logo

มะละกอ ทนแล้ง 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carica papyya L. ชื่อวงศ์ : CARICACEAE ชื่อสามัญ : Papaya. ชื่อท้องถิ่น : มะก๊วยเต็ด ลอกอ บักหุ่ง มะละกอนี้สามารถเจริญเติบโตได้เีในทุกสภาพดิน โดยเฉพาะในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง พื้นที่มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.8 มะละกอจะเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตมาก ในมะละกอมีเอนไซมชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

พืชที่ต้องการน้ำน้อย พืชทนแล้ง

 

          งาดำ พืชทนแล้งได้ดี เพราะจัดเป็นพืชที่ต้องกรน้ำน้อยที่สามารถทนแล้งได้ดีมากทั้งยังมีต้นทุนผลิตต่ำ แต่ขายได้ราคาสูง เหามะกับการทำการเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างยิ่ง งายังมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญๆจำนวนมาก โดยเฉพาะแคลเซี่ยมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง และยังมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างการกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง

พืชที่ต้องการน้ำน้อย พืชทนแล้ง

 

         ฟักทอง ฟักเขียว แก้วมังกร ทนแล้งได้ดี พืชตระกูลนี้บางชนิดต้องการน้ำมากหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องให้ทุกวัน การปลูกแก้วมังกรหากปลูกในที่ร่มจะไม่ได้ผลผลิต ข้อสังเกตุคือ พืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น จะมีความต้องการน้ำในปริมาน้อยกว่าพืชชนิดอื่น

พืชที่ต้องการน้ำน้อย พืชทนแล้ง

 

        มะพร้าว มันสำปะหลัง ตะบองเพชร เป็นพืชต้องการน้ำน้อย และสามารถปลูกในที่ดินเค็มได้ดีไม่แพ้พื้นที่แห้งแล้ง เพราะเป็นพืชทนเค็มได้ดีอีกด้วย มีความอดทนสูง สามารถปลูกในดินทราย ซึ่งเป็นดินที่ทรายปนอยู่มาก จึงทำให้มีเนื้อดินหยาบ เม็ดดินใหญ่และไม่เกาะกัน น้ำและอากาศซึมผ่านง่าย ไม่อุ้มน้ำ จึงมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำให้มีการจับยึดธาตุอาหารเพื่อบำรุงพืชได้น้อย ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการปลูกพืชทั่วไป

พืชที่ต้องการน้ำน้อย พืชทนแล้ง

 

พืชไร่ทุกชนิด ทนแล้งได้ดี พืชที่สามารถปลูกในที่ดอนได้และอายุสั้น แน่นอนต้องเป็นพืชไร่ เพราะพืชชนิดนี้ต้องการน้ำน้อย มีอายุการปลูกและการเก็บเกี่ยวไม่นาน เมื่อให้ผลผลิตแล้วลำต้นก็จะตาย เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ทนแล้งได้ดี

การรับประทานกลอย

         กลอยนึ่ง โดยนำกลอยสดมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปนึ่งให้สุก คนสมัยก่อนใช้กินแทนข้าว

         กลอยตากแห้ง นำกลอยสดไปตากแดดให้แห้งจะเก็บไว้นาน

         แป้งกลอย  นำกลอยตากแห้งไปเข้าเครื่องบด จะได้แป้งกลอย เก็บไว้ได้นานประมาณ 1 ปี

       

        กลอยสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น กลอยนึ่งคลุกน้ำตาลกับมะพร้าว หรือนึ่งปนกับข้าวเหนียวมูน ทำเป็นข้าวเหนียวกลอยหน้าสังขยาหรือโรยน้ำตาลปนงา หรือจะหั่นกลอยเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปชุบแป้งทอดรับประทานแบบกล้วยแขก หรือจะทำเป็นกลอยบด กลอยแผ่น ข้าวเกรียบกลอย และบัวลอยกลอยก็ได้

