Tea seed saponin)  เป็นซาโปนินชนิด triterpenoid saponin  ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วยสารซาโปจีนิน (sapogenin), สารอะไกลคอน (aglycon)     และกรดอินทรีย์สูตรโมเลกุลของสารซาโปนินคือ C57H90O26 มีคุณสมบัติเป็นสารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีอิออน (non-ionic surfactant) ทําให้เกิดฟองได้ดี มีรสขม เผ็ด ทําให้เกิดการระคายเคืองต่อตาและจมูกได้ ซาโปนินที่สกัดจากชามีลักษณะเป็นผลึกสีขาวดูดความชื้นได้ง่าย จุดหลอมเหลว 224 องศาเซลเซียส ละลายได้ดีในสารละลายเมธิลแอลกอฮอล์, สารละลายเอธิลแอลกอฮอล์และกรดอะซิติกเข้มข้น เป็นต้น

          หลักการผลิตทำได้จากการนํากากเมล็ดชาบด  มาแช่ในแอลกอฮอล์และตัวทำละลายอินทรีย์ (organic reagent) ชนิดอื่นๆ จากนั้นนำสารสกัดที่ได้มากรอง และกลั่นเอาตัวทำละลายออกและทำให้แห้งที่อุณหภูมิ 20-50 องศาเซลเซียส จะได้ผงสีขาวที่มีสาร triterpenoid saponin เข้มข้นมากกว่า 70% ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายวิธี เช่น สารลดแรงตึงผิว สารทำความสะอาด สารกำจัดศัตรูพืช สารเคลือบกันขูดขีดสารผสม (emulsifier) สารกันบูด สารทําให้เกิดฟองในอุตสาหกรรมผลิตเบียร์  ในทางการเกษตรและการประมงนำมาใช้เป็นสารกำจัดแมลงสารฆ่าเชื้อโรค ใช้แทนยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ สารกำจัดสัตว์น้ำที่ไม่พึงประสงค์ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยสารซาโปนินจะทำลายเซลเม็ดเลือดแดงของสัตว์เลือดเย็น เช่น ปลา และ หอย เป็นต้น

          สำหรับการใช้สารซาโปนินในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535   และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียน และแจ้งประกอบการกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกือบทั้งหมดที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3       มีการกำกับดูแลที่เข้มงวด ทั้งข้อมูลพิษวิทยา  และข้อมูลการทดสอบประสิทธิภาพก่อนที่จะอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่สำหรับกากเมล็ดชา  ซึ่งมีสารสำคัญคือ ซาโปนิน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลทางวิชาการว่าปลอดภัยต่อมนุษย์สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ได้รับการยกเว้นไม่ให้ต้องส่งข้อมูลพิษวิทยาในการขอขึ้นทะเบียน

          อย่างไรก็ตาม การขอขึ้นทะเบียนซาโปนิน ภายใต้ชื่อการค้า ที-ซาโปนิน  ของศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน   มูลนิธิชัยพัฒนากรมวิชาการเกษตรต้องศึกษาวิธีการวิเคราะห์คุณภาพของกากเมล็ดชาน้ำมัน    และการทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อกำหนดร่างฉลากการใช้ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  ซึ่งการกำหนดข้อความบนฉลาก มีเป้าหมายให้ผู้ใช้และผู้เกี่ยวข้องทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณประโยชน์ในการใช้อย่างไร ใช้ในอัตราเท่าใด  และใช้วิธีการใดจึงจะให้ผลในการควบคุมศัตรูพืชได้ดีที่สุด ตลอดจนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้คงประสิทธิภาพ ความเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ผู้เกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อม การป้องกัน การระมัดระวังอันตราย และเมื่อได้รับพิษเข้าไปจะต้องปฏิบัติอย่างไร   การกำหนดระดับความเป็นพิษ ทั้งหมดนี้จะได้มาจากการทดสอบประสิทธิภาพและการวิเคราะห์คุณภาพของสารนั้น

          สำหรับการวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ในกากเมล็ดชาน้ำมันและข้อมูลพิษวิทยา  ดำเนินการโดย   กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรได้ดำเนินการศึกษาวิธีสกัดสารซาโปนินกึ่งบริสุทธิ์เพื่อเป็นสารมาตรฐานในการวิเคราะห์ซาโปนินในกากเมล็ดชาน้ำมัน และวิธีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญซาโปนินในกากเมล็ดชาน้ำมันที่ได้จากโรงงาน ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพ    ดำเนินการโดย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชโดยทำการทดสอบประสิทธิภาพกากเมล็ดชาน้ำมันเพื่อกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว        ในสองรูปแบบ คือ ทดสอบในห้องปฏิบัติการและทดสอบในแปลงเกษตรกร ที่อำเภอเมือง และ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี และทดสอบประสิทธิภาพเพื่อกำจัดหอยศัตรูกล้วยไม้สองชนิด คือ หอยเจดีย์ใหญ่ และหอยซัคซีเนีย ในสองรูปแบบเช่นกัน คือ ในห้องปฏิบัติการและในแปลงเกษตรกร ที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

