logo

พันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญอันดับแรกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต ถ้าหากว่ามีพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ ทั้งข้าวคุณภาพดี ข้าวคุณภาพปานกลาง ข้าวคุณภาพต่ำ และข้าวคุณภาพพิเศษ ที่ตรงกับความต้องการของตลาดและเพื่อทำผลิตภัณฑ์มีความต้านทานต่อโรคแมลง และมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นแล้วจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวหรือเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้เป็นอย่างดี


           จากอดีต ถึงปัจจุบัน สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ได้ดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่องจนได้ข้าวพันธุ์รับรอง พันธุ์แนะนำ และพันธุ์ทั่วไป ให้เกษตรกรปลูกในระบบนิเวศน์ต่างๆ ซึ่งมีทั้งพันธุ์ข้าวนาสวน ข้าวไร่ ข้าวขึ้นน้ำ ข้าวน้ำลึก ข้าวญี่ปุ่น และธัญพืชเมืองหนาว จำนวน 118 พันธุ์ ดังนี้

 

พันธุ์ข้าวนาสวนไวต่อช่วงแสง
44
พันธุ์
พันธุ์ข้าวนาสวนไม่ไวต่อช่วงแสง
38
พันธุ์
พันธุ์ข้าวขึ้นน้ำไวต่อช่วงแสง
6
พันธุ์
พันธุ์ข้าวน้ำลึกไวต่อช่วงแสง
6
พันธุ์
พันธุ์ข้าวน้ำลึกไม่ไวต่อช่วงแสง
1
พันธุ์
พันธุ์ข้าวไร่ไวต่อช่วงแสง
9
พันธุ์
พันธุ์ข้าวไร่์ไม่ไวต่อช่วงแสง
1
พันธุ์
พันธุ์ข้าวแดงไวต่อช่วงแสง
2
พันธุ์
พันธุ์ข้าวแดงไม่ไวต่อช่วงแสง
1
พันธุ์
พันธุ์ข้าวญี่ปุ่น 
2
พันธุ์
พันธุ์ข้าวสาลี
4
พันธุ์
พันธุ์ข้าวบาร์เลย์ 
2
พันธุ์
พันธุ์ข้าวลูกผสม
2
พันธุ์

           พันธุ์ข้าวเหล่านี้มีทั้งชนิดข้าวเจ้าและข้าวเหนียว มีทั้งพันธุ์ที่ปลูกเฉพาะนาปีและปลูุกได้ตลอดปี และมีบางพันธุ์เป็นข้าวหอม พันธุ์ข้าวส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ให้ีผลผลิตสูง มีความต้านทานต่อโรคและแมลงที่สำคัญ มีคุณภาพการหุงต้มตามความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นปัญหาสำคัญ อย่างไรก็ตามงานปรับปรุงพันธุ์ข้าวยังคงต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะพันธุ์ที่ออกแนะนำแล้วปัจจุบันบางพันธุ์เกษตรกรอาจจะยังคงนิยมปลูกอยู่ แต่บางพันธุ์เกษตรกรอาจเลิกปลูก เนื่องจากมีข้อด้อยบางประการ การนำเอาพันธุ์ข้าวเหล่านั้นไปใช้ของเกษตรกรจึงเป็นไปในลักษณะของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะที่ออกพันธุ์ข้าวนั้นเท่านั้น รวมทั้งบางพันธุ์เมื่อแนะนำให้ปลูกไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วอาจไม่มีความเหมาะสมในระยะเวลาต่อมา เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง หรือโรค แมลงศัตรูข้าวมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งต้องหาพันธุ์ที่มีคุณภาพดีตามความต้องการของตลาดโลก และมีศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลกได้ จึงต้องดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์โดยไม่มีที่สิ้นสุด

 

พันธุ์ข้าวไร่

1. ซิวแม่จัน เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวพื้นเมืองจากบ้านหนองบัว ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แตกกอดีพอใช้ ค่อนข้างทนแล้ง ฟื้นตัวจากการกระทบแล้งได้เร็ว เหมาะสำหรับปลูกสภาพไร่ความสูงไม่เกิน 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ต้านทานโรคไหม้ปานกลาง เป็นข้าวไร่ไวต่อแสงอย่างอ่อน ออกรวงประมาณกลางเดือนกันยายนและเก็บเกี่ยวราวเดือนตุลาคม คุณภาพข้าวสุกใกล้เคียงข้าวเหนียวสันป่าตอง มีอายุเก็บเกี่ยว 140-150 วัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 260 กิโลกรัมต่อไร่

2. อาร์ 258 เป็นข้าวเหนียวพื้นเมือง ชื่อเดิมมะกอกปีหรือข้าวไร่สามเดือน ปลูกได้ดีในสภาพที่ดอนเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่สูงไม่เกิน 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลำต้นอวบใหญ่ ใบกว้าง แตกกอน้อย รวงใหญ่ เมล็ดร่วงงาย เป็นข้าวไร่ไวต่อช่วงแสงอย่างอ่อน คุณภาพข้าวสุกอ่อนนุ่ม เมื่อทิ้งไว้ให้เย็นจะแข็งต้านทานโรคไหม้ปานกลาง ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 290 กิโลกรัมต่อไร่และมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 106-134 วัน

3. เจ้าฮ่อ เป็นข้าวพื้นเมืองของชาวเขาเผ่าลีซอในท้องที่จังหวัดเชียงราย ใบกว้าง แตกกอน้อย เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่สูงประมาณ 800-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นข้าวไวต่อแสง ออกรวงประมาณกลาง -ปลายเดือนกันยายน ต้านทานโรคไหม้และโรคหูดปานกลาง คุณภาพข้าวสุกนุ่มเหนียว ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 370 กิโลกรัมต่อไร่

4. ขาวโปร่งไคร้ เป็นข้าวเหนียวไวต่อแสงอย่างอ่อน ต้านทานโรคไหม้ปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่สูงประมาณ 800-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ออกรวงประมาณกลาง - ปลายเดือนกันยายน เมล็ดป้อมใหญ่ ร่วงง่าย คุณภาพข้าวสุกค่อนข้างแข็ง ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 140-350 กิโลกรัมต่อไร่

5. น้ำรู เป็นข้าวเจ้าไวต่อแสงอย่างอ่อน ต้านทานโรคไหม้ปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกในที่สูงประมาณ 1,000-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล แตกกอดี ออกรวงประมาณต้น - กลางเดือนกันยายน เมล็ดเรียว คุณภาพข้าวสุกนุ่มปานกลาง ผลผลิตเฉลี่ย 160-280 กิโลกรัมต่อไร่

6. กู้เมืองหลวง เป็นข้าวเจ้าที่ส่งเสริมให้ปลูกแบบข้าวไร่ในภาคใต้ เป็นพันธุ์ที่ทนแล้งและปรับตัวเข้ากับสภาพไร่ได้ดี ใช้สำหรับปลูกเป็นพืชแซมยาง ต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญเช่น โรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำตาลและเพลี้ยจักจั่นสีเขียว เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 135-165 วัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 240 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะข้าวสุกร่วนแข็ง

7. ดอกพยอม เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกเป็นข้าวไร่หลายท้องที่ในภาคใต้ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนแล้ง เหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชแซมสวนยาง เมล็ดมีคุณภาพดี มีรสชาติอร่อย เป็นข้าวไวต่อช่วงแสงอย่างอ่อน มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 145-150 วันและผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 250 กิโลกรัมต่อไร่

การปลูกและดูแลรักษา

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ควรมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรด -ด่างของดิน (pH) ประมาณ 5.0-6.5 การปลูกข้าวไร่ต้องอาศัยความชื้นจากน้ำฝน มักปลูกช่วงต้นฤดูฝนในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และการเริ่มต้นของฤดูฝนในพื้นที่นั้นๆ ที่ระดับความสูง 850 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบว่าข้าวไร่จะให้ผลผลิตสูงสุดถ้าปลูกในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน

การเตรียมดิน ในการปลูกข้าวไร่บนที่สูงที่มีความลาดชัน ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการขุดพลิกดินและย่อยดินได้จะเกิดผลดีในแง่ของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ควรทำร่องระบายน้ำเพื่อกันไม่ให้น้ำไหลบ่าลงในแปลง ในการเตรียมดินไม่ควรทำไว้แต่เนิ่นๆ แล้วทิ้งพื้นที่ไว้นานเกินไปก่อนที่จะปลูกเพราะจะทำให้เกิดปัญหาวัชพืชมาก

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ควรคลุกด้วยสารป้องกันเชื้อรา พวกแคปแทนหรือไดเทนเอ็ม 45 ในอัตรา 2 กรัมต่อเมล็ดข้าว 7 กิโลกรัม

การปลูก ในสภาพไร่ทำได้ดังนี้

1. หยอดเป็นหลุม โดยทั่วไปมักใช้จอบขุดเป็นหลุมหรือใช้ด้ามจอบปักลงไปในดินลึก 3-5 เซนติเมตร ห่างกัน 15-20 เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้าวหลุมละ 3-5 เมล็ดแล้วกลบ การปลูกวิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่
2. โรยในร่อง หลังจากคราดดินจนร่วนซุย ใช้เครื่องวนซุยหรือใช้เครื่องปลูกตัววี โดยมี ระยะห่างระหว่างร่อง 25-30 เซนติเมตร โรยเมล็ดแล้วกลบ วิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัม

การใส่ปุ๋ย ในพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกมานานดินมักจะเสื่อมโทรมทำให้ผลผลิตของพืชปลูกลดน้อยลง ต้องปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การปลูกข้าวไร่หมุนเวียนกับพืชตระกูลถั่วบำรุงดินต่างๆ การใส่ปุ๋ยบำรุงดิน ซึ่งอาจเป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสดหรือปุ๋ยเคมี ซึ่งปุ๋ยเคมีที่แนะนำให้ใช้กับข้าวไร่คือ ปุ๋ย 16-20-0 อัตรา 20-25 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ระยะเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังหยอดเมล็ด เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องควรใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหว่านให้สม่ำเสมอทั่วแปลง

การป้องกันกำจัดวัชพืช

1. โดยวิธีกล ใช้การดายหญ้าพร้อมกับการพรวนดินไปด้วย เมื่อข้าวงอกได้ 15-20 วัน และเมื่อข้าวอายุประมาณ 40-45 วัน และต้องเก็บเศษวัชพืชต่างๆ ออกจากแปลงด้วย
2. โดยการใช้สารเคมี
- พ่นก่อนงอก เช่น พวก butachlor อัตรา 600-800 ซีซี ผสมน้ำ 8 ลิตรต่อไร่ โดยพ่นให้ทั่วผิวหน้าดินทันทีหลังปลูกไม่เกิน 3 วัน ในการใช้พวก butachlor ส่วนใหญ่แล้วมักใช้ควบคู่กับการดายหญ้าครั้งที่สอง
- ในกรณีที่วัชพืชขึ้นบ้างแล้ว ใช้พวกพาราควอทผสมลงไปในอัตรา 240-320 ซีซีต่อไร่

สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ภาคเหนือตอนบนส่วนใหญ่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเทือกเขาสูงและมีพื้นที่ราบและที่ราบเชิงเขาสำหรับการเกษตรประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 52 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่สูง ตั้งแต่ 700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ขึ้นไป ประมาณ 86 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ป่า หรือประมาณ 44,607,530 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งพันธุกรรมที่สำคัญ และเป็นแหล่งต้นน้ำสายสำคัญต่าง ๆ เช่น ปิง วัง ยม น่าน กก (กรมพัฒนาที่ดิน, 2540) จากสภาพพื้นที่เป็นภูเขามีความลาดชันตามบริเวณไหล่เขาและมีที่ราบปะปนอยู่บ้าง สภาพนาเป็นนาขั้นบันได ซึ่งมีอยู่ประมาณ 94,725 ไร่ จากพื้นที่ปลูกข้าว ทั้งข้าวไร่และข้าวนาประมาณ 200,000 ไร่ ถึงแม้ข้าวที่สูงจะไม่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ แต่เกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่บนที่สูง  ยังคงมีความจำเป็นในการปลูกข้าวไว้บริโภคทั้งข้าวไร่และข้าวนา  เพราะข้าวเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และในปัจจุบันยังคงมีการขาดแคลนข้าวบริโภคในครัวเรือนแทบทุกชุมชน ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่สูงต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์แก่ราษฎรอยู่เสมอทุกปี Foot in mouth
     ลักษณะดิน ดินบนพื้นที่สูงจะมีลักษณะและความอุดมสมบูรณ์ของดินตามธรรมชาติแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิด ดินในสภาพทั่วไปจะเป็นแบบดินภูเขา มีความเป็นกรดเป็นด่างผันแปรระหว่าง 4.5-5.6  ปริมาณอินทรียวัตถุสูงร้อยละ 3.5-5.0 ปริมาณธาตุฟอสฟอรัสและซัลเฟอร์ที่เป็นประโยชน์อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ไม่เพียงพอกับความต้องการในการเจริญเติบโตของข้าว แต่ในขณะเดียวกันปริมาณธาตุโพแทสเซียมและแมงกานีสที่แลกเปลี่ยนได้มีมาก เนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วน มีความหนาแน่นดินรวมประมาณ 1.0 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งถือว่าต่ำมาก แสดงว่ามีความโปร่งพรุน อัตราการแทรกซึมสูงและขังน้ำได้ไม่นาน (สมชายและปฏิภาณ, 2542 ; Hiranburana,1996) 
     ลักษณะภูมิอากาศ เนื่องจากพื้นที่สูงเป็นเทือกเขา ทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในเวลากลางคืน มีอุณหภูมิกลางวันเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียสและอุณหภูมิกลางคืนเฉลี่ย 15 องศาเซลเซียส ทำให้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของข้าวในนาปี (ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน) คือมีการแตกกอน้อย อายุยาวขึ้น คอรวงสั้น ความสูงของต้นข้าวและเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดลดลง เป็นผลทำให้ข้าวบนพื้นที่สูงได้ผลผลิตน้อยเมื่อเทียบกับการทำนาทั่วไป อุณหภูมิวิกฤตที่มีผลกระทบต่อการออกดอกและติดเมล็ดของข้าวในตอนกลางวัน/กลางคืน คือ 24/16 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่มีผลกระทบต่อสีของใบข้าวคืออุณหภูมิที่ต่ำกว่า 14 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 1-2 สัปดาห์ Yoshida (1981) รายงานว่าข้าวมีการตอบสนองอย่างมากต่ออุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส (15-20 องศาเซลเซียส) โดยเฉพาะช่วงก่อนการผสมเกสรประมาณ 10-11 วัน ซึ่งเป็นระยะการแบ่งตัวของสปอร์ ทำให้เกิดการแบ่งตัวลดลง มีผลให้เปอร์เซ็นต์การเป็นหมันเพิ่มขึ้น และถ้าอุณหภูมิตอนกลางวันลดลงเหลือ 14 องศาเซลเซียส จะมีผลทำให้การเป็นหมันสูงถึง 41 เปอร์เซ็นต์ และจะเป็นหมัน 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอุณหภูมิอยู่ที่ 12 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 6 วัน 
     แหล่งน้ำ อาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในสภาพไร่ ส่วนในการทำนาที่สูงแบบขั้นบันได จะเปิดน้ำเข้าสู่แปลงนาและไหลออกไปสู่กระทงนาที่อยู่ถัดไปตลอดเวลา โดยไหลจากต้นน้ำด้านบนสู่ผืนนาด้านล่าง และไหลลงสู่ลำธารในที่สุด ส่วนในช่วงน้ำมากหรือมีฝนตกชุกติดต่อกันนานๆ เกษตรกรจะทำการไขเปิดน้ำออกจากแปลงทั้งหมดเพื่อไม่ให้ดินเละจนเกินไป เนื่องจากต้นข้าวที่เปียกฝน จะมีน้ำหนักใบและต้นมากขึ้น เกิดการล้ม ทำให้ผลผลิตเสียหายได้ 
ปริมาณน้ำฝน ในสภาพพื้นที่สูงมักจะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 1,200 มิลลิเมตร และมีความชื้นสัมพัทธ์สูง ปริมาณน้ำฝนมีเพียงพอต่อการทำไร่/นา ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม (ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 150-400 มิลลิเมตรต่อเดือน) ปริมาณน้ำฝนสูงสุดในช่วงเดือนสิงหาคม และจะหมดฤดูฝนในช่วงที่ทำการเก็บเกี่ยวข้าวในเดือนพฤศจิกายน