มันสำปะหลัง-ต้นแป้ง

          มันสำปะหลังนับว่าเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญอันดับสามของประเทศในเขตร้อน รองมาจากข้าว  และข้าวโพด  จัดเป็นพืชหัวชนิดหนึ่ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Manihot esculenta Crantz  ชื่อสามัญหลายชื่อตามภาษาต่างๆ เช่น Cassava, Yuca, Mandioa, Manioc และ Tapioca 
เป็นต้น ในอดีตมันสำปะหลังเพาะปลูกอยู่ในแถบอเมริกาใต้  โดยมีหลักฐานแสดงว่ามีการปลูกในโคลัมเบียและเวเนซูเอลา มานานกว่า 3,000 –
7,000 ปีมาแล้ว   สันนิษฐานว่าแหล่งกำเนิดมันสำปะหลังมี 4 แหล่ง  คือ แถบประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก   ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป
อเมริกาใต้ ทางทิศตะวันออกของประเทศโบลิเวียและทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอาร์เจนตินา และทางทิศตะวันออกของประเทศบราซิล
ซึ่งอยู่ในแถบอเมริกาใต้ตามที่กล่าวมา  ก่อนที่ชาวโปรตุเกสจะนำเข้าสู่ทวีปแอฟริกา และปลูกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

          สำหรับทวีปเอเชีย มีการนำมันสำปะหลังมาปลูกครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ในราว ค.ศ. 17  โดยชาวสเปนได้นำมาจากเม็กซิโกและในเวลา
ต่อมาก็มีการปลูกที่ อินโดนีเซีย และเมื่อ พ.ศ. 2337  ได้มีการนำมันสำปะหลังจากแอฟริกามาปลูกที่อินเดียเพื่อใช้ในการทดลอง ส่วนของ
ประเทศไทยไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีการนำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกเมื่อใด คาดว่าคงเข้ามาในระยะเดียวกันกับการเข้าสู่ศรีลังกาและฟิลิปปินส์
คือประมาณ พ.ศ. 2329 – 2383 มันสำปะหลังเดิมเรียกกันว่ามันสำโรง มันไม้   ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่ามันต้นเตี้ย  ทางภาคใต้เรียกว่า
มันเทศ

มันสำปะหลัง-ต้นเอนกประสงค์

          ปัจจุบันมันสำปะหลังได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย ทั้งเป็นอาหารของมนุษย์และอาหารสัตว์  ตลอดจนในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งใช้
มันสำปะหลังในรูปแป้งเป็นวัตถุดิบ รวมถึงใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นแหล่งวัตถุดิบแป้งที่มีราคาถูกกว่าพืช
ผลิตแป้งชนิดอื่นๆ  ไม่มีสี  ไม่มีกลิ่น ไม่ทำให้เกิดภูมิแพ้ จึงมีการนำแป้งมันสำปะหลังไปแปรรูปเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยา  อาหาร  เครื่องสำอาง
และเคมีภัณฑ์ ตามที่กล่าวมา และยังคงเป็นแหล่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญของประชาชนในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้อีกด้วย

 

  

 

 

          มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย  โดยมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศกว่า 8.5 ล้านไร่  ครอบคลุม 45 จังหวัด มีเกษตรกรผู้ปลูก
ถึง 5 แสนกว่าครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวน เกษตรกรทั้งประเทศ 5.7 ล้านครัวเรือน (ปี 2556)  ซึ่งสามารถผลิตหัวมันสดได้ประมาณ
ปีละ 29 - 30 ล้านตัน    แต่มีความต้องการใช้มันสำปะหลัง (หัวมันสด)   ในประเทศเพียงปีละไม่เกิน 10 ล้านตันเท่านั้น    มันสำปะหลังส่วนเกินอีก
ประมาณ 19-20 ล้านตันต่อปี สามารถส่งออกและนำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก  โดยไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลายรูปแบบ เช่น
มันเส้น มันอัดเม็ด   แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งแปรรูป เป็นต้น ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่
ที่สุดของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 65 สำหรับตลาด ASEAN  ไทยก็ยังสามารถครองอันดับ 1 ในการส่งออกมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี
เช่นกัน

          อย่างไรก็ตามในภาพรวมระดับโลก  ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในโลก แต่เป็นประเทศที่ใช้มันสำปะหลังที่ปลูก
น้อยมาก ทำให้เหลือส่งออกในรูปของมันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมัน เป็นจำนวนมาก โดยมันสำปะหลังที่ส่งออกในรูปแบบดังกล่าวจะเป็น
มันสำปะหลังที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปริมาณการผลิตมันสำปะหลังของโลกประมาณ 250 ล้านตันต่อปี   และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง ประมาณร้อยละ 13 ต่อปี แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ 5 อันดับแรก คือ ไนจีเรีย บราซิล ไทย อินโดนีเชีย และคองโค  ตามลำดับ
โดยที่ร้อยละ 80 ของปริมาณผลผลิตใช้บริโภคเป็นอาหารและอาหารสัตว์ ส่วนผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังที่สำคัญ คือ ไทย และเวียดนาม
ตลาดหลักที่นำเข้า คือ จีน อินโดนีเชีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และมาเลเชีย  ส่วนมันเส้นและมันอัดเม็ด ผู้ส่งออกสำคัญคือ ไทย เวียดนาม  และอินโดนีเชีย
โดยผู้นำเข้าสำคัญ คือ จีน เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป   