          ผลจากการวิเคราะห์ปริมาณสาระสำคัญซาโปนินและผลการทดสอบประสิทธิภาพที่ได้จากการศึกษาของทั้งสองหน่วยงาน ได้นำมากำหนดเป็นร่างฉลากวัตถุอันตรายสารซาโปนิน    และนำเสนอให้คณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรพิจารณา ผลปรากฏว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติรับขึ้นทะเบียน และกำหนดฉลากเป็น ฉลากสารกำจัดหอย แถบสีน้ำเงิน (III) ชื่อสามัญ ซาโปนิน (saponin) ชื่อการค้า ที-ซาโปนิน ตรา ภัทรพัฒน์  สารสำคัญ saponin 10% ผลิตภัณฑ์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน มูลนิธิชัยพัฒนา บริษัทผู้ขอมูลนิธิชัยพัฒนา ประโยชน์  ใช้กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว วิธีใช้ ใช้อัตรา 2-5 กิโลกรัมต่อไร่   หว่านให้ทั่วทั้งแปลง  เมื่อพบการระบาดของหอยเชอรี่ ขณะใช้ต้องมีระดับน้ำในนาข้าวประมาณ 5 เซนติเมตร และรักษาระดับน้ำให้คงที่อย่างน้อย 3 วัน วิธีการเก็บรักษา ต้องเก็บให้มิดชิดในภาชนะเดิมที่ปิดแน่นและมีฉลากติดอยู่สถานที่เก็บต้องแห้งและเย็น ห่างไกลจากเด็ก อาหาร น้ำดื่ม สัตว์เลี้ยง และเปลวไฟ  กำหนดคำเตือน     โดยให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  ห้ามผู้ใช้ ดื่มน้ำ กินอาหาร หรือสูบบุหรี่ในขณะปฏิบัติงาน ห้ามเทสารที่เหลือหรือล้างภาชนะบรรจุลงในแหล่งน้ำ หรือบริเวณใกล้เคียงแหล่งน้ำ ห้ามเผาภาชนะบรรจุ หรือนำกลับมาใช้ใหม่   ขณะที่หว่านต้องสวมถุงมือและหน้ากากและอยู่เหนือลมเสมอ ต้องล้างมือและหน้าให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ ก่อนกินอาหาร ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ หลังจากทำงานเสร็จต้องอาบน้ำ สระผมเปลี่ยนเสื้อผ้า และซักชุดที่ใช้ทำงานให้สะอาด ภาชนะบรรจุเมื่อใช้หมดแล้วให้กลั้วด้วยน้ำ 3 ครั้ง เทน้ำทิ้งในที่ปลอดภัย ห่างแหล่งน้ำ ทำลายภาชนะบรรจุด้วยการฝังดิน หรือรวมทิ้งในที่ปลอดภัย   ระวังอย่าให้เข้าปาก ตา จมูก หรือถูกผิวหนังและเสื้อผ้า  มีความเป็นพิษต่อปลา ต้องระวังการชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ เมื่อใช้แล้วต้องกักเก็บน้ำไว้ในนา อย่าปล่อยออกสู่แหล่งน้ำ

          อาการเป็นพิษ หากเข้าตา สัมผัสผิวหนัง หรือสูดดม  จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ถ้าเกิดอาการเป็นพิษจากการสูดดม   ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่ใช้ และให้พักผ่อนใบบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก   ถ้าเข้าตาให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากนาน 15 นาที  หากอาการไม่ทุเลาให้รีบพบแพทย์ ถ้าถูกผิวหนังให้ล้างออกด้วยสบู่และน้ำจนสะอาด  ถ้าเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที     และถ้าเข้าปากให้รีบบ้วนน้ำล้างปาก หากกลืนกิน ห้ามทำให้อาเจียน และห้ามให้น้ำ เครื่องดื่ม หรืออาหารใดๆ ทั้งสิ้น รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์พร้อมภาชนะบรรจุและฉลาก

        แนวทางในการบริหารจัดการกระบวนการสกัดชาน้ำมัน  เพื่อให้ได้น้ำมันชาที่มีคุณภาพดีแล้ว ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต คือ กากเมล็ดชา ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการป้องกันกำจัดหอยได้อีกต่อหนึ่ง  เป็นกระบวนการที่มุ่งสู่ Zero Waste ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้สารชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ในราคาที่สมเหตุสมผล ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่มีความเป็นพิษสูง และลดการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดหอยจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

เครื่องปรุง

1. ตะไคร้หั่นบางๆ                 2 ถ้วยตวง

2. ถั่วลิสงคั่ว                       2 ช้อนโต๊ะ

3. งาคั่ว                            2 ช้อนโต๊ะ

4. พริกป่น                         1 ช้อนโต๊ะ

5. น้ำมะขามเปียกข้น             1 ช้อนโต๊ะ

6. น้ำปลาร้าต้ม                   2 ช้อนโต๊ะ

7. น้ำปลาร้าดิบ (หรือปลาร้าเป็นตัว)                  2 ช้อนโต๊ะ

(ถ้าไม่กินปลาร้าดิบ ให้เอาปลาร้าตัวใหญ่ๆ นึ่งให้สุก แล้วแกะเอาแต่เนื้อปลา)

8. ผงชูรส (ไม่ใส่ก็ได้ ถ้าไม่รับประทานผงชูรส)

9. เครื่องเคียง: พืชผักรสเฝื่อน ตามฤดูกาล เช่น มะเขือ มะเดื่อ หัวปลี กล้วยดิบ ฝักกระถิน ฝักถั่วมะแฮะ ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วแปบ

การเตรียมเครื่องปรุง

1. ตะไคร้ ใช้ต้นอ่อนๆ ล้างให้สะอาด พักไว้ให้แห้ง แล้วหั่นบางๆ ใช้เฉพาะส่วนที่อ่อนๆ ขาวๆ

2. คั่วถั่วลิสงเติมเกลือลงไปในกระทะใช้ไฟกลาง เมื่อถั่วสุกได้ที่ เทถั่งสิลงใส่กระชอน ทิ้งไว้ให้เย็นจึงกะเทาะเปลือกออก พักไว้

3. คั่วงาใช้ไฟอ่อน เมื่อสุกได้ที่แล้วเทใส่กระชอน ร่อนให้ฝุ่นออกทิ้งไว้ให้เย็น นำใส่ครกโขลกให้ละเอียด

