logo

การสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยอาหาร แม้ว่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในการกำกับดูแลและตรวจสอบรับรองว่าผู้ผลิตสามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร แต่เนื่องจากกำลังและงบประมาณของภาครัฐไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เร่งด่วนและการแข่งขันทางการค้า  ดังนั้นนอกเหนือจากหน่วยงานหน่วยงานภาครัฐแล้ว จึงมีหน่วยรับรอง

ระบบนิเวศป่าไม้ ใช้กับ เกษตรอินทรีย์
 

การทำการเกษตรแบบอินทรีย์ หลายๆ ส่วนย่อมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ในครัวเรือน หลักการสำคัญ 4 ข้อของเกษตรอินทรีย์ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ ในด้านของมิติแห่งความเป็นธรรมนั้นเกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรม ระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิตที่แวดล้อม โดยความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

 

เกษตรอินทรีย์ กับความเป็นธรรมในอาชีพ ทางรอดของเกษตรกร ต่อการทำ เกษตรอินทรีย์

 

ในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการ ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับ ควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรมที่สุด ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า ไปจนกระทั้งถึงผู้บริโภค โดยที่ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในคราวต่อไป เกษตรอินทรีย์ ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี

ในหลักการของความเป็นธรรมในอาชีพนี้ หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการเลี้ยงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างเหมาะสม เพราะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำมาใช้ในการผลิตและการบริโภคนั้น ชาวเกษตรที่แท้จริงควรจะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรมที่สุด ซื่อสัตย์ต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้งต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมนี้จะรวมถึงว่า ระบบการผลิต การจำหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเป็นต้นทุนการผลิตด้วย

 

ทางรอดของเกษตรกร ต่อการทำ เกษตรอินทรีย์

แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทยในเรื่องของการทำการเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ หากฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศยังไม่มั่นคง สั่นไหวคลอนแคลน เกษตรกรก็อยู่ไม่รอด อีกทั้งการเปราะบางในระบบการเกษตรต่างๆ ย่อมที่จะมีผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง สังคมโลก ที่เป็นปัจจัยภายนอกอีกด้วย

การที่จะผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ตามแนวทางพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง นโยบายของรัฐบาล เศรษฐกิจรากหญ้า ด้วยการผลักดันสร้างกระแสให้เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากที่ผ่านมาที่ยังคงดำเนินวิถีชีวิตแบบการผลิตด้วยเทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุน ซึ่งต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ให้หันกลับมาสู่ วิธีการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ผสมผสานกับเทคโนโลยี ชีวภาพ แบบพึ่งพาตนเอง และคำถามก็เกิดขึ้นกับเกษตรกร แล้วมันจะอยู่รอดหรือ??

ในอดีต ๓๐ ปีที่ผ่านไปนั้น การพัฒนาการเกษตรไทยได้ก้าวสู่เทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุนตามแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติที่เรียกว่า ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ หรือ Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ตามแบบอย่างตะวันตก โดยมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง ขณะที่ประเทศตะวันตกนำเอา ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ มาสู่เกษตรกรของเขา รัฐบาลตะวันตกได้ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสนับสนุนด้านเงินทุน การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร และประกันความเสียหายต่อผลผลิตอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ในรูปแบบต่างๆ มากมายเพื่อการอยู่รอดของเกษตรกรของประเทศ

ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงกับการผลิตอาหารสำหรับประเทศอุตสาหกรรม นับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก บทเรียนเมื่อเกิดภาวะวิกฤตเช่น การเกิดสงคราม อาจเกิดการขาดแคลนอาหารขึ้นได้หากไม่มีเกษตรกรผู้ผลิตอาหาร ดังปรัชญาพิชัยสงครามที่ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทำไมเกษตรกร ของบางประเทศเช่น ญี่ปุ่นและชาติตะวันตกจึงร่ำรวย มีรายได้มากกว่าแสนบาทต่อเดือน