วิธีปลูกข้าวที่สูง
     ข้าวที่สูง ข้าวบนพื้นที่สูง หรือข้าวดอย มีลักษณะการปลูก 2 แบบ คือ การปลูกแบบสภาพไร่ หรือที่เรียกว่าข้าวไร่ ปลูกตามไหล่เขา ไม่มีคันนาสำหรับเก็บกักน้ำในแปลงปลูก ส่วนมากมักเตรียมดินโดยการถางวัชพืชหรือพืชอื่นออกก่อนแล้วเตรียมดิน หลังจากนั้นจึงทำการปลูกข้าว พื้นที่ปลูกข้าวไร่ส่วนใหญ่มักมีความลาดชันตั้งแต่ 5-60 องศา อาศัยความชื้นในการเจริญเติบโตจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และอีกสภาพหนึ่งคือการปลูกในสภาพนา โดยเริ่มต้นตั้งแต่เตรียมดิน ตกกล้า ไถ คราด ทำเทือก และปักดำ ดังเช่นการทำนาพื้นราบทั่วไป พื้นที่ปลูกจะอยู่ระหว่างหุบเขา มีการทำคันนาสำหรับกักเก็บน้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะนาขั้นบันได
      การกำหนดพื้นที่สูงนั้นจะทำการกำหนดพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (above mean sea level) ตั้งแต่ 700 เมตร ขึ้นไป ให้เป็นพื้นที่สูง หรือสังเกตจากธรรมชาติ จากการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้บนพื้นที่ดอยหรือภูเขา โดยสังเกตจากไม้ป่า เช่น สัก เต็ง รัง และพลวง ซึ่งพันธุ์ไม้เหล่านี้จะสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นราบ จนถึงพื้นที่ที่มีความสูงประมาณ 700-800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เหนือขึ้นไปจะมีพันธุ์ไม้ประเภทสน ซึ่งเป็นไม้ที่ขึ้นได้ดีในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว ขึ้นปะปนกับพันธุ์ไม้อื่น ๆ สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน      สำหรับการปลูกข้าวบนที่สูงมีขั้นตอนการปลูกที่อาจแตกต่างจากการปลูกข้าวบนพื้นที่ราบทั่ว ๆ ไป โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังต่อไปนี้

ไฟล์แนบ

ข้าวกล้อง (Brown Rice) คือ เมล็ดข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีเพียงครั้งเดียว ข้าวกล้องแต่ละพันธุ์อาจมีสีที่แตกต่างกัน เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวเจ๊กเชยเสาไห้มีสีน้ำตาลอ่อน ข้าวสังข์หยดและ ข้าวทับทิมชุมแพมีสีแดง ข้าวมะลินิลสุรินทร์และข้าวก่ำมีสีม่วงเข้มจนถึงดำ มีคุณประโยชน์จากสารอาหารมากกว่าข้าวขาว เพราะเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำข้าว) และจมูกข้าวไม่ถูกขัดออกไป ซึ่งเป็นส่วนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินต่างๆ และสารเส้นใยมากกว่าข้าวขาวถึง 3-7 เท่า สารเส้นใยนี้จะช่วยซับเอาน้ำมันและน้ำตาลที่กินเข้าไปล้นเกิน ทิ้งเป็นกากอุจจาระ ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังสามารถช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้ต่ำหรือสูงเกินไป ดีกับผู้ป่วยเบาหวาน และเมื่อมีกากอุจจาระมากขึ้น ก็ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นช่วย ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยแก้อาการเหน็บชา ชะลอความชรา บรรเทาอาการของวัยทอง และช่วยระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น

การเลือกซื้อข้าวกล้อง

          1. ข้าวควรบรรจุในถุงที่สะอาด ปิดสนิท หรือบรรจุในถุงสุญญากาศ และควรระบุข้อมูลผู้ผลิต สถานที่และวันเดือนปีที่ผลิต

          2. เมล็ดข้าวต้องมีความสมบูรณ์เต็มเมล็ด ไม่มีรอยแหว่งตรงปลายเมล็ดข้าว หากมีรอยแหว่งแสดงว่าจมูกข้าวซึ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้หลุดไปแล้ว

          3. ข้าวต้องแห้งสนิท ไม่ชื้น ไม่มีมอด และไม่ขึ้นรา

          4. ควรซื้อข้าวกล้องในปริมาณที่รับประทานหมดภายใน 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากอายุข้าวกล้องจะสั้นกว่าข้าวขาว ซึ่งเกิดความชื้นง่ายทำให้เกิดเชื้อราได้

เทคนิคการหุงข้าวกล้องให้อร่อย

          1. เก็บสิ่งสกปรกที่แปลกปลอมออก ควรซาวน้ำเพียงครั้งเดียวเพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารไว้

          2. ใส่น้ำในปริมาณข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 2 ส่วน

          3. ควรแช่ข้าวกล้องก่อนหุงประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ข้าวจะหอมนุ่มน่ารับประทาน

          4. ควรรับประทานขณะอุ่นข้าวจะนุ่มกว่ารอให้ข้าวเย็น และควรรับประทานให้หมดในมื้อนั้นๆ เพราะข้าวจะบูดง่ายกว่าข้าวขาว

ข้าวกล้องหลากสี

          ข้าวกล้องในประเทศไทยสามารถแบ่งตามสี ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ สีน้ำตาลอ่อน สีแดง และสีดำ ซึ่งความแตกต่างนี้เกิดสีของเนื้อเยื่อหุ้มข้าวของข้าวแต่ละพันธุ์ที่มีสีแตกต่างกัน ดังนี้

สีน้ำตาลอ่อน

สีแดง

สีม่วงเข้มจนถึงดำ

ข้าวกล้องหอมมะลิ

ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้

ข้าวสินเหล็ก

ข้าวกล้องดอย

ข้าวเล็บนกปัตตานี

ข้าวญี่ปุ่น

ข้าวสังข์หยด

ข้าวทับทิมชุมแพ

ข้าวหอมมะลิแดง

ข้าวมะลินิลสุรินทร์

ข้าวหอมนิล

ข้าวก่ำล้านนา

ข้าวไรซ์เบอรี่

ข้าวเหนียวดำลืมผัว

ข้าวเหนียวดำช่อไม้ไผ่

 