4. พริกป่น ใช้พริกขี้หนูแห้ง คั่วไฟกลาง สุกแล้วเทใส่กระด้ง ผึ่งแดด 1 วัน แล้วจึงป่นให้ละเอียด

5. น้ำมะขามเปียกข้น โดยใช้มะขามเปียกกวนกับหางกะทิจนเหนียว ใส่ภาชนะแห้งสะอาดปิดฝาให้สนิท เก็บได้นาน

6. น้ำปลาร้าต้ม ต้มปลาร้าเติมน้ำสะอาดพอท่วมตัวปลาต้มให้เดือด ใส่ใบกระถิน ต้มต่ออีก 10 นาที เอาใบกระถินออก กรองเอาแต่น้ำ ยกขึ้นตั้งไฟใหม่

        * ปลาร้าคือเครื่องปรุงที่สำคัญที่สุดของตำเมี่ยง จะอร่อยหรือไม่อร่อยขึ้นอยู่กับปลาร้า ดังนั้นจึงควรเลือกปลาร้า  ที่สะอาด มีกลิ่นหอมและรสชาติดี

วิธีทำ

        1. นำถั่วลิสงคั่ว ไปโขลกให้ละเอียด

        2. เติมตะไคร้หั่น โขลกให้ละเอียด

        3. ใส่งา พริกป่น น้ำมะขามเปียก โขลกให้เข้ากัน

        4. ใส่น้ำปลาร้าต้ม และปลาร้าเป็นตัว โขลกให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ บรรจุใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 2 วัน

* ตำเมี่ยงมีวิธีทำคล้ายๆ ส้มตำ สามารถเพิ่มเติมเครื่องปรุงหรือปรุงรสได้ตามชอบ 

 
 
 

ผงนัวและแป้งนัว คือ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของเครือข่ายอินแปง เป็นทางเลือกสำหรับคน ไม่รับประทานผงชูรส โดยนำพืชผักพื้นบ้าน สมุนไพรและข้าว มาผสมกันให้เกิดกลิ่น สี และรสชาติกลมกล่อม สามารถปรุงรสเหมาะกับอาหารทุกประเภท สำคัญคือต้องเน้นผักที่มีรสเปรี้ยว หวาน มัน

ผักรสเปรี้ยว เช่น ใบมะขาม ใบกระเจี๊ยบ ใบชะมวง  สรรพคุณ แก้เสมหะพิการ กัดฟอกเสมหะ กระตุ้นน้ำลาย เจริญอาหาร         

ผักรสหวาน เช่น ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน สะเดาดิน ใบหม่อน อ้อยสามสวนสรรพคุณ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงกำลัง

ผักรสมัน เช่น ผักกุยช่าย ผักก้านตง ย่านาง ใบเตย ผักโขม ฯลฯ สรรพคุณ แก้เอ็นพิการปวดเสียวขัดยอก กระตุก

 

 

ส่วนประกอบหลักในการทำ สามารถจำแนก ได้ ๓ ประเภท  คือ

1. บำรุงอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อ ได้แก่ 

     - ข้าวเหนียว หรือข้าวกล้อง                  = คุณค่าทางอาหารที่สูง

     - ผักก้านตง  ให้รสหวานมัน                  = ช่วยบำรุงกำลังและบำรุงกระดูก

     - ผักคอนแคน ให้รสหวาน                    = รสชาติอร่อยมากกว่าหน่อไม้ฝรั่ง ยอดอ่อนนำมาเผา หรือนำผึ่งแดดให้แห้งแล้วบดเป็นผง

     - มะรุม                                        = ให้แคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูก

     - ข้าวโพดฝักอ่อนให้รสหวานมัน           = เป็นยาขับปัสสาวะ

     - ฟักทอง ให้รสมัน                          = มีเบต้าแคโรทีนสูง นำไส้ข้างในมานึ่งทั้งเมล็ด ช่วยบำรุงตับ ไต

     - เมล็ดฟักทอง                               = ช่วยป้องกัน มะเร็งต่อมลูกหมากและลดน้ำตาลในเลือด

๒. ขับลมในลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นพืชที่มีรสเผ็ดร้อน ได้แก่ ข่า หอม ใบกระเทียม กะเพรา ผักไผ่ กุยช่าย ตะไคร้  ใบมะกรูด กระชาย แมงลัก โหระพา หัวไชเท้า

๓. คลายและถอนพิษ เป็นพืชที่มีรสขม เบื่อเมา ต้องใช้ในปริมาณน้อยห้ามเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ ผักโขม ผักโขมหวาน ให้วิตามินสูง มีเส้นใยมาก และช่วยกำจัดสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนมากับน้ำดื่ม

 

 

ส่วนผสมผงนัว

๑.      ใบผักหวานบ้าน                   

๒.      ใบมะรุม                            

๓.      ใบหม่อน                            

๔.      ใบกระเทียม                        

๕.      ใบมะขาม                           

๖.      ใบกระเจี๊ยบ                        

๗.      ผักโขมทั้งต้น                        

๘.      ใบส้มป่อย                          

๙.      ใบชะมวง

                           

ใบกุยช่าย

 