เกษตรกรชาวนาไทย กับ ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ หรือ Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture นั้น เป็นบทเรียนซ้ำซากของการคัดลอกนำเอาวิธีคิด และวิธีการทำงานแบบตะวันมาใช้กับสังคมและวััฒนธรรมไทย โดยไม่มีการประยุกต์ใช้อย่างรอบด้านเพื่อให้เข้ากันและให้เหมาะกับสังคมวัฒนธรรมไทย ผลของการนำเอาระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ มาใช้กับเกษตรกรชาวนาไทย ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมานั้น กลายเป็นสองด้านที่ตรงกันข้ามกับเกษตรกรตะวันตก ขณะที่เกษตรกรชาติอุตสาหกรรม ได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตก้าวหน้า เช่น ผลผลิตข้าวของชาวนาญี่ปุ่น ผลิตข้าวได้ 1200 ก.ก.ต่อไร่ เมื่อหันกลับมาดูเกษตรกรชาวนาไทย กลับหล้าหลังถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเกษตรกรชาวไร่ ชาวนาในประเทศไทย นำเอาระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ มาใช้แทนระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่ ผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการชุมชน โดยมีเอกลักษณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นของตนเอง ทำการผลิตหลายๆอย่างในแปลงนาเดียวกัน เช่น ทำนา ทำสวน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไว้ใช้เอง ฯลฯ ซึ่งเป็นการผลิตแบบเกษตรกรรมธรรมชาติ พึ่งพาตนเอง สร้างสรรค์ความสมดุลทางธรรมชาติ ปุ๋ย ได้จากมูลสัตว์ สัตว์เลี้ยงในครัวเรือน เป็ด ไก่ วัว ควาย ขยายพันธุ์ เพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวไร่ ชาวนาไทย อย่างเรียบง่ายสุขสบาย และความมั่นคงมั่งคั่ง ผลที่ตามมา???

คือภาพเกษตรกรไทยในอดีตที่การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน แต่เมื่อหันมาเปลี่ยนเป็นระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ ภายใต้แนวความคิดใหม่ คือการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ได้นำไปสู่พฤติกรรมการทำนาของชาวนาไทย ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเห็นได้ชัด ชาวนารวยขึ้น ผลผลิตที่ได้ ก็สามารถที่จะขายได้ ตรงตามความต้องการของตลาด สุดท้ายก็ไม่เป็นหนี้ หากแต่เกษตรกรยังคงยึดหลักความเป็นธรรมในอาชีพ กับการทำเกษตรอินทรีย์ อย่าง

เทคนิคการ ปลูกพริกขี้หนู แบบธรรมชาติ ไร้สารพิษ
 

ขึ้นชื่อว่าผักปลอดสารพิษ หลายคนก็ยังคงคลางแคลงใจอยู่ว่า เอ๊ะ ตกลงผักชนิดนี้การปลูกมีการใช้สารพิษหรือไม่อย่างไร หรือใช้ แต่ทำไมถึงต้องเรียก ผักปลอดสารพิษ เพราะบางคนเข้าใจว่าผักปลอดสารพิษ ต้องไม่ใช้สารพิษใดๆ ในการบำรุงดูแลให้เจริญเติบโต ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แม้ว่าผักปลอดสารพิษจะปลอดภัยอย่างแน่นอน แต่กระบวนการและขั้นตอนจำเป็นต้องมีสารพิษเข้ามาเกี่ยวข้องจนกระทั่งพืชผักเติบโตนำไปบริโภคได้ ซึ่งแต่ละขั้นตอนผ่านกระบวนการอย่างไร จะได้กล่าวถึงต่อไปนี้

 

การปลูกผักปลอดสารพิษ การปลูกพืชผักต้องมีการเตรียมดินในขั้นแรกเหมือนกับการเกษตรประเภทอื่น คือ ยกแปลงดินกว้างประมาณ 1.50-2.00 เมตร ความยาวประมาณ 10-15 เมตร จากนั้นพรวนดินให้ทั่วแปลง แล้วจึงหว่านเมล็ดพันธุ์ผัก พันธุ์ผักส่วนใหญ่ที่เกษตรกรนิยมนำมาปลูกได้แก่ คะน้า, ผักกาดขาว, กวางตุ้ง, กวางตุ้งไต้หวัน, ผักบุ้งจีน และผักขมจีน เป็นต้น หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์ผักแล้วโปรยฟางคลุมดินอีกชั้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้าดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ขั้นตอนดังกล่าวนี้เกษตรกรบางรายอาจยังไม่โรยเมล็ดพันธุ์ แต่ใช้วิธีเมื่อเสร็จสิ้นการพรวนดินแล้วทิ้งไว้ประมาณ 7 วันให้หญ้าขึ้นจากนั้นจึงใช้ยากำจัดวัชพืชฉีดลงไป เมื่อวัชพืชตายจะกลายเป็นปุ๋ยไปในตัว จากนั้นจึงโรยเมล็ดพันธุ์ผัก เมื่อพันธุ์ผักเจริญเติบโตจะไม่มีปัญหาเรื่องวัชพืชขึ้นมาแย่งอาหาร

