logo
มะเขือเทศ ก็สามารถนำมาเป็นการปลูกผักในกระถาง ได้ง่าย

     จริงๆ แล้วการปลูกผัก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แปลงเพราะปลูก สมัยเรียนอนุบาลหรือประถม ครูมักจะให้เด็กๆ ขุดยกร่องและทำแปลงปลูกผักหลายอย่าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผักสวนครัวรั้วกินได้ หลายอย่าง หากมีผลผลิตก็จะนำมาทำกินกันในชั้นเรียน หรือมีมากเข้าก็จะขายออกไปสร้างรายได้แก่นักเรียน และในปัจจุบันหลายโรงเรียนก็ริเริ่มให้นักเรียนมีรายได้จากการปลูกผักนี่แหละ

แต่การปลูกผักสวนครัว ไม่ได้อยู่แค่ในทฤษฎีที่ต้องยกร่องทำสวนกันแล้ว หลากหลายแนวทางสำหรับผู้ไม่มีพื้นที่มากพอ เพราะคนเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการใช้สอยพื้นที่ค่อนข้างจำกัดโดยเฉพาะคนในเมือง การปลูกผักสวนครัว จึงต้องมีการดัดแปลงอย่างแยบยลและใช้ได้จริง ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักในขวดพลาสติก การปลูกผักในกระสอบ ซึ่งเรื่องหลังนี้เราก็จะนำเสนอกันในวันนี้เลย

ปลูกผักสวนครัวในกระสอบ

     เริ่มต้นด้วยการเลือกปลูกผักสวนครัวให้เหมาะกับสภาพพื้นที่อันจำกัดที่มีอยู่รวมถึงผู้ปลูกสามารถนำวัสดุเหลือใช้ภายในครัวเรือน เช่น ถังน้ำที่แตกแล้ว ขวดน้ำ พลาสติก มาดัดแปลงทำเป็นกระถางในการปลูกผักได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะให้กับโลก ทั้งยังเกาะกระแสช่วยลดโลกร้อน สร้างพื้นที่สีเขียว รวมถึงสุขภาพที่ดีให้กับผู้ปลูกและผู้บริโภค แถมท้ายหากมีความเชี่ยวชาญแล้วก็อาจจะขายสร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกด้วย กำไรหลายต่ออย่างนี้ ใครที่มีพื้นที่ว่างเปล่าอยู่ใกล้ๆ ลองหันมาทำสวนครัวกันดูไหม

     การเลือกทำเลในการปลูกผักสวนครัวแบบอินทรีย์ เรียกกันเต็มๆ ว่าเกษตรอินทรีย์ ก็เลือกปรับตามสภาพพื้นที่ ที่มีอยู่ เช่น ถ้าเป็นบ้านเดี่ยว อาจทำเป็นแปลงลงดินได้เลย แต่หากอาศัยอยู่ตามตึกแถว คอนโดฯ ทาวน์เฮาส์ ก็ปลูกเป็นสวนผักกระถางไว้ริมระเบียง หรือทำคอกใส่ดินไว้บนดาดฟ้า แต่ก็ควรคำนึงถึง การรับน้ำหนักของพื้นที่ดาดฟ้า รวมถึงการระบายน้ำที่ดี ไม่ให้ซึมไปยังห้องด้านล่างของดาดฟ้า รวมถึงพื้นที่จะต้องมีแสงแดดเพียงพอ มีแหล่งน้ำที่จะรดผักและมีอากาศถ่ายเทได้ดี

การปลูกผักในกระสอบ

     สิ่งจำเป็นพื้นฐานของเราทุกวันนี้ก็คือปัจจัยสี่ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่การได้มาซึ่งปัจจัยสี่ก็คือ การใช้เงินซื้อ สิ่งที่ต้องซื้อเป็นประจำก็คืออาหาร นั่นหมายความว่ารายจ่ายที่ต้องจ่ายไปเป็นจำนวนมากนั่นก็คือค่า อาหาร เพราะต้องกินทุกวัน มิหนำซ้ำเสียเงินซื้อไปแล้วกลับได้สารเคมีต่างๆ เป็นของแถมโดยไม่มีทางเลี่ยง เพราะผัก ในท้องตลาดล้วนแต่ใช้สารเคมีทั้งนั้น ถึงแม้ว่าขั้นตอนการปลูกพืชบางชนิดไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี แต่เมื่อตรวจก็จะพบ สารเคมีเพราะแม่ค้าเอามาแช่สารเคมีเสียเองเพื่อให้ผักสด นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยง หรือรู้ได้เลยว่าผัก นั้นปลอดสารพิษหรือไม่ ถึงแม้ว่าเขาจะบอกว่าผักปลอดสารพิษ วิธีการที่ดีที่สุดคือการปลูกผักอินทรีย์ไว้รับประทานเอง

ปลูกผักสวนครัวในกระสอบ

     เมื่อพูดถึงการปลูกผักไว้รับประทานเอง ก็จะมีข้ออ้างตามมานั่นก็คือไม่มีที่ดิน เป็นเรื่องปกติครับ ชาวบ้านทั่วไปมีพื้นที่บ้านสองสามงานถึงหนึ่งไร่ ก็บอกว่าไม่มีที่ดินเพราะขี้เกียจปลูก คนที่อยู่บ้านทาวเฮาส์ก็บอกไม่มีที่ดิน อาจเพราะไม่มีพื้นที่ว่างจริง หรือมีเล็กน้อยแต่ขี้เกียจ ใช้เงินซื้อง่ายกว่า มาดูกันนะครับว่าถ้ารักที่จะรักสุขภาพตัวเอง รักที่จะลดรายจ่ายด้านอาหาร เราสามารถปลูกผักไว้กินเอง เพื่อพึ่งพาตนเองในด้านอาหารได้อย่างไร ปลูกผักในกระสอบ เป็นทางเลือกหนึ่ง และเริ่มลงมือเตรียมอุปกรณ์กันเลย

กระสอบสำหรับใช้ปลูกผัก

     กระสอบปุ๋ย กระสอบอาหารสัตว์ กระสอบแป้งสาลี กระสอบข้าวสาร(ไม่ใช่กระสอบป่าน) สารพัดกระสอบ กระสอบขนาดเล็กขนาดใหญ่ใช้ได้ทั้งนั้น ปัจจุบันมีกระสอบปุ๋ยอีกชนิดหนึ่งชนิดที่ไม่รั่วน้ำ กระสอบชนิดนี้ถ้าจะนำ มาใช้ ก็ให้เจาะรูเพื่อระบายน้ำก่อน แต่ถ้ำเป็นกระสอบแบบที่รั่วน้ำ ก็เอามาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องเจาะรู

ปลูกผักสวนครัวในกระสอบ

การเตรียมดินใส่กระสอบ

     ดินที่นำมาใช้ใส่กระสอบเพื่อปลูกผักนั้น ควรผสมพวกปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบ แกลบเผา ฯลฯ ลงไปด้วย ถ้า สามารถทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์โบกาฉิผสมไปด้วยก็จะดี ผมไม่อยากบอกว่าต้องใช้อะไรอัตราส่วนเท่าไร เพราะจะสร้างความยุ่งยากให้กับคนที่คิดจะเริ่มทำ เอาเป็นว่าถ้าตั้งใจ จะปลูก หาอะไรได้ใกล้ตัวสามารถหาได้ง่ายก็เอาอันนั้นไปก่อน หรือจำเป็นต้องซื้อดินกระสอบจะลงทุนมากน้อยอย่า เพิ่งคิด เพราะความสุขที่ได้จากการปลูกมันตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้

ปลูกผักสวนครัวในกระสอบ

การใส่ดินในกระสอบปลูกผัก

     ก่อนที่จะใส่ดินในกระสอบก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะปลูกอะไร ชอบกินผักอะไร ผักอะไรจำเป็นต้องมี ติดครัว เพื่อจะได้ใส่ดินได้พอดีกับชนิดผักที่จะปลูก ถ้าปลูกพืชรากยาว เช่น พริก มะเขือยาว มะเขือเปราะ มะเขือเทศ ฯลฯ ให้พับกระสอบ หรือม้วนปากกระสอบ ลงมาให้ใส่ดินได้สูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร

ปลูกผักสวนครัวในกระสอบ

    ผักกินใบ คะน้า กวางตุ้ง ฮ่องเต้ ฯลฯ ใส่ดินสูง 10-15 เชนติเมตร แต่ถ้าวางกระสอบในแนวตั้ง จะได้พื้นที่ใน การปลูกน้อยแนะนำให้ใช้วิธีการใส่ดินในกระสอบประมาณครึ่งกระสอบมัดปากด้วยเชือกแล้วผลักกระสอบให้นอน ลงแล้วเจาะรูเพื่อหยอดเมล็ดดังรูป

    เจาะรูเสร็จก็หยอดเมล็ดได้เลย รดน้ำเช้าเย็น เมื่อต้นแข็งแรงก็ให้รดน้ำหมักปลา หรือน้ำหมักเศษผักผลไม้ น้ำหมักหอยเชอรี่ หรือรดจุลินทรีย์ ที่มีขายตามท้องตลาด ก็ตามสะดวกที่หามาได้ ทุก 5-7 วัน จะใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักบ้างก็ตามสะดวก ผักก็จะงามอย่างที่เห็นในภาพ

     อย่างนี้เรียกว่าผักอินทรีย์ได้เต็มปากเลยเพราะไม่มีสารเคมีทุกขั้นตอนการปลูก ถ้าปลูกแล้วผลออกมาต้นไม่ สวยก็ไม่ต้องเครียดครับ เพราะเราได้เสพความสุขจากการปลูกจากการเฝ้าดูการเติบโตของมัน สุดท้ายเราได้กินฝีมือ การปลูกของเราที่เป็นผักอินทรีย์ไร้สารพิษ

ปลูกผักสวนครัวในกระสอบ

    ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการปลูกผักกินเอง เรียกว่าทำเกษตรอินทรีย์ ใครๆ ก็ทำได้ หากมีพื้นที่ไม่มากนัก อาจใช้กระสอบขนาดเล็กลง หรือปลูกในวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กลงหน่อยก็ได้ หรือจะปลูกผักในขวด ก็ย่อมได้