ซึ่งข้าวสายพันธุ์ที่มีสีเข้ม ล้วนเป็นแหล่งสะสมสารอาหารและยาป้องกันรักษาโรคชั้นเยี่ยมที่ กลุ่มสีเหล่านี้เกิดจากสารให้สีที่มีชื่อว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ช่วยในการหมุนเวียนของกระแสโลหิต และชะลอความเสื่อมของเซลล์ร่างกาย คือมีกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ ช่วยยับยั้งไม่ให้เลือดจับกันเป็นก้อน จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันในสมอง นอกจากนี้ข้าวสีดำ ยังอุดมด้วยสารอาหาร ธาตุเหล็ก โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายรวมถึงชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ข้าวสีดำทุกสายพันธุ์มีธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก  ซึ่งเป็นตัวช่วยในการบำรุงสุขภาพของเส้นผมและหนังศีรษะ จะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม  และช่วยกระตุ้นให้ผมงอกได้เร็วขึ้น

 

การทำนาแบบลดต้นทุนการผลิตมีขั้นตอนดังนี้

1) การเตรียมดิน

1. ปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน  (45วัน)

2. ตัดต้นถั่วแล้วไถกลบ

3. หมักน้ำชีวภาพในแปลงนาที่ไถกลบเป็นเวลา 20 วัน ในน้ำหมักเข้มข้น 20 ลิตรต่อไร่ (4งาน) เพื่อย่อยสลาย ซากพืช และทำให้เมล็ดวัชพืชเน่าเสีย  ดินมีความร่วนซุย

4. ใส่ปุ๋ยหมัก 1, 000 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถคลาด ทำเทือกให้ดินเรียบแล้วปล่อยน้ำออกจากแปลงนา  ทำให้เทือกพอหมาด

 

2) วิธีเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าว

1.ความสะอาดเมล็ดข้าวด้วยน้ำเกลือเข้มข้นพอให้ไข่ลีบลอยได้

2.นำเมล็ดพันธุ์ลงแช่ประมาณ 10 นาที

3.ช้อนเมล็ดพันธุ์พืชที่ลอยผิวน้ำออกให้หมด  ปล่อยให้เมล็ดที่จมน้ำแช่ประมาณ 30 นาที

4. นำเมล็ดพันธุ์ใส่กระสอบป่าน มัดปากถุงนำไปแช่น้ำไหลประมาณ 2 วัน  และยกขึ้นวางไว้บนบกที่มีแสงอ่อนๆ เป็นเวลา 1 วัน เมล็ดข้าวจะมีรากยาวประมาณ 0.50 เซนติเมตร

5. นำเมล็ดข้าวจากในข้อ 4 ไปหยอดในเทือก 2-3 เม็ด ระหว่างแถว 30 เซนติเมตร  ระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร  จะงอก 2 ใบ ใบแยก 8-10 วัน วันที่ใส่น้ำในนาสูงประมาณ 3-4 นิ้ว วันต่อไปจะยืดยาวขึ้นพ้นน้ำ ส่วนหญ้าจะอยู่ใต้น้ำ ให้ลงไปเหยียบหญ้าให้จมดินหรือใช้เคียวเกี่ยวหญ้าแล้วเติมน้ำชีวภาพเพื่อหมักหญ้าให้เป็นปุ๋ย

6. เติมน้ำหมักชีวภาพทุก 10 วัน ใช้ 5 สัดส่วนต่อไร่ จนกว่าข้าวจะออกดอก ติดเมล็ดประมาณ 10 วัน  จึงหยุดเติมน้ำหมัก ข้าวจะสุกระยะ พลับพลึงนับตั้งแต่ออกดอกเป็นเวลา 1 เดือน จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้  

 

 

ประโยชน์ของการทำนาสมัยใหม่แบบลดต้นทุน

1. ขั้นตอนไม่ซับซ้อน  สามารถทำได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

2. รักษาสุขภาพ ไม่ปวดหลัง เพราะเดินแบบตัวตรงหยอด

3. ลดต้นทุนการผลิต

4. ได้ผลผลิตข้าวสูง

 ข้าว ของไทยเป็นพืชอาหารประจำชาติที่มีตำนานประวัติศาสตร์มายาว นานปรากฏ เป็นร่องรอยพร้อมกับอารยธรรมไทยมาไม่น้อยกว่า 5,500 ปี ซึ่งมีหลักฐานจากแกลบข้าวที่เป็นส่วนผสมของดินใช้เครื่องปั้นดินเผาที่บ้าน เชียง อำเภอโนนนกทา ตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียง อันสันนิษฐานได้ว่าเป็น เมล็ดข้าวที่เก่แก่ที่สุดของไทยรวมทั้งยังพบหลักฐานเมล็ดข้าวที่ขุดพบที่ถ้ำ ปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยแกลบข้าวที่พบนี้มีลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ด ใหญ่ที่เจริญงอกงามในที่สูง
 
 
     นอกจากนี้ยังมีการคันพบเมล็ดข้าว เถ้าถ่านในดินและรอยแกลบข้าวบนเครื่องปั้นดินเผาที่โคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงชุมชนปลูกข้าวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในแถบชายฝั่งทะเล รวมทั้งยังหลักฐานคล้ายดอกข้าวป่าที่ถ้ำเขาทะลุ จังหวัดกาญจนบุรี อายุประมาณ 2,800 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงรอยต่อของยุคหินใหม่ตอนปลายกับยุคโลหะตอนต้น       
      ภาพเขียนบนผนังถ้ำหรือผนังหินอายุประมาณ 6,000 ปี ที่ผาหมอนน้อย บ้านตากุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีลักษณะคล้ายบันทึกการปลูกธัญพืชอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเหมือข้าว ภาพควาย แปลงพืชคล้ายข้าว แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ได้รู้จักการเพาะปลูกข้าวเป็นอย่างดีแล้ว
 
      นัก วิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คน คือ Tayada Natabe, Tomoya Akihama และ Osamu Kinosgita แห่งมหาวิทยาลัย Tottri และ กระทรวงเกษตรและกรมป่าไม้ ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องข้าวไทย ดูแกลบจากแผ่นอิฐโบราณจากโบราณสถาน 108 แห่งใน 39 จังหวัดทั่งทุกภาคของประเทศไทย ทำให้สันนิษฐานได้ว่า การปลูกข้าวในไทยมีมานานนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 โดยข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวเหนียวนาสวนเมล็ดป้อม และข้าวเหนียวไร่เมล็ดใหญ่ ต่อมาการปลูกข้าวเหนียวไร่น้อยลง แล้วเริ่มมีการปลูกข้าวนาสวนเมล็ดเรียวเพิ่มขึ้น
 
     การศึกษาวิจัยนี้ทำให้ทราบว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-20 มีข้าวชนิดต่างๆ จำนวน 3 ขนาด คือ ข้าวเมล็ดใหญ่ ได้แก่ ข้าวเหนียวที่งอกงามในที่สูง ข้าวเมล็ดป้อม ได้แก่ ข้าวเหนียวที่งอกงามในที่ลุ่ม (ทั้งสองชนิดมีการเพาะปลูกก่อนสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) และเมล็ดข้าวเรียว ได้แก่ ข้าวเจ้า พบในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ซึ่งข้าวแต่ละชนิดพบมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามระยะเวลา
 
     ประมาณ พ.ศ. 540-570 ไทยได้รับอิทธิพลด้านกสิกรรมและการค้าจากจีน ซึ่งคาดว่ามาตามลำน้ำโขงสู่ดินแดนอีสานตอนล่าง ที่นิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อม และเมล็ดใหญ่กันอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับภาคกลางในยุคทวาราวดี
 
     ใน ช่วงเวลานั้นเริ่มมีการเพาะปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวขึ้นแล้ว สันนิษฐานว่านำมาจากอาณาจักรขอม ซึ่งในยุคนั้นถือว่า เป็นชนชั้นปกครอง การหุงต้มข้าวเมล็ดยาวนี้แตกต่างจากข้าวของชาวพื้นเมือง จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้ข้าวชนิดนี้ถูกเรียกว่า “ข้าวเจ้า” และเรียกข้าวเหนียวว่า “ข้าวไพร่” บ้างก็เรียกว่า “ข้าวบ่าว” หรือ “ข้าวนึ่ง” ซึ่งข้าวในสมัยนั้นเรียกกันเป็นสิ่งบ่งบอกชนชั้นได้อีกด้วย
 
     ใน สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1740-2040) ข้าวที่ปลูกในสมัยนี้ยังเป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและเมล็ดยาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เริ่มปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ในยุคนี้พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงการกสิกรรม ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ดังปรากฏในศิลาจารึกว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มีการหักล้างถางพงและถือครองเป็นที่ทำกิน และที่ดินนั้นจะสืบทอดเป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน การสร้างหลักปักฐานเพื่อประกอบอาชีพกสิกรรมเช่นนี้ ก่อให้เกิดระบบการปกครอง เศรษฐกิจและสังคมขึ้น ดังนั้น ระบบศักดินาซึ่งเป็นการแบ่งระดับชนชั้นตามจำนวนของพื้นที่นาจึงน่าจะเริ่มใน ยุคนี้
 
     ต่อ มาเข้าสู่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น บ้านเมืองมีความมั่งคั่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ อีกทั้งหัวเมืองในอาณาจักรจำนวนมาก เริ่มระบบการปกครองแบบจตุสดมภ์มี “กรมนา” ดูแลและส่งเสริมและสนับสนุนการทำนาอย่างจริงจัง เพราะข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรและเป็นเสบียงสำรองในยามเกิดศึกสงคราม โดยข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่ยังคงเป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อม และเมล็ดยาว แต่การปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวมากขึ้นด้วย
 
     สมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการเก็บอากรข้าวในภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวที่ทางราชการแนะนำ หรือพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณภาพ ส่วนภาคเหนือตอนบนนิยมปลูกข้าวเหนียว แต่ในภาคเหนือตอนล่างและภาคใต้เน้นปลูกข้าวเจ้าเป็นหลัก
 
     ใน ช่วงนี้เองที่ประเทศตะวันตกได้ออกล่าอาณานิคม และเมืองไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมาย แต่ด้วยพระปรีชาญาณ และวิเทโศบายอันชาญฉลาดของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ไทยจึงรอดพ้นเงื้อมมือของต่างชาติ และดำรงเอกราชอยู่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งคือ การเปิดเสรีการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ข้าวกลายเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทย รัฐบาลต้องขยายพื้นที่เพาะปลูก เพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวในเขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด

 ข้าว ของไทยเป็นพืชอาหารประจำชาติที่มีตำนานประวัติศาสตร์มายาว นานปรากฏ เป็นร่องรอยพร้อมกับอารยธรรมไทยมาไม่น้อยกว่า 5,500 ปี ซึ่งมีหลักฐานจากแกลบข้าวที่เป็นส่วนผสมของดินใช้เครื่องปั้นดินเผาที่บ้าน เชียง อำเภอโนนนกทา ตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียง อันสันนิษฐานได้ว่าเป็น เมล็ดข้าวที่เก่แก่ที่สุดของไทยรวมทั้งยังพบหลักฐานเมล็ดข้าวที่ขุดพบที่ถ้ำ ปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยแกลบข้าวที่พบนี้มีลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ด ใหญ่ที่เจริญงอกงามในที่สูง       นอกจากนี้ยังมีการคันพบเมล็ดข้าว เถ้าถ่านในดินและรอยแกลบข้าวบนเครื่องปั้นดินเผาที่โคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงชุมชนปลูกข้าวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในแถบชายฝั่งทะเล รวมทั้งยังหลักฐานคล้ายดอกข้าวป่าที่ถ้ำเขาทะลุ จังหวัดกาญจนบุรี อายุประมาณ 2,800 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงรอยต่อของยุคหินใหม่ตอนปลายกับยุคโลหะตอนต้น             ภาพเขียนบนผนังถ้ำหรือผนังหินอายุประมาณ 6,000 ปี ที่ผาหมอนน้อย บ้านตากุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีลักษณะคล้ายบันทึกการปลูกธัญพืชอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเหมือข้าว ภาพควาย แปลงพืชคล้ายข้าว แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ได้รู้จักการเพาะปลูกข้าวเป็นอย่างดีแล้ว
      นัก วิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คน คือ Tayada Natabe, Tomoya Akihama และ Osamu Kinosgita แห่งมหาวิทยาลัย Tottri และ กระทรวงเกษตรและกรมป่าไม้ ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องข้าวไทย ดูแกลบจากแผ่นอิฐโบราณจากโบราณสถาน 108 แห่งใน 39 จังหวัดทั่งทุกภาคของประเทศไทย ทำให้สันนิษฐานได้ว่า การปลูกข้าวในไทยมีมานานนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 โดยข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวเหนียวนาสวนเมล็ดป้อม และข้าวเหนียวไร่เมล็ดใหญ่ ต่อมาการปลูกข้าวเหนียวไร่น้อยลง แล้วเริ่มมีการปลูกข้าวนาสวนเมล็ดเรียวเพิ่มขึ้น
     การศึกษาวิจัยนี้ทำให้ทราบว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-20 มีข้าวชนิดต่างๆ จำนวน 3 ขนาด คือ ข้าวเมล็ดใหญ่ ได้แก่ ข้าวเหนียวที่งอกงามในที่สูง ข้าวเมล็ดป้อม ได้แก่ ข้าวเหนียวที่งอกงามในที่ลุ่ม (ทั้งสองชนิดมีการเพาะปลูกก่อนสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) และเมล็ดข้าวเรียว ได้แก่ ข้าวเจ้า พบในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ซึ่งข้าวแต่ละชนิดพบมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามระยะเวลา
     ประมาณ พ.ศ. 540-570 ไทยได้รับอิทธิพลด้านกสิกรรมและการค้าจากจีน ซึ่งคาดว่ามาตามลำน้ำโขงสู่ดินแดนอีสานตอนล่าง ที่นิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อม และเมล็ดใหญ่กันอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับภาคกลางในยุคทวาราวดี
     ใน ช่วงเวลานั้นเริ่มมีการเพาะปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวขึ้นแล้ว สันนิษฐานว่านำมาจากอาณาจักรขอม ซึ่งในยุคนั้นถือว่า เป็นชนชั้นปกครอง การหุงต้มข้าวเมล็ดยาวนี้แตกต่างจากข้าวของชาวพื้นเมือง จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้ข้าวชนิดนี้ถูกเรียกว่า “ข้าวเจ้า” และเรียกข้าวเหนียวว่า “ข้าวไพร่” บ้างก็เรียกว่า “ข้าวบ่าว” หรือ “ข้าวนึ่ง” ซึ่งข้าวในสมัยนั้นเรียกกันเป็นสิ่งบ่งบอกชนชั้นได้อีกด้วย
     ใน สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1740-2040) ข้าวที่ปลูกในสมัยนี้ยังเป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและเมล็ดยาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เริ่มปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ในยุคนี้พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงการกสิกรรม ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ดังปรากฏในศิลาจารึกว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มีการหักล้างถางพงและถือครองเป็นที่ทำกิน และที่ดินนั้นจะสืบทอดเป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน การสร้างหลักปักฐานเพื่อประกอบอาชีพกสิกรรมเช่นนี้ ก่อให้เกิดระบบการปกครอง เศรษฐกิจและสังคมขึ้น ดังนั้น ระบบศักดินาซึ่งเป็นการแบ่งระดับชนชั้นตามจำนวนของพื้นที่นาจึงน่าจะเริ่มใน ยุคนี้
     ต่อ มาเข้าสู่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น บ้านเมืองมีความมั่งคั่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ อีกทั้งหัวเมืองในอาณาจักรจำนวนมาก เริ่มระบบการปกครองแบบจตุสดมภ์มี “กรมนา” ดูแลและส่งเสริมและสนับสนุนการทำนาอย่างจริงจัง เพราะข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรและเป็นเสบียงสำรองในยามเกิดศึกสงคราม โดยข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่ยังคงเป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อม และเมล็ดยาว แต่การปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวมากขึ้นด้วย
     สมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการเก็บอากรข้าวในภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวที่ทางราชการแนะนำ หรือพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณภาพ ส่วนภาคเหนือตอนบนนิยมปลูกข้าวเหนียว แต่ในภาคเหนือตอนล่างและภาคใต้เน้นปลูกข้าวเจ้าเป็นหลัก
     ใน ช่วงนี้เองที่ประเทศตะวันตกได้ออกล่าอาณานิคม และเมืองไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมาย แต่ด้วยพระปรีชาญาณ และวิเทโศบายอันชาญฉลาดของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ไทยจึงรอดพ้นเงื้อมมือของต่างชาติ และดำรงเอกราชอยู่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งคือ การเปิดเสรีการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ข้าวกลายเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทย รัฐบาลต้องขยายพื้นที่เพาะปลูก เพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวในเขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด

        เมื่อเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาของไทยเป็นการเริ่มเข้าสู่หน้าฝนแล้ว ปีนี้ปริมาณฝนที่ตกมีไม่มากนัก เกษตรกรควรติดตามสถานการณ์การพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศมีความแปรปรวนตลอดเวลาและมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝนที่มีมากจนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ หรือมีปริมาณน้อยจนเกิดเป็นภัยแล้ง ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะการทำนาซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ไม่ว่าปริมาณน้ำฝนน้อยหรือมากเกินไปล้วนแต่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวทั้งสิ้น และย่อมหมายถึงรายได้จากการขายผลผลิตที่ได้ย่อมไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตที่เสียไป

 

 
 

          แนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ (น้ำท่วมฝนแล้ง) ที่จะขอแนะ คือ วิธีการลดต้นทุนการผลิตข้าวอย่างง่ายๆ โดยยึดหลักการ 3 ต้องทำ 3 ต้องลด ดังนี้ 3 ต้องทำ ได้แก่ต้องปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และต้องทำบัญชีฟาร์ม 3 ต้องลด ได้แก่ ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่ถูกวิธีและลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช

          สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ขอแนะนำพันธุ์ข้าวเจ้า"กข 51" เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้มีความทนต่อน้ำท่วมฉับพลันภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว กรมการข้าว กับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) มีคุณสมบัติเฉพาะคือ ไวต่อแสง มีความสูงประมาณ 155 เซนติเมตร ระยะฟักตัวของเมล็ดประมาณ8 สัปดาห์ทนต่อน้ำท่วมฉับพลันในระยะเจริญเติบโตทางลำต้นได้ประมาณ 12 วัน และให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 โดยให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 736 กิโลกรัมต่อไร่

          หากเกษตรกรปฏิบัติตามวิธีการ "3 ต้องทำ 3 ต้องลด" และใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ มั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ก็สามารถช่วยลดปัญหาผลผลิตข้าวตกต่ำของเกษตรกรไทยได้

ตราสัญลักษณ์สินค้า หมายถึง ชื่อข้อความ สัญลักษณ์ รูปแบบ หรือการออกแบบสิ่งเหล่านั้นรวมกัน เพื่อเป็นตัวแทนของสินค้า ที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้สินค้านั้นมีความแตกต่าง และโดดเด่นจากสินค้าอื่น โดยที่ผู้บริโภคสามารถรับรู้ และจดจำข้อมูล สินค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น

ตรามาตรฐานข้าวหอมมะลิ

1. มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย     

        มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ให้การรับรองโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มาตรฐานบังคับสำหรับข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกไปจำหน่าย ณ ตลาดต่างประเทศ ซึ่งข้าวที่บรรจุจะต้องเป็นข้าวกล้องและข้าวขาวที่แปรรูปมาจากข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 และต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามที่กำหนด

2. มาตรฐานข้าวหอมมะลิบรรจุถุงจำหน่ายในประเทศ

        มาตรฐานข้าวหอมมะลิบรรจุถุงจำหน่ายในประเทศ โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้การรับรองและอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานได้ต่อเมื่อข้าวผ่านการตรวจสอบว่ามีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

 

ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

1.  ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์     

        ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นสินค้าที่มีแหล่งภูมิศาสตร์ มีคุณภาพ มีชื่อเสียง มีลักษณะเฉพาะ ผลิตในแหล่งภูมิศาสตร์นั้น และได้รับการขึ้นทะเบียน GI ซึ่งมีกระบวนการรับรองการผลิตตามมาตรฐาน และขออนุญาตใช้ตราจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

2.  ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)        

          ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI) เป็นสินค้า GI ไทย ที่ขอขึ้นทะเบียนกับสหภาพยุโรป คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ โดยหน่วยงานตรวจรับรองต้องขึ้นทะเบียนกับสหภาพยุโรป (EU)

 

มาตรฐานเกษตรอินทรีย์

1.  ผลิตภัณฑ์อินทรีย์

          มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับรองโดย กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ การผลิตข้าวอินทรีย์ มีระบบการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมี และผ่านการตรวจรับรองแปลงนา การแปรรูป และคัดบรรจุ โดยกรมการข้าว เพื่อติดตรารับรอง Organic Thailand

2.  มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา (USDA)

        USDA Organic ย่อมาจาก U.S. Department of Agriculture เป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่จัดทำโดยแผนงานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (National Organic Program - NOP) กระทรวงเกษตรสหรัฐ ที่จัดเป็น Organic Food ตามมาตรฐาน USDA ได้แก่

- สินค้าที่ไม่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม หรือฆ่าเชื้อโรคโดยการฉายรังสี

- พืชที่ปลูกด้วยดินที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนของการผลิต

- มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพด้วย

3.  มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย (มกท.) 

          มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) รับรองโดยสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) เป็นหน่วยงานของมูลนิธิมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สินค้าที่รับรองหน่วยรับรองของ IFOAM ในไทย ได้แก่ มกท. บริษัท BIOAGRICERT (ไทยแลนด์) จำกัด มีกระบวนการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด พื้นที่การผลิตต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มาจากการเปิดป่าชั้นต้นและระบบนิเวศดั้งเดิม

4.  มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU)       

        มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป หน่วยรับรองในไทย ได้แก่  มกท. บริษัท BIOAGRICERT (ไทยแลนด์) จำกัด โดยสินค้าที่ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐานนี้ จะต้องมีส่วนผสมเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 95% ไม่ใช้สินค้า GMO ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

ข้าวโภชนาการสูง (High Nutritious Rice) หมายถึง ข้าวที่มีคุณค่าสารอาหารมากกว่าข้าวสารทั่วๆ ไป เช่น แกมมาโอไรซานอล โฟเลต วิตามินบี วิตามินอี ไนอะซิน โอเมกา ธาตุเหล็ก สังกะสี เป็นต้น เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเจริญเติบโต การซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้ คือ ข้าวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสี หรือข้าวกล้อง

คุณค่าอาหารในข้าวสีต่างๆ

1. กลุ่มข้าวสีดำ/ม่วงเข้ม

พันธุ์ข้าว : ข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว ข้าวเหนียวดำช่อไม้ไผ่ 49 ข้าวเหนียวดำหอมภูเขียว ข้าวไรซ์เบอรี่          ข้าวเหนียวดำหมอ ข้าวเจ้าก่ำ ข้าวสีนิล ข้าวหอมนิล ข้าวเหนียวกัญญา เป็นต้น 

ลักษณะเด่น : มีรงควัตถุ แกมมา-ไทโคไตรอีนอล และแกมมา-ออรีซานอล ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำมันและสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำ ได้แก่ “สารแอนโทไซยานิน” และ “โปรแอนโทไซยานิน”

ประโยชน์ : ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด บรรเทาโรคเบาหวาน บำรุงสายตา ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด กระเพาะอาหาร เม็ดเลือดขาว และเป็นยาบำรุงโลหิต

2. กลุ่มข้าวสีแดง

พันธุ์ข้าว : ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวหอมแดง ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมกระดังงา ข้าวมันปู ข้าวหอมกุหลาบแดง ข้าวประดู่แดง ข้าวจิ๊บ ข้าวดอกมะขาม เป็นต้น

ลักษณะเด่น : มีสารต้านอนุมูลอิสระ แอนโทไซยานิน ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ และสารโพลีฟินอล

ประโยชน์ : ช่วยในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ ช่วยการหมุนเวียนของกระแสโลหิต ลดอัตราเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ มีสาร GABA สูง มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ มีกากใยอาหารสูง ชะลอความแก่ มีโปรตีน ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส     ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกันโรคความจำเสื่อม

3. กลุ่มข้าวสีครีม/น้ำตาล

พันธุ์ข้าว : ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ข้าวเหนียว กข6 ข้าวเข็มทอง ข้าวสินเหล็ก ข้าวเหนียวพญาลืมแกง ข้าวเหนียวสันป่าตอง ข้าวขาวกอเดียว 35 ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวปิ่นเกษตร เป็นต้น

ลักษณะเด่น : มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง เช่น วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซีน วิตามินอี แร่ธาตุ ฟอสฟอรัส แคลเซียม เหล็ก ทองแดง สังกะสี เป็นต้น

ประโยชน์ : มีสารขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กน้อย มีน้ำตาลต่ำ บรรเทาโรคเบาหวาน ลดภาวะการดื้อของอินซูลิน เพิ่มขบวนการทำงานของตับอ่อน และเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินในเลือด

ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Protected Geographical Indication : PGI)

ข้าวที่ผลิตในแหล่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีลักษณะพิเศษเฉพาะ มีชื่อเสียง เป็นข้าวคุณภาพที่มีระบบการผลิตตามมาตรฐาน

ข้าวที่ได้รับขึ้นทะเบียนข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย จำนวน 9 สินค้า ได้แก่

1. ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง

2. ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร

3. ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้

4. ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้

5. ข้าวหอมมะลิสุรินทร์

6. ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี

7. ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์

8. ข้าวก่ำล้านนา

9. ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์

 

ลักษณะสำคัญของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

- เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง

- มีความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติและมนุษย์

- เน้นผลิตกับพื้นที่ผลิต/ทรัพยากรในพื้นที่

- สินค้ามีเอกลักษณ์พิเศษ แตกต่างจากสินค้าเดียวกัน

- ผู้บริโภคมั่นใจ และพึงพอใจที่จะซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตจากที่อื่น

 

การใช้ชื่อสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

- เป็นชื่อสัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกแทนแหล่งภูมิศษสตร์

- บ่งบอกได้ว่า เป็นสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศษสตร์นั้น

- มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือสัญลักษณ์พิเศษ

- ไม่เป็นชื่อสามัญ

- ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือ นโยบายแห่งรัฐ

 

ประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

-มูลค่าสืนค่าเพิ่มขึ้น กระจายรายได้สู่ชุมชน

- ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีมาตรฐานและปลอดภัย

-เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความได้เปรียบทางการค้า

- ผู้ผลิตได้รับการคุ้มครอง ป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ประโยชน์การบริโภคข้าวอินทรีย์

ข้าวอินทรีย์เป็นข้าวที่มีความปลอดภัยจากสารเคมี เนื่องจากกระบวนการเพาะปลูกเเละบำรุงรักษาทุกขั้นตอนด้วยวิธีทางการเกษตรอินทรีย์ ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนการผลิต ผู้บริโภคจะไม่ได้รับสารพิษตกค้างในร่างกาย

 

ขั้นตอนการผลิตข้าวอินทรีย์

1. พื้นที่ปลูกห่างไกลมลภาวะ

2. คัดเลือกข้าวพันธุ์ดี

3. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตด้วยระบบอินทรีย์

4. ไม่เผาตอซังและปรับปรุงดินด้วยวัตถุอินทรีย์

5. ใช้ปุ่ยอินทรีย์

6. มีการเตรียมดินโดยไถกลบฟางและอินทรีย์วัตถุอื่นๆ

7. ควบคุมการใช้น้ำ

8. ใช้กลวิธีเขตกรรมในการกำจัดวัชพืช

9. จัดการศัตรูพืชด้วยระบบ IPM ไม่ใช้สารเคมี

10. ปลูกข้าวโดยวิธีปักดำ ทำนาหว่าน โยนกล้า นาหยอด

11. เก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม (พลับพลึง)

12. ลดความชื้นต่ำกว่า 14 % จัดแยกจากข้าวที่ผลิตวิธีอื่น

13. แปรรูปจากข้าวที่ผลิตแบบอินทรีย์ การสีข้าว แยกจากข้าวทั่วไป และการคัดบรรจุ

1. ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) ข้าวที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการจัดการด้านการเกษตร ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศน์ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยไม่ใช้สารเคมีทุกชนิดในขั้นตอนการผลิตและการแปรรูป

ประโยชน์การบริโภคข้าวอินทรีย์

ข้าวอินทรีย์เป็นข้าวที่มีความปลอดภัยจากสารเคมี เนื่องจากกระบวนการเพาะปลูกเเละบำรุงรักษาทุกขั้นตอนด้วยวิธีทางการเกษตรอินทรีย์ ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนการผลิต ผู้บริโภคจะไม่ได้รับสารพิษตกค้างในร่างกาย

 

2. ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Protected Geographical Indication : PGI)

ข้าวที่ผลิตจากชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพดิน ฟ้า อากาศ วัตถุดิบที่มีในพื้นที่ รวมไปถึง    

ภูมิปัญญาที่สร้างสมสืบทอดกันในท้องถิ่น มาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก หรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษต่างจากแหล่งอื่น

ข้าวที่ได้รับขึ้นทะเบียนข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย จำนวน 9 สินค้า ได้แก่

1. ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง

2. ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้

3. ข้าวหอมมะลิสุรินทร์

4. ข้าวก่ำล้านนา

5. ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี

6. ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้

7. ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร

8. ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์

9. ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์

ประโยชน์การบริโภคข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

        - ผู้บริโภคมีความมั่นใจในสินค้าที่ตนพอใจจะบริโภคว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นเป็นสินค้าที่ตรงตามความต้องการของตนเองจริง

        - มีความสุขกับการได้บริโภคสินค้าที่มีมาตรฐานและผลิตในพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ และมีวัฒนธรรมเฉพาะในท้องถิ่น

        - ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของท้องถิ่นที่ผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

 

3. ข้าวโภชนาการสูง (High Nutritious Rice) ข้าวที่มีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเจริญเติบโต และการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยป้องกันโรคได้ เป็นข้าวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสี หรือข้าวกล้อง

พันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

ข้าวเหนียวดำลืมผัว อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอล

ข้าวสังข์หยดพัทลุง ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและผิวหนัง มีวิตามินบี 1 ป้องกันโรคเหน็บชา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ป้องกันโรคกระดูกพรุนมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ

ข้าวเหนียวดำช่อไม้ไผ่ 49 มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 และวิตามินอี มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

ข้าวทับทิมชุมแพ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง

ข้าวมะลินิลสุรินทร์ มีสานต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง มีผลทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวแห้งเร็วก่อนวัย มีฤทธิ์ต้านการซึมเศร้าวิตกกังวล มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง ออกฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือด ลดความเสี่ยง ในการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันในสมอง และโรคอัมพาต

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคที่เกี่ยวข้องกับปอด ปละโรคมะเร็ง รวมทั้งอาการผิดปกติของวัยทอง

ข้าวหอมมะลิแดง หรือข้าวหอมแดง มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน มีส่วนประกอบที่ทำหน้าที่กรองแสง UV ไม่ให้ทำอันตรายเซลล์กระจกตา ช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก

การทำข้าวฮาง

         ในอดีตชาวนาทางภาคอีสาน ที่มีสมาชิกในครอบครัวหลายคน มีพื้นที่การทำนาน้อย ประกอบกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้ข้าวที่เก็บไว้ในแต่ละปีไม่เพียงพอต่อการบริโภค ข้าวหมดก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตใหม่ เกิดการขาดแคลนข้าว จึงต้องเกี่ยวข้าวที่ยังสุกไม่เต็มที่ (อยู่ในช่วงพลับพลึง) มาทำเป็นข้าวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน เรียกว่า “ข้าวฮาง” ซึ่งมีวิธีดังนี้

วัสดุ/อุปกรณ์

๑.  ครกตำมือหรือเครื่องสีข้าว

๒.  น้ำสะอาด

๓.  อุปกรณ์ในการนึ่ง

๔.  ข้าวที่เกี่ยวระยะพลับพลึง

 

วิธีทำ

๑.  ข้าวฮางสามารถทำได้ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

-       ใช้ข้าวที่อยู่ในช่วงระยะพลับพลึง คือ ข้าวที่แก่ประมาณ 80% นำไปแช่น้ำสะอาด เพื่อคัดเลือกเมล็ดลีบและสิ่งแปลกปลอม ซึ่งเป็นการทำแบบดั้งเดิม เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนข้าวก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวใหม่

-         ใช้ข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวตามปกติ ก่อนทำต้องนำข้าวไปแช่น้ำสะอาด ๑๒ ชั่วโมง เพื่อให้ข้าวนิ่ม รวมทั้งเป็นการคัดเลือกเมล็ดลีบและสิ่งแปลกปลอม วิธีการนี้สามารถที่จะผลิตข้าวฮาง ได้ตลอดทั้งปี

๒.  นำข้าวเปลือกที่ได้จากข้อ 1 ไปนึ่ง ประมาณ ๔๐ นาที เมื่อนึ่งเสร็จ ราดให้ทั่วด้วยน้ำเย็นทันที ทำซ้ำ ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ หลังการนึ่งเสร็จ ครั้งที่ ๒ ห่างจากครั้งที่ ๑ ประมาณ ๒๐ นาที แล้วผึ่งลม แต่ไม่ควรนำผึ่งแดด เพราะเวลานำไปสีจะทำให้เมล็ดแตก หักง่าย

๓.  การสีข้าว เป็นกระบวนการสุดท้ายของการผลิตข้าวฮาง ซึ่งจะต้องอาศัยความชำนาญมากเพื่อไม่ให้เมล็ดข้าวแตกหัก มีวิธีการปฏิบัติ คือ การสีด้วยโรงสีขนาดเล็ก หรือเครื่องสีข้าวมือหมุน การตำด้วยครกตำมือ หรือครกกระเดื่อง

๔.  การบรรจุหีบห่อ ถ้าบรรจุในภาชนะธรรมดา เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้อง เก็บได้นาน ๓ เดือน   ถ้าบรรจุระบบสูญญากาศ สามารถเก็บไว้ได้นาน ๑ ปี

วิธีการหุงข้าวฮาง

๑.  ซาวข้าวเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องใช้น้ำมาก เพื่อไม่ให้วิตามินละลายไปกับน้ำ สำหรับข้าวเหนียวให้นำไปแช่ในน้ำสะอาด ประมาณ ๑ – ๒ ชั่วโมง

๒.  ใส่น้ำในอัตราส่วน ข้าวฮาง ๑ ส่วน ต่อน้ำ ๒ ส่วน เมื่อหุงแล้วจะได้ข้าวค่อนข้างนุ่ม หุงแบบไม่เช็ดน้ำ สำหรับข้าวเหนียว สามารถนำไปนึ่งได้เลย

 

ประโยชน์

๑. ทำให้มีข้าวบริโภคในระยะขาดแคลน คือ ช่วงฤดูก่อนเก็บเกี่ยวผลิตผลประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเนื่องจากข้าวที่มีขายในตลาดระยะนั้นมีราคาแพงเป็นพิเศษ

๒.  เพิ่มมูลค่าของข้าวให้สูงขึ้น ปกติราคาข้าวธรรมดากิโลกรัมละประมาณ ๓๐ บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวฮางแล้ว ขายได้กิโลกรัมละ ๔๐-๕๐ บาท ทำให้ได้ราคาเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ ๑๐-๒๐ บาททำให้มีข้าวบริโภคในระยะขาดแคลน คือ ช่วงฤดูก่อนเก็บเกี่ยวผลิตผลประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเนื่องจากข้าวที่มีขายในตลาดระยะนั้นมีราคาแพงเป็นพิเศษ

๓.  ช่วยให้ข้าวที่กรอบเมื่อสีแล้วมีเปอร์เซ็นต์ข้าวต้นมากขึ้น เพราะกระบวนการการทำข้าวฮางมีการนำข้าวไปนึ่งทำให้ข้าวที่หักกลับมาเชื่อมติดเป็นเมล็ดข้าวที่สมบรูณ์อีกครั้ง

การคัดพันธุ์ข้าว

        การคัดพันธุ์เป็นแนวคิดของเครือข่ายที่จะเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง และอนุรักษ์ข้าวเพื่อให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์และมีพันธุ์ข้าวที่หลากหลายไว้แลกเปลี่ยนกันปลูกในชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้เรื่องพันธุ์ข้าวในชุมชน

วัสดุ/อุปกรณ์

๑.  แกลบดำ

๒.  ทราย

๓.  กะละมัง

๔.  แว่นขยาย

๕.  เมล็ดพันธุ์

วิธีทำ

๑.  นำเมล็ดพันธุ์มาแกะเปลือกออกประมาณ 100 เมล็ด คัดข้าวสารที่สมบูรณ์ (เมล็ดเต็มและไม่มีรอยร้าว)

๒.  นำเมล็ดที่แกะเปลือกมาเพาะ ในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น กระถาง กะบะหรือถุงดำ ใช้เวลาประมาณ 10-20 วัน นำไปปักดำโดยปักต้นเดียว กลีบเดียว ไม่ลึกห่างกันประมาณ 20-30 เซนติเมตร

๓.  จดบันทึก การเจริญเติบโต และลักษณะเด่นของพันธุ์ที่แสดงในแต่ละช่วง(จดบันทึกตั้งแต่ได้พันธุ์มา)

๔.  เมื่อข้าวออกรวง คัดเอารวงที่สมบูรณ์ 5 รวง 100 เม็ดต่อกอ (พอรวงโค้งงอก็คัดเลย)

๕.  นำ 5 รวงที่คัดมาเพาะเมล็ดเป็นแถว 5 แถว ไม่ต้องแกะเปลือก เลือกเอาแถวที่เด่นและดีที่สุดจะได้พันธุ์ข้าวที่ดี เมล็ดสวย รวงดี สามารถขยายพันธุ์ได้