วิธีทำ

๑.      นำผักที่เตรียมไว้ล้างน้ำให้สะอาด และผึ่งแดดหรือลมให้แห้ง

๒.      นำไปอบให้กรอบ ซึ่งผักแต่ละชนิดใช้ระยะเวลาในการอบที่ต่างกัน

๓.      นำผักที่ได้จากการอบมาบดให้ละเอียด ร่อนด้วยตะแกรง โดยแยกผงผักแต่ละชนิดเก็บไว้ในภาชนะแยกกันเมื่อต้องการใช้ ก็นำผงผักแต่ละชนิดมาผสมในปริมาณที่เท่ากัน (ถ้าต้องการให้ผงนัว มีรสหวานก็เพิ่มพืชผักที่มีรสหวานมากกว่าผักรสอื่น ถ้าต้องการรสเปรี้ยวก็เพิ่มผงผักรสเปรี้ยวมากกว่าเช่นกัน)  ผสมรวมกันแล้วนำมาบรรจุใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิท นำไปประกอบอาหารประเภท แกง ต้ม อบ ย่าง (สีของอาหารอาจจะเป็นสีเขียว)

หลักสำคัญ การทำผงนัวและแป้งนัว ปริมาณของส่วนผสม สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพียงเราต้องเข้าใจหลักการใช้ รสชาติต่างๆ ของพืชผัก มาเป็นส่วนผสมของผงนัวและแป้งนัว

  “มะรุม” (Moringaoleifera(L.) เป็นอีกหนึ่งในพืชผักสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์หลากหลาย นอกเหนือจากฝักที่นำมาประกอบอาหาร ใบของมะรุมยังนำมาเป็นยารักษาโรคได้ด้วย จากการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศ พบว่า มะรุมมีฤทธิ์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้มีผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพจากมะรุมที่จำหน่ายในท้องตลาดจำนวนมาก และเกิดกระแสความนิยมใช้มะรุมในการรักษาโรคต่างๆ ในปัจจุบัน

 

         นักวิจัยได้ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากใบมะรุม มีส่วนประกอบของสารชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง และสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเซลล์ตับ (HepG2 cell) ผ่านการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เอชเอ็มจีโคเอ รีดักเทส(HMG CoA reductase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์คอเลสเตอรอลและกระตุ้นการทำงานของตัวรับไลโปโปรตีน (LDL receptor) พร้อมทั้งได้พัฒนาวิธีการสกัดสารออกฤทธิ์ที่อยู่ในมะรุมนี้บรรจุในรูป “แคปซูลสารสกัดจากใบมะรุม” ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในผู้ที่มีภาวะเสี่ยง และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงได้ โดยผ่านการวิจัยทดสอบทั้งสัตว์ทดลองและมนุษย์

ไฟล์แนบ

ทำไมต้องทำน้ำหมักสมุนไพรใช้เอง

        การทำน้ำหมักสมุนไพรเป็นส่วนสำคัญของการจัดการแปลงเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารผลิตอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตไว้กินและไว้ขายได้ เช่น ข้าว ผัก ปลา ไข่ และอื่น ๆ ดังนั้นการทำเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดี เกษตรกรจะต้องมีวิธีการจัดการกับโรคพืช โรคสัตว์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง ตลอดจนมีวิธีการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชและของสัตว์ โดยใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากธรรมชาติ เพื่อช่วยปรับสภาพความเป็นกรด ด่างในดิน น้ำ ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศได้ดี ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารแก่พืช และพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย  ชวยเร่งการเจริญเติบโตของพืช สร้างความแข็งแรงให้พืชตามธรรมชาติ ต้านทานโรคและแมลง ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และทำให้ผลผลิตคงทน เก็บรักษาได้นาน ตลอดจนช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากสัตว์ เช่น ไก่ สุกร กำจัดน้ำเสียในแปลงเกษตร ตลอดจนช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้สัตว์เลี้ยง ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้

ที่สำคัญการใช้วัตถุดิบจากพืชสมุนไพร ช่วยในการต้านทานพัฒนาการของแมลง ลดปัญหาการดื้อยาของแมลง ยังเป็นการเกื้อกูลธรรมชาติ ช่วยทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น 

 

องค์ประกอบสำคัญและคุณสมบัติทางยาของสมุนไพร

องค์ประกอบและคุณสมบัติทางยาที่สำคัญของพืชที่นำมาใช้ทำน้ำหมักสมุนไพร มีดังนี้

-            พริกแดง มีรสเผ็ดร้อน ใช้ไล่แมลง ฆ่าหนอนผีเสื้อ เพลี้ยตัวอ่อน เชื้อรา และเชื้อไวรัส

-            ข่าแดงแก่ มีรสเผ็ดร้อน ใช้ไล่แมลงทำให้แมลงแสบร้อน 

-            กระชาย และ มีรสเผ็ดร้อนขม ใช้ควบคุมเชื้อราในโรคพืชทุกชนิด

-            ตะไคร้หอมตะไคร้หอม มีรสปร่าร้อนขม ใช้ควบคุมยุง แมลง หนอนกระทู้ หนอนใยผัก

-            บอระเพ็ด มีรสขม ใช้ควบคุมหนอนกอ หนอนกระทู้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

 

การทำน้ำหมักสมุนไพรทำได้อย่างไร

1  เตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการทำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง

-            เขียงและมีดเพื่อหั่นส่วนผสม

-            ภาชนะที่มีขนาด 5-10 ลิตร แบบปากกว้างและมีฝาปิดมิดชิด

-            เครื่องปั่นส่วนผสม

-            น้ำเปล่า 2 ลิตร( ใช้น้ำเปล่าที่ปราศจากคลอรีน)  หรือใช้น้ำหมักจุลินทรีย์สรรพสิ่ง (ถ้ามี) การนำน้ำจุลินทรีย์สรรพสิ่ง มาเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ เพราะเป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง

2. เตรียมวัตถุดิบที่เป็นพืชสมุนไพร ได้แก่

-            พริกแดง ปริมาณ ½ กก. 

-            ข่าแดงแก่ ปริมาณ ½ กก.