ผักในรั้ว ครัวกระถาง สุดยอด

     นานแล้วที่ไม่ได้เขียนเนื้อหาเรื่อง ผักในกระถาง วันนี้เลยขอเวลาอู้งานมานั่งเขียนๆ เพื่อเก็บเป็นความรู้ให้ตัวเองซักหน่อยเกี่ยวกับการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ตามใจตัวเองซักนิด ดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้ หลายคนฮิตที่จะปลูกผักในกระถางกันมากขึ้นกว่าเดิมเยอะแยะมากมาย อาจเป็นเทรนด์สำหรับคนที่อยู่ในคอนโดมั้ง

ผักในรั้ว ครัวกระถาง สุดยอด

     จะว่าไปเทรนด์พวกนี้ก็มาแรงเป็นพักๆ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนหลายหน่วยงานพยายามรณรงค์ให้ประชาชนคนเมืองปลูกผักตามรั้วตามดาดฟ้า ตามระเบียงคอนโดแต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่จนเกิดชุมชนตัวอย่างที่ปลูกผักดาดฟ้าทำเป็นสวนครัวให้ผู้คนที่สนใจเข้าไปดูงาน กระทั่งปัจจุบันดูเหมือนว่า การปลูกผักในพื้นที่จำกัด หรือ ผักในกระถาง ดูจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเพราะจำนวนคนที่อยู่กันล้นเมืองไม่มีที่มากมายแต่ รักษ์สุขภาพ อยากกินผักสดปลูกเองก็เป็นไปได้

ปลูกแครอทกินเองที่บ้าน ไม่ยาก

     วันนี้ก็เลยอยากเอารูปผักในกระถาง สวยๆ มาอวดกันว่า มันสามารถทำได้นะ แบบนี้ ไม่ยากเลย ถ้าหลายคนหากระถางไม่ได้ เปลืองเงินซื้อ วัสดุใกล้ตัวก็สามารถนำมาดัดแปลงได้ง่ายๆ ที่สำคัญก็มีแค่ ดิน กระถางทำเอง และน้ำ กับความเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้ได้ผักกินแก่เบื่อไปได้อีกหลายมื้อทีเดียว

เพาะเม็ดมะกรูดลงในกระถาง

การปลูกผักสวนครัวในกระถาง ปลูกง่าย โตเร็ว

     สังคมคนเมือง เชื่อแน่ว่าหลายคนคงเคยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยๆ หาผักหาอะไรมาใส่ลงไปแทนที่จะกินเพียวๆ กับน้ำต้ม ก็คงดีไม่หยอก แถมได้วิตามินหลายชนิดอีกด้วย ปลูกเองกินเอง ถือเป็นเกษตรกรย่อมๆ ใครมาพบเห็นก็อดหลงถ่ายรูปอวดกันไม่ได้แน่นอน

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์
 

      มะม่วงหิมพานต์ ชื่อนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกันดี แถวบ้านผมเรียก ยาโห้ย/ยาโหย และมีบางคนเรียก ยาหมู/ย่าหมู หรือ ยามู่ (จ.กระบี่) ไม่ทราบแหล่งกำเนิดที่แน่ชัด หลายถิ่นเรียกยาร่วง หัวครก กาหยี กาหยู เล็ดล่อ หรือ ท้ายล่อและอื่นๆ อีก จริงๆ มันก็คือ มะม่วงหิมพานต์ นี่เอง

      ประวัติการนำเข้ามาในประเทศไทยนั้น สันนิฐานว่า พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี ณ ระนอง) ได้นำเข้า มาจากอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2444 พร้อมกับต้นยางพารา และหลังจากนั้นได้มีผู้นำเข้ามาอีกหลายครั้งจากอินเดีย ไลบีเรีย โดยกรมวิชาการเกษตร (กรมกสิกรรมเดิม) เป็นผู้ทดลองศึกษาค้นคว้าคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตสูงในประเทศไทย

 

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

 

      พืชชนิดนี้ชอบน้ำแต่หากโดนน้ำท่วมก็ไม่รอด ต้นมะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นและมีอายุหลายปี ตระกูลเดียวกับมะม่วง พืชชนิดนี้ชอบอากาศร้อนและฝนชุก (แต่น้ำต้องไม่ท่วมราก) เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ แต่มีใบร่วงและขึ้นใหม่ตลอด มีความสูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาวแผ่ออกข้าง

      ในกิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ มีใบหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน การผสมพันธุ์จึงทำการผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ในหนึ่งดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาด เล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย

 

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

 

      ส่วนที่ใช้ประโยชน์กันมากคือ ผลและเมล็ด ซึ่งมีลักษณะที่มีเมล็ดอยู่ด้านนอกติดอยู่ตรงปลายสุดของผล เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และจะขยายเติบโตจนใหญ่กว่าเมล็ดที่ติดอยู่ เมื่อผลโตได้ขนาด เมล็ดก็หยุดเจริญเติบโตและเปลี่ยนเป็นสีเป็นสีเทา และพร้อมกับผลก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ดเป็นสีต่างๆ ตามสายพันธุ์ (เหลือง แดง ม่วง) รับประทานได้ มีรสชาติหวานปนฝาดเล็กน้อยเพราะมีน้ำยางจากในผล ผลพอห่ามนำมาทำแกงคั่ว แกงไตปลา หรืออื่นๆ ผลสุกรับประทานสดได้

 

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

 

      เมล็ด จะมีขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย แต่มีประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมมาก

      มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่ไม่ต้องลงทุน ทนแล้ง ต้องการน้ำน้อย ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด

 

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

      ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

  1. ผล ใช้รับประทานเป็นอาหาร ทำแยม น้ำส้มสายชู เครื่องดื่ม ไวน์ น้ำของผลมะม่วงหิมพานต์ ใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้อาเจียน เจ็บคอ ขับปัสสาวะ และขับเหงื่อได้ดี
  2. เปลือกหุ้มเมล็ด นำมาสกัดได้กรดน้ำมัน ซึ่งมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมใช้ทำผ้าเบรค แผ่นคลัช หมึกพิมพ์ กระเบื้องยางปูพื้น สีทาบ้าน และอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 400 ชนิด และยังทำเป็นยาแก้โรคเหน็บชา โรคเลือดคั่ง และโรคผิวหนัง
  3. เยื่อหุ้มเมล็ดใน ใช้เป็นอาหารสัตว์
  4. เมล็ดใน ใช้รับประทานมีคุณค่าทางอาหารสูง ใกล้เคียงไข่ นม เนื้อ ไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือดและตับ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายที่สุดดีกว่าพืชตระกูลถั่วทั่วไป
  5. ใบและยอดอ่อน รับประทานเป็นผักเคียง มีสรรพคุณบรรเทาโรคท้องร่วง บิด ริดสีดวง
  6. ใบแก่ นำมาบดให้ละเอียด ใช้พอกแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือนำมาขยี้และใช้สีฟันทำให้ฟันสะอาด ขาว
  7. ลำต้น ทำหีบใส่ของ ลังไม้ เรือ แอก ดุมล้อเกวียน และอื่นๆ เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง
  8. ยางจากเปลือกลำต้น ทำหมึกประทับตราผ้า น้ำมันขัดเงา เคลือบหนังสือ น้ำประสานในการบัดกรีโลหะ และใช้ทำกาว
  9. เปลือกลำต้น แก้ปวดฟัน ต้มกินแก้โรคท้องร่วง และผิวหนังพุพอง
  10. ราก เป็นยาฝาดสมานแผล และแก้โรคท้องร่วง

 

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

 

      การขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด และการตอน การติดตา ทาบกิ่ง หรือการเสียบข้าง

      การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

หากเป็นการเพาะเมล็ดในถุงพลาสติก ก่อนนำไปปลูกในแปลงควรขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร เพราะเป็นไม้พุ่มกว้าง ดินปลูกควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น

 

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

 

 

 

      ควรปลูกมะม่วงหิมพานต์ไร่ละ 45 ต้น ให้เป็นแถวตรงระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร ระหว่าง แถวมะม่วงหิมพานต์ควรปลูกพืชแซม เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วต่างๆ ในช่วง 1-2 ปีแรก ก่อนมะม่วงหิมพานต์จะออกผล เพราะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยกำจัดวัชพืชด้วย

การปลูกเตยหอม Pandanus amaryllifolius เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรพอเพียง

     เตยหอม นั้นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Pandanus amaryllifolius จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก และขึ้นเป็นกอ มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด และใบเป็นทางยาว มีสีเข้มค่อนข้างแข็งมีลักษณะเป็นมัน และขอบใบเรียบ ในใบมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย Fragrant Screw Pine ซึ่งสีเขียวจากใบเป็นสีของคลอโรฟิลล์ สามารถนำสีมาใช้ผสมอาหารได้

     ในต่างประเทศ เตยหอม มีชื่อเรียกต่างกันไป เช่นในประเทศบังกลาเทศนั้นเรียกว่า ketaki มักจะนำเตยหอมนี้มาใช้เพิ่มกลิ่นหอมของข้าวพิลาฟ หรือข้าวปุเลา บิรยานี และพุดดิ้งมะพร้าว payesh ส่วนในประเทศอินโดนีเซียเรียกเตยหอมนี้ว่า pandan wangi ประเทศพม่าเรียกเตยหอมว่า soon-mhway ในประเทศศรีลังกาเรียกเตยหอมนี้ว่า rampe ส่วนในประเทศเวียดนามเรียกเตยหอมว่า lá dứa

     เตยหอม นั้นทุกท้องถิ่นมักนำใบมาใช้ประโยชน์ซึ่งใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง โดยมีขายในรูปใบแช่แข็งในบางประเทศที่ไม่สามารถปลูกเตยหอมได้ได้ และส่วนใหญ่จะใช้เตยหอมปรุงกลิ่นในอาหารของหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ เวียดนาม พม่า จีน ศรีลังกา และในประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะนำมาปรุงกลิ่นในข้าวและขนมบางชนิด