          ทางด้านราคาของมันสำปะหลังในแต่ละปี  มักถูกกำหนดด้วยปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานของตลาด โดยตัวแปรด้านอุปสงค์ คือ ความ
ต้องการใช้มันสำปะหลังของจีน  ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่  และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ในการผลิตแอลกอฮอล์สำหรับใช้เป็น
เครื่องดื่มและใช้เป็นพลังงานทดแทน ตลอดจนการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และตัวแปรทางด้านอุปทาน คงหนีไม่พ้นปริมาณผลผลิต
มันสำปะหลังของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ เนื่องจากปัญหาการผลิตในประเทศและความต้องการใช้ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น จากการนำ
ไปใช้ผลิตเอทานอลเพื่อเป็นพลังงานทดแทน จึงทำให้แนวโน้มราคามันสำปะหลังของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น

          จากที่กล่าวมา  มันสำปะหลังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการแปรรูปเป็นผลิตขั้นต้นในสองลักษณะ  คือ แป้งมันสำปะหลังเป็นผลิตภัณฑ์
ที่นำไปบริโภคเป็นอาหารโดยตรงหรือใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ สิ่งทอ   และยารักษาโรค อีกลักษณะหนึ่ง คือ มันเส้นและมันอัดเม็ด เป็น
ผลิตภัณฑ์แปรรูปสำหรับนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์  แอลกอฮอล์สำหรับนำมาบริโภค หรือใช้เป็นพลังงานทดแทน

          ดังนั้น อุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย จึงประกอบด้วย การผลิตมันสำปะหลัง  อุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง และอุตสาหกรรม
ต่อเนื่องที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากการแปรรูป   ผลผลิตหลักของอุตสาหกรรม แปรรูปมันสำปะหลัง   คือ มันเส้น/มันอัดเม็ด  และแป้งมันสำปะหลัง โดยมี
มูลค่าการส่งออกราวแสนล้านบาท  แต่ผลิตภัณฑ์หลักที่ใช้ในประเทศก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมูลค่ามากกว่าหลายเท่าตัว เช่น  อุตสาหกรรม
กระดาษ  อุตสาหกรรมการหมัก  (ผงชูรส  กรดไลซีน)   และ อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังมากกว่าล้านคน
จึงเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากทีเดียว

มันสำปะหลัง-พืชสุดซอย?  

          ลักษณะดีเด่นของมันสำปะหลัง คือ เป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง   รวมทั้งโรคและแมลง และยังสามารถให้ผลผลิตได้แม้อยู่ในสภาพ
ดังกล่าว ต้นมันสำปะหลัง 1 ต้น  สามารถให้หัวมันสดได้ถึง 5 - 6 กิโลกรัม  แต่หัวมันสดจะมีปริมาณน้ำสูงราวร้อยละ 60 - 65  ดังนั้นจึงเน่าเสียง่าย
หากจัดการไม่ดี ดังนั้นเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการผลิตมันสำปะหลังให้มีคุณภาพ   ลานตากมันสำปะหลังจึงมักพบเห็นใกล้ๆ
กับแหล่งปลูกมันสำปะหลังเสมอ

 

 

 

 

          สำหรับผลผลิตเฉลี่ย พบว่าในปี 2555  อินเดีย เป็นประเทศที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงสุดประมาณ 6 ตันต่อไร่ อินโดนีเชียและไทยราว  
3.5 ตันต่อไร่   และไนจีเรียซึ่งเป็นประเทศที่ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในโลก ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 2.5 ตันต่อไร่    แต่ผลผลิตเฉลี่ยของโลก
อยู่ราว 1.9 ตันต่อไร่ เมื่อพิจารณาศักยภาพของพันธุ์มันสำปะหลังในทางทฤษฎีพบว่ามันสำปะหลังสามารถให้ผลผลิตได้สูงสุด 15 ตันต่อไร่
(หากท่านผู้อ่านท่านใดพบเห็นมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูงกว่าที่ผู้เขียนว่ามาก็แจ้งให้ทราบด้วย  จะได้ตามไปดู)  ในขณะที่ศักยภาพทางพันธุกรรม
ของมันสำปะหลังของไทยมีพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่า 6 ตันต่อไร่ ภายใต้การจัดการที่เหมาะสมอยู่หลายพันธุ์ เช่น ระยอง 7 เกษตรศาสตร์ 
50 และ ห้วยบง 60 เป็นต้น  จึงมีโอกาสที่ผลผลิตเฉลี่ยมันสำปะหลังของไทยอาจเพิ่มเป็น 5-6 ตันต่อไร่

          นอกจากผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะมีความสำคัญแล้ว  จะเห็นว่าเปอร์เซ็นต์แป้งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ
อุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง  ซึ่งต้องการเปอร์เซ็นต์แป้งที่สูง จะทำให้ลดต้นทุนการผลิตรวมทั้งต้องเป็นมันสำปะหลังที่สะอาด ปราศจากสิ่ง
เจือปน  บรรดาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังโดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลัง จึงให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าวมาก    ถึงกลับยินดี
ที่จะจ่ายแพงกว่าสำหรับมันสำปะหลังที่สะอาดและปราศจากสิ่งเจือปน ในเวทีการเสวนาวันนี้จึงมีความเห็นว่า มันสำปะหลังจากเกษตรกรรายย่อย
ที่เก็บเกี่ยวตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ปริมาณแป้งสูงสุด แล้วนำมาทำเป็นมันสับมือหรือใช้เครื่องสับ ตากให้แห้งเองในปริมาณไม่มาก
เป็นมันสำปะหลังที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากที่สุด ในขณะที่มันสำปะหลังจากลานมัน พบว่ามีปริมาณสิ่งเจือปนสูง  และเป็นปัญหา
ต่อการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ  เพราะต้องทำการกำจัดสิ่งเจือปนให้หมดไปก่อน

          จากนโยบายพลังงานทดแทนของภาครัฐ  (แผนพลังงานทดแทน  15  ปี  ของประเทศไทย กระทรวงพลังงานส่งเสริมให้เกิดการผลิตและ
การใช้เอทานอลไม่น้อยกว่า  9  ล้านลิตรต่อวันในปี  2565  เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน) ส่งผลให้ความต้องการมันสำปะหลังเพื่อผลิตพลังงานและ
ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  เช่น ไบโอพลาสติก  และกรดแล็กติก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังมีความพยายามในการจำกัดพื้นที่ปลูกของมันสำปะหลังลงจาก
ฝ่ายนโยบาย (กำหนดพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม 49 จังหวัด) การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังจึงขึ้นกับเทคโนโลยีในการผลิตมันสำปะหลังเพื่อให้ผลผลิต
ต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น

          อย่างไรก็ตาม ในอดีตหรือแม้แต่ในปัจจุบัน มันสำปะหลังถูกมองว่าเป็นพืชที่ปลูกและดูแลอย่างไรก็ได้ ภาษาชาวบ้านคือ ปลูกให้เทวดาเลี้ยง
  ดังนั้น การปลูกมันสำปะหลัง จึงเพียงแค่ไถเตรียมดิน นำท่อนพันธุ์มาปัก แล้วก็หนีหายไป จนครบอายุก็มาขุดเอาหัวมันไปขาย ความอุดมสมบูรณ์
ของดิน โรค แมลง วัชพืช จะมีหรือไม่มี ไม่ได้เป็นปัญหา หรือ แม้แต่จะกระทบแล้งอย่างไรก็ไม่ใช่ประเด็นเช่นกัน ทั้งหมดนี้คือความเชื่อและ
วิถีปฏิบัติต่อมันสำปะหลังที่เกษตรกรปฏิบัติสืบต่อกันมา มันสำปะหลังจึงถูกมองว่าเป็นพืชสุดซอย  คือ เมื่อดินเลว น้ำแล้ง ก็มาปลูกมันสำปะหลัง
กันเถอะ ซึ่งเป็นสิ่งผิดอย่างมาก ต้องเข้าใจก่อนว่ามันสำปะหลังก็เป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งต้องการปัจจัยในการเจริญเติบโต แม้จะไม่มากเท่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
แต่ก็ขาดไม่ได้ ดังนั้น การปลูกมันสำปะหลังให้ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่ปลูกให้เทวดาเลี้ยง แต่เป็นการปลูกด้วยการใช้ความรู้และเทคโนโลยี
ที่เหมาะสม