การดูแลผักปลอดสารพิษ ระหว่างการปลูก เกษตรกรจะดูแลอย่างต่อเนื่อง จนหลายคนยืนยันว่าการปลูกผักปลอดสารพิษเหมือนดูแลเด็กอ่อนเนื่องจากภายในดินจะมีแมลงและสัตว์เป็นศัตรูพืชอาศัยอยู่ ระหว่างที่พันธุ์ผักเจริญเติบโตต้องหมั่นใช้ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ และยูเรียอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นการให้น้ำต้องกระทำอย่างมีขั้นตอนและต้องพอเหมาะกับพื้นที่โดยเฉพาะการประเมินความร้อนภายในแปลงผักซึ่งปกติจะมีอุณหภูมิสูงกว่าข้างนอกเพราะถูกคลุมด้วยตาข่ายไนลอน อย่างไรก็ตาม การเจริญเติบโตของผักจะมีกำหนดอายุการปลูก 45 วัน ดังนี้ เกษตรกรจะใช้ยาฆ่าแมลงเฉพาะในช่วงเวลาระหว่างวันแรกของการปลูกกล้าผักจนไปถึง 30 วัน หลังจากนั้นเกษตรกรจะหยุดการใช้ยาฆ่าแมลงและกำจัดวัชพืชทุกชนิดเพื่อให้สารพิษที่เกาะตามผิวต้นผักและการดูดซับคลายตัวเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน รวมอายุได้ 45 วันจะตัดขายจึงจะเรียกผักปลอดสารพิษอย่างสมบูรณ์ได้

ตลาดและการจำหน่ายผักปลอดสารพิษ ผลผลิตที่ได้ เกษตรกรจะทำการตัดโดยบางรายนำไปจำหน่ายยังตลาดในตัวเมืองนครปฐม ซึ่งลุงกำนันไพจิตตบอกว่า ผักปลอดสารพิษเมื่อนำไปถึงตลาดจะจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในคุณภาพของผักทั่วไป ที่บางต้นแม้จะมีใบสวยแต่พวกเขาเชื่อว่าไม่ปลอดภัย ส่วนผักของเกษตรกรี่ลำพยาแม้บางใบจะผุพรุนไปบ้างแต่ก็เชื่อมั่นว่าปลอดภัย จนเกิดปัญหาผลิตไม่ทันต่อความต้องการ นอกจากนั้นเกษตรกรอีกส่วนหนึ่ง จะจำหน่ายผักปลอดสารพิษให้กับกลุ่มบริษัทการค้าที่รับไปจำหน่ายังตลาดในเมืองใหญ่ หรือในกรุงเทพมหานคร ตามซุปเปอร์มาเก็ต ซึ่งก็เกิดปัญหาผลิตไม่ทันเช่นกัน สำหรับราคาขายผักปลอดสารพิษ โดยเฉลี่ยในช่วงปี 2541 ผักคะน้าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 12 บาท ผักกาดขาวกิโลกรัมละ 20 บาท กวางตุ้งกิโลกรัมละ 16 บาท กวางตุ้งไต้หวัน กิโลกรัมละ 20 บาท และผักบุ้งจีนกิโลกรัมละ 16 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สุงกว่าผักทั่วไปถึงเท่าตัว แต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

 

ฉลาดกินผักให้ปลอดสารพิษ คู่มือการกินผักปลอดสารพิษ organic-veggie

 

รายได้ของเกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษ เกษตรกรลำพยา ยืนยันว่ารายได้จากการปลูกผักปลอดสารพิษ โดยเฉลี่ยในพื้นที่ 100 ตารางวา จะสร้างรายได้ประมาณ 2,500 บาทขึ้นไป หากมีพื้นที่มากกว่านั้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามส่วน แต่โดยส่วนใหญ่การปลูกผักประเภทนี้ มักทำควบคู่ไปกับการทำสวน ซึ่งเป็นผลผลิตเป็นรายได้อีกส่วนหนึ่ง และบางบ้านยังทำขนมหรืออาหารไปจำหน่ายยังตลาด ทำให้เกิดรายได้หลายทาง จึงมีความเป็นอยู่ไม่ขัดสน ประโยชน์ต่อท้องถิ่น แน่นอนว่ากิจกรรมใดที่นำมาซึ่งรายได้ ย่อมเกิดประโยชน์