-            กระชาย ปริมาณ  ½ กก.

-            ตะไคร้หอม ปริมาณ ½ กก.  

-            บอระเพ็ด ปริมาณ ½  กก. 

3. วิธีการทำน้ำหมักสมุนไพร

-            ซอยหรือหั่นสมุนไพรทั้ง 5 ชนิด ให้เป็นชิ้นเล็กๆ  แล้วนำสมนุไพรที่ซอยหรือหั่นแล้ว ใส่ลงไปในเครื่องปั่น จากนั้นบดให้ละเอียด

-            นำส่วนผสมทั้ง 5 ชนิด ที่บดละเอียดแล้ว ใส่ลงในถังหรือภาชนะขนาด 5-10 ลิตร ที่ได้เตรียมไว้

-            ใส่น้ำหมักจุลินทรีย์สรรพสิ่ง (ถ้ามี) หรือน้ำที่เตรียมลงไปพอท่วมวัตถุดิบ แล้วปิดผาให้มิดชิด

-            หมักสมุนไพรค้างไว้เพียง 3 คืน ก็สามารถนำมาใช้ได้

 

การจัดการแมลงที่ทำลายพืชแต่ละชนิด ทำอย่างไร

  1. สัดส่วนการผสมน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง เพื่อนำไปใช้ฉีดพ่น ทำได้โดยใช้น้ำหมักสมุนไพร ปริมาณ 30 ซีซี ต่อน้ำเปล่า 20 ลิตร
  2. การนำไปฉีดพ่น ให้พ่นในช่วงเย็นแดดอ่อน ๆ ที่แมลงศัตรูพืชออกหาอาหาร โดยฉีดเหนือลม ฉีดจากตรงกลางแปลงนา หรือแปลงเกษตรออกมาจนถึงรอบนอกแปลงนา
 

“ผ้าหมักโคลน” ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่น่าอัศจรรย์

      “ผ้าหมักโคลน” หนึ่งในภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่นของชาวบ้านในชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ภูมิปัญญาเรียบง่ายที่กลายมาเป็นความมหัศจรรย์ของการผสมผสานระหว่างดินและผ้า จนกลายมาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ที่มาเยือนยังหมู่บ้านแห่งนี้

      จุดเริ่มต้นของภูมิปัญญาที่น่าทึ่งนี้ เริ่มขึ้นจากการสังเกตของชาวบ้าน ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่า ยามที่ออกไปทำนา เสื้อผ้าส่วนล่างที่ใส่ไปนั้น ก็จะเปื้อนโคลนทุกๆ ครั้ง หลังจากกลับบ้านมาซักผ้าเพื่อทำความสะอาดแล้ว จึงสังเกตว่าผ้าในส่วนล่างที่เปื้อนโคลนนั้น มีความนิ่มกว่าผ้าส่วนบนที่ไม่เปื้อนโคลน

 

“ผ้าหมักโคลน” ความลงตัวของดินและผ้า ภูมิปัญญาพื้นบ้าน “บ้านนาต้นจั่น”

 

ขั้นตอนการทอผ้า

       หลังจากการช่างสังเกตของบรรพบุรุษของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่น กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลน จึงถือกำเนิดขึ้น และกลายมาเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านอันน่ามหัศจรรย์ ที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นอีกทางหนึ่ง

 

“ผ้าหมักโคลน” ความลงตัวของดินและผ้า ภูมิปัญญาพื้นบ้าน “บ้านนาต้นจั่น”

 

วัตถุดิบต่างๆ ในการผลิต ผ้าหมักโคลนและการย้อมสี

       ขั้นตอนในการทำผ้าหมักโคลนนั้นไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก เริ่มจากการย้อมเส้นฝ้ายสีขาวด้วยคราม ซึ่งจะใช้เวลานานนับชั่วโมงกว่าสีจะติดตามต้องการ แล้วนำเส้นฝ้ายไปผึ่งแดดให้แห้งและซักน้ำครามออก นำกลับไปผึ่งแดดอีกครั้งหนึ่ง จึงนำมาทอตามลวดลายที่กำหนดตามเอกลักษณ์ของผ้าทอบ้านนาต้นจั่น ซึ่งลวดลายส่วนใหญ่ลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ เช่น ลายผักแว่น ลายดอกพิกุล

 

“ผ้าหมักโคลน” ความลงตัวของดินและผ้า ภูมิปัญญาพื้นบ้าน “บ้านนาต้นจั่น”

 

ขั้นตอนการย้อมสี

       หลังจากนั้นแล้วก็นำผ้าที่ทอได้เป็นผืนมาหมักในโคลน ซึ่งโคลนที่ได้นั้น ก็มาจากการเก็บตามท้องนาของหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องนำมาคัดเศษผงที่เจือปนออก ก่อนนำไปผสมกับน้ำตามสัดส่วน หลังจากนั้นนำผ้ามาหมักไว้ และทิ้งไว้ 1 คืน ซึ่งเกินกว่านั้นไม่ได้เพราะทำให้ผ้าเปื่อย
       
       เมื่อเสร็จสิ้นจากการหมักแล้วก็จะนำมาซักให้สะอาด แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งให้ผ้าซับน้ำจนอิ่มตัว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในขั้นตอนนี้ จากนั้นก็จะเป็นการย้อมสีให้กับผ้านุ่มๆ ผืนนี้

“ผ้าหมักโคลน” ความลงตัวของดินและผ้า ภูมิปัญญาพื้นบ้าน “บ้านนาต้นจั่น”

 

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก “ผ้าหมักโคลน”

       การยอมสีผ้าของชาวบ้านบ้านนาต้นจั่นนั้น จะเป็นการย้อมผ้าที่ใช้สีธรรมชาติ ซึ่งแต่ละสีก็จะได้มาจากเปลือกไม้ ใบไม้หรือดอกไม้ อาทิ ต้นมะกอก ต้นหว้า ให้สีเขียวครีม ใบสะเดาให้สีเขียว แก่นขนุนให้สีเหลืองอมเขียว เป็นต้น ในขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และจะต้องใส่เกลือลงไปเพื่อไม่ให้สีตก และใส่ผงซักฟอกเพื่อไม่ให้ผ้าหดตัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของชาวบ้านแห่งนี้
       
       เมื่อสีสันของผ้าเริ่มได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็จะนำผ้าขึ้นมาซักกับน้ำ โดยซักจนกว่าน้ำที่ซักจะใส เพื่อเป็นการยืนยันว่าสีไม่ตก และนำไปผึ่งให้แห้ง เสร็จสิ้นกระบวนการนี้ก็จะได้ผ้าฝ้ายสีสันสดใสและนุ่มน่าสัมผัส

ประวัติความเป็นมา

ณ ดินแดนพื้นที่ราบสูงของประเทศที่มีผู้คนอาศัยส่วนใหญ่เป็นชาวอีสาน ทานข้าวเหนียวและมี กล่องข้าวเหนียวเป็นภาชนะไว้ใส่ข้าวเหนียวมาเนิ่นนาน ถือว่าเป็นวิถีชีวิตของคนอีสานที่ต้องห่อข้าวเหนียว เก็บไว้ทาน ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือห่อข้าวไปทำงาน การทำกล่องข้าวหรือกระติบข้าวมีมานาน ส่วนใหญ่เป็นการ ทำจสานจากไม้ไผ่ ฯลฯ ซึ่งกระติบข้าวที่ทำมาจากไม้ไผ่จะเกิดเชื้อราได้ง่าย แต่คล้ามีความทนทาน และเมื่อถูกความชื้นจะไม่เป็นเชื้อราดำ เก็บความร้อนได้นานกว่า 
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหัตกรรมบ้านท่างาม จัดตั้งเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2546 มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 15 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 56 คน ประธานกลุ่มคนแรกคือ นางศิริพร สายยางหล่อ และประธาน กลุ่มคนปัจจุบัน คือ นางประณีต หนูท้าว ตั้งอยู่เลขที่ 56 ม.9 ต.ทรายทอง อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู โดยที่กระติบข้าวทรีอินวันเริ่มจากจักสานที่เปลี่ยนจากการใช้ไม้ไผ่มาเป็นคล้าเนื่องจาก ไม้ไผ่เกิดเชื้อราง่าย แต่คล้ามีความทนทาน และเมื่อถูกความชื้นจะเป็นเชื้อราดำ เก็บความร้อนได้นานกว่า และกระติบข้าวทรีอินวันจะเกิดจากวิถีชีวิตการทานข้าวเหนียวและเป็นการยุ่งยากในการจะนึ่งข้าวเหนียวสำหรับคนที่อยู่ในเมือง ซึ่งคนไทยภาคอีสานได้มีการกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงต่างประเทศด้วย แต่วัฒนธรรมการกินยังไม่ลืมข้าวเหนียว จึงได้เกิดการพัฒนากระติบข้าวที่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ใช้บรรจุข้าวเหนียว ให้เป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ ใช้นึ่งข้าวใช้คนข้าว(ส่ายข้าวในภาษาอีสาน)และบรรจุข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว ในใบเดียว ซึ่งสามารถนึ่งได้ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าในบ้าน ที่ทั้งง่ายสะดวกสบาย และสร้างงานสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้ตลอดปี
และในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ของภาคอีสานได้เดินทางออกไปทำงานต่างจังหวัดและต่างประเทศจำนวนมาก แต่วัฒนธรรมการกินยังไม่ลืมข้าวเหนียว และอีกประการหนึ่งคือข้าวเหนียวเป็นที่นิยมในหมู่คนทั่วไปนำมาทานกับส้มตำไก่ย่าง อีกทั้งในกระบวนการนึ่งข้าวสำหรับคนที่ต้องไปใช้ชีวิตในห้องเช่าเป็นเรื่อง ที่ยุ่งยาก ในเรื่องของวิธีการและในเรื่องของอุปกรณ์การนึ่งที่ยุ่งยากในการนึ่งและเก็บรักษาอุปกรณ์
ต่าง ๆ และวัตถุดิบต้นคล้าในหมู่บ้านมีจำนวนมาก คนในหมู่บ้านเริ่มเห็นคุณค่าและความสำคัญของการสานกระติบข้าวคล้า ได้หันเข้ามาให้การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างความแข้งแข็งแก่หมู่บ้านและชุมชนให้มีความพออยู่พอกินทุกครอบครัว
ในปี 2555 คณะกรรมการเครือข่าย KBO จังหวัด ซึ่งสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นเลขาคณะทำงาน ได้มองถึงการพัฒนากระติบข้าวที่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่บรรจุข้าวเหนียว ให้เป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ ใช้นึ่งข้าว ใช้คนข้าว(ส่ายข้าว ในภาษาอีสาน)และบรรจุข้าวเหนียวที่สุกแล้ว ในใบเดียว ที่ใครๆก็สามารถนึ่งทานได้เอง โดยใช้นึ่งกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้าในบ้านได้เลย ซึ่งได้มีการสืบค้นข้อมูล และเอกสารการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระติบข้าวเหนียวที่เกี่ยวข้อง จนเกิดความมั่นใจและลงมือทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระติบข้าว

 

อัตลักษณ์(เอกลักษณ์)/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์

 