          มันสำปะหลัง ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น เมื่อราคามันสำปะหลังในตลาดโลกสูงขึ้น และเกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูในประเทศไทย
ช่วงปี 2551 - 2552  เกษตรกรเริ่มหันมาสนใจและเอาใจใส่ต่อการปลูกและดูแลรักษามันสำปะหลังกันมากขึ้น งานวิจัย “สีคิ้วโมเดล” ของ
กรมวิชาการเกษตร  โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา เป็นอีกต้นแบบหนึ่งในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
มันสำปะหลังให้กับเกษตรกร ในภาพรวมของทั้งประเทศได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์วิจัย และพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ปี 255 5- 2559
โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต  เพื่อให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
แป้งมันสำปะหลัง  และเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โดยการนำมันสำปะหลังไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มและเป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม  แบ่งยุทธศาสตร์การดำเนินการออกเป็น 7 ยุทธศาสตร์ คือ

 

          (1) การเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยพื้นที่ของประเทศ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5 และ 6 ตัน ตามลำดับและปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังให้มีคุณสมบัติ
เหมาะสมกับการแปรรูปหรือใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะ   เป้าหมายให้ได้พันธุ์มันสำปะหลังที่มีเม็ดแป้งขนาดเล็ก  สัดส่วนอะมิโลสและอะมิโลแพคติน
ต่างๆ และมีคุณสมเพื่ออุตสาหกรรมเฉพาะ

          (2) การพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว และภายหลังการเก็บเกี่ยวและการควบคุมคุณภาพผลผลิต โดยคาดหวังให้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บ
เกี่ยวมันสำปะหลัง  ลดการสูญเสียผลผลิตร้อยละ 20 ลดต้นทุนการผลิตลงได้ประมาณร้อยละ 30 - 40 และได้เทคโนโลยีมันสะอาด

          (3) การแปรรูปมันสำปะหลังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมูลค่าเพิ่ม   มีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแป้งมันสำปะหลังจาก
ร้อยละ 70  เป็นร้อยละ 80  เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไบโอก๊าซจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 80      ลดการใช้พลังงานและความร้อนในกระบวนการ
ผลิตแป้งมันสำปะหลังได้ร้อยละ 5-10 ได้เทคโนโลยีการผลิตไบโอเอทานอลจากหัวมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปคุณภาพสูง

          (4) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ        โดยคาดหวังว่าจะได้การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานโลจิกสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อลดต้นทุนการผลิต การเก็บเกี่ยว  และการขนส่งมันสำปะหลังเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม      รวมทั้งการจัดการระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง
ใช้พลังงานต่ำ และลดการปลดปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม

          (5) เศรษฐกิจชุมชนและการตลาด      มีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร   เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  และชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้

          (6) การถ่ายทอดเทคโนโลยี  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร    และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ของภาคการผลิตผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง

          (7) การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ       เพื่อให้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการสนับสนุนการส่งออกและลดข้อ
กีดกันทางการค้า     โดยเฉพาะจัดทำ LCA carbon Water Footprint  ของผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง   ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว
จนถึงการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป  ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง เอทานอล และเม็ดพลาสติกชีวภาพประเภทพอลิแล็กติค (PLA)

          หากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และการแปรรูปมันสำปะหลัง       เป็นไปตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว       คาดว่า คำว่า “สุดซอย” ที่ใช้กับ
มันสำปะหลัง อาจเป็น  “สุดซอย” ในความหมายของการเป็นพืชทรงคุณค่า  เอนกประสงค์ และการปฏิบัติของเกษตรกรต่อการปลูกและดูแลรักษา
มันสำปะหลังคงเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง    ตลอดจนมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังคงไม่เหมือนเดิมเช่นกัน    จริงเท็จอย่างไรคงได้
เห็นกันอีกไม่นาน

 