โดยรวมต่อท้องถิ่น แต่สำหรับอาชีพการปลูกผักปลอดสารพิษ เป็นงานที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างมาก ทำให้เกษตรกรบางส่วนไม่สนใจที่จะทำโดยวิธีนี้ แต่เลือกใช้วิธีการดั้งเดิมคือการยกแปลงปลูกในที่โล่งแจ้งและใช้สารเร่งการเจริญเติบโตควบคู่ไปกับยาฆ่าแมลง ทำให้ได้ผลผลิตที่รวดเร็วและสวย แม้จะมีราคาจำหน่ายต่อกิโลกรัมต่ำกว่าผักปลอดสารพิษ แต่ระยะเวลาที่เร็วและความสวยงามของพืชผักก็ช่วยให้เกษตรกรไม่เดือดร้อน แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การใช้สารพิษหรือยาฆ่าแมลงอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้หน้าดินเสีย และเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติของบรรดาแมลงอันเป็นผลเสียในอนาคต อย่างไรก็ดีบทพิสูจน์ถึงการปลูกผักปลอดสารพิษให้ประโยชน์ทั้งคุณภาพของหน้าดินและผลผลิตที่ออกสู่ตลาด โดยผู้บริโภครับประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างเต็มที่

ทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร และควรยิ่งที่ผู้บริโภค หรือผู้ซื้อจะร่วมกันกำหนดการซื้อเฉพาะผักที่มีคุณภาพ ซึ่งแม้จะมีราคาสูงกว่าแต่ปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเองปัจจุบันผักปลอดสารพิษที่ตำบลลำพยา แม้จะมีการทำกันเพียงไม่กี่รายแต่ได้รับการยอมรับภายในจังหวัดนครปฐม และผู้ซื้ออีกส่วนหนึ่งในย่านเมืองใหญ่ ผักของที่นี่จึงมีฐานะเป็นผลผลิตแห่งคุณภาพ และแหล่งชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของเมืองนครปฐม อนาคตและการสืบสวน เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตดั้งเดิม

จากคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง จนในระยะหลังราว 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศได้พัฒนาไปสู่การแข่งขันความเป็นหนึ่ง ผู้คนส่วนใหญ่แม้แต่เกษตรกรจึงทุ่มเทเงินทองให้บุตรหลานเข้ารับการศึกษาในชั้นที่สูง

จนคนรุ่นใหม่ห่างเหินกับชีวิตชนบทและมองงานด้านการเกษตรเป็นงานเหน็ดเหนื่อยเหมาะสำหรับคนเรียนน้อยเกษตรกรรมของไทยจึงไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างเท่าที่ควรจะเป็น ผักปลอดสารพิษที่จังหวัดนครปฐมก็เช่นกัน ปัจจุบันดำเนินการทำกันอยู่เฉพาะรุ่นเก่าที่พอใจกับชีวิตประจำวันอย่างนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งในอาชีพที่น่าห่วงใยว่าในอนาคตอาจต้องหยุดลง

สัมผัสโครงการ เกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย
 
 

สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวเกษตร กับโครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย ถอนกล้า ดำนา ขี่ควาย ชมโรงสี และอีกหลายกิจกรรมดีๆ ที่ทางโครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย มีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการเรียนรู้และสัมผัสกับวิถีชีวิตที่พอเพียง

 

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับสนามบินสุโขทัย เมื่อเราเดินทางมาถึง สิ่งแรกที่เค้าจะให้เราทำคือการเปลี่ยนชุดเป็นชาวนาเต็มขั้น โดยให้ใส่เสื้อกางเกงแบบม่อฮ่อม พร้อมกับใส่รองเท้าบู๊ทยาวสีส้ม เพื่อให้เข้ากับกิจกรรมและบรรยากาศของสถานที่ ใช้ชีวิตกับกิจวัตรประจำวันกันแบบชาวไร่ชาวนา เมื่อเตรียมตัวเสร็จเค้าจะให้เราขึ้นรถอีแต๋น หรือรถสามล้อแล้วแต่จำนวนคนที่ร่วมทริป จากนั้นจะพาเราไปยังโรงเลี้ยงเป็ดเป็นที่แรก เพื่อเก็บไข่เป็ดกันแบบสดๆ