     ผลิตภัณฑ์ครีมหน้าใส สกัดจากยางพารา ปราศจากสารเคมีตกค้าง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของนักวิจัย โดย รศ.ดร.รพีพรรณ วิทิตสุวรรณกุล ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สรรพคุณก็เพื่อความเปล่งปลั่งของผิวหน้า ผิวหน้าดูสวยใส เรียบเนียนขึ้น

 

 

สารที่ได้จากน้ำยางพารามีดังนี้
       1. สารต้านกิจกรรมการขนถ่ายเม็ดสีจากเซลล์สร้างเม็ดสี ไปยังเซลล์ผิว ทำให้ผิวขาวขึ้นเพราะเซลล์ผิวมี

ปริมาณเม็ดสีน้อยลง 
       2. สารแอนตี้ออกซิแด้นท์ ชนิดที่นอกจากจะสามารถทำลายฤทธิ์สารอนุมูลอิสระของออกซิเจน ซึ่งเป็นสาเหตุ

ของการเสื่อม สภาพของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เหี่ยวย่นและมีริ้วรอยแล้ว ยังสามารถส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของกิจกรรม

การสร้างเม็ดสีพีโอเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีหลักสำหรับผิวฝรั่ง และการลดลงของกิจกรรมการสร้างเม็ดสียูเมลานิน ซึ่ง

เป็นเม็ดสีหลักของคนผิวเอเชียและนิโกร  
       3. สารซูเปอร์แอนตี้ออกซิแด้นท์ ที่สามารถทำลายทั้งฤทธิ์ของอนุมูลอิสระของออกซิเจน และอนุมูลอิสระของ

ไนโตรเจน รวมทั้งสามารถต้านกิจกรรมการกระตุ้นการสร้างสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ของเซลล์ผิวหนังเมื่อได้รับ

รังสียูวีจากแสงแดด ได้อีกด้วย ส่งผลยับยั้ง การเกิดริ้วรอยและเสื่อมสภาพของผิวหนัง 
       4. สารน้ำตาลแอลกอฮอล์ น้ำตาลซูโครส, ฟรุคโตส และกรดอะมิโนที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังให้

ดูเต่งตึงขึ้น 
       5. สารแอลฟาและเบต้าไฮดรอกซีแอซิด ที่สามารถช่วยเอื้อต่อการหลุดลอกของเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนผิวชั้น

นอกให้ง่าย ขึ้น โดยสารเบต้าไฮดรอกซิแอซิดสามารถแทรกซึมเข้าไปออกฤทธิ์ในระดับรูขุมขนพร้อม ทั้งสามารถ

ป้องกันเซลล์ผิวจากการแผดเผาด้วยรังสียูวีบีได้ด้วย ส่งผลกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าแลดู

เนียนและสดใสขึ้น
       6. สารอาหารกรดอะมิโน 17 ชนิดรวมทั้งชนิดที่ใช้สำหรับสร้างโปรตีนคีราติน และคอลลาเจน เพื่อสุขภาพของ

ที่ดีของเซลล์ผิว
       7. สารอาหารแร่ธาตุสำคัญปริมาณน้อย จำพวก สังกะสี, โครเมียม, ทองแดง, แมงกานีส และ ซีเลเนียม ที่เอื้อ

ต่อกระบวนการปรับปรุงสุขภาพผิว 


       โดยสารสกัดที่เตรียมได้จากซีรั่มน้ำยางพารา (Hevea brasilensis) หรือ สารสกัดเอชบีดังกล่าว พบว่า มี

เอกลักษณ์ โปรตอนเอ็นเอ็มอาร์สเปกตรัมเฉพาะตัว  มีคุณสมบัติที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง หรือ อาการแพ้ต่อ

ผิวหนังในระดับสัตว์ทดลอง ตามวิธีมาตรฐาน OECD  มีระดับการปนเปื้อนเชื้อจุลชีพที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน FDA และ

จากข้อมูลผลประเมินที่รวบรวมได้จากอาสาสมัคร พบว่าครีมเบสที่ประกอบด้วยสารสกัดเฮชบี 5 กรัม % สามารถ

ปรับปรุงรักษาสุขภาพผิวหน้าของอาสาสมัครได้เป็นอย่างดี

โดยหลังการทาครีมเฮชบี ไปได้ 9 สัปดาห์ ในกลุ่มอาสาสมัครที่หน้าเป็นฝ้า 64 คน พบว่า มีจำนวนที่มีหน้าขาวขึ้น

98.4%, ฝ้าจางลง 96.8%, หน้าเรียบเนียนขึ้น 92.2% และ ความมันบนใบหน้าลดลง 53.1%   และในกลุ่มอาสา

สมัครที่หน้าเป็นสิว 36 คน พบว่า มีจำนวนที่มี

การอักเสบของสิวลดลง 100%, ปริมาณสิวลดลง 100%  , ความมันบนใบหน้าลดลง 88.9%  และ รอยด่างดำจาก

สิวลดลง 86.1%  นางรพีพรรณ วิทิตสุวรรณกุลหัวหน้าโครงการวิจัยสารสกัดจากยางพารามหาวิทยาลัยสงขลา

นครินทร์วิจัยน้ำยางพารา 

การเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

 

๑.  เมล็ดพันธุ์ที่เก็บจากผลแห้ง

ผลแห้งของพืช หมายถึง ผลของพืชที่มีความชื้นที่อยู่ในผลของพืชลดลงเหลือประมาณ ๑๐ –๑๕ % จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลแข็ง การเก็บเมล็ดพันธุ์ทำได้ ดังนี้

วิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์

๑)      เก็บผลของพืชไปแขวนผึ่งลมทิ้งไว้ให้แห้งสนิท

๒)      นำเอาผลไปตากแดด ๓ – ๕ วัน

๓)      นำผลมาเทเมล็ดออกจากฝัก แล้วนำมาทำความสะอาด โดยการฝัดด้วยกระด้งเพื่อคัดเมล็ดพันธุ์     ที่สมบูรณ์ มีน้ำหนักดี

๔)      นำเมล็ดพันธุ์มาบรรจุในถุงกระดาษบีบอากาศออกให้หมด

๕)      ปิดปากถุงให้แน่นและเขียนรายละเอียดไว้ข้างถุงหรืออาจจะบรรจุเมล็ดพันธุ์ลงในขวดแล้วปิดฝาให้สนิท จากนั้นนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นหรือตู้เก็บเมล็ดพันธุ์

 

 

๒.      เมล็ดพันธุ์ที่เก็บในระยะเริ่มสุกแก่

ผลเริ่มสุกแก่ หมายถึง ผลที่แก่จัดแต่ยังไม่สุก เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ทันที หรืออาจจะนำไปบ่มก่อนใช้ประโชน์ เช่น มะม่วง  

               วิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์

๑)      นำพืชที่จะเก็บแก่จัดมามัดรวมกัน ๕ – ๖ ฝักต่อมัด

๒)      นำไปแขวนผึ่งลมในที่อากาศถ่ายเท ๘ – ๑๐ วัน ห้ามตากแดดเพราะความร้อนของแสงแดดจะทำให้ต้นอ่อนที่อยู่ในเมล็ดแห้งตาย หรือที่เรียกว่าตายนึ่ง

๓)      นำผลมากะเทาะเมล็ดออกจากฝัก แล้วนำมาทำความสะอาด โดยการฝัดด้วยกระด้ง

๔)      นำเมล็ดพันธุ์มาบรรจุในถุงกระดาษบีบอากาศออกให้หมด

๕)      ปิดปากถุงให้แน่นและเขียนรายละเอียดไว้ข้างถุงหรืออาจจะบรรจุเมล็ดพันธุ์ลงในขวดแล้วปิดฝาให้สนิทจากนั้นนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นหรือตู้เก็บเมล็ดพันธุ์

 

 
 

๓.      เมล็ดพันธุ์ที่เก็บเมื่อผลสุกแก่

ผลสุกแก่ หมายถึง ผลของพืชมีการเจริญเติบโตสูงสุด และมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาและชีววิทยาที่ชัดเจน เช่น จากสีเขียวเป็นสีเหลือง จากรสเปรี้ยวเป็นรสหวาน

วิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์

๑)      นำเอาผลสุกแก่จัดมาผ่าเพื่อนำเมล็ดออกมาล้างให้สะอาด

๒)      นำเอาเมล็ดที่ล้างสะอาดแล้ว ไปตากแดดให้แห้งประมาณ ๒ - ๓ วัน

๓)      นำเมล็ดมาฝัดด้วยกระด้งเพื่อคัดเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ มีน้ำหนักดี

๔)      นำเมล็ดพันธุ์มาบรรจุในถุงกระดาษบีบอากาศออกให้หมด

๕)      ปิดปากถุงให้แน่นและเขียนรายละเอียดไว้ข้างถุงหรืออาจจะบรรจุเมล็ดพันธุ์ลงในขวดแล้วปิดฝาให้สนิทจากนั้นนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นหรือตู้เก็บเมล็ดพันธุ์

 

 

แจ่วบองเป็นอาหารประจำภาคอีสานมีปลาร้าเป็นส่วนผสมที่สำคัญเพราะเป็นตัวชูรส การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อต้องมีแจ่วเป็นเครื่องเคียงของอาหาร การทำแจ่วบองสมุนไพรอัดแท่งเป็นการถนอมอาหารให้สามารถรับประทานได้นานขึ้น และสะดวกในการพกพาสามารถนำมารับประทานได้เพียงเติมน้ำร้อนแล้วคนให้เข้ากัน

แท่นพิมพ์อัดแจ่วบองเป็นภูมิปัญญาการบรรจุและจัดเก็บแจ่วบอง

 
ส่วนผสม
  1. ปลาร้า                               1 กิโลกรัม
  2. พริกแห้ง                             0.5 กิโลกรัม
  3. หอมแดง                             0.5 กิโลกรัม
  4. กระเทียม                            0.5 กิโลกรัม
  5. ขิงแก่                                1 ขีด
  6. ข่าแก่                                3 ขีด
  7. ตะไคร้                                2 - 3 ต้น
  8. ใบมะกรูด                            3 - 4  ใบ
  9. ใบหม่อน                             5 - 10 ใบ
  10. มะขามเปียก                         2 ขีด

 

 

วิธีทำ

          1. นำหอมแดง กระเทียม  ขิงแก่ ข่าแก่ ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบหม่อน มาล้างให้สะอาด                        

          2. นำวัตถุดิบที่ล้างสะอาดมาซอยให้ละเอียดแล้วนำไปนึ่งหรือคั่วให้สุก

          3. นำมาโขลกให้ละเอียด คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

          4. คั่วแจ่วบองให้สุกจนแห้งเหนียว

          5. นำแจ่วบองที่ได้มาปั้นให้มีลักษณะเป็นแท่ง หรืออัดลงในแม่พิมพ์

          7. ตากหรืออบแจ่วบองอัดแท่งให้แห้ง มีกลิ่นสุกหอม และบรรจุหีบห่อเก็บได้นาน 6 เดือน

 

 

วิธีรับประทาน

          1. นำแจ่วบองอัดแท่งอบแห้งมาบดพอแหลกแล้วกดน้ำร้อนละลายคนให้เข้ากัน

          2. บิดหรือฉีกรับประทานได้ทันที