หน้านี้ฤดูนี้จะไม่พูดถึงทุเรียนก็คงไม่ได้ ด้วยที่ทุเรียนได้ถูกขนานนามว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ด้วยรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้มีคนชอบและไม่ชอบรับประทานอยู่พอๆกัน ซึ่งถ้าในทางสุขภาพแล้วทุเรียนเป็นของต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะมีปริมาณค่าดัชนีน้ำตาลและมีไขมันมาก นอกจากนี้ในทุเรียนยังอุดมไปด้วยกำมะถัน เมื่อทานเข้าไปมากๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ร้อนในและรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวอีกด้วย จึงควรรับประทานแต่น้อย

ทุเรียนไม่ได้น่ากลัวเสมอไป

อันที่จริงในทางการแพทย์แผนไทย ทุกส่วนของทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับร่างกายคนเราได้ โดย

  • ใบมีรสขมเย็นเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ แก้ดีซ่าน ขับพยาธิ
  • เนื้อทุเรียนมีรสหวานร้อน มีสรรพคุณให้ความร้อนแก้โรคผิวหนังท้าให้ฝีแห้งและขับพยาธิ
  • เปลือกทุเรียนมีรสฝาดเฝื่อนใช้สมานแผลแก้น้ำเหลืองเสียพุพองแก้ฝีตานซางคุมธาตุแก้คางทูม และไล่ยุงและแมลง
  • รากมีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ท้องร่วง

คนในประเทศ ลาว เขมร และพม่า เมื่อครั้งอดีตมีความเชื่อว่าทุเรียนมีคุณสมบัติให้ความร้อนทำให้เกิดเหงื่อออกมากกว่าปกติ และลดความร้อนนี้ด้วยการรินน้ำลงในเปลือกทุเรียนแล้วดื่มน้ำนั้น อีกวิธีคือรับประทานเนื้อทุเรียนไปพร้อมกับมังคุด ด้วยคิดว่ามีคุณสมบัติให้ความเย็น

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์) ของทุเรียน
 พลังงาน 615 kJ (147 kcal)
 คาร์โบไฮเดรต 27.09 g
 ใยอาหาร 3.8 g
 ไขมัน 5.33 g
 โปรตีน 1.47 g

ความจริงทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ที่คุ้นเคยกันดีของคนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำว่า ทุเรียน (durian) มาคำจากภาษามาเลย์ คือคำว่า duri (หนาม) ทุเรียนเป็นพืชพื้นเมืองของบรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกมาประมาณ 600 ปีมาแล้ว ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ได้พรรณนาถึงทุเรียนว่า “เนื้อในมันเหมือนคัสตาร์ดอย่างมาก รสชาติคล้ายอัลมอนด์” และ แต่มีเพียง Durio zibethinus เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก จนมีตลาดเป็นสากล ในขณะทุเรียนชนิดที่เหลือมีขายแค่ในท้องถิ่นเท่านั้น ทุเรียนมีสายพันธุ์ประมาณ 100 สายพันธุ์ให้ผู้บริโภคเลือกรับประทาน นอกจากนี้ยังมีราคาสูงอีกด้วย ส่วนในประเทศไทยพบทุเรียนอยู่ 5 ชนิด

ทุเรียนในบ้านเรานั้นพบหลักฐานว่า มีการปลูกทุเรียนในภาคกลางของประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนจะเข้ามาจากที่ไหน และโดยวิธีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่น่าเชื่อถือได้ว่า เป็นการนำมาจากภาคใต้ของประเทศไทยนั่นเองและในสมัยรัตนโกสินทร์ พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) ได้กล่าวถึงการแพร่กระจายพันธุ์ของทุเรียนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มายังกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2318 ในระยะต้นเป็นการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและพัฒนามาเป็นการปลูกด้วยกิ่งตอน จากพันธุ์ดี 3 พันธุ์ คือ อีบาตร ทองสุก และการะเกด สำหรับผู้ที่หากิ่งตอนจากพันธุ์ดีทั้ง 3 พันธุ์ไม่ได้ จึงใช้เมล็ดจากทั้ง 3 พันธุ์นั้นปลูก ทำให้เกิดทุเรียนลูกผสมขึ้นมากมาย ซึ่งรายชื่อพันธุ์ทุเรียนเท่าที่รวบรวมได้จากเอกสารได้ มีถึง 227 พันธุ์ แต่ที่นิยมปลูกและนิยมรับประทานกันในปัจจุบันมี 4 พันธุ์ คือ หมอนทอง, ชะนี , ก้านยาว, และ กระดุม

 


เรียบเรียงโดย: lovefitt.com
Credit: สสส, th.wikipedia