 

โครงการเกษตรอินทรีย์ ที่ สุโขทัย

 

ต่อด้วยไปชมฝูงควายเผือกนับร้อยตัว ที่ทางเจ้าของสถานที่ได้ไถ่ชีวิตเอาไว้ ควายแต่ละตัวจะกรูไปตรงประตูทางออก แล้วลงไปในคลองว่ายน้ำเพื่อขึ้นไปกินหญ้าอีกฝั่งหนึ่ง จากนั้นจะพาเราไปเที่ยวชมยังบริเวณสนามบินสุโขทัย ดูการทอผ้าและการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณ ตามด้วยการชมแปลงผักออร์แกนิก สวนผลไม้ที่ปลูกเป็นแบบสวนผสม อาทิ กล้วย มะละกอ และมะม่วงพันธุ์มหาชนก โดยเฉพาะมะม่วงดกมากๆ ต้นเล็กต้นน้อยมีลูกเต็มไปหมด

 

สัมผัสโครงการ เกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย

 

พาชมนาบัว บึงหงส์ ลานหมักปุ๋ยอินทรีย์ เพราะที่นี่เค้าไม่ใช้สารเคมีในการปลูกพืชผักผลไม้ แต่จะใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ที่ทำขึ้นมาเอง รับรองได้ว่าผักผลไม้ที่นี่ปลอดสารพิษแน่นอน ใกล้ ๆ กันจะเป็นโรงสีข้าว และโรงแยกเมล็ดข้าว โดยใช้แรงงานคนคัดแยกเมล็ดข้าวที่ดีและมีคุณภาพเท่านั้น เพื่อนำมาบรรจุและส่งไปขายตามสถานที่ต่าง ๆ ใช้เวลาในการทำกิจกรรมช่วงนี่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

 

โครงการเกษตรอินทรีย์ ที่ สุโขทัย

 

พาไปยังแปลงปลูกข้าว แปลงนาปู่ย่าตายาย โดยการให้ความรู้เบื้องต้นจากนั้นจะให้เริ่มลงมือถอนกล้าและดำนาเอง เมื่อเสร็จกิจก็เที่ยงพอดี ล้างไม้ล้างมือก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน จะมีเมนู สลัดผักออร์แกนิก ไข่เจียวผักโขม แกงแคไก่ผักรวม ยำคะน้าสด ผัดผักออร์แกนิก น้ำพริกลงเรือไข่เค็ม ส้มตำผักน้ำ จบด้วยไอศกรีมใบข้าว ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีประโยชน์ของที่นี่ กินในสิ่งที่เราปลูก และปลูกในสิ่งที่เรากิน อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ก็มาจากท้องไร่ท้องนาที่เค้าพาเราไปเยี่ยมชมนั่นเอง ทั้งสด สะอาด และปลอดสารพิษชัวร์ครับ ด้านหน้าโครงการฯ จะมีมุมขายผลิตผล และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ พร้อมชมโชว์การสวัสดีของควายเผือกแสนรู้ตัวใหญ่

 

โครงการเกษตรอินทรีย์ ที่ สุโขทัย

 

คุณค่าของข้าวแต่ละเม็ด ผักแต่ละต้นรู้จักถึงคำว่า หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน และเข้าใจชีวิตของชาวหน้ากระดูกสันหลังของชาติมากยิ่งขึ้น เชิญ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เกษตรอินทรีย์แบบนี้กันดู

รีสอร์ทเกษตรอินทรีย์ มาตรฐาน Eco-Social
 

ในการพัฒนาประเทศไทยในหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น ได้มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลัก และเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติ (GDP) สำหรับทางด้านการเกษตรก็เช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลได้มุ่งเน้นประสิทธิภาพการผลิตที่ต้องอาศัยสารเคมี จึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นปัญหาด้านสุขภาพของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การทำการเกษตรอินทรีย์ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาดังกล่าว ที่จะก่อให้เกิดความสมดุลและการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

แต่การดำเนินการในขณะนี้ยังมีอุปสรรคและข้อจำกัด และจะนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไรนั้น ต้องมีการศึกษาในเรื่องเกษตรอินทรีย์ นี้อย่างจริงจัง

โดยสำงานนักคณะกรรมการวิขัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของไทย” ให้แก่ รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ และคณะ ศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์ สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ดำเนินการโครงการวิจัย เพื่อศึกษาข้อมูลของภาพรวมและโครงสร้างของเกษตรอินทรีย์ สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จของการจัดการผักเกษตรอินทรีย์ และวิเคราะห์อุปสรรคและบทเรียนในการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในประเทศไทย

 

แนวทางการพัฒนา เกษตรอินทรีย์ ของไทย

 

ทั้งนี้โดยได้ดำเนินการวิจัยเป็นแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการแบ่งกลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผักเกษตรอินทรีย์ที่เป็นเป้าหมายในการเก็บข้อมูลออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มดำเนินการที่แบ่งย่อยออกเป็นผู้ผลิต/ผู้ค้าปัจจัยการผลิต ผู้ผลิตผักเกษตรอินทรีย์ และผู้ประกอบการผักเกษตรอินทรีย์ กลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มสนับสนุนภาครัฐและเอกชน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างในแต่ละกลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผักเกษตรอินทรีย์ใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง ส่วนวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมมนาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคนิคการระดมสมองแบบเจาะกลุ่ม(Focus group)เพื่อหาคำตอบในประเด็นที่กำหนดไว้และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก( In-dcpth intervicw) ร่วมกับการสืบค้นข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อให้ได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย จากนั้นนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการสัมมนาขั้นสุดท้ายเพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผักเกษตรอินทรีย์ให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ

ปัจจัยความสำเร็จ ของการทำเกษตรอินทรีย์

  1. การจัดการปัจจัยการผลิตให้มีเพียงพอ เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และสามารถเข้าถึงได้
  2. การจัดการระบบการผลิตที่ดีและเหมาะสม และความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจผักเกษตรอินทรีย์ของผู้ผลิต
  3. ศักยภาพในการผลิตผักเกษตรอินทรีย์ และทัศนคติที่ดีต่อผักเกษตรอินทรีย์ของผู้ผลิตและประกอบการ
  4. การตลาดผักเกษตรอินทรีย์ที่เอื้อให้ผู้บริโภคเข้าใจผักเกษตรอินทรีย์และขยายความต้องการของผู้บริโภค
  5. การจัดการโลจิสติกส์ที่สนับสนุนผักเกษตรอินทรีย์
  6. พฤติกรรมผู้บริโภคผักเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
  7. กลุ่มและเครือข่ายผักเกษตรอินทรีย์ที่ครอบคลุมและเข้มแข็ง
  8. การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เชิงรุกที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงพฤติกรรมที่ดีผักเกษตรอินทรีย์ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  9. มาตรฐานและระบบการรับรองผักเกษตรอินทรีย์และชัดเจนเหมาะสม
  10. ฐานข้อมูลผักเกษตรอินทรีย์ที่น่าเชื่อถือ และสามารถเข้าถึงได้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน
  11. การวิจัยที่สนับสนุนการดำเนินงานผักเกษตรอินทรีย์
  12. การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
  13. ศักยภาพและทัศนคติที่ดีต่อเกษตรอินทรีย์ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อเกษตรอินทรีย์
  14. นโยบายและกฎหมายที่สนับสนุนผักเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับแนวสู่ความสำเร็จนั้นจะต้องเป็นแนวทางที่ทุกกลุ่มจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังและมีความต่อเนื่อง กลุ่มดำเนินการที่ประกอบด้วยผู้ผลิต ด้านปัจจัยการผลิต ผู้ผลิตผักเกษตรอินทรีย์และผู้ประกอบการผักเกษตรอินทรีย์ ต้องมีการรวบรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันเพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง กลุ่มผู้บริโภคจะต้องได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์อย่างถูกต้องทั้งจากภาครัฐและเอกชน ส่วนกลุ่มสนับสนุนภาครัฐและเอกชนควรสร้างหรือปรับปรุงเครื่องมือต่างๆ เช่น กฎหมาย กฎระเบียบ ระบบฐานข้อมูล การวิจัย ฯลฯ ให้ไปส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญในการการพัฒนา เกษตรอินทรีย์