ตลาดใบเตยหอม

     สามารถทำการตัดขายใบเตยหอมเดือนละ 4 ครั้ง คือ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อส่งไปยังแม่ค้าที่ตลาดสดได้ การตัดขายก็สามารถเลือกตัดจากใบข้างล่างและเลือกเฉพาะใบที่เงางามมีความสมบูรณ์ ไม่มีริ้วรอยหรือรอยไหม้จากแดด และฉีกขาดจากการทำลายของแมลงศัตรูพืช ในการตัดใบเตยหอมแต่ละครั้งจะได้ประมาณ 4,000 – 6,000 ใบบนพื้นที่เพียง 1 ไร่ ทำราคาขาย 100 ใบ ต่อราคา 10-12 บาท สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับผู้เพาะปลูกเป็นอย่างดี เนื่องจากเตยหอมสามารถจะตัดใบขายได้ถึง 4 ครั้งในระยะเวลา 1 เดือน ทำรายได้ดีในยามเศรษฐกิจพอเพียงแบบนี้

     การดูแลบำรุงรักษาต้นเตยหอมก็ไม่ได้ยุ่งยากมาก เพียงแต่เกษตรกรผู้ปลูกเตยหอมจำเป็นต้องเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีการปรับพื้นที่ให้โล่งไม่มีวัชพืชขึ้นปกคลุมต้นเตยหอม เพราะจะทำให้ใบเตยหอมหรือต้นเจริญเติบโตช้าและใบไม่สวย ควรจะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเพื่อบำรุงต้นและใบบ้าง เพื่อให้ต้นเตยหอมมีความอุดมสมบูรณ์ มีใบที่สวยงามและใหญ่เพื่อให้ได้ราคาดี

การปลูกเตยหอม Pandanus amaryllifolius เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรพอเพียง

การปลูกเตยหอม

     เริ่มจากการไถพรวนพื้นที่ที่จะทำการปลูกแล้วขุดหลุมให้ลึกขนาด 5×5 ซม. ลึก 6-7 ซม. ระยะห่างของแต่ละหลุม ประมาณ 8-10 ซม. เมื่อได้ขนาดของหลุมตามที่ต้องการแล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงดิน จัดการถมด้วยหน้าดินบางๆ แล้วตามด้วยมูลหมูขนาดหลุมละ 1 ถ้วย เพื่อเป็นการรองก้นหลุม และนำต้นเตยหอมที่เตรียมไว้ลงหลุมปลูกและกลบดินทับซ้ำอีกครั้งพร้อมรดน้ำให้ชุ่ม

     การบำรุงต้นเตยหอม ควรมีการพรวนดินทุกๆ 3-4 เดือน พร้อมใส่ปุ๋ยเพิ่มเข้าไป โดยการโรยรอบๆ โคนต้นเตยหอม

     การให้น้ำ ควรจะต้องรดน้ำเป็นประจำทุกวันเพื่อให้ดินเกิดความชุ่มตลอดเวลา เนื่องจากต้นเตยหอมเป็นพืชที่ต้องการความชื้นมากเป็นพิเศษ

 

https://www.youtube.com/watch?v=zlCK6MENdcg

 

     การเก็บเพื่อจำหน่าย ควรเลือกใบที่สวยและสมบูรณ์ โดยใช้มือริใบของต้นเตยหอมออกทีละใบเมื่อได้ตามต้องการแล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด หรือหากจะตัดทั้งต้นเตยหอมเลยเพื่อจำหน่ายก็ได้ ราคาในท้องตลาด 50-80 บาท/มัด (มัดละ 50 ต้น) หรือ 20 บาท/กิโลกรัม

     ก็เหมาะกับเกษตรกรที่จะสามารถสร้างรายได้และมีชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว
 

หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักที่หลายคนรู้จักดี และเชื่อแน่ว่าหลายคนก็ชอบที่จะรับประทานผักชนิดนี้ เดิมทีเราปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศเกือบครึ่งหนึ่งที่ผลิตได้ ทั้งในรูปของหน่อไม้สดและในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เพราะต่างประเทศมีความต้องการสูง เช่น ญี่ปุ่น จีนฮ่องกง สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศในแถบยุโรปบางประเทศ ที่ไม่สามารถผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อบริโภคได้อย่างเพียงพอ และความมีคุณภาพของผลผลิตจากประเทศไทย ทำให้ตลาดต่างประเทศมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

หน่อไม้ฝรั่งที่เราๆ พบเห็นทั่วไปนั้น มีทั้งชนิดหน่อสีขาวซึ่งใช้สำหรับแปรรูป หน่อสีเขียวที่มีการบริโภคกันปกติมีพบเห็นตามท้องตลาดทั่วไป และหน่อสีม่วง ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับความนิยม หน่อไม้ฝรั่งมีปลูกกันมากในพื้นที่ สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี นครราชสีมา โดยมีชนิดหน่อสีเขียว ซึ่งใช้รับประทานสดได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดใดก็ตาม การปลูกหน่อไม้ฝรั่งโดยทั่วไปก็จะมีวิธีการคล้ายๆ กัน

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ที่จะให้ผลผลิตหน่อสีขาว หรือสีเขียวนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ถ้าต้องการให้ได้หน่อสีขาว ก็ต้องพูนโคนกลบดินให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรเพื่อปิดบังแสงแดดไม่ให้หน่อไม้สังเคราะห์แสงได้ก่อนเก็บผลผลิต ในประเทศเขตอบอุ่น เช่น ในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นสามารถปลูกและเก็บเกี่ยว หน่อไม้ฝรั่งได้ตลอดทั้งปี

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

 

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่สำหรับเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมในประเทศไทย ที่อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยจะมีมานานแล้ว แต่วีธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแล รักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก

สายพันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์ของหน่อไม้ฝรั่ง

  1. แมรี่วอชิงตัน (Marywashington) มีลักษณะต้นแข็งแรง ต้านทานโรคดี หน่อมีความสม่ำเสมอ ยอดตรงแน่น เป็นพันธุ์แรกที่ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย พันธุ์นี้ให้ผลดีพอสมควรเหมาะที่จะปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากให้ผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์อื่น สายพันธุ์เป็นพันธุ์ผสมเปิด
  2. พันธุ์บร๊อคอิมพรู๊ฟ (Brock’s improved) พันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูง เติบโตเร็ว หน่อใหญ่สม่ำเสมอ แข็งแรง เป็นลูกผสมชั่วที่ 1 ให้ผลผลิตสูงมาก ทำให้เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงมาก เกษตรกรทั่วไปนิยมใช้พันธุ์นี้ปลูก เป็นพันธุ์ที่ใช้ปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว
  3. ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคลิฟอเนียเบอร์ 309 (California 309) จะมีลักษณะแข็งแรงดี ต้นเขียวอ่อน มีขนาดใหญ่ มีแนวโน้มในการให้ผลผลิตที่ดีกว่าและขนาดของหน่อใหญ่ สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ผสมเปิด
  4. ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคลิฟอเนียเบอร์ 500 (Califormia 500) ถือเป็นสาวพันธุ์ที่มีอายุเก็บเกี่ยวเร็วสุด ขนาดหน่อไม่ใหญ่ ปลายหน่อมีสีม่วงอ่อน สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ผสมเปิด
  5. ไฮบริดอิมพีเรียล (Hybrid Imperial) ให้ผลผลิตค่อนข้างสูงกว่าพันธุ์อื่น พันธุ์นี้สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 2

ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกหน่อไม้ฝรั่งขาว นั้นเป็นดินที่มีเนื้อดินร่วนจนถึงดินเหนียวร่วน แต่ก็สามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด การจัดการดินต้องทำหน้าดินลึกและมีการระบายน้ำได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลางขึ้นไป ส่วนดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีน้ำขัง มีชั้นดินดานข้างใต้ เป็นกรดและด่างจัดจะปลูกได้ไม่ดีนักทำให้พืชเจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตต่ำ

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

 

การเพาะกล้าหน่อไม้ฝรั่ง และการปลูก หากใช้เมล็ดพันธุ์ ควรจะมีอัตราความงอกสูง ตรงตามพันธุ์ที่กำหนดไว้ เมล็ดพันธุ์ที่บรรจุกระป๋องจำหน่ายในปัจจุบันหนัก 1 ปอนด์ (453.6 กรัม) จะมีเมล็ดประมาณ 13,000-23,000 เมล็ดแล้วแต่สายพันธุ์ ซึ่งสามารถเพาะเมล็ดแล้วให้ต้นกล้าสำหรับย้ายปลูกได้ 2-4 ไร่ โดยจะใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 500-600 ตารางเมตร

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

 

ควรเตรียมแปลงเพาะกล้าสำหรับปลูกโดยเป็นที่โล่งแจ้ง ไม่มีร่มเงาของต้นไม้ และอาคารหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ทำการขุดหน้าดินและหมักดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่หมักสมบูรณ์แล้วทิ้งระยะไว้ประมาณ 20-25 วัน กำจัดหญ้าวัชพืชต่างๆ ให้หมด เมื่อได้แล้วก็เริ่มทำการขุดโดยให้ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 50×150-200 เซนติเมตรต่อ 1 หลุม โดยการขุดดินลึกประมาณ 30-35 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยและหน้าดิน ให้หลุมปลูกมีความลึกเหลือประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้างยาวประมาณ 15 เซนติเมตร และให้ทำเนินกลางหลุมก่อนวางกล้าปลูก จะปลูกด้วยการหยอดเมล็ด หรือกล้าที่มีอายุ 4-6 เดือนก็ได้

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

 

เทคนิคการปลูกหน่อไม้ฝรั่งให้ได้สีขาว คือการขุดหลุมลึกและกลบดินให้สูงกว่าปกติทั่วไป ทำให้หน่อไม้อยู่ใต้ดินสัมพันธุ์ ซึ่งความสูงจากระดับดินปกติจะสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร (ไม่นับรวมความลึก) โดยการพูนดินโคนจะทำ 2-3 ครั้งพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและการใส่ปุ๋ย

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

 

อายุเก็บเกี่ยวตามแต่ละสายพันธุ์ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 8-10 เดือนหลังจากเพาะเมล็ด หรือปลูกด้วยกล้า การเก็บเกี่ยวควรทำช่วงเช้าไม่เกิน 10.00 น. เมื่อเห็นยอดหน่อโผล่พ้นดินประมาณ 0.5 เซนติเมตรให้ขุดดินเก็บหน่อได้และทำการกลบดินไว้ดังเดิม และควรเก็บหน่อไว้ที่ไม่มีแสงแดด

 

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

 

เท่านี้เราก็จะได้หน่อไม้ฝรั่งขาว ไว้รับประทานในเมนูเด็ดๆ กันแล้ว ส่วนหน่อไม้ฝรั่งเขียว นั้นก็อาจเก็บผลผลิตตามปกติในต้นที่ไม่ได้ทำการพูนดิน ก็จะมีสีเขียวเหมือนหน่อไม้ฝรั่งทั่วไป

การปลูกมะเขือม่วง ในกระถาง
 

     มะเขือม่วง หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า eggplant จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ SOLANACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum melongena L. เป็นผัก ไม่ใช่ผลไม้เหมือนกับผักจำพวกแตงทั้งหลายนั่นแหละ สำหรับส่วนที่จะนำมาใช้บริโภคได้คือ ผลที่มีรูปร่างกลมยาว สีม่วงคล้ำ มีลักษณะผิวเปลือกเรียบเกลี้ยงเป็นมันวาว ตรงขั้วผลจะมีกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ มีรสชาติหวานฝาดเล็กน้อย

     มะเขือม่วงนั้น มีสารแอนโธไซยานิน (anthocyanin) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และดวงตา ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจอัมพาต มีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) เป็นรงควัตถุที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ให้สีม่วงแดงในผักเพียงไม่กี่ชนิด เช่น กะหล่ำปลีม่วง มะเขือยาวม่วง และบีทรูท สภาพความเป็นกรดด่างมีผลอย่างมากต่อสีของแอนโทไซยานิน

การปลูกมะเขือม่วง ในกระถาง

 

     ในสภาพความเป็นกรดแอนโทไซยานินจะให้สีแดงสด ในขณะที่สภาพความเป็นด่างจะเป็นเป็นสีน้ำเงิน หรือเขียวน้ำเงิน ส่วนฟลาโวนอยด์ (flavonoid) เป็นกลุ่มสารสีที่ทำให้พืชมีสีที่หลากหลายขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางเคมีของสาร เช่น อาจจะมีสีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง หรือให้สีอ่อนมาก

     มะเขือม่วงมีสรรพคุณมากมายขนาดนี้ ไม่ลองปลูกติดบ้านไว้ดูบ้างล่ะครับ การปลูกมะเขือม่วง ก็ไม่ยากอย่างที่คิด สำหรับหลักในการทำเกษตรอินทรีย์ แนะนำว่า ปลูกในกระถางจะง่ายที่สุดในการดูแล ใช้กระถางปากกว้างหน่อยประมาณ 1 ฟุตหรือมากกว่านั้น ดินปลูกก็ใช้ดินทั่วไป เพราะมะเขือสามารถขึ้นและเติบโตได้ดีในเกือบทุกสภาพดิน ยกเว้นดินแข็ง เหนียว เค็ม และเปรี้ยวเท่านั้น (จากในภาพด้านล่าง มะเขือม่วงอายุ 15 วันหลังจากลงแปลงปลูกแล้ว)

 

การปลูกมะเขือม่วง ในกระถาง

 

     ก่อนอื่น ขุดหน้าดินหรือเตรียมดินที่ต้องการมาก่อนในปริมาณที่พอเหมาะ และทำการตากดินประมาณ 10 วันเพื่อกำจัดเชื้อโรค จุลินทรีย์และแบคทีเรียทั้งหลาย หลังจากตากดินไว้ 10 วันแล้ว หากทำเป็นร่อยก็เริ่มยกร่องได้ หากปลูกในกระถางก็นำดินลงกระถางได้เลยโดยรองก้นกระถางด้วยแกลบหรือกาบมะพร้าวเสียก่อน ตามด้วยการผสมปุ๋ยขี้ไก่กับดินที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ลงกระถางเลย หรือยกเป็นแปลงได้เลยสูงประมาณ 20-30 ซม.

 

การปลูกมะเขือม่วง ในกระถาง

 

     หลังจากเตรียมพื้นที่ปลูกแล้วก็นำกระบะเพาะกล้าที่มีกล้ามะเขือม่วง อายุประมาณ 35-40 วันลงปลูกในกระถางได้แล้วรดน้ำให้ชุ่มทันที อาทิตย์แรกควรวางกระถางมะเขือม่วงในที่ร่มแดดอ่อนๆ ก่อน จากนั้นเมื่อต้นแข็งแรงแล้วนำไว้กลางแดดได้ ส่วนการยกร่องทำแปลงปลูกนั้น ควรเตรียมระบบน้ำ คลุมแปลงปลูกให้ดี ก่อนคลุมแปลงต้องวางเทปน้ำหยดให้อยู่กึ่งกลางแปลงทียกไว้ (กรณีใช้ระบบน้ำหยด) นำผ้าคลุมแปลงมาคลุมให้รูที่จะปลูกอยู่กึ่งกลางแปลงพอดีโดยเอาด้านสีดำไว้ด้านล่าง สีเงินไว้ด้านบน แล้วกลบดินข้างแปลงทั้งสองข้างให้หมด เพื่อกันนำ้และปุ๋ยใหลออก เมื่อคลุมแปลงทั้งหมดแล้วก็ปล่อยน้ำเข้าให้ชุ่มประมาณ 2 วัน แล้วทำการนำกล้ามาปลูก และควรเป็นช่วงเย็นหรือช่วงแดดอ่อนๆ ปลูกเสร็จควรให้น้ำทันที เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1.5-2.0 ฟุต

 

การปลูกมะเขือม่วง ในกระถาง

 

     การดูแลรักษา การปลูกมะเขือม่วงยาว ควรใส่ปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยคอก อัตรา 50 กรัม โดยผสมคลุกเคล้ากับดินใช้รองก้นหลุม หรือก้นกระถาง ส่วนการให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะเขือม่วงเติบโตได้ดี ควรให้น้ำสม่ำเสมอไม่เปียกหรือแฉะเกินไป สำหรับการเก็บเกี่ยว ตามมาตรฐาน มะเขือม่วงก้านเขียวอายุเก็บเกี่ยว 50-60 วัน มะเขือม่วงก้านดำ 40-50 วัน (นับจากวันหลังย้ายปลูกลงดิน)

ปลูกผักในขวดพลาสติก
 

     ผัก ถือเป็นอาหารที่ทุกบ้านต้องมี แม้ทางราชการและหน่วยงานต่างๆ จะรณรงค์ให้ทุกคนกินผักเท่ากับ 1 กำมือในทุกมื้ออาหาร หรือใน 1 วัน แต่นั่นไม่สำคัญที่คนเราทุกคนต้องทานผัก และประชากรส่วนใหญ่ที่แม้จะเร่งรีบกับการกินอาหารแต่ในมื้อเหล่านั้นจะต้องมีผัก อยู่ในบางมื้ออาหาร หรือทุกมื้ออาหารอย่างแน่นอน

     จึงเป็นไปได้ว่า ผัก ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักในทุกประเทศจะต้องมี ผู้ขายผัก น่าจะร่ำรวยไม่แพ้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว แต่ในความเป็นจริง อาจจะไม่เสมอไป เพราะความจริงแล้ว ผักแพงกว่าข้าว และข้าวก็ไม่ใช่ผัก แต่ลงทุนสูงกว่าผักมากนักซ้ำราคายังถูก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ในเมื่อทุกคนเห็นว่าผักแพง จึงเลิกกินผักก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดรายจ่ายด้านนี้คือ ปลูกผักกินเอง

 

EM มีดี อย่างไร ประโยชน์ของ EM Effective Microorganisms

 

     แล้วไม่มีพื้นที่ปลูกจะทำอย่างไร เราแนะนำ ปลูกผักในกระถาง หากระถางไม่ได้ เปลืองเงินซื้อ ปลูกผักในขวดพลาสติก ซะเลย

 

เพาะเม็ดมะกรูดลงในกระถาง

 

 

 

ปลูกผักในขวด ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

     เพราะมันทำได้จริง มีคนทำจริงๆ คำอธิบายร้อยถ้อยคำหรือจะสู้ ดูในภาพแค่ภาพเดียว ปลูกผักในขวดพลาสติก ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการนำวัสดุที่เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ มีบางกลุ่มทำกันเป็นธุรกิจเลยก็มี ให้ผลผลิตพอๆ กับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระถาง แปลงปลูกรีไซเคิลอื่นๆ ที่ได้จากวัสดุธรรมชาติต่างๆ

 

ผักในขวด ช่วยลดมลพิษ

 

     ปัญหาอย่างหนึ่งที่นักกินผักเพื่อสุขภาพกังวลคือ จะปลอดภัยแค่ไหน และระยเวลาที่ขวดพลาสติกเหล่านี้ จะปล่อยมลพิษออกมาในดินและกลัวว่า ผักจะดูดสารพิษพวกนี้เข้าไป ทำให้ไม่ได้ผักปลอดสารพิษอย่างจริงๆ จังๆ

 

ผักในขวด ช่วยลดมลพิษ

 

     ผมว่าปัญหาเหล่านั้น แก้ได้ไม่ยาก หากเรายังมีความหวาดระแวงแก่ผักที่เราปลูก ด้วยการกลัวว่าดินจะมีสารปนเปื้อนเคมีจากขวด แล้วหันไปซื้อผักอินทรีย์ ตามตลาด ที่เราก็ไม่ได้แน่ใจว่าเค้าฉีดยาฆ่าแมลงหรือเปล่า แต่แค่กังวลเพราะเห็นและรู้สึก ส่วนที่ไม่เห็นและไม่รู้สึกก็เลยเฉยๆ นั่นก็เท่ากับว่า คุณไม่ได้ใส่ใจในสุขภาพมากนัก

     ปัญหาขวดพลาสติกย่อยสลายและคายสารพิษลงไปยังน้ำ ดินและสิ่งแวดล้อมนั้น อาจไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้ แต่เป็นไปได้พอๆ กับการนำขวดมาใส่น้ำดื่มแช่เย็นนั่นแหละ เพียงแต่เราอาจจะกลัวกับการนำไปปลูกผักแต่เราไม่กลัวที่จะนำขวดมาใส่น้ำดื่มกิน ซึ่งระยะเวลาที่น้ำและดินจะได้รับสารพิษ ก็น่าจะพอๆ กัน แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนดิน หรือเมื่อเห็นว่า ขวดพลาสติกนั้น เก่าและเกินแกงแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนได้ ไม่ต้องไปกังวลกับผัก เพราะสิ่งแวดล้อมทั่วไป ก็มีพิษพอๆ กับการกินผักที่ดูดเอาพิษจากพลาสติก แต่นั่นก็แค่ปริมาณน้อยนิดและร่างกายสามารถขจัดออกไปได้

     จริงๆ คุณน่าจะกลัวกับมลพิษและสิ่งแวดล้อมในอากาศมากกว่าจะมากลัวว่าผักจะดูดสารพิษเข้าไปเพราะทำให้คุณไม่อยากกินผัก ดูเพิ่มเติมที่ ผักกับมลพิษในอากาศ เชื่อเถอะว่า ผักที่ปลูกเอง ปลอดภัยเท่ากับที่คุณจะเอาใจใส่ในกระบวนการผลิตของคุณเอง นั่นเป็นคำตอบ

ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ แม้ในพื้นที่จังหวัดอื่นอย่างที่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ แต่ปลูกน้อยกว่า

     นางเทียน มังคะรินทร์ เกษตรกรวัย 65 ปี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ปลูกข่าอ่อนเป็นอาชีพเสริมที่บ้านห้วยขะยูง โดยนางเทียน บอกว่า ยึดอาชีพปลูกข่าพันธุ์พื้นเมืองขายสืบทอดมาจากรุ่นพ่อแม่ โดยแต่ละครอบครัวจะปลูกข่าไม่ น้อยกว่าครอบครัวละ 1 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตออกขายสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวไม่ต่ำกว่ารายละ 1 หมื่นบาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยต่อวันอย่างต่ำครอบครัวละ 200-500 บาท ทำให้ชาวบ้านห้วยขะยูงไม่เดือดร้อนและไม่มีหนี้สินเหมือนกับที่อื่น

 

การปลูกข่าแบบพอเพียง

 

     ที่สำคัญนางเทียนบอกว่า อาชีพการปลูกข่าอ่อนขาย เป็นอาชีพที่ดีเพราะการปลูกข่าไม่ต้องดูแลมาก ไม่มีโรครบกวนเหมือนพืชชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยด้วย รดน้ำเพียงเดือนละ 2 ครั้ง และใส่ปุ๋ยธรรมชาติมูลสัตว์ เจริญเติบโตได้ดี หลังจากปลูกลงดินประมาณ 6 เดือนสามารถเก็บผลผลิตขายได้ โดยขุดข่าอ่อนนำมาลอกเอาลำต้นที่แก่ออกจะเหลือลำต้นข่าข้างใน ซึ่งลำอ่อนหัวข่าอ่อนนำมามัด ขายส่งมัดละ 6 บาท โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้าน ส่วนข่าอ่อนคนอีสานนิยมรับประทานนำไปต้มจิ้มน้ำพริก แกงข่าอ่อน ถือเป็นพืชสมุนไพรปลอดสารพิษรับประทานแล้วมีผลดีต่อร่างกายอีกด้วย

ประโยชน์ของข่า

     ข่านั้นมีมูลค่าในเชิงการค้าซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงจากการปลูกข่าซึ่งข่านั้นขายได้ทั้งข่าอ่อนและข่าแก่ หากท่านผู้เขียนมีตลาดข่าอ่อนรองรับก็แนะนำให้เตรียมการปลูกเพื่อผลิตขิงอ่อนเพราะราคาดีและขายง่ายกว่าข่าแก่มาก และประโยชน์ทางอ้อมสำหรับการปลูกข่านั้นก็เป็นระบบการป้องกันแมลงได้อีกรูปแบบหนึ่งเพราะหากปลูกแซมหรือปลูกข่าดักทิศทางแมลงไว้แมลงก็จะช่วยลดการเข้าทำลายพืชผลอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกันเพราะแมลงไม่ถูกโรคกับพืชที่มีกลิ่นฉุน

 

การปลูกข่าแบบพอเพียง

 

 

 

ประโยชน์ทางยาของข่า

     เหง้าแก่ รสเผ็ดปร่า และรสร้อน สรรพคุณขับลมให้กระจาย แก้ฟกบวม แก้พิษไข้ ซับโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้ รักษาโรคกลากเกลื้อน ประโยชน์ทางอาหาร การปรุงอาหาร คนไทยทั่วประเทศ รู้จักข่ากันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเหง้าแก่ เหง้าอ่อน และดอกข่า ถือได้ว่าเป็นผัก เหง้าแก่ใช้เป็นเครื่องปรุงรส แต่งกลิ่น และเป็นเครื่องปรุงสำคัญของต้มยำทุกชนิด และแกงบางชนิด ส่วนเหง้าอ่อน ต้นอ่อน และดอกอ่อน นำมารับประทานสดๆ หรือลวกให้สุก ใช้เป็นเครื่องจิ้มกับน้ำพริก เหง้าอ่อนสด ยังสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้อีกด้วย เช่น ต้มข่าไก่ ตำเมี่ยงข่าไก่ หรือตำเมี่ยงข่า

     ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เหง้า อ่อนมีรสเผ็ด มีสรรพคุณเป็นยา ขับลมในลำไส้ แก้ปวดมวนไซ้ท้อง ดอกอ่อนก็มี รสเผ็ดกฃเช่นเดียวกัน เหง้าอ่อน 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 20 กิโลแคลอรี่ มีเส้นใย 1.1 กรัม แคลเซียม 5 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม เหล็ก 0.1 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.13 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.15 กรัม และวิตามินซี 23 มิลลิกรัม

     จะเห็นได้ชัดเจนว่า ข่า มีประโยชน์มากมาย แถมยังทำรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แถมยังสามารถปลูกติดบ้านไว้ทุกครัวเรือน เพราะข่าเป็นพืชที่ปลูกง่ายไม่ต้องมีการดูแลมาก

 
 
 

ชื่อวิทยาศาสตร์  Houttuynia  cordata  Thunb.

วงศ์   SAURURACEAE

ภาคเหนือ ผักก้านตอง ผักคาวตอง  ภาคกลาง ผักคาวทอง พลูแก พลูคาว ภาคอีสาน  -  ภาคใต้ -

ผักคาวตองเป็นพืชล้มลุก เลื้อยอยู่ตามผิวดิน มีกลิ่นคาวโดยเฉพาะใบและยอดอ่อน ลำต้นมีข้อปล้องชัดเจน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียว ท้องใบสีน้ำตาลแดง ดอกเป็นช่อออกที่ปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก สีเหลือง มีใบประดับสีขาว 4 ใบ  ผลเป็นฝักทรงกระบอก มีเมล็ดจำนวนมาก

สภาพนิเวศ : ชอบขึ้นบริเวณที่มีความชุ่มชื้น มีอินทรีย์วัตถุสูง แสงแดดรำไร

การขยายพันธุ์ : ปักชำ

สถานภาพในชุมชนปางมะโอ
การใช้ประโยชน์ : ยอดอ่อนและใบอ่อนกินเป็นผักสดกับลาบ และน้ำพริก หรือเป็นส่วนประกอบของแกงบอนและแกงข้าวคั่ว นอกจากนี้ยังกินสด เป็นยาสมุนไพรแก้โรคเบาหวานและโรคภูมิแพ้
แหล่งที่พบ : พบปลูกตามสวนครัวทั่วไป และขึ้นเองตามธรรมชาติบริเวณลำห้วย

เกร็ดน่ารู้ : ผักคาวตองเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย พอกแก้ฝี และขับปัสสาวะ เป็นต้น

ปัจจุบันถั่วงอกเป็นผักเศรษฐกิจที่น่าสนใจและเป็นที่นิยม นำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งรับประทานสดและผัดรวมเป็นอาหาร เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะมีโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ เป็นผักชนิดเดียวที่ใช้เวลาเพาะเพียง 2 - 3 วัน ก็สามารถนำมาบริโภคและสร้างให้เกิดเป็นรายได้

 

วัสดุ/อุปกรณ์

๑. ถังน้ำพลาสติกขนาดกลางพร้อมฝาปิด (ถังดำ)    1 ใบ       

๒. กะละมังขนาดกลาง                                  1 ใบ

๓. ปั้มน้ำตู้ปลาขนาดเล็ก                                1 เครื่อง

๔. หัวสปริงเกอร์                                         1 ตัว

๕. ข้อต่อพีวีซี

- ข้อต่องอ  90 องศา ขนาด  6 หุน   1 อัน

- ข้อต่อตรง ขนาด 6 หุน                      2 อัน

- ข้อต่อเข้าก๊อกสปริงเกอร์           1 อัน

๖. สายยางใสกลมเล็ก 6 หุน ขนาดยาว          1 เมตร  1 เส้น

๗. ตะกร้าพลาสติกขนาดเล็ก                        1 ใบ

๘. เก้าอี้พลาสติกขนาดเล็ก                  1 อัน

๙. ตาข่ายสีฟ้า 1 x 1 เมตร                  1 ผืน

10. ถั่วเขียว                                       1 กิโลกรัม

 

ขั้นตอนการเพาะถั่วเขียว

๑. เตรียมตาข่ายฟ้าด้วยการเย็บเป็นถุงขนาด 30  X 30 ซม. เพื่อบรรจุเมล็ดถั่วเขียว

๒. นำถั่วเขียวแช่น้ำ  6 - 12 ชม.

๓. เอาน้ำใส่กะละมังขนาดกลาง  ประมาณครึ่งกะละมัง

๔. นำเก้าอี้พลาสติกขนาดเล็กวางตรงกลางของกะละมัง 

๕. เจาะรูบริเวณก้นถังดำเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ ประมาณ 6 - 10 รู วางถังดำบนเก้าอี้พลาสติก

๖. วางตะกร้าในลักษณะคว่ำบนในถังดำ

๗. นำเมล็ดถั่วเขียวใส่ตาข่ายเขียววางลงบนตะกร้าในถังพลาสติก

๘. ติดตั้งหัวสปริงเกอร์ด้านในของฝา และวางตัวปั๊มน้ำไว้ใต้เก้าอี้พลาสติก ตัวปั๊มจะสูบน้ำจากกะละมังผ่านสายยางมาที่ฝาถัง ซึ่งติดหัวสปริงเกอร์เพื่อรดน้ำ  

๙. ทุก ๆ 12 ชั่วโมง เปลี่ยนน้ำ 1 ครั้ง

๑๐. ใช้เวลา 3 วัน เมล็ดถั่วจะงอกรับประทานได้

 

 
 

การเพาะเห็ดนางฟ้า

       เห็ดนางฟ้าเป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย เพราะราคาไม่แพงมากนัก รสชาติดี สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายประเภท และวิธีการดูแลรักษาไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ตลาดมีความต้องการสูง

วัสดุ/อุปกรณ์

สูตรที่ ๑   

1. ฟาง                  ๑๐๐    กิโลกรัม

2. ปูนขาว                  ๑    กิโลกรัม

3. น้ำหมักชีวภาพ        ๔๐    ซีซี

4. แอมโมเนียซัลเฟต     ๒     กิโลกรัม

5. เชื้อเห็ดนางฟ้า        10    ขวด

สูตรที่ ๒       

1. ฟาง                              ๑๐๐ กิโลกรัม

2. ปูนขาว                           ๐.๕  กิโลกรัม

3. น้ำหมักชีวภาพ                    ๔๐  ซีซี

4. แอมโมเนียซัลเฟต                  ๒  กิโลกรัม

5. เชื้อเห็ดนางฟ้า                     10 ขวด

6. แผ่นพลาสติก ขนาดพอคลุมกองฟาง  (ตามปริมาณฟาง)

7. พิมพ์/บล็อก อัดฟาง                 1      อัน

8. ถุงใส่ก้อนเห็ด ขนาด 6.5 x 11 นิ้ว 300 ใบ

 

ขั้นตอนและวิธีการทำ

1. วางฟาง ๑๐๐ กิโลกรัม กับพื้นดิน เกลี่ยฟางให้กระจายเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๓ เมตร

2. รดน้ำให้ชุ่มจนทั่วกองฟาง เพื่อทำให้ฟางมีความชื้นพอหมาดและนิ่ม เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

3. นำปูนขาว ๑ กิโลกรัม หรือ ๐.๕ กิโลกรัม (แล้วแต่จะใช้สูตรที่ ๑ หรือ ๒) และแอมโมเนียซัลเฟต ๒ กิโลกรัม มาโรยให้ทั่วกองฟาง

4. นำน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเปล่า ในอัตราส่วนน้ำหมักชีวภาพ ๔๐ ซีซี (ประมาณ ๔ ช้อนแกง)    ต่อน้ำเปล่า ๔๐ ลิตร รดให้ทั่วกองฟาง ทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ นาที เพื่อรอให้แอมโมเนียซัลเฟต    ซึมเข้ากับฟาง

5. นำฟางที่เตรียมไว้มาอัดใส่พิมพ์ให้แน่น แล้วยกออกจากพิมพ์ และคลุมด้วยแผ่นพลาสติกเพื่อรักษาความชื้น เพื่อทำให้จุลินทรีย์สามารถทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น

6. การพลิกกองฟางจะต้องทำทุกๆ ๓-๔ วัน เพื่อให้การหมักสมบูรณ์และทั่วถึงกัน ใช้เวลาประมาณ ๑๒ - ๑๕ วัน

7. นำฟางที่หมักมาใส่ถุง (ถุงใส่ก้อนเห็ดโดยเฉพาะ) ใส่ฟางหมักให้แน่นจะทำให้ผลผลิตมีปริมาณมาก หากถุงหลวมผลผลิตจะน้องลง ฟางทั้งหมดจะได้ถุงเห็ด  280 - 300 ถุง

8. นำถุงเห็ดที่ได้ไปนึ่งฆ่าเชื้อ โดยใช้ถังแดงขนาด ๒๐๐ ลิตร ตัดฝาด้านบนออก เติมน้ำให้ได้ระดับ ประมาณ 8 – 10 ซม.จากก้นถัง วางตะแกรงไม้ในตัวถังและบุขอบด้วยผ้าชุบน้ำเพื่อกันความร้อนทำลายถุงพลาสติกส่วนที่จะสัมผัสโดยตรงกับตัวถัง ใช้เวลาในการนึ่งนาน ๒ - ๒.๕ ชั่วโมง โดยเริ่มนับเวลาตั้งแต่น้ำเดือดมีไอน้ำขึ้น เมื่อนึ่งเสร็จแล้ว นำถุงเห็ดมาพักในห้องต่อเชื้อ ทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ ๔ - ๖ ชั่วโมง

9. พอถุงเห็ดเย็นแล้ว นำเชื้อเห็ดมาเขี่ยใส่ถุง โดยผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อดังนี้

1. การล้างมือด้วยแอลกอฮอลล์

2. นำเข็มเขี่ยเชื้อเผาไฟเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจเกิดการปนเปื้อนได้

3. เขี่ยเชื้อใส่ถุงเห็ด 3 - 5 เม็ด / ถุง

10. นำกระดาษมาปิดแล้วมัดด้วยยางให้แน่น นำไปพักเชื้อในโรงเรือน ประมาณ ๓ วันจะสังเกตเห็นว่าเชื้อมีการเจริญเป็นเส้นใยสีขาว นำถุงเห็ดที่ได้ไปเรียง หรือวางเป็นชั้นๆตามที่เตรียมไว้ในโรงเรือน แล้วเปิดกระดาษและสำลีออก แล้วรดน้ำพอชุ่มให้ทั่ว ไม่ควรรดน้ำจนแฉะ เพราะจะทำให้ถุงเชื้อเน่า เก็บผลผลิตได้น้อยลง หรือเชื้อเห็ดจะอายุสั้น ควรรดน้ำในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง อย่างน้อย ๓ เวลา (เช้า เที่ยง เย็น) โดยใช้หัวสเปรย์ฉีดน้ำต่อกับสายยางเพื่อรดน้ำ ประมาณ   28 วัน เชื้อจะเจริญจนเต็มถุงและเริ่มออกดอกให้เก็บได้ สามารถเก็บผลผลิตไปได้เรื่อยๆ นานประมาณ ๒ เดือนหรือมากกว่านั้น

ข้อควรระวัง     

1. การรดน้ำไม่ควรรดน้ำมากเกินไปเพราะจะทำให้ถุงเชื้อเห็ดมีอายุสั้นลง รดน้ำบริเวณพื้นโรงเรือนเพื่อเพิ่มความชื้น

2. ความชื้นภายในโรงเรือนจะต้องมีความชื้นประมาณ ๗๕ - ๘๐ เปอร์เซ็นต์ รักษาความชื้นในโรงเรือนด้วยการติดแผ่นพลาสติกในฝาผนัง

3. ควรให้มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเทในโรงเรือนบ้างเล็กน้อย

การจัดระบบการปลูกพืช

การจัดระบบการปลูกพืชมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินและใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์มากที่สุดในขณะเดียวกันในพื้นที่ลาดชัน ระบบปลูกพืชถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน อย่างไรก็ตามระบบการปลูกพืชยังเป็นมาตราการอันหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ และจะต้องนำมาปฏิบัติในไร่นาของเกษตรกรเพื่อให้เกิดประสิทธิ ภาพในการใช้ประโยชน์ที่ดินพืชที่นิยมใช้ในระบบพืชร่วมกับพืชชนิดอื่นมากที่สุดคือพืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลถั่วเป็นพืชช่วยบำรุงดิน ให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มอินทรีย์วัตถุที่ได้จากใบและลำ ต้นแห้งที่ร่วงหล่นสู่ดิน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการคลุมดิน ลดจำนวนวัชพืช รักษาความ ชื้นในดินป้องกันดินและผิวดินไม่ให้ได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากน้ำฝนและแสงเดด พืชตระ กูลถั่วมีคุณสมบัติที่เด่นหลายประการ ปลูกง่าย โตเร็ว ลำต้นมีใบจำนวนมากเน่าเปื่อยสลายตัวเร็วที่สำคัญที่สุดปมของรากถั่วมีจุลินทรีย์ที่สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศเมื่อพืชตระ กูลถั่วสลายตัวจะปลดปล่อยไนโตรเจนที่สะสมไว้ลงสู่ดินทำให้ดินได้รับธาตุไนโตรเจนเพิ่มขึ้นและเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน เป็นประโยชน์กับพืชหลักชนิดอื่นที่ปลูกร่วมหรือปลูกตามหลัง พืชตระกูลถั่วนอกจากจะช่วยในการปรับปรุงดินและอนุรักษ์ดินและน้ำแล้วประโยชน์ที่สำคัญคือ ใช้เป็นพืชอาหารของมนุษย์ที่ให้โปรตีนสูง การใช้พืชตระกูลถั่วปลูกร่วมกับพืชหลักจะเป็นประโยชน์ทำให้ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้นและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร

การปลูกข้าวโพดเหลื่อมด้วยพืชตระกูลถั่ว

การปลูกพืชเหลื่อมหมายถึงการปลูกพืชต่อเนื่องคาบเกี่ยวกันโดยการปลูกพืชที่สองระหว่างแถวของพืชแรกในขณะที่พืชแรกให้ผลผลิตแล้วแต่ยังไม่แก่เต็มที่ส่วนใหญ่การปลูกพืชเหลื่อมนี้จะไม่มีการไถพรวนและเตรียมดินการปลูกพืชเหลื่อมเพื่อต้องการใช้เวลาความชื้น และปุ๋ยที่ตกค้างอยู่ในดินขณะที่พืชแรกรอการเก็บเกี่ยวให้เป็นประโยชน์กับพืชที่ปลูกตามมา กล่าวคือ ช่วยเป็นร่มเงาและรักษาความชื้นไม่ให้ระเหยไปจากดินได้เป็นอย่างดี การปลูกข้าวโพดเหลื่อมด้วยพืชตระกูลถั่วดำเนินการโดย ในปีแรกทำการปลูกข้าวโพดเป็นพืชแรกตอนต้นฤดูฝน หลังจากข้าวโพดเจริญเติบโตและติดฝักให้ผลผลิตแล้วแต่ฝักยังไม่แก่เต็มที่อายุประมาณ 80 วัน ทำการปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่สองเหลื่อมระหว่างแถวของข้าวโพดต่อเนื่องคาบเกี่ยวกันดังเช่น ถั่วแปะยี ถั่วนิ้วนางแดง ถั่วดำ ทำการปลูกโดยไม่มีการไถพรวนหรือเตรียมดิน หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดเสร็จแล้วตัดล้มต้นข้าวโพดลงใช้เป็นวัสดุคลุมดินบำรุงดินระหว่างแถวของพืชตระกูลถั่วหรือจะใช้วิธีตัดใบข้าวโพดลงคลุมแปลงเหลือฝักที่แก่แล้วแห้งคาต้นไว้ก็ได้แล้วค่อยเก็บเกี่ยวข้าวโพดทีหลัง เมื่อถั่วที่ปลูกเหลื่อมถึงอายุเก็บเกี่ยวทำการเก็บเกี่ยวถั่วโดยทิ้งเศษซากพืชทึ่คลุมดินยังสามารถช่วยควบคุมวัชพืชในแปลงให้ลดลงได้ ก่อนถึงฤดูฝนปีถัดไปทำการกำจัดวัชพืชที่เหลือที่ขึ้นอยู่บ้างในแปลง เมื่อถึงฤดูฝนทำการปลูกข้าวโพดแบบไม่ไถพรวนและไม่เผาโดยการกระทุ้งหลุมปลูกหรือเจาะหลุมปลูกบนเศษซากข้าวโพดและถั่วหลังจากนั้นเมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 8 วันทำการปลูกพืชตระกูลถั่วเหลื่อมเหมือนกับปีแรกต่อเนื่องกันไป

การปลูกข้าวโพดตามด้วยพืชตระกูลถั่ว

การปลูกพืชตาม หมายถึง การปลูกพืชสองชนิดต่อเนื่องกันในหนึ่งฤดูกาลปลูกพืช โดยการปลูกพืชที่สองตามหลังพืชแรก ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว มีการจัดลำดับการปลูกพืชและชนิดของพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ จะทำให้ได้ผลดีทั้งด้านการปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การปลูกข้าวโพดตามด้วยพืชตระกูลถั่วดำเนินการโดยในปีแรกทำการปลูกข้าว โพดเป็นพืชแรกตอนต้นฤดูฝน หลังจากข้าวโพดเจริญเติบโตและติดฝักให้ผลผลิตฝักแก่เต็มที่อายุประ มาณ 110 วัน จึงทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพด หลังจากนั้นทำการปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่สองตามระหว่างแถวของข้าวโพดต่อเนื่องกัน เช่น ถั่วนิ้วนางแดง ถั่วแดงหลวง ถั่วพุ่มดำ ถั่วเขียว ถั่วลิสง ทำการตัดต้นข้าวโพดลง ใช้เป็นวัสดุคลุมดินระหว่างแถวของพืชตระกูลถั่ว เมื่อถั่วที่ปลูกตามถึงอายุการเก็บเกี่ยว ทำการเก็บเกี่ยวถั่วโดยทิ้งเศษเหลือไว้ในพื้นที่ไม่เผาทำลายซากข้าวโพดและถั่วเพื่อเป็นวัสดุคลุมดินบำรุงดินและเศษซากพืชที่คลุมดินยังสามารถช่วยควบคุมวัชพืชในแปลงให้ลดลง ก่อนถึงฤดูฝนปีถัดไปทำการกำจัดวัชพืชที่ขึ้นอยู่บ้างในแปลง เมื่อถึงฤดูฝนทำการปลูกข้าวโพดแบบไม่ไถพรวนโดยการกระทุ้งหลุมปลูกหรือเจาะหลุมปลูกบนเศษซากข้าวโพดและถั่วหลังจากที่ข้าวโพดฝักแก่และเก็บเกี่ยวข้าว โพดทำการปลูกพืชตระกูลถั่วตาม เหมือนกับปีแรกต่อเนื่องกันไป

การปลูกข้าวโพดหมุนเวียนกับพืชตระกูลถั่ว

การปลูกพืชหมุนเวียนหมายถึงการปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่าหมุนเวียนกันกับพื้นที่เดียว กัน โดยมีการจัดลำดับพืชทีปลูกอย่างมีระบบ และพืชที่ปลูกนั้นที่จะต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จะต้องเลือกใช้ชนิดของพืชพันธุ์และการจัดเวลาปลูกให้ดีจีงจะได้ผลดีทั้งด้านผล ผลิต การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงบำรุงดิน โดยปกติแล้วในระบบการปลูกพืชหมุน เวียนจะต้องมีพืชตระกูลถั่วร่วมอยู่ด้วย การปลูกข้าวโพดหมุนเวียนกับพืชตระกูลถั่ว ดำเนินการโดยในปีแรกทำการปลูกข้าวโพด ในปีต่อไปทำการปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนในพื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดในปีก่อน และในปีถัดมาก็ทำการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ที่ปลูกพืชตระกูลถั่วสลับหมุนเวียนต่อเนื่องกันไปปีต่อปี หรือในพื้นที่แปลงเดียวกันจะแบ่งพื้นที่แปลงใหญ่ออกเป็นแปลงย่อยแล้วปลูกข้าวโพดและพืชตระ กูลถั่วหมุนเวียนต่อเนื่องกันไปในแต่ละแปลงย่อยก็ได้ ถ้าจะมีการหมุนเวียนพืชที่ใช้ระยะ3 ปี ก็สามารถทำได้โดยปีแรกทำการปลูกข้าวโพด ปีที่สองปลูกพืชชนิดอื่น เช่น พืชผัก ข้าวไร่ ปีที่ 3 ปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนต่อเนื่องกันไปในกรณีที่สามารถจัดระบบการปลูกข้าวโพดเหลื่อมด้วยพืชตระกูลถั่ว หรือตามด้วยพืชตระกูลถั่วได้ในหนึ่งฤดูกาลหรือภายใน 1 ปี ก็จะสามารถนำมาใช้ในระบบการปลูกพืชหมุนเวียนนี้ได้ด้วยพืชตระกูลถั่วที่จะนำมาปลูกหมุน เวียนควรจะมีความเหมาะสมกับพื้นที่และสามารถนำมาจัดระบบการปลูกหมุนเวียนกับข้าวโพดได้ในรูปแบบต่างๆ ที่ต้องการ

การปลูกข้าวโพดร่วมกับพืชตระกูลถั่วในรูปแบบอื่นๆ

การปลูกข้าวโพดในพื้นที่อาศัยน้ำฝนในบางพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนและการกระจายน้ำฝนที่ไม่เพียงพอที่จะสามารถปลูกพืชตระกูลถั่วเหลื่อมหรือตามในหนึ่งฤดูปลูกพืชได้แต่ก็จะสา มารถปลูกพืชตระกูลถั่วร่วมได้ ดังเช่น การปลูกข้าวโพดพร้อมกับพืชตระกูลถั่ว โดยปลูกไปพร้อมกันในต้นฤดูปลูกพืชตระกูลถั่วที่สามารถปลูกพร้อมกับข้าวโพดได้ ดังเช่น ถั่วพุ่มดำ ถั่วแปะยี ถั่วนิ้วนางแดง ถั่วเขียว แต่อาจจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วได้ เนื่องจากมีความ ชื้นไม่เพียงพอแต่จะใช้ประโยชน์จากเศษซากพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นการคลุมดินและเพื่อปรับ ปรุงบำรุงดินแก่พื้นที่ปลูกข้าวโพดที่จะปลูกในฤดูกาลถัดไป

เอกสารอ้างอิง :
คู่มือการปลูกข้าวโพดโดยไม่ไถพรวนและเหลื่อมด้วยพืชตระกูลถั่ว.ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)

ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6 ปลูกง่าย ผลผลิตสูง

          แม้ประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรกรรมมาก แต่มีพืชหลายชนิดที่ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ  จำเป็น
ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค

          ถั่วเหลืองเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ   สินค้าที่เกี่ยวข้องกับถั่วเหลืองมีหลายประเภท    สามารถแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรมได้ 
3 ประเภท คือ อุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลือง  อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป  อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป      ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมต้องใช้
ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตจำนวนมาก แม้ประเทศไทยจะสามารถผลิตถั่วเหลืองได้เอง   แต่ยังต้องมีการนำเข้าจำนวนมากอย่างต่อเนื่องทุกปี
ด้วยมูลค่ามหาศาล ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  เปิดเผยว่าในปี 2557 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง 189,225 ไร่     ได้ผลผลิต 
51,740 ตัน แต่ด้วยความต้องการบริโภคถั่วเหลืองที่มีการขยายตัวอยู่เสมอ      ทำให้ต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศปริมาณกว่า 1.9 ล้านตัน
มูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท

          พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองกว่า 75% ของประเทศไทย อยู่ในภาคเหนือ  รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง  โดยจังหวัดที่มีพื้นที่
ปลูกมากที่สุด คือ แม่ฮ่องสอน เชียงราย และขอนแก่น  แต่พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง     เพราะเกษตรกร
เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีผลตอบแทนสูงกว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากถั่วเหลืองขยายตัวตลอดเวลา   ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ว่า
จะต้องมีการนำเข้าถั่วเหลืองในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี อุปสงค์และอุปทานที่สวนทางกันเช่นนี้ เราจะทำอย่างไรให้อยู่ในจุดที่ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด

ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6

          กรมวิชาการเกษตร   ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีประสิทธิภาพ   เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในสภาพพื้นที่ต่าง ๆ    ถั่วเหลืองพันธุ์
เชียงใหม่ 6 ได้รับการยอมรับว่าเป็นถั่วเหลืองที่มีปริมาณผลผลิตสูง  มีความสามารถในการปรับตัวแม้ในพื้นที่ที่ไม่อุดมสมบูรณ์

          คุณรัชนี โสภา  นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร    กล่าวว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชมี
ความสำคัญ  เนื่องจากมีความต้องการใช้สูงแต่ผลผลิตที่ได้มีไม่เพียงพอ  ประเทศไทยสามารถผลิตได้ประมาณ 2%   จากความต้องการใช้ภายใน
ประเทศ   ทำให้ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ สาเหตุหลักที่ทำให้ได้ผลผลิตน้อย    มาจากพื้นที่การเพาะปลูกถั่วเหลืองของประเทศไทยน้อยลง
เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า

          ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6  มีการพัฒนาพันธุ์เพื่อให้ได้ถั่วเหลืองที่มีผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก  คือ สจ5   และพันธุ์เชียงใหม่ 
60 นอกจากให้ผลผลิตที่สูงกว่าแล้ว    ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6 ยังมีความต้านทานต่อโรคราสนิม ราน้ำค้าง  และสามารถปรับตัวได้ดีในทุกสภาพ
พื้นที่ แม้จะเป็นพื้นที่ดอนที่ไม่ค่อยมีความอุดมสมบูรณ์ก็ตาม

          ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6  เป็นพันธุ์ผสมจาก พันธุ์ KUSL20004  เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทางโรคใบจุดนูน และพันธุ์เชียงใหม่ 5 (หรือ
ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่ฉายรังสี) ซึ่งต้านทานต่อโรคราสนิมและโรคราน้ำค้าง ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6 มีระยะการเก็บเกี่ยว ประมาณ 95 วัน
ได้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ สจ.5 และ พันธุ์เชียงใหม่ 60 ประมาณ 12% หรือประมาณ 360 กิโลกรัมต่อไร่   ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการรับรอง
พันธุ์ในปี 2552

          ถั่วเหลือง มีโรคพืชที่สำคัญคือ ราสนิม ราน้ำค้าง ใบจุดนูน แต่ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6 มีความต้านทานต่อโรคเหล่านี้แต่แมลงศัตรูที่ต้อง
ระวังคือ หนอนแมลงวันเจาะลำต้น       เป็นศัตรูพืชที่สำคัญเพราะเกษตรกรไม่สามารถทราบได้เลยว่าแมลงจะเข้าทำร้ายต้นถั่วเหลืองในระยะไหน
จึงควรพ่นสารเคมีป้องกันทุก 7 วัน  ตั้งแต่ต้นถั่วเหลืองเริ่มงอก เพราะถ้าปล่อยไว้ แล้วหนอนแมลงวันเจาะเข้าลำต้นจะกำจัดได้ยาก

          การปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6  สามารถปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่    แต่ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่ดินเหนียวจัด      จะส่งผลต่อปริมาณและ
คุณภาพผลผลิต   ถ้าปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ควรลดการให้น้ำลงจากปกติถั่วเหลืองพันธุ์นี้เป็นพันธุ์กึ่งทอดยอด  ถ้าอุดมสมบูรณ์มากต้นจะสูงและ
อาจหักล้ม

          สามารถปลูกได้ 2 ฤดู  คือ ฤดูแล้งและฤดูฝน เริ่มต้นโดยการเตรียมดิน  ไถ พรวน และทำร่องน้ำ    ไม่ควรปลูกเกิน 3 ต้นต่อหลุม   เมื่อต้น
ถั่วเหลืองอายุ 15-20 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 12:24:12 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่  แต่ถ้าดินอุดมสมบูรณ์ก็สามารถลดปริมาณการใส่ปุ๋ยด้วย

จากการใช้งานจริง

          คุณสะอาด  ดอนแก้ว  เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6 จังหวัดเชียงใหม่  เริ่มปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 5 เมื่อปี 2557
โดยปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์เชียงใหม่ 2 และเชียงใหม่ 60 พื้นที่ปลูกพันธุ์ละ 1 ไร่

          ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6  มีลักษณะลำต้นใหญ่ สูง แข็งแรง เม็ดใหญ่         จากการปลูกเปรียบเทียบ พบว่าผลผลิตที่ได้พันธุ์เชียงใหม่ 2 
ผลผลิตปริมาณน้อย แต่อายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 75 วัน พันธุ์เชียงใหม่ 6 และเชียงใหม่ 60 มีอายุเก็บเกี่ยวเท่ากัน คือ 95 วัน แต่พันธุ์เชียงใหม่ 6 ให้ปริมาณผลผลิตสูงกว่า และการดูแลรักษา พันธุ์เชียงใหม่ 6 ดูแลได้ง่ายกว่า รดน้ำน้อย ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก

          คุณรัชนี กล่าวว่าเกษตรกรบางรายยังไม่รู้จักกับถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 6  และบางรายยังไม่กล้าทดลองปลูก   อาจจะยังพอใจกับพันธุ์ที่
ตนเคยปลูก แต่หากต้องการพันธุ์ถั่วเหลืองที่ดูแลง่าย  ให้ผลผลิตมากขึ้น      สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ จังหวัด
เชียงใหม่ โทร. 053498536

          การจะทำให้ถั่วเหลืองเป็นผลิตผลที่มีศักยภาพ   และมีจำนวนเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ      เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการอย่างจริงจัง
เนื่องจากหากเราสามารถลดปริมาณการนำเข้าได้   เงินตราของประเทศไทยก็จะหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ     เกษตรกรได้รับประโยชน์กันอย่าง
เต็มที่ แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ   เกษตรกรไม่ควรปลูกพืชตามกระแส       เพราะถ้าหากเกษตรกรทุกรายปลูกพืชชนิดเดียวกันหมด    สินค้าก็
ล้นตลาด ราคาตกต่ำ เกษตรกรก็เปลี่ยนพืชปลูกอีก  วนเวียนไปไม่สิ้นสุด       ฉะนั้นมองที่ความเชี่ยวชาญ พื้นที่ของตนว่าเหมาะสำหรับพืชชนิดใด
แล้วจึงให้เวลาพัฒนากับพืชนั้น ๆ ให้มีศักยภาพสูงสุด ...ประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี...

 

 วิธีปลูกองุ่นด้วยเมล็ด สามารถปลูกได้เองในสวนหลังบ้าน ปลูกทานลูกก็ได้ ปลูกเป็นไม้ประดับเพิ่มความสวยงามก็ดี

        องุ่น เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ รสชาติเปรี้ยวอมหวานถูกปาก นิยมทานสดหรือนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง นอกจากนั้นแล้วใบและเครือของต้นองุ่นยังสวยงาม สามารปลูกเป็นซุ้มประดับหรือไม้ประดับสวนในบ้านได้ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมีวิธีการปลุกองุ่นด้วยเมล็ดมาฝาก สามารถปลูกเองได้ที่บ้านได้

อุปกรณ์

        - เมล็ดองุ่น (สายพันธุ์ที่ชอบ)
        - ถุงสูญญากาศ
        - ดินร่วนปนทราย
        - ปุ๋ยหมัก
        - กระถางสำหรับเพาะต้นอ่อน
        - กระถางใหญ่สำหรับปลูก
        - ไม้ไผ่หรือเสาไม้
        - เชือก

ขั้นตอนการปลูก

        1. ก่อนอื่นต้องเลือกสายพันธุ์ที่ต้องการจะปลูกก่อน แต่ก่อนจะนำมาปลูกควรดูปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น สภาพอากาศของพื้นที่ที่จะปลูก ส่วนเมล็ดองุ่นสามารถคัดจากองุ่นที่ขายตามท้องตลาดได้เลย

        2. นำเมล็ดองุ่นไปแช่น้ำ ถ้าจมน้ำแสดงว่าสามารถนำไปปลูกได้ จากนั้นนำเมล็ดองุ่นที่ได้ไปทำความสะอาด แล้วแช่น้ำกลั่นทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง

        3. นำทิชชู่ชุบน้ำ มอส หรือทรายใส่รองก้นถุงสูญญากาศ แล้ววางเมล็ดองุ่นลงไป คลุมเมล็ดด้วยทิชชู่ชุบน้ำ ทราย หรือมอสทับด้านบนอีกชั้น จากนั้นนำไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 2–3 เดือน  

        4. เมื่อครบเวลาตามที่กำหนด นำเมล็ดองุ่นมาปลูกในกระถาง โดยวางให้ห่างกันอย่างน้อย 3.8 เซนติเมตร แล้ววางกระถางในบ้านและรอจนกระทั่งต้นอ่อนงอกขึ้นมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 - 8 สัปดาห์ แต่ในระหว่างนี้ต้องคอยดูแล อย่าปล่อยให้ดินแห้งหรือชุ่มน้ำเกินไป หมั่นรดน้ำโดยการฉีดน้ำจากขวดสเปรย์แทนการเทน้ำรดดินโดยตรง

        5. เมื่อต้นอ่อนมีความสูง 8 เซนติเมตร ให้ย้ายลงปลูกกระถางใหญ่ วางไว้ในที่ร่มจนกระทั่งลำต้นมีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตรหรือมีครบ 5-6 ใบ

        6. ผสมดินร่วนปนทรายกับปุ๋ยหมักเพื่อนำไปทำแปลงปลูก แปลงควรอยู่ในพื้นที่ที่มีแดดส่อง เพราะต้นองุ่นต้องการแสงแดดวันละ 7-8 ชั่วโมงในการเจริญเติบโต  

        7. นำต้นองุ่นลงปลูกแปลงใหญ่ เว้นระยะห่างระหว่างต้น 2.5 เมตร นำเสาไม้เล็ก ๆ หรือไม้ไผ่ปักข้างต้นองุ่น ใช้เชือกผูกต้นองุ่นติดกับเสา ขึงเชือกจากปลายเสาไปยังค้างใหญ่ให้เครือองุ่นไต่ขึ้นร้าน

        8. เมือต้นแข็งแรง กิ่งมีสีน้ำตาล ใบแก่แล้ว ควรตัดกิ่งออกเพื่อให้กิ่งที่ออกมาใหม่ติดพวงดอก ก่อนการตัดกิ่งนั้นต้องงดให้น้ำอย่างน้อย 7 วันและคอยตรวจเช็กพร้อมกำจัดเหล่างแมลงด้วย