  1. ปรับปรุงกฎระเบียบ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ สารธรรมชาติ และการพัฒนาเกษตรอินทรีย์
  2. พัฒนาความรู้และศักยภาพของเกษตรกรโดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางและภูมปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาความรู้และศักยภาพจากพื้นฐานแต่ละกลุ่ม
  3. จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเกษตรอินทรีย์และส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างภาคเอกชนกับกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตและวิจัยเมล็ดพันธุ์ผักเกษตรอินทรีย์
  4. จัดให้มีระบบที่สร้างหลักประกันแก่ผู้ผลิตผักเกษตรอินทรีย์
  5. จัดให้มีระบบการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ในลักษณะการศึกษาเชิงบันเทิง
  6. จัดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบในการบริหารจัดการเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์และฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและทันสมัย
  7. ส่งเสริมการนำผักเกษตรอินทรีย์ไปบริโภคในกิจกรรมของหน่วยงานภาครับและเอกชน รวมถึงการจัดให้มีร้านค้าผักเกษตรอินทรีย์ในหน่วยงานของรัฐและเอกชน

(ก) มิติด้านสุขภาพ
เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลก

สุขภาวะของสิ่งมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของ ชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์จะทำให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ที่อาศัยพืชพรรณเหล่านั้นเป็นอาหาร

สุขภาวะเป็นองค์รวมและเป็นปัจจัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีไม่ใช่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมถึงภาวะแห่งความเป็นอยู่ที่ดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อมโดยรวม ความแข็งแรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟื้นตัวเองจากความเสื่อมถอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสุข ภาวะที่ดี

บทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การกระจายผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต ทั้งปวง ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กสุดในดินจนถึงตัวมนุษย์เราเอง เกษตรอินทรีย์จึงมุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร ที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ

(ข) มิติด้านนิเวศวิทยา
เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฐจักรแห่ง ธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทำให้ระบบและวัฐจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น

หลักการเกษตรอินทรีย์ในเรื่องนี้ตั้ง อยู่บนกระบวนทัศน์ที่มองเกษตรอินทรีย์ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่ มีชีวิต ดังนั้น การผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของ ธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้างระบบนิเวศสำหรับให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของการปลูกพืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรต้องใส่ใจกับระบบนิเวศของบ่อเลี้ยง

การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า จะต้องสอดคล้องกับวัฐจักรและสมดุลทางธรรมชาติ แม้ว่าวัฐจักรธรรมชาติจะเป็นสากล แต่อาจจะมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนิเวศได้ ดังนัน การจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซ้ำ การหมุนเวียน เพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้างสมดุลของ นิเวศการเกษตร โดยการออกแบบระบบการทำฟาร์มที่เหมาะสม การฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และการสร้างความหลากหลายทั้งทางพันธุกรรมและกิจกรรมทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ควรช่วยกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของภูมินิเวศ สภาพบรรยากาศ นิเวศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ และน้ำ

(ค) มิติด้านความเป็นธรรม
เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต

ความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตร อินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี

ในหลักการข้อนี้หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อ สัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการเลี้ยงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการ ทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างเหมาะสม

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำมา ใช้ในการผลิตและการบริโภคควรจะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้งต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมนี้จะรวมถึงว่า ระบบการผลิต การจำหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเป็นต้นทุนการผลิตด้วย

(ง) มิติด้านการดูแลเอาใจใส่
การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและ รับผิดชอบ เพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย

เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่มีพลวัตรและมี ชีวิตในตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ควรดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในการผลิต แต่ในขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและ สิ่งแวดล้อม ดังนี้น เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จะต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง และแม้แต่เทคโนโลยีที่มีการใช้อยู่แล้ว ก็ควรจะต้องมีการทบทวนและประเมินผลกันอยู่เนืองๆ ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีพอเกี่ยวกับระบบ นิเวศการเกษตร ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น เราจึงต้องดำเนินการต่างๆ ด้วยความระมัดระวังเอาใจใส่

ในหลักการนี้ การดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการ การพัฒนา และการคัดเลือกเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในเกษตรอินทรีย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นใจว่า เกษตรอินทรีย์นั้นปลอดภัยและเหมาะกับสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากการปฏิบัติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะสมถ่ายทอดกันมาก็อาจมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้เช่นกัน เกษตรกรและผู้ประกอบการควรมีการประเมินความเสี่ยง และเตรียมการป้องกันจากนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ และควรปฏิเสธเทคโนโลยีที่มีความแปรปรวนมาก เช่น เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและระบบคุณค่าของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ และจะต้องมีการปรึกษาหารืออย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม