logo

การเลี้ยงปลาในนาข้าว

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำๆนี้ หลายท่านคงจะเคยได้ยินติดหูมากันตั้งแต่เด็กๆ
แต่ถ้าเป็นสมัยนี้อาจจะมีคำต่อมาอีกว่า เมื่อในนามีข้าวและมีน้ำ มันก็ต้องมีปลาในเวลาต่อมา จนเป็นที่มาของการเลี้ยงปลาในนาข้าว
เรื่องราวที่เราจะพูดกันต่อไปนี้…
การเลี้ยงปลาในนาข้าว
การเลี้ยงปลาในนาข้าว

การเกษตรแบบผสมผสานอย่างที่เราให้ความสนใจกันจริงๆแล้วในต่างจังหวัดตามชนบทเค้าทำกันมาตั้งแต่นานมาแล้วโดยอาจจะเป็นการตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามเพราะว่าการเลี้ยงปลาที่มีอยู่อย่างธรรมชาติโดยไม่ต้องปล่อยปลาเพิ่มเติมเข้าไปแต่เนื่องด้วยปัจจุบันการใช้สารเคมีทำให้ปลาต่างๆก็หนีไปอาศัยตามต้นน้ำหรือแม่น้ำลำธารกันเกือบหมดเหลือแต่ปลาที่สามารถทนต่อสภาพน้ำที่มีสารเคมีไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือสารกำกัดศัตรูพืช อย่างเช่นปลาช่อน ปลาดุก เป็นต้น วันนี้การเลี้ยงปลาในนาข้าวจึงต้องเป็นการเลี้ยงที่ปล่อยพันธ์ปลาเพิ่มเข้าไปเรามาดูว่าเลี้ยงได้อย่างไรและมีผลกระทบอย่างไร
สำหรับการเลี้ยงปลาในนาข้าวนั้นจะใช้ตาข่ายที่มีรูเล็กๆน้ำสามารถผ่านได้ตลอดวางกันตลอดรอบๆพื้นที่นาเพื่อกันไม่ให้ปลาออกไปได้ จะทำการเลี้ยงในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้องจนก่อนที่จะเก็บเกี่ยวข้าว สำหรับอาหารปลาเมื่อก่อนนั้นจะเป็นแบบธรรมชาติแต่เดี่ยวนี้ต้องให้อาหารสำเร็จรูป อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำไรอีกแค่ให้อาหารตามเวลา ง่ายสะดวกดีนะครับเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
ปัญหาที่พบหากว่าเราเลือกเลี้ยงปลาในนาข้าว เนื่องจากว่าช่วงหน้าฝนน้ำเยอะบางครั้งเกินขอบเขตตาข่ายที่เรากันไว้ทำให้ปลาหลุดออกไปทำให้เกิดการขาดทุนได้ หรือไม่อย่างนั้นเราต้องจับปลาขายก่อนกำหนดทำให้เกิดการขาดทุนได้ นี่คือผลกระทบต่อผลผู้เลี้ยงปลาเองนะครับ แต่ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอีกด้วยเพราะปลาบางชนิดที่ท่านเลี้ยงไม่ได้เป็นปลาประจำถิ่นและเป็นปลากินเนื้อหรือกินปลาขนาดเล็กหากอยู่ในพื้นที่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาหากหลุดออกไปในระบบนิเวศแล้วจะมีผลกระทบอย่างมาก ปลาประจำถิ่นอาจจะสูญพันธ์ได้หลายคนอาจจะไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ ท่านลองสังเกตแหล่งน้ำใกล้บ้านท่านซิครับว่าเลาที่ท่านเคยเห็นเคยจับหายไปไหนหมดทั้งๆที่ก็มีการจับปกติไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่ก็อยากให้มองสองแบบนั่นคือสารเคมีทำให้ปลาตายหรืออพยพย้ายถิ่นอาศัยเนื่องจากสารเคมีทีใช้ในเรือกสวนไร่นาสุดท้ายก็ซึมลงใต้ดินหรือไหลหลากยามหน้าฝนชะมาลงสู่แม่น้ำลำคลองนั่นเอง หรืออีกประเด็นที่กล่าวมาปลาชนิดใหม่ที่เป็นผู้ล่ามาแทนที่



การเลี้ยงปลาในนาข้าว - 2
การเลี้ยงปลาในนาข้าว – 2
แล้วเราจะทำอย่างไร แนะนำให้เลี้ยงปลาในนาข้าวที่เป็นปลาประจำถิ่นที่มีอยู่เดิม งดใช้วารเคมีในนาข้าว ใช้เกษตรอินทรีย์เข้ามาแทนที่เกษตรเคมี แค่นี้ก็สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้เยอะมากแล้วแทบจะไม่ต้องทำอย่างอื่นเลย ผลผลิตที่ได้ก็มากกว่าเดิม ปลาก็แพร่พันธ์ออกไปตามธรรมชาติได้มากขึ้น ส่วนน้ำท่วมเป็นไปตามธรรมชาติต้องบริหารจัดการโดยทำฝายกันน้ำหรือเปลี่ยนทิศทางน้ำออกไปหลายสาขานอกจากลดปริมาณน้ำแล้วยังได้รับน้ำเข้านาข้าวอย่างทั่วถึง

การเลี้ยงปลาทับทิม

    ปลาทับทิม จัดเป็นปลาที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งได้ทุ่มเทงบประมาณและเวลาด้านการศึกษาพัฒนาสายพันธุ์ นำเทคโนโลยีการเพาะลูกปลาในน้ำทะเล แล้วใช้อาหารสำเร็จรูปคุณภาพสูงเพื่อเลี้ยงให้เจริญเติบโต โดย นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ กก.ผจก.อาวุโส บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร บอกว่า ข้อดีของปลาทับทิม เป็นปลาที่ถูกพัฒนามาให้เลี้ยงในแม่น้ำที่มีน้ำไหล ซึ่งจะเป็นปลาที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นจะไม่สนับสนุนให้ไปเลี้ยง ในบ่อดินเหมือนปลานิล ทาง ซีพีเอฟ จึงส่งเสริมให้เลี้ยงในแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อให้มีคุณภาพเนื้อที่ดี

 

    ทั้งนี้ การควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมตลอดระยะเวลา เพื่อให้ได้ ผลผลิตที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีคุณสมบัติพิเศษที่จะเป็นปลาเนื้อทางเศรษฐกิจ หัวเล็ก สันหนา มีปริมาณเนื้อมากถึง 40% ของน้ำหนัก เติบโตเร็วเนื้อขาวแน่นละเอียด รสชาติดีสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่าง ประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ทั้งในรูปของแช่แข็งทั้งตัวและฟิลเลต (Fillet)

กอกวงฮวด ฟาร์มปลาทับทิม ตัดกำไรสร้างรีสอร์ทเสริมรายได้

     กอกวงฮวด ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง เลขที่ 54 หมู่ 2 ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เป็นฟาร์มปลาทับทิมเก่าแก่ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ มีนายวรชัย แสงวณิช หรือ เฮียกู้ เจ้าของฟาร์ม ผู้บุกเบิกการเลี้ยงปลาทับทิมในลุ่มน้ำแม่กลอง เล่าว่า ผมเลี้ยงปลาทับทิมมาเป็นเวลา 11 ปีเต็ม และเป็นผู้เลี้ยงในกระชังรายแรกของประเทศไทย จนกระทั่งได้รับพระราชทานชื่อในวันที่ 22 มกราคม 2541 ช่วงแรกประสบปัญหาด้านการตลาดเพราะเป็นปลาชนิดใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก เราก็ต้องปรับกระบวนการเลี้ยงจากเดิมที่มีเพียง 6 กระชัง เพิ่มเป็น 50 และ เป็นกว่า 100 กระชัง ขยายจนเต็มพื้นที่ ซึ่งหากรวมพื้นที่เช่าด้วย ปัจจุบันมีทั้งหมด 300 กระชัง ทำให้เป็นผู้เลี้ยงปลาทับทิมรายใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีผู้เลี้ยงในแม่น้ำแม่กลองจำนวน 100 ราย

    เฮียกู้เล่าว่า วิธีการเลี้ยงกระชังละ ประมาณ 800 ตัว ใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะได้ปลาไซส์จาน เมื่อประสบความสำเร็จตั้งแต่เลี้ยงปลาทับทิมมากว่า 11 ปี ยังไม่เจอปัญหาด้านการตลาด ปัจจุบันตลาดดีมากผลิตแทบจะไม่พอขาย อีกอย่างคุณภาพน้ำของแม่น้ำแม่กลองที่เลี้ยงอยู่มีคุณภาพดีกว่าแม่น้ำสายอื่นๆ เมื่อมีน้ำดีปลาที่เลี้ยงก็มีคุณภาพที่ดีด้วย

    หากเอาไปเปรียบเทียบกับปลาทั่วประเทศเชื่อว่าที่นี่น่าจะเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องคุณภาพ และรสชาติตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี และ สมุทรสงคราม ซึ่งอยู่ในธุรกิจโต๊ะจีน ที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงในเรื่องของรสชาติอาหารและความสดสะอาดของวัตถุดิบ

    และล่าสุด กรมประมงก็ตั้งให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล และพยายามทำที่พักให้เป็นบ้านปลาทับทิมแม่กลอง รีสอร์ท เพิ่งเสร็จเมื่อปี 2550 และเปิดรับนักท่องเที่ยวได้แล้ว โดยไม่ได้กู้ยืมใครแต่ใช้เงินกำไรจากการเลี้ยงปลาทับทิมจำนวน 10 ล้านบาท

คอลัมน์เกษตรอีสานกับอีสานร้อยแปด วันนี้จะพาพี่น้องมารู้จักกับ “การเลี้ยงปลาดุก” การเลี้ยงปลาดุกนั้นนอกจากจะเลี้ยงตามบ่อธรรมชาติที่เรารู้จักกันแล้วยังมีวิธีการเลี้ยงปลาดุกที่หลากหลาย อย่างเช่น “การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน“, “การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก” , “การเลี้ยงปลาดุกในบ่อปูน” , “การเลี้ยงปลาดุกในโอ่ง“, “การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย” , “การเลี้ยงปลาดุกอุย” , “การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย” , “การเลี้ยงปลาดุกนา” เป็นต้น ว่าแล้วเราก็ไปดูกันในแต่ละหัวข้อกันเลยครับพี่น้อง

ปลาดุกที่นิยมเลี้ยงเพื่อการค้า
การเลี้ยงปลาดุก ทั้งที่เลี้ยงเพื่อทำการค้า หรือเลี้ยงภายในครัวเรือน ปลาดุกที่นิยมนำมาเลี้ยงมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้คือการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย,การเลี้ยงปลาดุกอุย,การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย และการเลี้ยงปลาดุกนา

การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย เลี้ยงง่าย โตไวทนทานต่อสภาพอากาศของบ้านเราได้ดี ไม่ค่อยเป็นโรคง่าย เกษตรกรนิยมเลี้ยงเพื่อทำการค้าเป็นอย่างมาก ปลาดุกบิ๊กอุยเกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย และปลาดุกเทศเพศผู้ ปลาดุกบิ๊กอุย มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุย จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุยมาก การเพาะขยายพันธุ์นั้นให้ผลค่อนข้างดี ลูกปลาดุกบิ๊กอุยมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรคสูง ในทางกรมประมงให้ชื่อว่า ปลาดุกอุย-เทศ แต่ชาวบ้านทั่วไปเราเรียกกันว่าปลาดุกบิ๊กอุย หรือ อุยบ่อ


การเลี้ยงปลาดุกอุย ได้รับความนิยม เช่นเดียวกัน ด้วยลักษณะเด่นที่เติบโตเร็วและทนทานต่อโรคสูง ไม่เป็นโรคง่าย จึงนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ปลาดุกอุย เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย และปลาดุกอุยเพศผู้ ไม่ได้ข้ามสายพันธุ์เหมือนปลาดุกบิ๊กอุย จึงทนทานโรคกว่า แต่ขนาดอาจจะไม่เท่ากันปลาดุกบิ๊กอุย ข้อดีคือดูแลได้ง่ายกว่านั่นเอง

การเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย ปลาดุกรัสเซียเป็นปลาน้ําจืดในอันดับปลาหนังชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias gariepinus ในวงศ์ปลาดุก (Clariidae) มีลักษณะทั่วไปคล้ายปลาดุกด้าน (C. batrachus) ซึ่งเป็นปลาในสกุลเดียวกัน แต่มีส่วนหัวยาวกว่าและแนวระหว่างจะงอยปากถึงท้ายทอยเว้าและโค้งลาด ด้านบนของศีรษะขรุขระกว่า เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยม ท้ายทอยแหลมเป็นโค้ง 3 โค้ง โดยส่วนกลางยื่นยาวมากที่สุด ลําตัวยาวครีบหลังและครีบก้นยาว ลําตัวด้านบนมีสีน้ําตาลคล้ําอมเหลือง และมีลายแต้มแบบลายหินอ่อนบนลําตัว แก้มและท้องสีจาง ที่โคนครีบหางมีแถบตามแนวตั้งสีจาง ซึ่งเป็นลักษณะสําคัญของปลาชนิดนี้ครีบมีสีเข้ามกว่าลําตัวเล็กน้อย บางตัวอาจมีขอบครีบสีแดงนับเป็นปลาที่ขนาดใหญ่สุดในสกุล Clarias ขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวได้ถึง 1.70 เมตร เป็นปลาพื้นเมืองของทวีปแอฟริกา พบได้ในตอนเหนือและตอนตะวันออกของทวีป สําหรับในประเทศไทยได้ถูกนําเข้ามาในปีพ.ศ. 2528 โดยเอกชนบางรายในจังหวัดหนองคายและอุบลราชธานีโดยนําเข้ามาจากประเทศลาวเพื่อเลี้ยงไว้ดูเล่น เนื่องจากมีขนาดลําตัวใหญ่กว่าปลาดุกทั่วไป
การเลี้ยงปลาดุกนา เนื่องจากปลาดุกนาเป็นปลาพื้นเมือง ข้อดีคือทนทานต่อโรคมาก ไม่ต้องดูแลมากปลาดุกนาก็สามารถเติบโตได้ดี รสชาติอร่อย เนื้อแน่น กลิ่นหอมกว่าปลาดุกพันธุ์ แต่ขนาดยังเป็นรองอยู่ นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน เนื่องจากหาพันธุ์ง่าย

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน การเลี้ยงในบ่อดินนั้น จะต้องเตรียมบ่อตามหลักการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาทั่ว ๆ ไป ดังนี้
1. จะต้องตากก้นบ่อให้แห้ง ปรับสภาพก้นบ่อให้สะอาด
2. ใส่ปูนขาว เพื่อปรับสภาพของดินโดยใส่ปูนขาวในอัตราประมาณ 60 – 100 กก./ไร่
3. ใส่ปุ๋ยคอกเพื่อให้เกิดอาหารธรมชาติสำหรับลูกปลาในอัตราประมาณ 40 – 80 กก./ไร่
4. นำน้ำในบ่อโดยกรองไม่ให้ศัตรูของลูกปลาติดเข้ามากับน้ำ จนมีระดับน้ำลึก 30 – 40 ซม. หลังจากนั้นรุ่งขึ้นจึงปล่อยปลา และเพื่อให้ลูกปลามีอาหารกิน ควรเติมไรแดง ในอัตราประมาณ 5 กิโลกรัม / ไร่ เพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลา หลังจากนั้นจึงให้อาหารผสมแก่ลูกปลาที่นำมาเลี้ยงควรตรวจดูว่ามีสภาพปกติ การปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยงจะต้องปรับสภาพอุณหภูมิของน้ำในถุงและน้ำในบ่อให้เท่า ๆ กันก่อนโดยการแช่ถุงบรรจุลูกปลาในน้ำประมาณ 30 นาที จึงปล่อยลูกปลาควรเป็นตอนเย็นหรือตอนเช้า

     ผลจากการวิจัยเชิงสาธิต เพื่อเลี้ยงปลาในบ่อดินแบบอินทรีย์  มีทั้งรูปแบบเลี้ยงปลาชนิดเดียว หรือสองชนิดและ รูปแบบการเลี้ยงปลาร่วมกับการปลูกข้าว โดยเน้นการพึ่งพาวิธีการเสริมสร้างให้เกิดอาหารธรรมชาติในบ่อ ด้วยการทำฟางหมัก  และปล่อยปลาในอัตราและขนาดที่เหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มอัตรารอดและการเจริญเติบโตของปลาที่เลี้ยง  พบว่า ปลาที่ได้จากการเลี้ยงแบบนี้จะมีการสะสมไขมันในรูปของกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวที่มีห่วงโซ่ยาวซึ่งเป็นประโยชน์ด้านสุขภาพกับผู้บริโภค คือกรดไขมันอีพีเอ (EPA)และกรดไขมันดีเอชเอ (DHA) ช่วยป้องกันไขมันมันอุดตันในหลอดเลือด การเป็นโรคหัวใจ ฯ และกรดไขมันดีเอชเอยังช่วยเสริมให้สายตาดีในคนสูงอายุและเด็ก รวมทั้งทำให้มีความ สามารถของสมอง (ไอคิว)ดี ซึ่งสำคัญมากและต้องได้รับในเด็กตั้งอยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 3 ปี เพื่อป้องกันการเป็นโรคความสามารถและพัฒนาการของสมองต่ำ ดังนั้น จึงควรส่งเสริมสนับสนุนวิธีการเลี้ยงแบบอินทรีย์นี้เพื่อเป็นผลดีต่อผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมโดยรวม

ข้อดี ที่เป็นผลโดยตรง

  1. ลดการใช้ลูกพันธ์ปลา(จากการลดอัตราปล่อยปลา)

  2. ลดต้นทุนค่าอาหารสำเร็จรูป สารเสริม ยา สารเคมี ในการเลี้ยงปลา

ข้อดี  ที่เป็นผลโดยอ้อม

  1. ลดต้นทุนค่าลูกพันธุ์ อาหาร ยา สารเคมีฯ

  2. ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม เป็นการนำวัสดุท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ ได้ปลามีสารอาหารที่ดีกับผู้บริโภค

รูปแบบการเลี้ยงปลา

บ่อปลา ระยะเวลาการเลี้ยง 6-10 เดือน

1.ปล่อยชนิดเดียว(ปลานิล ปลาสลิดหรือยี่สกเทศ) 3,000 ตัวต่อไร่

2. ปล่อยปลา 2 ชนิด

   2.1.นิล:ตะเพียน  (2,000:300:200 )

ขนาดปลา ควรมีขนาดใหญ่ถ้าเลี้ยงปลาในนาข้าวเนื่องจากระยะเวลาปลูกข้าวจะสั้น

เช่น ปลาควนมีขนาด 50-100 กรัม

นาข้าว 1,000-1,600 ตัวต่อไร่

 1.ยี่สกหรือจีน 300 ตัว+ตะเพียน 600-800 ตัว

  2. นิล 800-1,000 ตัว+กับตะเพียนหรือสลิด 300-500 ตัว

ระยะเวลาการเลี้ยง 3-5 เดือน ขึ้นกับขนาดปลาที่ปล่อย

ข้อควรปฎิบัติ

ข้อควรปฎิบัติ

การเตรียมบ่อ

กรณีบ่อเลี้ยง

   :บ่อสะอาด โดยทำน้ำแห้ง นำปลาเก่าออกให้หมดหรือตีอวนตาถี่เพื่อนำปลาอื่นออกให้มากที่สุด

   :กำจัดหญ้ารอบบ่อและในบ่อออกให้หมด เพื่อป้องกันแหล่งหลบซ่อนศัตรูปลา เช่น ปลาช่อน งู  ตะพาบน้ำฯ

   : ป้องกันโรค  ก่อนทำการตากบ่อแห้งใส่ปูนขาว 20 กก./ไร่ ขณะที่มีน้ำประมาณ 5 ซม. แล้วตากจนแห้ง

   :เติมน้ำเข้าบ่อก่อนปล่อยปลาไม่เกิน 2 วัน เพื่อป้องกันศัตรูปลา  ควรทำที่กรองน้ำก่อนเข้าบ่อ

กรณีนาข้าว

     ควรรอจนข้าวตั้งตัวแล้วจึงนำปลามาปล่อยลงเลี้ยง

การเตรียมอาหารฟางหมัก

  กรณีบ่อเลี้ยง : ทำฟางหมัก ในบ่อก่อนนำน้ำเข้าบ่อหรือระหว่างการเลี้ยง  ที่มุมบ่อหรือข้างบ่อ 2-4 จุด

   : อัตราการใส่ฟางร่วมกับมูลสัตว์แห้ง (ไก่ วัว ฯ)

    กรณีนาข้าว  ทำฟางหมักโดยโรยฟางในอัตราที่กำหนดรอบๆแปลงนาตามแนวยาวสองด้าน

การทำอาหารฟางหมัก

2.1.ฟางหมักแบบที่ 1

      ฟาง: มูลสัตว์แห้ง = 100 : 80-100 กก.ต่อไร่ต่อเดือน อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เพื่อให้มีอาหารธรรมชาติเพียงพอต่อปลา โดยใส่ฟางสลับ ชั้นกับมูลสัตว์แห้ง และปักไม้โดยรอบจะช่วยป้องกันไม่ให้ฟางกระจายตัว 

 2.2.ฟางหมักแบบที่ 2 

       ฟาง: มันบด:กากน้ำตาล = 100 : 5 :1 กก.ต่อไร่ต่อเดือน โดยใส่ฟางแล้วโรยมันบดด้านบน จึงใส่กากน้ำตาลละลายน้ำราดให้ทั่ว

     ผู้เลี้ยงจะต้องปฎิบัติตามข้อกำหนดเพื่อให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย พบว่า ผลจากการดำเนินงานได้ผลดีมีผลผลิตปลานิล หรือปลารวม 3 ชนิด 300 กก.ต่อไร่ ส่วนรายที่ไม่ปฎิบัติตามข้อกำหนดจะได้ผลผลิตปลาน้อยอย่างชัดเจน

ชีววิทยาปลาการ์ตูน

ปลาการ์ตูนจัดอยู่ในครอบครัว Pomacentridae ทั่วโลกมี 28 ชนิด พบในน่านน้าไทยอยู่ 7 ชนิด ซึ่งอาศัยอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน 5 ชนิด ได้แก่ ปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนอินเดียปลาการ์ตูนลายปล้อง ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง และปลาการ์ตูนแดงดา และพบในฝั่งทะเลอ่าวไทยมี 2 ชนิด คือ ปลาการ์ตูนอานม้า และปลาการ์ตูนอินเดียนแดง ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะมีรูปแบบสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ ปกติจะมีสีส้ม แดง ดา เหลือง และส่วนใหญ่จะมีแถบสีขาวพาดขวางลาตัว 1-3 แถบ แม้จะเป็นปลาการ์ตูนชนิดเดียวกัน แต่ปลาแต่ละตัวจะมีสีสันและส่วนที่แตกต่างกันอยู่เสมอ ทาให้ปลาการ์ตูนสามารถจดจาคู่ของตัวเองได้ ในธรรมชาติปลาการ์ตูนจะอาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล แม้ว่าดอกไม้ทะเลจะมีเข็มพิษแต่ไม่เป็นอันตรายต่อปลาการ์ตูน โดยปกติปลาการ์ตูนจะอยู่กันเป็นคู่ ๆ และอาจมีปลาขนาดเล็กอาศัยร่วมอยู่ด้วย

 

การจัดตู้ปลาพ่อแม่พันธุ์ และการจับคู่พ่อแม่พันธุ์ปลาการ์ตูน

ใช้ตู้กระจก 18x36x19 นิ้ว หรือกระชังที่ทาด้วยตาข่ายพลาสติกขนาด 20x20x20 นิ้วลอยในบ่อปูน ใส่วัสดุสาหรับให้ปลาวางไข่ เช่น แผ่นกระเบื้องปูพื้นหรือเปลือกหอย ควรเลือกใช้วัสดุที่มีผิวเรียบ มีเครื่องให้อากาศ น้าที่ใช้เลี้ยงควรมีความเค็มประมาณ 28-33 ppt สาหรับในแหล่งที่ไม่สามารถจัดหาน้าทะเลได้ สามารถใช้น้าทะเลเทียม หรือเกลือวิทยาศาสตร์ผสมน้าจืดแทนได้ เปลี่ยนถ่ายน้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 70-80 % พร้อมกับทาความสะอาดบริเวณด้านข้างของตู้ โดยใช้วิธีกาลักน้า และ ควรล้างทรายในตู้เดือนละ 1 ครั้งการจับคู่ปลาการ์ตูนทาได้ โดยสังเกตจากลักษณะภายนอก เพศเมียจะมีขนาดใหญ่และมีท้องที่อูมเป่ง ส่วนเพศผู้ให้เลือกตัวที่มีขนาดเล็กและท้องเรียบ หลังการจับคู่ให้ปลาแล้วต้องคอยสังเกตว่าปลาจะยอมรับกันหรือไม่ ถ้าปลาไม่ยอมรับกันจะพบว่าปลาตัวเมียที่มีขนาดใหญ่กว่าจะไล่กัดตัวผู้จนถึงตาย อีกวิธีหนึ่งคือ เลี้ยงปลารวมกันเป็นฝูงจนปลามีอายุได้ 1 ปี ปลาจะเริ่มจับคู่กันเอง แยกตัวออกจากฝูงมีการสร้างอาณาเขตให้แยกคู่นั้นออกใส่ตู้เตรียมเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

อาหารและการให้อาหาร

ให้เนื้อกุ้งสด + เนื้อหอยแมลงภู่ + วิตามิน C + น้ามันปลา + อาหารสาเร็จรูป ผสม

น้าเปล่าเล็กน้อยปั่นให้เข้ากันให้ปลากินจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง เวลา 09.00 น. และ 15.00 น.

บางครั้งมีการเสริมด้วยอาร์ทีเมียตัวเต็มวัย

การผสมพันธุ์วางไข่

โดยปกติปลาการ์ตูนจะวางไข่เดือนละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ เช่น ในช่วง

เดือนเมษายนบางปี ถ้าอากาศร้อนและอุณหภูมิสูงมาก ปลาอาจจะหยุดสร้างไข่ โดยจะวางไข่ครั้ง

ละ 500-1,000 ฟอง แล้วแต่ขนาดและชนิดของพ่อแม่พันธุ์ ก่อนที่ปลาจะวางไข่ 2 วัน ปลาเพศ

เมียจะมีท้องอูมเป่งใหญ่กว่าปกติ ปลาเพศผู้จะทาความสะอาดผิวของวัสดุ โดยใช้ปากตอด ครีบ

อก และครีบหางโบกพัดสิ่งต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนวัสดุให้หลุดออกไป ปลาเพศเมียจะวางไข่ติดกับวัสดุ

ที่เลือกไว้แล้ว ปลาเพศผู้จะปล่อยน้าเชื้อเข้าผสม แล้วเป็นหน้าที่ของปลาเพศผู้ในการเฝ้าดูแลไข่

ด้วยการโบกพัดด้วยครีบ ใช้ปากตอด และเก็บไข่เสียออก

ต้นทุนการผลิต

สาหรับฟาร์มเอกชนขนาดเล็ก สามารถผลิตปลาการ์ตูนได้ 1,500 ตัว/เดือน ใช้แรงงาน 2 คน (รวมเจ้าของฟาร์ม)

เงินลงทุนเริ่มแรก

โรงเรือน,สิ่งก่อสร้าง,ระบบน้า,ระบบให้อากาศ,ตู้ปลา,บ่ออนุบาล ฯลฯ 400,000 บาท

ค่าพ่อแม่พันธุ์ปลาการ์ตูน (50 คู่) 40,000 บาท

ต้นทุนผันแปร

ต้นทุนการผลิตต่อเดือน 15,000 บาท

ต้นทุนการผลิตทั้งหมด 9.10 บาท/ตัว

ผลตอบแทน

จาหน่ายปลาอายุ 2 เดือน (ขนาด 1 นิ้ว) ตัวละ 30 บาท

รายรับ 1,500 ตัว x 30 บาท เดือนละ 45,000 บาท

การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดิน 

            ลูกปลากะพงขาวจากโรงเพาะฟัก เมื่อมีขนาดความยาว 1.5-2.5 ซม. จะจำหน่ายให้แก่เกษตรกร  เพื่อนำไปอนุบาลต่อในบ่อดิน เพื่อให้ได้ปลาขนาดความยาวประมาณ 4-8นิ้ว  สำหรับจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังหรือในบ่อดิน  เลี้ยงเป็นปลาเนื้อต่อไป

  วิธีการอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดินมีดังนี้  

 การเตรียมบ่อ 

 เป็นบ่อดินขนาดประมาณ 0.25-0.75 ไร่ (1 – 3 งาน) หากบ่อมีขนาด ใหญ่เกินไป จะทำให้การตีอวนรวบรวมลูกปลาทำได้ยาก และต้องใช้กำลังคนมาก ขุดบ่อให้ได้ความลึกประมาณ 1-1.5 เมตร ระดับความลึกของน้ำในขณะอนุบาลประมาณ 80 - 100 ซม

 ก่อนที่จะลงลูกปลาในบ่อ ให้เตรียมบ่อโดยการถ่ายน้ำออกจากบ่อจนแห้ง แล้วโรยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้ 1-3 วัน (ใช้ปูนขาวประมาณ 20-80 กิโลกรัม/ไร่ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน)  จากนั้นจึงปล่อยหรือสูบน้ำเข้ามาในบ่อ โดยต้องกรองผ่านตาอวน ขนาดเล็กเพื่อป้องกันสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรูของลูกปลาที่อาจจะหลุดลอดเข้ามา จนได้ระดับ ความลึกของน้ำตามที่ต้องการ เปิดเครื่องตีน้ำหรือเครื่องให้อากาศเพื่อให้เกิดแพลงตอนขึ้นมา และนำไม้มาปักหลักแบ่งพื้นที่ประมาณ 1/5 ของบ่อ เพื่อขึงอวนตาสีฟ้า (อวนมุ้งเขียว)กั้นเป็นคอก

1. แสดงทางน้ำเข้า และน้ำออก 

2. หว่านปูน กั้นคอก และเปิดน้ำเข้าบ่อ

  การนำลูกปลาลงบ่อ

    ลูกปลากะพงขาวที่จะนำมาอนุบาลในบ่อดิน ควรมีขนาดประมาณ 1.5-2.5 ซม. และต้องหัดให้กินอาหารปลาบด(หรืออาหารเม็ด) ในโรงเพาะฟักจนคุ้นดีแล้ว เพื่อที่ลูกปลาจะได้มีอัตรารอดตายสูง ความหนาแน่นของลูกปลาประมาณ 20,000 ตัวต่อไร่

    โดยการปล่อยลูกปลาลงในคอกที่กั้นไว้ ก่อนลงลูกปลา ต้องปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงที่ใช้บรรจุลูกปลา ให้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับน้ำในบ่อ โดยการลอยถุงไว้ในบ่อประมาณ15-20 นาที แล้วจึงค่อยแกะถุง ปล่อยปลาลงไปในคอก โดยมากแล้ว จะลงลูกปลาในช่วงเช้าหรือตอนเย็น เพื่อลดปัญหาเรื่องอุณหภูมิที่แตกต่างกันของน้ำ  

3. ลูกปลากะพงขาวขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร

การให้อาหาร

ให้กินเนื้อปลาบด(หรืออาหารเม็ด) เป็นอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-บ่าย ถ้าหากเนื้อปลาบดมีสภาพไม่สดนัก ควรจะผสมหัวอาหารหรือวิตะมินซีลงไปด้วย ประมาณ2-3 กรัมหรือ 1ช้อนชาพูน ต่อเนื้อปลาบด 1 กิโลกรัม แต่ละมื้อ ให้ลูกปลากินอาหารจนอิ่ม 

4 ให้อาหารลูกปลาในคอกที่กั้นไว้ 

การจัดการทั่วไป 

 เมื่อปล่อยปลาลงไปได้ประมาณ 3-5 วัน ให้รื้ออวนที่กั้นคอกนั้นออกเพื่อที่ลูกปลาจะได้มีพื้นที่อาศัยกว้างขึ้น ส่วนการให้อาหาร ก็ยังคงให้ในจุดเดียวกันกับตอนแรก และอาจจะต้องให้อาหารเพิ่มเติมในจุดอื่นรอบ ๆ บ่ออีกด้วย เนื่องจากการให้อาหารในจุดเดียวนั้น อาจจะมีลูกปลาบางส่วนที่มีขนาดเล็ก ไม่กล้าที่จะเข้ากลุ่มมากินอาหารในจุดดังกล่าวนั้น จึงต้องคอยหมั่นสังเกตเพื่อให้ลูกปลาได้กินอาหารอย่างทั่วถึง ซึ่งจะส่งผลให้ลูกปลามีอัตราการรอดตายสูงขึ้นเมื่อปลามีขนาดโตขึ้น ให้เปลี่ยนจากชนิดของอาหารที่เป็นเนื้อปลาบด เปลี่ยนมาเป็นเนื้อปลาสับ ซึ่งกะให้เนื้อปลาสับมีขนาดพอดีกับขนาดปากปลา เนื้อปลาสับจะมีการสูญเสียของอาหารน้อยกว่าเนื้อปลาบดอีกด้วย อันจะเป็นการลดการเน่าเสียของน้ำได้อีกทางหนึ่ง 

 เมื่ออนุบาลปลาเป็นระยะเวลาประมาณ 35 วัน จะมีปลาบางส่วนโตพอที่จะจำหน่ายได้(ขนาด 4-5 นิ้ว) หากจะจำหน่ายปลาขนาดนั้น ใช้อวนเพื่อรวบรวมและคัดลูกปลาที่ได้ขนาดเพื่อการจำหน่ายต่อไป ส่วนลูกปลาส่วนที่เหลือและยังไม่ได้ขนาด ก็อนุบาลต่อไป จนถึงขนาดที่จะจำหน่ายได้ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-3 สัปดาห์ 

 อัตราการรอดตาย    

หากไม่เกิดปัญหาโรคระบาดอย่างรุนแรงที่จะเป็นสาเหตุทำให้ลูกปลาตาย การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดินตามวิธีนี้ จะมีอัตรารอดตายของลูกปลาประมาณ 50-80เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของเกษตรกรในเรื่องการให้อาหาร คุณภาพของอาหารปลา ความสะอาด การจัดการเรื่องคุณภาพน้ำ เป็นต้น

ไฟล์แนบ

ไฟล์แนบ

 
การเลือกทาเลเพื่อการเลี้ยงกุ้งระบบปิด
 
     การเลี้ยงกุ้งให้ได้ผลดี จะต้องเริ่มจากการเลือกสถานที่เป็นอันดับแรกให้มีความเหมาะสมถึงแม้ว่าในบางพื้นที่ จะมีการจัดการฟาร์มอย่างดี แต่ก็ไม่สามารถจะดาเนินกิจการให้มีกำไรได้เพราะปัญหามาจากสถานที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นถ้าหากต้องการทราบว่า สถานที่นั้นเหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งหรือไม่ ก่อนที่จะทาการก่อสร้างบ่อ ควรมีการพิจารณาดังต่อไปนี้

หลักการของการเลี้ยงกุ้งระบบปิด

1. ไม่มีการระบายน้าจากบ่อเลี้ยงกุ้งตลอดระยะเวลาการเลี้ยง และไม่มีการกาจัดสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ่อเลี้ยงออก

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลของห่วงโซ่อาหารภายในบ่อเลี้ยง

2. มีบ่อเก็บน้าจากแหล่งน้าธรรมชาติมาเก็บกักและพักไว้ให้กลไกธรรมชาติทางชีวภาพบาบัดจนกลับคืนสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้

โดยการจัดทาให้บ่อบาบัดมีอาหารที่สมดุล โดยประกอบด้วยสาหร่ายทะเล หญ้าทะเล ปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาบู่

ปลาหางนกยูง ปลากินพืชและของเสีย เช่น ปลากระบอก ปลากินเนื้อ เช่น ปลากะพงขาว เป็นต้น

3. ติดตั้งเครื่องตีน้า 1 ชุด ในบ่อบาบัด เพื่อเพิ่มออกซิเจนและปูองกันการแบ่งชั้นของน้าและอุณหภูมิ สิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ในบ่อบาบัดจะใช้แร่ธาตุและอาหารที่มาจากน้าภายใน 2 สัปดาห์ น้าจะคืนสู่สภาวะปกติปราศจากมลพิษ

4. นาน้าที่ผ่านการบาบัดทางชีวภาพแล้ว เติมลงในบ่อเลี้ยงเพื่อทดแทนในส่วนที่ระเหยและรั่วซึม น้าในบ่อบาบัดที่ลดลง

ก็สูบน้าจากแหล่งน้าในธรรมชาติมาเติมและให้เกิดการบาบัดทางชีวภาพต่อไป

5. ในบ่อเลี้ยงกุ้งต้องมีการบาบัดโดยวิธีเคมีด้วย เพื่อเป็นการกาจัดแก๊สพิษต่างๆ เกิดจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุ

ในบ่อเลี้ยง เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ และก๊าซแอมโมเนีย 5.1 ใช้สารประกอบที่มีฤทธิ์

เป็นด่างเช่น ปูนขาว Ca(OH)2 3 – 5 กรัม/ตัน (ppm) (4 – 8 กก./ไร่) ในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือในช่วงที่น้ำใน

บ่อมีค่า pH ต่าอัลคาไลนิตี้ต่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) สูง 5.2 ใช้

สารประกอบ

ที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือเป็นออกซิไดซิ่งเอเจน เป็นตัวเติมออกซิเจน และกาจัดเชื้อต่างๆ เช่น แคลเซียมโฮโปคลอไรท์

(ชนิดผง มีคลอรีน 60 – 70 %) ปริมาณ 0.3 – 2.0 กรัม/ตัน (ppm) (0.5 – 3.2 กก./ไร่) ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด

ในกรณีน้าในบ่อเลี้ยงมีค่า pH สูง มีค่าแอมโมเนียสูง 5.3 การใช้สารเคมีทั้ง 2 ตัว ตาม 5.1 และ 5.2 ต้องใช้สลับกัน

ระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 3 – 6 ชั่วโมง ห้ามใช้พร้อมกัน

6. ปล่อยกุ้งระยะ P15 ลงเลี้ยง 20 – 30 ตัว/ตารางเมตร (30,000 – 50,000 ตัว/ไร่) เมื่อต้องการผลผลิตกุ้งที่มี

ขนาด 20 – 30 ตัว/กก. และถ้าปล่อยกุ้งระยะ P15ลงเลี้ยงในอัตรา 40 – 60 ตัว/ตารางเมตร (60,000 –

100,000ตัว/ไร่) จะได้ขนาด 40 – 60 ตัว/กก.

ไฟล์แนบ

ความสำคัญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
    1. เป็นอาหาร
    2. เป็นสินค้า
    3. เป็นสัตว์เลี้ยงช่วยกำจัดแมลงและวัชพืช
    4 . ช่วยกำจัดของเสียและสิ่งปฏิกูล
    5 . เป็นเกมกีฬา
    6 . เป็นวัสดุตัวอย่างในการศึกษา

นิยามของคำว่าสัตว์น้ำ 
    • สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ : ปลา กุ้ง หอย
    • มีวงจรชีวิตอยู่ในน้ำ : กบ งู จระเข้ แมลง
    • อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำทั่วถึง : เต่า ตะพาบน้ำ
    • รวมทั้งไข่ของสัตว์น้ำ : ไข่เต่า ไข่ปลา
    • สัตว์น้ำจำพวกเลี้ยงลูกด้วยน้ำนม : พยูน ปลาวาฬ
    • ซากหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์น้ำ : หูฉลาม
    • พันธุ์ไม้น้ำตามพระราชกฤษฎีกา ระบุชื่อ :

     5.2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 
    คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
    - AQUACULTURE 
    - FISH CULTURE 
    - FISH FARMING: AMERICAN CATFISH PRODUCERS 
    - MARICULTURE: MARINE OR SULTWATER ENVIRONMENT
    - SEA FARMING
    - SEA RANCHING
    - PISCICULTURE: BRITISH TERM FOR FISH CULTURE

    ประเภทของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
    สามารถจำแนกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ ตามลักษณะของแหล่งน้ำ คือ
    1. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด (Freshwater Aquaculture) 
    2. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (Coastal or Brackish Aquaculture)

    ประวัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
    • การเลี้ยงปลาเริ่มที่อียิบต์ ประมาณ 4,000 ปี จากภาพแกะสลักแสดงการปล่อยปลานิล
    • การเลี้ยงปลาไนเริ่มที่ประเทศจีน 4,600 ปี
    • ประเทศไทยเลี้ยงปลาสลิดในบ่อ (ก่อนปี พ.ศ. 2460) และก่อนนั้นอาจเป็นปลากัด
    • พ.ศ. 2465 นำปลาจีนมาเลี้ยงคลองเตย คลองไผ่สิงห์โต
    • พ.ศ. 2494 กรมประมงส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาหมอเทศในบ่อ 
    • พ.ศ. 2509 ร.9 พระราชทานปลานิลให้กรมประมงเพื่อนำไปการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์

    วัตถุประสงค์ของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
    1. เพื่อเป็นอาหารของมนุษย์
    2. เพื่อปรับปรุงพันธุ์ในธรรมชาติ
    3. เพื่อการกีฬาและความบันเทิง
    4. เพื่อเป็นปลาสวยงาม
    5. เพื่อเป็นอาหารสัตว์
    6. เพื่อการผลิตอุตสาหกรรมอาหาร

    ลักษณะการเลี้ยงสัตว์น้ำ 
    สามารถจำแนกได้หลายแบบตามลักษณะต่างๆ ดังนี้

    ก. จำแนกตามรูปแบบการเลี้ยง 
    • การเลี้ยงในบ่อ POND CULTURE 
    • การเลี้ยงในกระชัง CAGE AND PEN CULTURE 
    • การเลี้ยงในร่องน้ำ RACEWAY CULTURE 
    • การเลี้ยงแบบแพ RAFT CULTURE 
    • การเลี้ยงอย่างหนาแน่นในระบบปิด CLOSED HIGH-DENSITY CULTURE 
    • การทำฟาร์มในทะเล SEA RANCHING 

    ข. จำแนกตามลักษณะการได้มาของพันธุ์สัตว์น้ำ
    • จากแหล่งน้ำธรรมชาติ 
    • จากแม่พันธุ์ที่มีไข่ 
    • จากการเพาะพันธุ์ของมนุษย์

    ค. จำแนกตามระดับของการจัดการฟาร์ม
    • แบบดั้งเดิม EXTENSIVE
    • แบบกึ่งพัฒนา SEMI-INTENSIVE 
    • แบบพัฒนา INTENSIVE

    ง. จำแนกตามจำนวนชนิดที่เลี้ยง
    • เลี้ยงชนิดเดียว MONOCULTURE CULTURE 
    • เลี้ยงหลายชนิดรวมกัน POLYCULTURE

    จ. จำแนกตามความเค็มของน้ำ
    • การเลี้ยงสัตว์น้ำจืด FRESHWATER 
    • การเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย BRACKISH WATER 
    • การเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม MARINE WATER

    ฉ. จำแนกตามลักษณะการไหลของน้ำ
    • การเลี้ยงในน้ำไหล RUNNING WATER 
    • การเลี้ยงในน้ำนิ่ง STANDING WATER

    ช. จำแนกตามอุณหภูมิของน้ำ
    • การเลี้ยงในน้ำเย็น COLD WATER 
    • การเลี้ยงในน้ำอุ่น WARM WATER

    ซ. จำแนกตามลักษณะการกินอาหาร
    • กินพืชเป็นอาหาร HARBIVOROUS SPECIES CULTURE 
    • กินสัตว์เป็นอาหาร CARNIVOROUS SPECIES CULTURE 
    • กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหารOMNIVOROUS SPECIES CULTURE

    ฌ. จำแนกตามลักษณะการเลี้ยงร่วมกับการทำเกษตรอื่นๆ
    • การเลี้ยงปลาในนาข้าว RICE-FISH FARMING 
    • การเลี้ยงปลาร่วมกับเป็ดไก่ POULTRY-FISH FARMING 
    • การเลี้ยงปลาร่วมกับหมู PIG-FISH FARMING

    จุดอ่อนของผลผลิตสัตว์น้ำ
    • เน่าเสียง่าย
    • ยุ่งยากในการขนส่งและเก็บรักษา
    • มีความยืดหยุ่นต่อรายได้และราคาต่ำกว่าสินค้าอุตสาหกรรม
    • มูลค่าต่ำ

    จุดอ่อนของการผลิต
    • หน่วยการผลิตมีขนาดเล็ก 
    • ห่างไกลตลาด และหน่วยการผลิตกระจัดกระจาย
    • ปริมาณการผลิตไม่แน่นอน
    • มีเฉพาะฤดูกาล
    • คุณภาพไม่คงที่
    • ไม่สามารถควบคุมให้พอดีกับปริมาณความต้องการของตลาด

    ชนิดของสัตว์น้ำที่นิยมเลี้ยง
    • ปลาไน                     • กุ้งก้ามกราม
    • ปลาดุกด้าน               • ตะพาบน้ำ
    • ปลาสวาย                 • กบ
    • ปลาจีน (ซ่ง เล่ง เฉา)  • ปลากะพงขาว
    • ปลาตะเพียนขาว         • ปลากะรัง
    • ปลายี่สกเทศ              • หมึก
    • ปลาทรงเครื่อง            • ปูทะเล
    • ปลาบึก                     • หอยแมลงภู่
    • กุ้งกุลาดำ

    ระบบการผลิต คือ 
    • การมุ่งพัฒนาเกษตร โดย “ตลาด” ต่างประเทศ การอพยพแรงงานภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรม
โครงสร้างการผลิตของเกษตรกรไทย 
    • เดิม การผลิตเพื่อยังชีพพออยู่พอกิน อาศัยสิ่งธรรมชาติมาเป็นปัจจัยใน การดำรงชีวิตความต้องการสินค้า และการบริการเพิ่มขึ้น 
    • ปัจจุบัน ผลิตเพื่อการจำหน่าย ภายในประเทศและผลิตเพื่อการส่งออก

     รูปแบบการผลิต 
    1. การผลิตในพื้นที่ขนาดใหญ่ Plantation
    2. การผลิตครบวงจรตามข้อตกลง ระหว่าง เกษตรกรกับบริษัท Contract Farming
    3. ผลิตอุตสาหกรรมพื้นฐานเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรม เช่น เครื่องจักรกล ยา อาหาร 
    4. การแบ่งจัดสรรงานการผลิตกับประเทศเพื่อนบ้าน 
    5. ระบบการศึกษาทางการเกษตรเพื่อธุรกิจเอกชน

    การเกษตรยั่งยืน 
    1. Conservation Farming System เน้นการใช้และสงวนทรัพยากรการผลิตให้ยืดยาวโดยการอนุรักษ์ดินและน้ำ การจัดการดินและน้ำ
    2. Integrated Farming System การปฏิบัติที่มุ่งเอาความสามารถของทรัพยากรการผลิตและสิ่งแวดล้อมมาผสมผสาน เป็นระบบการผลิตที่ไม่สูญเปล่า
    3. Intensive Farming System (ULTRA/SUPER)การมุ่งใช้แรงงานดูแลอย่างจริงจัง ไม่ได้ใช้ทรัพยากรอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ แทนการผลิตเพิ่มโดยการขยายพื้นที่
    4. Low Input Farming System การมุ่งใช้ประโยชน์ของธรรมชาติแก้ปัญหา ใช้วัสดุการเกษตรน้อยที่สุดตามหลักการควบคุมธรรมชาติ หรือการใช้สารสกัดจากพืช เพื่อการเกษตรกรรมที่ลดการใช้สารเคมี 
    5. Alternative Agriculture Conservation Farming System เกษตรกรรมทางเลือก หมายถึง เกษตรกรรมที่ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และไม่ทำลายระบบนิเวศน์

    ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ Y = QxP - C
    โดย Y = ผลจากการดำเนินธุรกิจ 
    Q = ปริมาณผลผลิต(หน่วย)
    P = ราคาผลผลิต (บาท/หน่วย)
    C = ต้นทุนการผลิต (บาท) 

    ผลการดำเนินธุรกิจผลกำไรที่เพิ่มขึ้น คือ 
    • การลดลงของต้นทุนการผลิต 
    • การเพิ่มขึ้นของราคา
    • การเพิ่มขึ้นของผลผลิต

    การเพิ่มขึ้นของผลผลิต (Q = Increase of Production) คือ 
    • การเพิ่มอัตราการปล่อย Stocking Rate
    • การเพิ่มอัตราการรอด Survival Rate 
    • การเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต Growth Rate

    ในส่วนของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอัตราการปล่อย ประกอบด้วย
    • ปุ๋ย และการให้อาหาร Fertilization & Feeding
    • การเลี้ยงแบบผสมผสาน Polyculture
    • ขนาดของพันธุ์ Stock manipulation
       - Multiple size stocking
       - Same size in a system
       - Double cropping
    • การให้อากาศ Areation

    สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอัตราการรอด ประกอบด้วย 
    • การจัดการบ่อที่ดี Good Pond Management
    • การปล่อยในอัตราที่เหมาะสม Correct Stocking Rate
    • การให้อาหารและปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม Right, Kind and Amount of Feed /Fertilizer
    • การจัดการคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม Proper water quality (Temperature / DO)
    • การป้องกันโรค Prevent diseases & Paresites
    • การกำจัดศัตรูสัตว์น้ำที่เลี้ยง Elination of Predator การลดต้นทุนต้องพิจารณาในสิ่งต่อไปนี้
    • ค่าก่อสร้างCost of Construction
    • ค่าอาหารและค่ายา Cost of Feed and Fertilizer
    • ค่าพันธุ์สัตว์น้ำ Cost of Seed
    • ค่าแรงงาน Cost of Labour
    • ค่าน้ำ Cost of water
    • ค่าดอกเบี้ย Interest
    • ค่าทางการตลาด Marketing Cost
    • ค่าเช่าที่ดิน Land Lease

    การเพิ่มราคาสัตว์น้ำต้องพิจารณาในสิ่งต่อไปนี้
    • คุณภาพสัตว์น้ำ Quality of Fish
    • ฤดูกาลและวัฒนธรรมทางสังคม Seasonality and Social Customs
    • ความร่วมมือทางการตลาด Cooperatives Marketing 
    • ลักษณะของสินค้าและตลาด Different Markets and Products (Fish, Frozen, Salts, Smoked)
    • ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ และโครงสร้างการตลาด

    ประสิทธิภาพ Efficiency
    ความมีประสิทธิภาพหรือสมรรถภาพ โดยสามารถทำงานนั้นๆให้สำเร็จได้โดยปราศจากการสิ้นเปลือง หรือสามารถสร้างผลสำเร็จออกมาโดยที่ได้ผลงานที่มีคุณค่าสูงกว่าทรัพยากรที่ใช้ หรือการวัดอัตราส่วนของรายได้ต่อค่าใช้จ่าย

    ประสิทธิผล Effectiveness 
    คือ การทำงานที่ได้ผลโดยสามารถทำงานให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได ้หรือการวัดกิจการ ที่สามารถทำงานสำเร็จผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไม่สนใจเปรียบเทียบว่าทรัพยากรที่ใช้ไปมากน้อยเพียงใด

    การจัดการฟาร์มสัตว์น้ำ 
     การจัดการฟาร์มสัตว์น้ำ หมายถึง การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ำ โดยมีบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ประสานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์เสี่ยงและความไม่แน่นอน

    ธุรกิจฟาร์ม
    หมายถึง หน่วยธุรกิจที่ประกอบกิจการการผลิตพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้จากพืชและสัตว์ ภายในกระบวนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลจากฟาร์มต้องมีการจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนด

     ธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ำ
    คือ หน่วยธุรกิจการผลิต และจำหน่ายสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิตสัตว์น้ำ การจัดการภายในกระบวนการการผลิตตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ความสำคัญของหน่วยธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ำ คือ
    • ครอบครองและใช้ปัจจัยการผลิตมากกว่าหน่วยธุรกิจอื่น
    • แหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของมนุษย์
    • นำไปสู่เงินตราเข้าประเทศ 
    • มีการใช้แรงงานมาก ลดปัญหาการว่างงาน
    • เป็นอาชีพให้กับคนในประเทศ

    องค์กรจะทำหน้าที่ผลิตสินค้า บริการมุ่งสร้าง ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้รับจะเป็น กำไร ชื่อเสียง ทักษะความชำนาญ นอกจากนี้องค์การต้องมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม สถาพแวดล้อมในที่นี้ คือ ปัจจัยภายนอกหรือสิ่งที่อยู่นอกเหนือ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการเมือง

    ระบบการบริหาร หรือระบบการจัดการ คือ 
    ระบบการทำงานของผู้บริหาร/ผู้จัดการ ในการบริหาร/จัดการระบบต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด องค์การกับสภาพแวดล้อมภายในองค์การ มี 3 ระบบ คือ ระบบโอกาสระบบงาน และระบบคน

    ระบบโอกาส คือ
     ระบบการทำงานของผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์การที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา กำหนดวัตถุประสงค์ นโยบาย กลยุทธ เป้าหมาย แผนงาน ระบบโอกาสจะคาบเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายนอก และองค์การ เรียกว่า การจัดการโอกาส หรือการบริหารโอกาส Opportunity Management

     ระบบงาน คือ 
    ระบบของทรัพยากรต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้ภายในองค์การ เพื่อสำหรับการปฏิบัติงานตามแผนงานต่างๆที่ได้กำหนดไว้ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ได้แก่ เงินทุน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบ โดยมีต้นทุนที่ต้องจ่ายในการบริหาร เรียกว่า การบริหารงาน หรือการบริหารระบบงาน หรือการจัดการระบบงาน Task of Work System Management ดังนั้นการจัดระบบงานหมายถึง โครงสร้างองค์การ และวิธีทำงานเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ
และได้ผลสูง

     ระบบคน คือ 
     คนเป็นทรัพยากรที่มีชีวิต จิตใจ มีทักษะ ความชำนาญ และความสามารถที่จะปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่กำหนดได้ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ การทำงานขึ้นกับพฤติกรรม ความพึงพอใจ อาจผันแปรตลอดเวลา ทั้งลักษณะการใช้เหตุผล อารมณ์ เรียกว่า การบริหารคน หรือการจัดการคน People Management เป็นเรื่องของการจูงใจ หรือศิลปการบังคับบัญชา

    ขั้นตอนการจัดการ
    1. ความคิด
    2. สิ่งเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องกระทำ
    3. คน

    ความคิด
    • การบริหารโอกาส จำเป็นต้องใช้ความคิด และต้องมีความคิดเป็นเลิศ 
    • กระบวนการในการจัดการ คือ การวางแผน Planning

    สิ่งเรื่องราวต่างๆที่ต้องกระทำ 
การจัดระบบงาน โดยนักบริหาร หรือนักจัดการต้องรู้จักแบ่งสันและจัดระเบียบ การใช้ให้ตรงกับความจำเป็น และความต้องการอยู่ตลอดเวลา 
    • กระบวนการในการจัดการ คือ 
    • การจัดองค์กร Organization

    การจัดการคน หรือ การบริหารคน เป็นกระบวนการในการทำงาน อันเป็นผลจากการเกี่ยวข้องและความเข้าใจของผู้ทำงานทุกฝ่าย ได้แก่ หัวหน้า หรือ ผู้นำ ผู้ร่วมงาน และผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “คน” ที่มีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึก และต้องการการชักจูง โน้มน้าว และเสริมสร้าง ให้เกิดพลังร่วม 
    กระบวนการในการจัดการคน ประกอบด้วย การคัดเลือกคน หรือการจัดวางตัวบุคคล หรือการจัดคนเข้าทำงาน Staffing การมีศิลปะการสั่งการ หรือมีการสั่งการ Directing 
และการควบคุม คือ วิธีการควบคุมให้ปฏิบัติงานด้วย ความทุ่มเท ตั้งใจ ที่จะให้ได้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพที่ดี Controlling

    5.3 การเลี้ยงสัตว์น้ำ

    ในการเลี้ยงสัตว์น้ำโดยทั่วไปแล้ว จะประกอบด้วย 7 ขั้นตอนหลัก คือ การเลือกสถานที่ การสร้างบ่อเลี้ยง การเตรียมบ่อเลี้ยง การเตรียมและปล่อยพันธุ์ อาหารและการให้อาหาร การจัดการคุณภาพน้ำ และโรคสัตว์น้ำ และการเก็บเกี่ยวผลผลิต 


     การเลือกสถานที่
    • พื้นที่ใกล้แหล่งน้ำหรือมีน้ำใช้ตลอดฤดูกาล
    • พื้นที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม
     • พื้นที่สามารถสร้างที่กักขังสัตว์น้ำได้
     • สภาพภูมิประเทศ
     • การคมนาคม

    การสร้างบ่อ
    ประเภทของบ่อที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์น้ำโดยส่วนใหญ่ ประกอบด้วย 
    • บ่อเพาะพันธุ์ (Breeding pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับเป็นที่วางไข่ ผสมพันธุ์ของพ่อแม่สัตว์น้ำ ลักษณะรูปแบบ ขนาด ความลึก ระบบน้ำ จะแตกต่างตามชนิด ขนาด และจำนวนพ่อแม่พันธุ์
    • บ่อฟักไข่ (Hatching pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับให้ไข่ปลาปฏิสนธิแล้ว (Fertilized egg) เจริญพัฒนาการเป็นลูกปลาวัยอ่อน (Larvae) ลักษณะรูปแบบ ขนาด ความลึก ระบบน้ำ จะแตกต่างตามประเภทและปริมาณของไข่สัตว์น้ำที่ต้องการฟัก
    • บ่ออนุบาล (Nursing pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน (Post larvae) ให้เจริญเติบโตถึงขนาดปล่อยลงเลี้ยง Fingering
    • บ่อเลี้ยง (Rearing pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำให้เติบโตถึงขนาดตลาดต้องการ (Market size)
    • บ่อเก็บกัก (stocking pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับกักขังสัตว์น้ำที่เติบโตได้ขนาดตามตลาดต้องการ เตรียมไว้สำหรับการจำหน่าย
     • บ่อตะกอน (sedimentation pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับพักน้ำไว้ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ในฟาร์ม เพื่อให้น้ำมีการตกตะกอน ปรับสภาพให้เหมาะสม ขนาดของบ่อ: ขึ้นกับขนาดและอายุของปลา บ่อขนาดใหญ่ อาจมีขนาด 3-5 ไร่ (อาจจะใหญ่กว่า 5 ไร่) ความลึก 2-3 เมตร บ่อปลานิ้ว ขนาด 1-3 ไร่ ความลึก 2 เมตร บ่อปลาตุ้ม ขนาด 0.5-1 ไร่ ความลึก 1.5 เมตร
    รูปแบบบ่อ: นิยมกำหนดขนาดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง:ยาว = 2:1, 3:2, 5:3 บ่อควรวางด้านยาวไปทางทิศตะวันออก-ตะวันตก เพื่อรับแสงแดดในช่วงกลางวัน เกิดอาหารธรรมชาติ และเกิดก๊าซออกซิเจน
    ความลึกของบ่อ: บ่อโดยทั่วไป ระดับการเก็บกัก 1.5-2.0 เมตร สำหรับบ่ออนุบาล 0.8-1.20 เมตร ความลึกของบ่อมีผลต่อการดูแลรักษา และขึ้นกับประสิทธิภาพในการเก็บกัก
ลักษณะพื้นก้นบ่อ: พื้นก้นบ่อควรลาดเอียง เพื่อระบายน้ำและใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำ (0.5-1 %) และควรจัดสร้างแอ่งที่ลึกกว่าก้นบ่อเดิม 30-50 ซม. และใกล้กับท่อน้ำเข้าหรือระบบให้อากาศ 
ท่อทางระบายน้ำ: ปากท่อต่ำกว่าพื้นก้นบ่อ 20-30 ซม. การกำหนดที่ตั้งของท่อควรคำนึงกระแสน้ำในบ่อคันดิน: กรณีเป็นบ่อดินเหนียว 1:1 ดินปนทราย เชิงลาดล่าง ลาดเอียง 1:2.5 - 1:3.0 เชิงลาดบน ลาดเอียง 1:1 – 1:1.5

    การเตรียมบ่อเลี้ยง 
    การเตรียมบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก คือ การใส่ปูนขาว และการใส่ปุ๋ย หากเป็นกรณีบ่อเก่าควรมีการกำจัดศัตรูปลา ลอกเลน และตากบ่อให้แห้ง

    การใส่ปูนขาว
    ปูนขาวมีประโยชน์ในด้านต่างๆ คือ ทำลายสิ่งที่มีพิษต่อปลา เช่น พยาธิ โปรโตซัว ปรับความเป็นกรดของดินและน้ำ ให้เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรดด่าง เพิ่มปริมาณแพลงค์ตอนพืชและสัตว์ ช่วยให้ตะกอนแขวนลอยตกตะกอน แสงผ่านง่าย เกิดการสังเคราะห์แสง ออกซิเจนเพิ่ม ช่วยให้สารประกอบแอมโมเนียสลายตัวกลายเป็นไนไตรท์และไนเตรท ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อปลา วิธีการใส่ปูนขาว มีดังนี้

    1) ใส่เมื่อบ่อแห้ง หว่าน โรย ขณะตากบ่อ (นิยม)
    2) โปรยจากเรือ ขณะบ่อมีน้ำ
    3) ปล่อยปูนขาวจากทางน้ำไหลเข้าบ่อ
    ปริมาณการใช้ปูนขาวขึ้นกับคุณภาพดินและคุณภาพน้ำของบ่อ กรณีโรคปลา ใช้ปรับคุณภาพน้ำ ใช้ปูนขาวในอัตรา 60 กิโลกรัมต่อไร่ กรณีบ่อเก่าหลังจับปลาแล้วไม่ระบายน้ำออก อัตราใช้ปูนขาว คือ 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ และกรณีใส่ขณะมีปลา ใช้ปูนขาวละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ

    การใส่ปุ๋ย
    การใส่ปุ๋ยเป็นหลักการ เพื่อให้บ่อเลี้ยงเกิดอาหารธรรมชาติในกลุ่มของแพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) และแพลงก์ตอนสัตว์ (Zooplankton) ปุ๋ยที่นิยมใช้ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอนินทรีย์หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (ปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์) อัตราการใช้ปุ๋ยต่างๆ เป็นดังนี้ 
    1) ปุ๋ยคอก : ไม่เกิน 300-450 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน
    2) ปุ๋ยพืชสด : ไม่เกิน 1,200-1,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน
    3) ปุ๋ยหมัก : ไม่เกิน 600-700 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน
    4) ปุ๋ยเคมี : ปุ๋ยยูเรีย 4.5 กิโลกรัมต่อไร่ต่อสัปดาห์ หรือปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต 2.5กิโลกรัมต่อไร่ต่อสัปดาห์

    การเตรียมพันธุ์ปลา
     สิ่งที่ต้องพิจารณา ประกอบด้วย
    • ชนิดและอัตราการปล่อย
    • เลือกชนิดและลักษณะการกินอาหาร
    • ลักษณะและวิธีการแพร่พันธุ์ของปลา
    • การปล่อยปลาในอัตราที่เหมาะสม
     • การเลี้ยงปลาหลายชนิดในบ่อ (กินอาหารต่างกัน อาศัยที่อยู่ต่างกัน)

    อาหารและการให้อาหาร
    ประเภทของอาหารสัตว์น้ำ คือ อาหารธรรมชาติ และอาหารสมทบ ตัวอย่างของอาหารสมทบ ได้แก่ โรติเฟอร์ ไรแดง ไข่ไก่ อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น สำหรับอาหารสำเร็จรูปอาจมีลักษณะ ดังนี้ 
    1. อาหารเม็ด
         1.1 อาหารเม็ดลอยน้ำ
         1.2 อาหารเม็ดจมน้ำ
    2. อาหารเม็ดฉีก
    3. อาหารผง
    4. อาหารแผ่น
    5. อาหารผสมบด

    การจัดการคุณภาพน้ำ

    ด้านกายภาพ
    1) อุณหภูมิ (Temperature) 25-32 องศาเซลเซียส อุณหภูมิในตัวปลาต่ำกว่าอุณหภูมิน้ำ 0.5-1 องศาเซลเซียส การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต้องมีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ เพราะปลาเป็นสัตว์เลือดเย็น ไม่สามารถรักษาอุณหภูมิให้คงที่เหมือนสัตว์เลือดอุ่น อุณหภูมิมีผลต่อปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต การที่อุณหภูมิสูงอาจทำให้สารพิษ เช่น สารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก ทวีความรุนแรง และปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดลง 
    2) ความขุ่น (Turbidity) น้ำมีสารแขวนลอย ได้แก่ อนุภาคดินทราย แพลงค์ตอน แบคทีเรีย แร่ธาตุ ซึ่งมีผลต่อปริมาณแสงส่องลงไปในน้ำ หน่วยวัดความขุ่น คือ FTU (Formazin turbidity unit) หรือ JTU (Jackson turbidity unit) ค่าความขุ่นที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาไม่ควรเกิน 50 FTU การวัดความขุ่นใสอาจใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Secchi disc (แผ่นไม้รูปวงกลมเส้นผ่า ศก. 20 ซม. ทาสีขาวสลับดำ ความขุ่นที่เหมาะสม 30-60 ซม.) ความขุ่นของน้ำสามารถควบคุมได้ดังนี้ 
     - กรณีน้ำขุ่นจากตะกอนดิน แก้ไขโดยเติมปุ๋ยอินทรีย์และอนินทรีย์ หรือใช้สารส้ม (Alum) หรืออลูมินั่มซัลเฟต ปริมาณ 25-30 mg/l
    - กรณีความขุ่นที่เกิดจากแพลงก์ตอน ใช้การระบายน้ำออกหรือใช้คอปเปอร์ซัลเฟต 0.1-0.5 mg/l 
    - ถ้าน้ำมีความขุ่นใสมาก แสดงว่าแพลงค์ตอนมีน้อย ต้องเติมปุ๋ยและปูนขาวลงไปในน้ำ หรือเติมน้ำเขียว (Chlorella) 
    3) การนำไฟฟ้า (Conductivity) ความสามารถของน้ำในการเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า ขึ้นกับ ความเข้มข้นของอิออนของสารประกอบอนินทรีย์ที่แตกตัวได้เมื่อละลายน้ำ ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป 1 องศาเซลเซียส ค่าการนำไฟฟ้าเปลี่ยนแปลง 2 % ค่าการนำไฟฟ้า 1,500 ไมโครโมห์ต่อเซนติเมตร 
    4) สี เป็นตัวบ่งชี้ชนิดของสิ่งมีชีวิตในน้ำ เช่น สีเหลือง/น้ำตาล เป็นกลุ่ม Diatom: Bacillaryophyta สีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นกลุ่ม Blue green algae: Cyanophyta สีเขียวเป็นกลุ่ม Chlorophyta สีน้ำตาลแดง เป็นกลุ่ม Dinoflagellate: Pyrophyta ถ้าน้ำเป็นสีน้ำตาลจะให้กำลังผลิตสูง สีเขียวแกมน้ำเงินจะให้ผลผลิตต่ำ

    ด้านเคมี
     1) ความเป็นกรดด่าง (pH) เป็นการวัดค่าความเข้มข้นของไฮโดรเจนอิออน ที่มีอยู่ในน้ำ pH น้อยกว่า 7 น้ำเป็นกรด pH มากกว่า 7 น้ำเป็นด่าง ถ้า pH สูง การเกิดพิษของแอมโมเนียจะสูง 
    2) ความกระด้าง (Hardness) ความเข้มข้นของอิออนของแคลเซียม และแมกนีเซีมที่ละลายในน้ำ เป็นตัวช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลง pH ของน้ำ ค่าที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลา 80-200 mg/l 
    3) ความเป็นด่าง (Alkalinity) ความเข้มข้นของด่าง ส่วนใหญ่เป็นอิออนของคาร์บอเนต ไบคาร์บอเนต และไฮดอกไซด์ แหล่งน้ำธรรมชาติมีค่าความเป็นด่าง 25-400 mg/l ค่าที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา 100-120 mg/l
    4) คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide) มีความสามารถในการละลายน้ำได้ดี อยู่ในรูป คาร์บอนไดออกไซด์อิสระ ไบคาร์บอเนต และคาร์บอเนต ช่วยให้ pH ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป
    5) ปริมาณออกซิเจน (Dissolved oxygen) ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ใช้ในขบวนการหายใจและการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ปริมาณที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้ง 5 mg/l ปลามีค่ามากกว่า 5 mg/l ปริมาณ DO ไม่ควรต่ำกว่า 3 mg/l หน่วยที่วัด mg/l หรือ ppm =part per million 
    6)ไฮโดรเจนซัลไฟด์(Hydrogen sulfide) เกิดจากการหมักหมมและการเน่าสลายของอินทรีย์สารก้นบ่อ ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน เรียกว่า ก๊าซไข่เน่า เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ ถ้าค่า pH ต่ำ จะทำให้เกิดก๊าซเพิ่มขึ้น ค่าไม่ควรเกิน 0.002 ppm การลดความเป็นพิษโดยการใช้เกลือแกง 300-400 กก./ไร่ หรือปูนขาว 30 กรัม/ตัน 
     7) ความเค็ม (Salinity) สำหรับน้ำจืด ความเค็มอยู่ระหว่าง 0-0.5 ส่วนในพัน (0-3 psu)
น้ำกร่อย 0.5-30 ส่วนในพัน (15-25 psu) และน้ำเค็ม มากกว่า 30 ส่วนในพันขึ้นไป (25-32 psu)
    8) ไนโตรเจน แอมโมเนีย (NH3) ไนไตรท์ ไนเตรท สารประกอบไนโตรเจนในแหล่งน้ำ ระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียในบ่อปลาไม่ควรเกิน 0.02 ppm
    9) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) มีความสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชน้ำ อยู่ในรูป ออโธฟอสเฟต สำหรับ Oligotrophic lake ค่าออโธฟอสเฟตน้อยกว่า 0.1 mg/l และ Eutrophic lake มากกว่า 0.1 mg/l ถ้ามีมากกว่า 0.6 mg/l น้ำมีปัญหาด้านมลภาวะ มาตรฐานกำหนดไว้ไม่ควรเกิน 0.3 mg/l

    โรคและศัตรูสัตว์น้ำ ที่สำคัญ ได้แก่
    • โรคที่เกิดจากฺแบคทีเรีย Bacteria เช่น โรคท้องบวม•โรคที่เกิดจากพยาธิ เช่น ปลิงใส เห็บ โรคจุดขาว
    • โรคที่เกิดจากตัวเบียฬภายนอก เช่น เห็บปลา เหาปลา
    • ศัตรูปลา เช่น งู กบ นก

การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์
• เป็นรูปแบบที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุด โดยบ่อที่นิยมจะมาขนาด 3 x 4 เมตร หรือใหญ่กว่า
• สะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทำความสะอาดบ่อ ควบคุมโรครวมถึงการจับแบบทยอยจับได้
• บ่อส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีพื้นที่ที่เป็นพื้นบกสำหรับกบอาศัยอย่างน้อย 70% ของบ่อ ที่เหลือเป็นพื้นน้ำ

ลักษณะบ่อปูนซีเมนต์เลี้ยงกบ
• โดยทั่วไปแล้วบ่อเลี้ยงกบจะเป็นบ่อเอนกประสงค์ คือ ใช้ตั้งแต่ผสมพันธุ์ อนุบาลลูกอ๊อด อนุบาลลูกกบ จนถึงเลี้ยงกบขุนหรือกบเนื้อ
• บ่อเลี้ยงกบ มักเป็นบ่อซีเมนต์ มีหลายรูปแบบ เช่น ปูกระเบื้อง ทาสีเหลือง มีหลายขนาด เช่น 3/4 , 3.2/4 , 4/4 , 4/5 , 4/6 เมตร สูง 1.2 เมตร ขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่
• บ่อเลี้ยงจะมีการเทคานและใช้อิฐบล็อค 4 – 6 ก้อนก่อเป็นผนัง พื้นบ่อมีการเทปูนหนาพอสมควรเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม ด้านในของบ่อทั้ง 4 ด้าน จะฉาบผิวสูงประมาณ 30- 50 เซนติเมตร
• บ่อกบควรตั้งอยู่กลางแจ้ง มีแสลนกรองแสงทำเป็นหลังคาและกันแดด รวมทั้งมีตาข่ายกันนกหรือศัตรูที่จะเข้ามาจับกินกบ
• มีการวางระบบน้ำ โดยเดินท่อพีวีซีไปยังทุกบ่อ เพื่อเติมน้ำในขณะที่เปลี่ยนน้ำออกจากบ่อ

น้ำสำหรับใช้เลี้ยงกบ
• ควรตรวจสอบคุณภาพน้ำ เช่น ความเป็นกรดด่างของน้ำ (พีเอชประมาณ 7 จะดี) ความกระด้าง ค่าอัลคาไลนิตี้ ปริมาณแอมโมเนีย แร่ธาตุในน้ำ ฯลฯ ว่าเหมาะสมหรือไม่
• หากน้ำที่ใช้เป็นกรด จะต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำและตรวจวัดความเป็นกรดด่างของน้ำอีกครั้งหนึ่ง และมีการพักน้ำดังกล่าวไว้ก่อนนำมาเลี้ยงกบ
• น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งคุณภาพของน้ำมักจะไม่สม่ำเสมอหรือปนเปื้อนสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ดังนั้นควรพิจารณาในการนำมาใช้ ถ้าจะนำมาใช้ควรมีบ่อพักเก็บกักน้ำไว้ก่อน
• หากน้ำที่ใช้เป็นน้ำบาดาลควรผ่านการกรองและพักน้ำไว้ก่อนนำมาใช้ แต่บางที่มีคุณภาพดีก็นำมาใช้เลี้ยงกบรุ่นๆได้เลยเช่นกัน



ข้อดี
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ทุ่งไร่ ทุ่งนาได้ดี
2. อายุการใช้งานของบ่อปูนจะนานและเอนกประสงค์กว่าแบบอื่นๆ
3. เปลี่ยนถ่ายน้ำได้บ่อยๆ และง่าย รวดเร็ว
4. ให้อาหารง่าย ไม่เปลืองอาหารมากนัก
5. ควบคุมดูแลโรคได้ง่ายกว่าแบบอื่นๆ เพราะมองเห็นกบได้ง่ายกว่า
6. เป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าที่สุดทางหนึ่ง
7. สามารถจับกบขายได้ตลอดเวลา



ข้อเสีย
1. อันตรายต่อผู้เลี้ยงที่มีอายุมาก เนื่องจากบ่อปูนจะลื่นมากเมื่อขังน้ำไว้นานๆ และมีตะไคร่น้ำเกาะติด ทำให้เสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด หัวฟาดจนจมน้ำเสียชีวิตได้
(แนะนำกระชังแบบตั้งบนพื้นดิน เติมน้ำใช้เลี้ยงกบได้ทันที ทั้งประหยัดและปลอดภัยที่สุด)
2. ลงทุนในครั้งแรก สูงกว่าแบบอื่นๆมาก ระยะเวลาคืนทุนนานมาก
3. กบมักจะมีกลิ่นเหม็นอับ หรือมีกลิ่นปูนติดตัวมาด้วย ขาดความเป็นธรรมชาติเล็กน้อย
4. ถ้าทำขอบบ่อไม่เรียบ มักเกิดปัญหาโรคกบเป็นแผล จากการกระโดดชนผนังปูน
5. ถ้าเลิกเลี้ยงและต้องการใช้พื้นที่ไปทำกิจการอื่นๆ ต้องเสียค่าทุบและรื้อถอนค่อนข้างสูง

ปลากัด จัดเป็นปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านความสวยงาม การกีฬา และการสร้างรายได้ที่แน่นอนให้กับเกษตรกรหรือผู้ชื่นชอบ โดยปลากัดที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ ปลากัดหม้อ และปลากัดจีน โดยปลากัดจีนจะเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นปลาสวยงาม และเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ส่วนปลากัดหม้อจะเพาะเลี้ยงเพื่อการนำมาต่อสู้กัน มูลค่าการซื้อขายในประเทศแต่ละปีประมาณ 5 – 10 ล้านบาท ส่วนตลาดต่างประเทศที่มีการส่งออกสามารถสร้างรายได้มากกว่า 20 – 30 ล้านบาทต่อปี

ปลากัด เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงมานาน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ชาวต่างชาติมักรู้จักในชื่อ Fighting Fish หรือ Siamese Fighting Fish และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens Regan จัดเป็นปลาพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยที่นิยมเลี้ยงมาตั้งแต่สมัยโบราณเพื่อดูเล่น  และเพื่อกีฬากัดปลา พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ ตามห้วยหนอง คลอง บึง แอ่งนํ้า ลำคลอง รวมทั้งอ่างเก็บนํ้าบริเวณนํ้าตื้น มักพบในจุดนํ้าที่ค่อนข้างใส และน้ำนิ่ง หรือแหล่งนํ้าที่มีต้นไม้นํ้าขึ้น เช่น กก หญ้าปล้อง ธูปฤาษี เป็นต้น

ประวัติปลากัด
ปี พ.ศ. 2383 พระมหากษัตริย์ไทยได้มอบปลากัดแก่นายแพทย์เดียวดอร์ แคนเตอร์ จากสถาบันเบนเกลเมดิคอล เซอร์วิสของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นวาดภาพ และบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับ
ปลากัดไว้ ในปี พ.ศ. 2392 นายแพทย์เดียวดอร์ แคนเตอร์ ได้ตั้งชื่อให้ว่า Macropodus pugnax, Var. แต่พบว่าเกิดความสับสนระหว่างชนิดปลากัดกับปลาชนิดอื่นที่มีการค้นพบใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกันบ่อย ทำให้มีการตรวจสอบอีกครั้งในปี พ.ศ.2452 โดย ซี. เท็ด เรแกน และได้ให้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ปลากัดว่า Betta splendens หมายถึง นักรบผู้สง่างาม

พบหลักฐานบันทึกถึงการเริ่มนำปลากัดไทยไปเลี้ยงในยุโรป ปี พ.ศ. 2414 โดยมีการเพาะสำเร็จที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2436 ได้นำเข้าไปในเยอรมันนี ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2439 และเข้าสู่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2453

ลักษณะทางอนุกรมวิธาน
ปลากัด เป็นปลามีเกล็ดจัดอยู่ในกลุ่มของปลากริม ปลาหมอไทย ปลากระดี่ ปลาสลิด มีชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fish หรือมักเรียก Fighting Fish จัดอนุกรมวิธานได้ ดังนี้

Phylum : Chordata
Subphylum : Vertebrata
Superclass : Gnathostomata
Class : Actinopterygii
Subclass : Neopterygii
Division : Teleostei
Subdivision : Euteleostei
Superorder : Acanthopterygii
Series : Percomorpha
Order : Perciformes
Suborder : Anabantoidei
Family : Belontidae
Subfamily : Macropodinae
Genus : Betta
Species : Betta splendens

ลักษณะโดยทั่วไป
ปลากัดเป็นปลาขนาดเล็ก มีลักษณะลำตัวยาว แบนข้าง หัวเล็ก ปากเล็ก และค่อนชี้ขึ้นด้านบนเล็กน้อย มีกระดูกอยู่ที่ด้านหน้าช่องตา (preorbital) และมีเกล็ดละเอียดขนาดเล็กปกคลุมอยู่ทั่ว ทั้งส่วนหัว และตัว ความยาวจากจงอยปากถึงโคนครีบหาง ยาวประมาณ 2.9 – 3.3 เท่า ของความกว้างของลำตัว และ 3.0 – 3.3 เท่าของความยาวหัว หรือมีขนาดได้ไม่เกิน 6 เซนติเมตร

ครีบหลังอยู่ค่อนทางด้านหาง  ครีบหลังมีก้านครีบเดี่ยว 1 – 2 ก้าน และก้านครีบแขนง 7 – 9 ก้าน ฐานครีบก้นยาวที่เริ่มจากครีบท้องถึงโคนครีบหาง โดยประกอบด้วยก้านครีบเดี่ยว 2 – 4 ก้าน และก้านครีบแขนง 21 – 24 ก้าน ส่วนครีบอกมีขนาดเล็กกว่าครีบอื่น ๆ ทั้งนี้ ปลากัดจะไม่มีเส้นข้างตัว ส่วนสีเกล็ดหรือลำตัวมีหลายสี เช่น แดง คราม เขียว นํ้าเงิน และสีผสมต่างๆ โดยพบว่า สีของเพศผู้จะมีสีสวยงามกว่าเพศเมีย

ปลากัดมีอวัยวะพิเศษที่ช่วยในการหายใจร่วมกับเหงือก เรียกว่า Labyrinth organ ซึ่งจะอยู่ในโพรงอากาศหลังช่องเหงือก เป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นแผ่นกระดูกอ่อนบาง ๆ เรียงซ้อนทับไปมา และมีรอยหยักคล้ายดอกเห็ดหูหนูขาว บนแผ่นจะประกอบด้วยเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้โดยตรงจากอากาศโดยไม่ต้องผ่านเหงือก จึงเป็นความพิเศษที่ทำให้ปลากัดสามารถอาศัยในน้ำที่ไม่มีออกซิเจนได้ ซึ่งจะเริ่มมีเมื่อปลามีอายุประมาณ 10 วัน

โดยธรรมชาติ ปลากัดจะมีนิสัยก้าวร้าว และหวงถิ่น มีนิสัยชอบกัดต่อสู้กัน ซึ่งพบได้มากในเพศผู้มากกว่าเพศเมีย และปลากัดเพศผู้ยังมีนิสัยชอบทำร้ายปลากัดเพศเมีย พฤติกรรมนี้จะแสดงออกเมื่อมีอายุประมาณ 1.5 – 2 เดือน

พันธุ์ปลากัด
ปลากัดที่พบในธรรมชาติในช่วงแรกๆ จะมีสีเพียงไม่กี่สี คือ สีนํ้าตาลขุ่น และสีเทาแกมเขียว มีลักษณะครีบ และหางสั้น โดยเพศผู้จะมีครีบ และหางยาวกว่าตัวเมียเล็กน้อย ต่อมาได้มีการเพาะพัฒนาสายพันธุ์จนกระทั่งมีครีบแผ่ใหญ่ และสวยงามมากกว่าพันธุ์ดั้งเดิม ในปัจจุบันมีการจำแนกปลากัดออกเป็นหลายพันธุ์ ได้แก่
1. ปลากัดลูกป่า/ปลากัดทุ่ง
เป็นปลากัดที่พบได้ตามธรรมชาติ มีลักษณะลำตัวเล็ก บอบบาง ครีบ และหางสั้น มีสีนํ้าตาลขุ่นหรือเทาแกมเขียว เป็นสีไม่ค่อยสวย และไม่ทนทานในการกัดเท่าปลากัดลูกหม้อ โดยเวลากัดกันจะใช้เวลาน้อยมาก

2. ปลากัดลูกหม้อ/ปลากัดไทย/ปลากัดครีบสั้น
เป็นปลากัดพัฒนามาจากการเพาะเลี้ยง และการคัดพันธุ์มาหลายชั่วอายุ เพื่อการกัดต่อสู้โดยเฉพาะ มีรูปร่างลำตัวที่โตกว่าปลากัดลูกทุ่ง และปลากัดลูกผสม  มีลักษณะปากใหญ่ ว่ายนํ้าปราดเปรียว สีสันสวยงามหลากสี เช่น สีแดงเข้ม นํ้าเงินเข้ม นํ้าตาลเข้ม หรือสีผสมระหว่างสีต่างๆ ปลาชนิดนี้กัดได้ทรหดยิ่งกว่าชนิดอื่น ใช้เวลาในการกัดนาน จึงนิยมเลี้ยงมากกว่าปลากัดลูกทุ่ง และปลากัดลูกผสม โดยแบ่งประเภทของปลากัดลูกหม้อตามรูปร่างของร่างกาย ได้แก่
– ปลากัดลูกหม้อทรงปลาช่อน มีลัษณะลำตัวยาว  ทรงกระบอก คล้ายปลาช่อน มีหน้าสั้น ช่วงหัวยาวและโคนหางใหญ่ ถือเป็นปลาที่มีลีลาการต่อสู้ที่ดุดัน และมีพละกำลังมาก มีประวัติการกัดชนะเป็นอันดับหนึ่งในเวทีต่างๆ

– ปลากัดลูกหม้อทรงปลาหม้อ มีลัษณะลำตัวสั้น หนา ลำตัวกว้างหนาเมื่อมองจากทางด้านข้าง และด้านบน ลักษณะลำตัวคล้ายกับปลาหมอไทย เป็นปลาที่ทรหด และว่องไวในการกัด

– ปลากัดลูกหม้อทรงปลากราย มีลัษณะมีหน้างอนขึ้น ลำตัวสั้นแบน เป็นปลาที่คล่องแคล่ว และว่องไวในการกัด และมีประวัติการกัดที่ยอดเยี่ยม

3. ปลากัดลูกผสม
ปลากัดลูกผสมมีชื่ออีกอย่างว่า ลูกสังกะสี หรือลูกตะกั่ว เป็นปลาที่มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างปลากัดลูกทุ่งกับปลากัดลูกหม้อ มีลักษณะลำตัวที่เกิดจากการผสม มีความอดทนในการต่อสู้เหมือนกับปลากัดหม้อ ลำตัวมีหลายสี  เป็นปลาที่นิยมเลี้ยง และนำมากัดพนันกันมากไม่แพ้ปลากัดลูกหม้อ

4. ปลากัดจีน/ปลากัดครีบยาว/ปลากัดเขมร
เป็นพันธุ์ปลากัดที่ค้นพบโดยนักเพาะพันธุ์ปลากัดหม้อ โดยพบบังเอิญขณะที่พัฒนาปลากัดให้ได้ลักษณะครีบยาว ใหญ่ และให้มีหลากหลายสีที่สวยงาม จนได้ปลากัดที่มีลักษณะหางเป็นพวง คล้ายปลาทอง สีของปลากัดชนิดนี้ ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียวม่วง สีนํ้าเงิน ฯลฯ รวมถึงการผสมหลากหลายสีในตัวเดียวกัน ถือเป็นปลากัดที่นิยมเลี้ยงมากในประเทศไทย รวมถึงในต่างประเทศ จึงมีการเพาะเลี้ยงเพื่อส่งขายออกต่างประเทศ ทำให้สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆของปลาสวยงามมีแหล่งเพาะเลี้ยงที่สำคัญในแถบภาคกลาง และภาคตะวันตก เช่น ปทุมธานี อยุธยา ราชบุรี นครปฐม เป็นต้น

รูปแบบสีปลากัด
1. สีเดียว (solid color) หมายถึง ปลากัดที่มีสีเดียวกันทั้งหมดทั้งครีบ และลำตัว โดยไม่มีสีอื่นแต้มหรือปะปน ยกเว้นเขม่าดำที่พบจากปากจรดครีบหู เส้นของครีบ และขอบเกล็ด ส่วนตะเกียบ (ครีบท้อง) อนุโลมให้มีสีอื่นๆได้ แต่ปลากัดเผือกที่ลำตัว และครีบท้องจะมีสีอื่นไม่ได้ ส่วนครีบหูนั้น อนุโลมให้เป็นครีบกระจก (ครีบที่มีลักษณะใส) ได้

2. สองสี (bi-color) หมายถึง ปลากัดที่มีสีลำตัวสีเดียว และสีครีบสีเดียว ซึ่งทั้งสองส่วนต้องมีสีแตกต่างกัน ยกเว้นเขม่าดำบริเวณปากจรดโคนครีบหู และเส้นขอบครีบจะเป็นสีใดก็ได้ ส่วนตะเกียบอนุโลมให้มีสีอื่นได้ ส่วนครีบหูอนุโลมให้เป็นครีบกระจกได้

3. หลากสี (multi-color) หมายถึง ปลากัดที่มีตั้งแต่สองสีขึ้นไป ทั้งส่วนของลำตัว และครีบ ยกเว้นเขม่าดำบริเวณปากจรดโคนครีบหู และเส้นขอบครีบจะเป็นสีใดก็ได้ ส่วนของตะเกียบอนุโลมให้มีสีอื่นได้ ส่วนครีบหูอนุโลมให้เป็นครีบกระจกได้

ลักษณะลำตัวปลากัด แบ่งได้ ดังนี้
1. รูปทรงปลาช่อน จะมีลักษณะลำตัวยาว หัวใหญ่เหมือนปลาช่อน รูปร่างเพรียว
2. รูปทรงปลาหมอ จะมีลักษณะตัวสั้น และค่อนข้างอ้วน
3. รูปทรงปลากราย จะมีลักษณะหน้าเชิด ลำตัวตรง มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม มองด้านบนจะผอมบาง มีครีบอก และครีบก้นยาว
4. รูปทรงปลาตะเพียน จะมีลักษณะลำตัวป้อม และครีบยาวสวยงาม

รูปแบบครีบหาง แบ่งได้ ดังนี้
– หางรูปสามเหลี่ยม (delta tail) ครีบหางจะมีขนาดใหญ่ และแผ่โค้ง ปลายหางกลมมน ก้านครีบตรงถึงปลาย
– หางหวีหรือหนามเตย (comb tail) ครีบหางจะมีขนาดใหญ่ และยาว บริเวณปลายครีบหาง ครีบหลัง และครีบท้องมีลักษณะเป็นหนาม
– หางมงกุฎ (crown tail) ครีบหางจะยาวมากกว่าแบบหางหวี ก้านครีบที่แผ่ออกจะตั้งตรงตั้งแต่โคนครีบหางถึงปลายครีบหาง และจะพบลักษณะเป็นหนามบริเวณปลายครีบหาง ครีบหลัง และครีบท้อง ก้านครีบหางเป็นทั้งก้านครีบเดี่ยวหรือก้านครีบคู่
– หางคู่ (double tail) ครีบหางจะมีลักษณะสองแฉก

การเลี้ยงปลากัด
1. การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากัด
การเลี้ยงปลากัดเพื่อเพาะเป็นพ่อแม่พันธุ์ ควรเลือกลูกปลาที่มีอายุประมาณ 1.5 – 2 เดือนขึ้นไป ด้วยการเลือกคุณสมบัติในเชิงต่อสู้ ซึ่งมักจะแสดงนิสัยก้าวร้าวขณะเลี้ยง แล้วรีบแยกเลี้ยงในภาชนะเพียงตัวเดียว ทั้งเพศผู้ และเพศเมีย ก่อนจะเลี้ยงรวมกันในช่วงฤดูผสมพันธุ์

วิธีสังเกตเพศปลากัด
– ดูสี
ปลากัดเพศผู้จะมีสีเข้มกว่าเพศเมีย ลายบนลำตัวเด่นชัดกว่าตัวเมีย ซึ่งจะดูได้ชัดเจนเมื่อปลามีอายุประมาณ 2 เดือนขึ้นไป

– ดูครีบ และกระโดง
ปลากัดตัวผู้จะมีครีบท้องยาวกว่าตัวเมีย และกระโดงยาวไปจรดหาง ส่วนตัวเมียกระโดงจะสั้นกว่า

– ดูท่อนำไข่
หากมีจุดขาวบริเวณใต้ท้องจะเป็นตัวเมีย ซึ่งเป็นจุดของท่อนำไข่

– ดูปาก
ปลากัดที่มีวงปากเป็นสีแดงแสดงว่าเป็นตัวผู้ ซึ่งใช้สังเกตได้ตั้งแต่ปลาอายุประมาณ 20 วัน

– ดูขนาดลำตัว
ปลาตัวผู้จะมีลำตัวใหญ่กว่าตัวเมียในช่วงอายุที่เท่ากัน

ภาชนะที่ใช้เลี้ยงปลากัด ควรเป็นภาชนะขนาดเล็ก และปากไม่เปิดกว้างมาก เพื่อป้องกันการกระโดดของปลา และป้องกันศัตรูที่อาจจับกินปลา เช่น แมว จิ้งจก ฯลฯ และควรจัดทำเป็นชั้นวางขวดเพื่อประหยัดพื้นที่ และช่วยให้สะดวกในการจัดการ การให้อาหาร พื้นที่เลี้ยงควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี โดยเฉพาะในฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิสูงหรือต่ำมากจะมีผลกระทบต่อปลากัดอย่างรวดเร็ว ทำให้ปลาตายได้ง่ายหากอุณหภูมิสูง (อุณหภูมินํ้าไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส ) และอุณหภูมิต่ำจะทำให้ปลาไม่กินอาหาร เป็นสาเหตุทำให้ปลาตายเช่นกัน

นํ้าที่เลี้ยงต้องปราศจากคลอรีน ควรเป็นน้ำบ่อธรรมชาติหรือน้ำบาดาล ควรหลีกเลี่ยงการใช้ประปา ความเป็นกรด – ด่าง (pH) ของน้ำประมาณ 6.5 – 7.5 ความกระด้าง (hardness) 75 – 100 มิลลิกรัม/ลิตร และความเป็นด่าง (alkalinity) 150 – 200 มิลลิกรัม/ลิตร

2. การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลา ในขั้นตอนแรกต้องหาปลาที่มีสายพันธุ์ปลาที่ดีจากแหล่งเลี้ยงหรือแหล่งเพาะพันธุ์ที่เชื่อถือได้ โดยให้ความสำคัญกับรูปร่างลำตัว เช่น ต้องมีความสมส่วนทั้งลำตัว ครีบ และหาง ตะเกียบยาวเสมอกันทั้ง 2 ข้าง เมื่อพองขอบครีบหลังจรดครีบหางสีสด แข็งแรง และปราดเปรียวและพ่อแม่ปลาที่นำมาผสมกันควรมีอายุ 5 – 6 เดือนขึ้นไป

เนื่องจากลาอายุน้อยจะมีขนาดตัวเล็กทำให้ปริมาณไข่น้อย แม่ปลามีอายุ 3 เดือน นํ้าหนักตัว 0.7 – 0.8 กรัม จะมีไข่ 100 – 300 ฟอง/ครั้ง แต่ถ้ามีอายุ 5 – 6 เดือนขึ้นไป จะให้ไข่ 500 – 1,000 ฟอง/ครั้ง

การคัดเลือกปลาเพศผู้ และเพศเมียมาผสมพันธุ์ ควรตรวจความสมบูรณ์เพศ โดยใช้หลักการ
ดังนี้
– ปลาเพศผู้ต้องแข็งแรง ไม่เซื่องซึม สีสวย เป็นปลาที่ชอบสร้างหวอด (การพ่นฟองอากาศที่มี
นํ้าเมือกจากปาก และลำคอสำหรับเพศเมียวางไข่) ซึ่งแสดงถึงปลาเพศผู้ที่มีความสมบูรณ์ทางเพศพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้
– ปลาเพศเมีย ควรเป็นปลาที่แข็งแรง ไม่เซื่องซึม ว่ายน้ำ ปราดเปรียว บริเวณท้องอูมเป่ง ใต้ท้องมีตุ่มสีขาวที่เรียกว่าไข่นำ ซึ่งอยู่ใกล้กับรูก้น

3. วิธีการเพาะพันธุ์
นำปลากัดเพศผู้ และเพศเมียที่คัดไว้ ใส่ขวดแล้วนำมาวางติดกัน ซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า เทียบคู่ เพื่อเป็นการเร่งให้ไข่พัฒนาเร็วขึ้น ขณะที่มีการเทียบคู่ควรปราศจากสิ่งรบกวนใดๆ ใช้เวลาในการเทียบคู่ประมาณ 3 – 10 วัน หรือสังเกตตัวเมียจะมีไข่เต็มที่ (ไข่ออกมากระจุกตรงช่องท้อง)

จากนั้นนำปลาเพศผู้ และเพศเมียมาใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น อ่างดิน ตู้กระจก อ่างซีเมนต์ เป็นต้น ระดับนํ้าสูง 4 – 8 นิ้ว ใส่พรรณไม้นํ้าสะอาด ซึ่งต้องฆ่าเชื้อด้วยด่างทับทิมก่อน  ได้แก่ สาหร่ายพุงชะโด สาหร่ายหางกระรอก จอก ใบผักตบชวา เป็นต้นสำหรับเป็นที่เกาะของหวอด

เมื่อปลาเพศผู้ และเมียปรับตัวกับสภาพใหม่ได้แล้ว ปลาเพศผู้จะเริ่มก่อหวอดติดกับไม้น้ำ โดยหวอดจะสร้างขึ้นจากฟองอากาศผสมกับนํ้าเมือกในโพรงปาก สำหรับเป็นรังพัก และฟักไข่ และเป็นที่ยึดเกาะของตัวอ่อนที่ฟักจากไข่

เมื่อสร้างหวอดสำเร็จ ปลาตัวผู้จะกางครีบไล่ต้อนปลาเพศเมียให้ไปอยู่ใต้หวอด ปลาเพศผู้จะงอตัวเป็นรูปตัวยู (U) หรือตัวเอส(S) รัดปลาเพศเมียให้ช่องอวัยวะเพศ (genital pore) ตรงกัน ปลาเพศเมียจะวางไข่ โดยไข่จะหลุดออกมาทางช่องอวัยวะเพศ และปลาเพศผู้จะฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมทันที

เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้ว ไข่จะค่อยๆ จมลงสู่ก้นภาชนะ ปลาตัวผู้จะตามลงไป แล้วใช้ปากดูดอมไข่ทีละฟองจนเต็มปาก แล้วว่ายนํ้าขึ้นไปพ่นไข่ไว้ที่หวอดที่สร้างไว้ และจะพ่นฟองอากาศใหม่ติดไว้ใต้หวอด  ส่วนปลาเพศเมียเมื่อออกไข่แล้วก็จะลอยตัวนิ่ง ๆ ช่วงหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลานานนับชั่วโมงก็ได้ และเมื่อปลาเพศผู้นำไข่พ่นไว้ที่หวอดเสร็จแล้ว ปลาตัวผู้จะไล่ต้อนตัวเมียไปอยูที่มุมภาชนะ จะเฝ้าดูแลไข่เพียงลำพัง และเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาตัวเมียกินไข่ที่ผสมแล้ว ดังนั้น ต้องรีบแยกตัวเมียออกจากภาชนะหลังวางไข่เสร็จ

ปล่อยให้ปลาเพศผู้เฝ้าดูแลไข่อีกประมาณ 2 วัน จึงแยกเพศผู้ออก ซึ่งการฟักตัวของปลากัดจะใช้เวลาประมาณ 30 – 40 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิประมาณ 25 – 32 องศาเซลเซียส

4. การอนุบาลลูกปลากัด
ภาชนะที่ใช้อนุบาลลูกปลา ได้แก่ ตู้กระจก อ่างดิน อ่างปูนซีเมนต์หรือถังไฟเบอร์ แต่ภาชนะที่ดีที่สุด คือ บ่อเพาะพันธุ์ ลูกปลากัดที่ฟักออกมาใหม่จะมีที่พักภายในหวอด และยังคงอยู่ในนั้นจนกระทั่งใช้ไข่แดง (yolk sac) เป็นอาหารหมด โดยจะใช้เวลา 3 – 4 วันแรกหลังการฟักออกจากไข่ ซึ่งระยะนี้ไม่จำเป็นต้องให้อาหาร

หลังจากที่ถุงไข่แดงยุบตัวหมดแล้ว ลูกปลาจะเริ่มหากินอาหาร ระยะนี้จะให้ไข่แดงต้มสุก โดยนำไข่แดงต้มสุกละลายนํ้า กรองผ่านกระชอนตาถี่ ให้กระจายทั่วในนํ้า ทำการให้อาหารวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 – 5 วัน แล้วเปลี่ยนเป็นไรแดง (Moina) ขนาดเล็ก (ตัวอ่อนไรแดง) แยกโดยใช้กระชอนตาถี่กรองไรแดงขนาดเล็ก  เมื่อปลาอายุได้ 10 วัน ให้เลี้ยงต่อไปจนปลาสามารถกินลูกนํ้าได้ (ประมาณ 15 – 20 วัน)

การแยกเพศจะทำได้เมื่อปลาอายุประมาณ 1.5 เดือนขึ้นไป ช่วงต้นของการอนุบาลปลายังมีขนาดเล็กอยู่ทำให้การถ่ายน้ำลำบาก ดังนั้น หลังเมื่อปลามีอายุประมาณ 10 วัน ก็สามารถเปลี่ยนถ่ายนํ้าได้โดยการดูดตะกอน และเปลี่ยนถ่ายนํ้าครั้งละ 2/4-3/4 ของปริมาตรทั้งหมดในบ่อ และควรใส่ผักบุ้งหรือผักตบชวาที่ทำความสะอาดแล้วลงไปในบ่อประมาณ 2 – 3  ต้น เพื่อให้ลูกปลากินเป็นอาหาร และใช้อยู่อาศัย

5. อาหารปลากัด
อาหารที่ให้ควรเหมาะสมกับลูกปลาต้องเป็นอาหารมีคุณค่า และย่อยได้ง่าย อาหารในช่วงต้นการอนุบาลลูกปลา คือ โรติเฟอร์ ตัวอ่อนอาร์ทีเมีย และไข่แดงต้มสุกบดผ่านผ้าขาวบาง

“ปลาไน” เนื้อมีรสชาติดี ใช้ประกอบอาหารอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น 

คุณลักษณะที่ดีของปลาไน


- เลี้ยงง่าย เพราะกินอาหารตามธรรมชาติ เช่น จุลินทรีย์ในน้ำ, ลูกน้ำ, แหนเป็ด, ไข่น้ำ, รากและใบผักบุ้ง, หนอน เป็นต้น


- โตเร็ว อายุ 6 เดือน จะมีน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมขึ้นไป สามารถจับขายได้แล้ว หากเลี้ยงในบ่อจะมีการเจริญเติบโตที่ดี มีลูกมาก โดยแม่พันธุ์ปลาไนที่มีน้ำหนัก 2 กก. จะมีไข่ประมาณ 40,000-50,000 ฟอง และน้ำหนัก 7 กก. จะมีไข่ถึง 200,000 ฟอง


- ปลาไนวางไข่ได้ทุกฤดู และโดยทั่วไปปลาไนที่ใช้ทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จะมีอายุ 6 เดือน ขึ้นไป ขนาด 25 เซนติเมตร


- อดทน ไม่ค่อยเป็นโรคร้ายแรง เว้นแต่ในฤดูร้อนถ้าเลี้ยงในปริมาณที่หนาแน่นเกินไป ตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเป็นพยาธิที่เกาะกินเลือดปลา ทำให้ปลาอ่อนเพลียไม่ยอมกินอาหาร อาจถึงตายได้ สาเหตุเกิดจากคุณภาพน้ำที่เลี้ยงปลาไม่ดีหรือมีน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่


- ปลาไนไม่กินลูกของตัวเองหรือปลาประเภทเดียวกัน ดังนั้นจะมีสูตรการเลี้ยงปลาแบบผสมที่เกษตรกรรู้จักกันดี คือ “เลี้ยงตะเพียน นิล ไน” สูตรนี้เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด เช่น ในนาข้าว เพราะปลาทั้ง 3 ชนิด เป็นปลาตัวเล็ก ใช้ระยะเวลาเลี้ยงไม่นาน เพียง 3-5 เดือน ก็ได้ขนาดที่ตลาดต้องการแล้ว


อัตราการปล่อย : ปริมาณลูกปลาแต่ละชนิดไม่ควรเกิน 2,000 ตัว/บ่อ (ไร่) อาทิ ตะเพียน 500-700 ตัว/ไร่, นิล 500 ตัว/ไร่, ไน 100 ตัว/ไร่ ทั้งนี้ปลาไนขุดคุ้ยเก่ง จึงเป็นการกระตุ้นให้ปลาตะเพียนและปลานิลกระตือรือร้นในการหากิน

บ่อเลี้ยงปลาไน แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ


1. บ่อผสมพันธุ์สำหรับพ่อ-แม่ปลา เพื่อใช้ผสมพันธุ์และวางไข่ เมื่อวางไข่แล้วจะย้ายไข่ปลาไปยังบ่ออนุบาลปลาเพื่อทำการฟักและเลี้ยงต่อไป บ่อผสมพันธุ์ต้องเป็นบ่อที่เงียบสงัด ห่างไกลผู้คนพลุกพล่าน เพราะถ้ามีเสียงปลาจะตกใจกลัว จะหยุดชะงักหรือไม่วางไข่อีกต่อไป


2. บ่ออนุบาล เป็นบ่อที่ใช้ฟักไข่ปลาที่แม่ปลาวางไข่ในบ่อผสมพันธุ์ ขนาดของบ่อควรมีเนื้อที่ประมาณ 400-800 ตารางเมตร ความลึกของน้ำไม่เกิน 1 เมตร ก่อนย้ายไข่จากบ่อผสมพันธุ์มาฟักในบ่ออนุบาล ต้องจับศัตรูของลูกปลาออกให้หมด เช่น กบ, เขียด, ปลาดุก


3. บ่อเลี้ยง ใช้เลี้ยงลูกปลาที่มีอายุตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไป โดยแยกมาจากบ่ออนุบาล บ่อเลี้ยงนี้ใช้เลี้ยงปลาไนจนเติบโตได้ขนาดที่จะขายได้ ดังนั้นควรเป็นบ่อที่มีขนาดใหญ่ มีระดับน้ำลึกประมาณ 1-2 เมตรตลอดปี


การให้อาหารปลาไน : ควรให้วันละครั้งช่วงเช้า และอย่าให้ปริมาณมากจนเกินไป เพราะเศษอาหารที่ปลาไนกินเหลือจะบูดเน่า เป็นอันตรายทำให้ปลาอึดอัด หายใจไม่ออก ไม่กินอาหาร หรือเกิดอาการ “ปลาลอยหัว” ส่งผลให้อาจตายได้ ซึ่งหากเกิดอาการเช่นนี้ ให้รีบเปลี่ยนถ่ายน้ำทันที และตักเอาเศษอาหารออกจากบ่อ และรีบย้ายปลาไปไว้ในบ่ออื่น แล้วจึงทำการสูบน้ำใหม่เติมลงในบ่อเลี้ยงต่อไป

“ปลาสวาย” เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ซึ่งพบเห็นทั้งในประเทศไทย เขมร และเวียดนาม สำหรับประเทศไทยมีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวายทั้งในบ่อและในกระชัง จังหวัดที่เลี้ยงปลาสวายในกระชังกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ได้แก่ อุทัยธานี และนครสวรรค์ โดยสร้างกระชังขนาดใหญ่เลี้ยงเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ นับว่าเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง เพราะเนื้อมีรสดี มีปริมาณมากสามารถปรุงแต่งเป็นอาหารได้หลายแบบหลายรส

การเลี้ยงปลาสวายในบ่อ ควรจะพิจารณาและปฏิบัติดังต่อไปนี้


1. สำหรับการเลี้ยงในบ่อ ควรเป็นบ่อขนาดใหญ่ มีระดับน้ำลึกประมาณ 2 เมตร ทำเลของบ่อเลี้ยงควรให้อยู่ใกล้หรือติดกับแม่น้ำลำคลอง เมื่อน้ำเสียจะได้ถ่ายเทน้ำได้สะดวก บ่อเลี้ยงปลาสวายไม่จำเป็นต้องมีชานบ่อ เพราะมันไม่วางไข่ในที่ตื้นแต่ควรจะทำขอบบ่อให้เทลาดเล็กน้อย และมีชานคอยรับคันดินขอบบ่อไว้ มิให้ดินพังทลายลง ซึ่งเป็นเหตุทำให้บ่อตื้นเขิน


2. ควรสร้างบานประตูสอดตะแกรง เพื่อให้น้ำไหลถ่ายเทได้สะดวก บานประตูนี้ควรกว้างไม่น้อยกว่าช่องละ 1 เมตร ส่วนบานตะแกรงที่สอดกับบานประตูควรทำด้วยไม้ไผ่สานที่แน่นหนาแข็งแรง บานตะแกรงที่ใช้ควรมีตาตะแกรงขนาดเล็ก เพื่อป้องกันมิให้ลูกปลาเล็ดลอดหนีออกไป และเป็นการป้องกันศัตรู คือปลาที่ใหญ่กว่ามิให้เข้ามาในบ่อ


3. เมื่อปลาที่เลี้ยงไว้มีขนาดโตขึ้น ควรเปลี่ยนบานตะแกรงใหม่ให้ขนาดของตาตะแกรงใหญ่ขึ้น ปลาอื่น ๆ ที่อาจจะลอดตาตะแกรงเข้ามาในบ่อในระยะนี้นอกจากจะเป็นอาหารของปลาสวายแล้ว ผู้เลี้ยงยังอาจจะจับขึ้นมาจำหน่ายพร้อมปลาสวายได้อีกด้วย เพราะปลาอื่นๆ ที่เข้ามาอาศัยตั้งแต่มีขนาดตัวเล็กๆ เช่น ปลาตะเพียนหรือปลาดุก ฯลฯ จะเจริญเติบโตไปพร้อมๆ กับปลาสวายที่เลี้ยงไว้


4. น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาสวาย จะต้องเป็นน้ำที่จืดสนิท เพราะถ้าเป็นน้ำกร่อยหรือมีรสเฝื่อน ปลาจะไม่เติบโตเท่าที่ควร


5. การเลือกพันธุ์ปลา ควรเป็นปลาที่ไม่มีแผล ตาไม่บอด(สังเกตตรงตาจะมีจุดฝ้าขาว) ไม่แคระหรือพิการ


6. อัตราการเลี้ยงปลาสวายในบ่อ ควรปล่อยอัตรา 1 ตัว ต่อเนื้อที่ผิวน้ำ 1 ตารางเมตร


7. อาหารของปลาสวายให้ได้ทั้งเนื้อและสัตว์ เพราะกินง่าย ไม่เลือกอาหาร ทั้งนี้ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่มักให้อาหารจำพวกแมลงเล็กๆ, ลูกหอย, ไส้เดือน, หนอน, ปลาสร้อย, ปลาไส้ตัน ฯลฯ ทั้งสดและตายแล้ว หรือรำผสมผักบุ้งก็ได้เช่นกัน


การเจริญเติบโต


ปลาสวายที่เลี้ยงในบ่อหรือในกระชัง ประมาณ 1 ปี จะได้น้ำหนักตัวประมาณ 1.3 กิโลกรัม แต่หากเลี้ยงนาน 3 ปี อาจจะได้ยาวขนาด 3 ฟุต หรือน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม/ตัว


การจับและการลำเลียง


1. การจับปลาสวายเพื่อใช้เป็นอาหารหรือนำไปจำหน่ายในท้องตลาดก็ดี ต้องระวังให้มาก เพราะปลาสวายขี้ตกใจง่ายส่งผลให้ไม่กินอาหารไปหลายวัน ดังนั้นการจับด้วยสวิงหรือแห เมื่อจับขึ้นมาได้แล้วไม่ควรปล่อยลงไปปะปนกับตัวอื่นในบ่ออีก จะพลอยทำให้ตัวอื่นๆ ตกใจตามไปด้วย นั่นหมายถึง การจับปลาสวายแต่ละครั้งควรจับครั้งละมากๆ ซึ่งหากทำได้ควรเลือกวิธีใช้อวนหรือเฝือกล้อมสกัด


2. ควรลำเลียงทางน้ำจะดีกว่าทางบก(ถ้าเป็นไปได้) เนื่องจากการขนส่งทางบกจะถ่ายเทน้ำในภาชนะที่บรรจุปลาสวายไม่สะดวก โดยปลาสวายเป็นปลาที่มีเมือกมาก หากมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวกกลิ่นเมือกจะคาวจัด อาจทำให้ปลาตายเร็ว มิฉะนั้นควรเปลี่ยนถ่ายน้ำออกบ่อยๆ ระหว่างขนส่ง จะช่วยให้อัตราการรอดมากขึ้น


สำหรับผู้เลี้ยงปลาสวายในกระชัง ผู้เลี้ยงสามารถลำเลียงปลาจากในกระชังออกสู่ตลาดได้เลย โดยปล่อยกระชั่งล่องลอยมาตามกระแสน้ำ ปลาจะไม่มีอาการบอบช้ำ แต่ไม่ควรใช้เรือยนต์ลากจูง เพราะจะทำให้น้ำในกระชังปั่นป่วน ปลาจะว่ายเลาะข้างกระชัง ส่งผลให้ปากเป็นแผลและนัยน์ตามักจะบอด ปลาจะอ่อนแอมีโอกาสตายง่ายขึ้น หรืออาจอ่อนแอและขายได้ไม่คุ้มราคา

ปลานิล (Oreochromis nilotica) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เนื้อปลามีรสชาติดี ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงปลานิลกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งการเพาะเลี้ยงปลานิลของไทยส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงในบ่อดิน ส่วนที่เหลือนั้นเลี้ยงในนาข้าวและร่องสวน

 

รูปร่างของปลานิลคล้ายกับปลาหมอเทศ แต่ลักษณะพิเศษของปลานิลมีดังนี้คือ ริมฝีปากบนและล่างเสมอกัน ที่บริเวณแก้มมีเกล็ด 47 แถวตามลำตัวมีลายขวางจำนวน 9-10 แถบนอกจากนั้น ลักษณะทั่วไปมีดังนี้ ครีบหลังมีเพียง 1 ครีบ ประกอบด้วยก้านครีบแข็งและก้านครีบอ่อนเป็นจำนวนมาก ครีบก้นประกอบด้วยครีบแข็งแลอ่อนเช่นกัน มีเกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว 33 เกล็ด ลำตัวมีสีเขียวปนน้ำตาล ตรงกลางเกล็ดมีสีเข้ม ที่กระดูกแก้มมีจุดสีเข้มอยู่จุดหนึ่ง บริเวณส่วนอ่อนของครีบหลัง ครีบก้น และครีบหางนั้นจะมีจุดสีขาวและสีดำตัดขวางแลดูคล้ายลายข้าวตอก

 

การเพาะพันธุ์ปลานิล
การเพาะพันธุ์ปลานิลให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ ต้องได้รับการเอาใจใส่และมีการปฏิบัติใน ด้านต่าง  เช่น การเตรียมบ่อ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การตรวจสอบลูกปลา และการอนุบาลลูกปลา สำหรับการเพาะปลานิลในบ่อดินมีวิธีการ ดังต่อไปนี้
1. การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ บ่อดินที่ใช้เป็นบ่อเพาะปลานิลควรเป็นบ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อที่ตั้งแต่ 50-1,600 ตารางเมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ระดับสูง 1 เมตร บ่อควรมีเชิงลาดตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันดินพังทลาย และมี ชานบ่อกว้าง 1-2 เมตร ถ้าเป็นบ่อเก่าก็ควรวิดน้ำและสาดเลนขึ้น ตกแต่งภายในบ่อให้ดินแน่น ใส่โล่ติ๊น กำจัดศัตรูของปลาอัตราส่วนใช้โล่ติ๊นแห้ง 1 กก./ปริมาตรของน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร โรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ 1 กก./ พื้นที่บ่อ 10 ตรมใส่ปุ่ยคอกแห้ง 300 กก./ไร่ ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จึงเปิดหรือสูบน้ำเข้าบ่อ ผ่านผ้ากรองหรือตะแกรงตาถี่ให้มีระดับสูงประมาณ 1 เมตร การใช้บ่อดินเพาะปลานิลจะมีประสิทธิภาพ ดีกว่าวิธีอื่น เพราะเป็นบ่อที่มีลักษณะคล้ายคลึงธรรมชาติและการผลิตลูกปลานิลจากบ่อดินจะได้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำกว่าวิธีอื่น
2. การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ 
การคัดเลือกพ่อแม่ปลานิล จากการสังเกตจากลักษณะภายนอกของปลาที่สมบูรณ์ปราศจากเชื้อโรคและบาดแผลสำหรับพ่อแม่ปลาที่พร้อมจะวางไข่นั้นสังเกตได้จากอวัยวะเพศถ้าเป็นปลาตัวเมีย จะมีสีชมพูแดงเรื่อ ส่วนปลาตัวผู้ก็สังเกตได้ จากสีของตัวปลาที่เข้มสดใสโดยเปรียบเทียบกับปลานิล ตัวผู้อื่น  ที่จับขึ้นมา ขนาดของปลาตัวผู้และตัวเมียควรมีขนาดไล่เลี่ยกันคือมีความยาวตั้งแต่ 15-25เซนติเมตร น้ำหนักตั้งแต่ 150-200 กรัม
3. อัตราส่วนที่ปล่อยพ่อแม่ปลาลงเพาะ 
ปริมาณพ่อแม่ปลาที่จะนำไปปล่อยในบ่อเพาะ 1 ตัว/4 ตารางเมตร หรือไร่ละ 400 ตัว ควรปล่อยในอัตราส่วนพ่อปลา 2 ตัว /แม่ปลา 3 ตัว เนื่องจากได้สังเกตจากพฤติกรรมในการผสมพันธุ์ของปลาชนิดนี้ ปลาตัวผู้มีสมรรถภาพที่จะผสมพันธุ์กับปลาตัวเมียอื่น  ได้อีก ดังนั้น การเพิ่มอัตราส่วนของปลาตัวเมียให้มากขึ้นคาดว่าจะได้ลูกปลานิลเพิ่มขึ้น
4. การให้อาหารและปุ๋ยในย่อเพาะพันธุ์ 
การเลี้ยงปลานิลมีความจำเป็นที่จะต้องให้อาหารสมทบ หรืออาหารผสมได้แก่ ปลายข้าว สาหร่าย รำละเอียด ในอัตราส่วน 1:2:3 โดยให้อาหารดังกล่าวแก่พ่อแม่ปลานิลประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว ทั้งนี้เพื่อให้ปลานิลใช้เป็นพลังงาน ซึ่งต้องใช้มากกว่าในช่วงการผสมพันธุ์ ส่วนปุ๋ยคอกแห้งก็ต้องใส่ในอัตราส่วนประมาณ 100-200 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มพูนอาหารธรรมชาติในบ่อได้แก่ พืชน้ำขนาดเล็ก  ไรน้ำ และตัวอ่อน อันจะเป็นประโยชน์ต่อลูกปลานิลวัยอ่อนที่หลังจากถุงอาหารยุบตัวลง และจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในบ่อเพาะดังกล่าวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะย้ายไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ถ้าในบ่อขาดอาหารธรรมชาติดังกล่าว ผลผลิตลูกปลานิลจะได้น้อยเพราะขาดอาหารที่จำเป็นเบื้องต้น หลังจากถุงอาหารได้ยุบตัวลงใหม่  ก่อนที่ลูกปลานิลจะสามารถกินอาหารสมทบอื่น  ได้ อาหารสมทบ ที่หาได้ง่ายคือ รำข้าว ผสมกับปลาป่น กากถั่ว และวิตามิน นอกจากนี้ แหนเป็ด และสาหร่าย หลายชนิดก็สามารถจะใช้เป็นอาหารเสริมแก่พ่อแม่ปลานิลได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน
1. กำจัดวัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำต่าง 
 
เช่น กก หญ้า ผักตบชวาให้หมดโดยนำมากองสุมไว้แห้ง แล้วนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักในขณะที่ปล่อยปลาลงเลี้ยง ถ้าในบ่อเก่ามีเลนมากจำเป็นต้องสาดเลนขึ้นโดยนำไปเสริมคัดดินที่ชำรุด หรือใช้เป็นปุ๋ยแก่พืช ผัก ผลไม้ พร้อมทั้งตกแต่งเชิงลาดและอัดดินให้แน่นด้วย 
กำจัดศัตรูของปลานิล 
ได้แก่ ปลาจำพวกกินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาหมอ ปลาดุก นอกจากนี้ก็มีสัตว์จำพวก กบ เขียด งู เป็นต้น โดยวิธีระบายน้ำออกให้เหลือน้อยที่สุด การกำจัดศัตรูของปลาอาจใช้โล่ติ๊นสด หรือแห้ง ประมาณ 1 กิโลกรัม ปริมาณของน้ำในบ่อ 100 ลูกบาศก์เมตร คือทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียด นำลงแช่น้ำประมาณ 1-2 ปี๊บ ขยำโล่ติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลาย  ครั้งจนหมดนำไปสาดให้ทั่วบ่อศัตรูพวกปลาจะลอยหัวขึ้นมาภายหลังโล่ติ๊นประมาณ 30 นาที ใช้สวิงจับขึ้นมา ที่เหลือตายพื้นบ่อจะลอยในวันรุ่งขึ้น ส่วนศัตรูจำพวกกบเขียดงูจะหนีออกจากบ่อไป และก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรจะทิ้งระยะไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัวไปหมดเสียก่อน
2. การใส่ปุ๋ย โดยปกติแล้วอุปนิสัยในการกินอาหารของปลานิลจะกินอาหารจำพวกแพลงก์ตอนพืช และสัตว์ แหน สาหร่าย ฯลฯ ดังนั้น ในบ่อเลี้ยงปลาควรให้อาหารธรรมชาติดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยลงไปเพื่อละลายเป็นธาตุอาหาร ซึ่งพืชน้ำขนาดเล็กจำเป็นใช้ในการปรุงอาหารและเจริญเติบโตโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งเป็นโซ่อาหารอันดับต่อไป คือ แพลงก์ตอนสัตว์ ได้แก่ ไร่น้ำ และตัวอ่อนของแมลง ปุ๋ยที่ใช้ ได้แก่ มูลวัว ควาย หมู เป็ด ไก่ นอกจากปุ๋ย ที่ได้จากมูลสัตว์แล้วก็อาจใช้ปุ๋ยหมักจำพวกหญ้าและฟางข้าวปุ๋ยสดต่าง  ได้เช่นเดียวกัน
อัตราส่วนการใส่ปุ๋ยคอกในระยะแรก 
ควรใส่ประมาณ 250-300 กก./ไร่/เดือน ส่วนในระยะหลัง ควรลดลงเพียงครึ่งหนึ่ง หรือสังเกตจากสีของน้ำในบ่อ ถ้ายังมีสีเขียวอ่อนแสดงว่ามีอาหารธรรมชาติ เพียงพอ ถ้าน้ำใส่ปราศจากอาหาร ธรรมชาติก็เพิ่มอัตราส่วนให้มากขึ้น และในกรณีที่หาปุ๋ยคอกไม่ได้ก็ อาจใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15 : 15 : 15 ใส่ประมาณ 5 กก./ไร่/เดือน ก็ได้ วิธีใส่ปุ๋ย ถ้าเป็นปุ๋ยคอกควรตาก บ่อให้แห้งเสียก่อนเพราะปุ๋ยสดจะทำให้น้ำมีแก๊สจำพวกแอมโมเนียละลายอยู่น้ำหนักมากเป็นอัตรายต่อ ปลา

ปลาหมอไทย เป็นปลาที่มีรสมัน เนื้อแน่น นุ่ม ก้างน้อย สามารถประกอบอาหารหรือแปรรูปได้หลากหลาย ทั้งต้มยำ แกง ย่าง ทอด ทำปลาร้า ปลาเค็ม ปลาตากแห้ง และอื่นๆ ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาด และนิยมบริโภคกันมาก ทั้งในประเทศ และการส่งออก

ปลาหมอไทยเป็นปลาที่มีความทนในสภาพที่มีน้ำน้อยหรือขาดน้ำ จึงสามารถขนส่ง และจำหน่ายในรูปปลาสดที่มีชีวิตในระยะทางไกลๆได้ เป็นปลาที่ต้องการทางตลาดทั้งภายใน และต่างประเทศสูงในแต่ละปี (จีน ไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย และประเทศแถบตะวันออกกลาง) โดยเฉพาะปลาหมอที่มีขนาดใหญ่ (3-5 ตัว/กิโลกรัม) ราคาจำหน่ายในประเทศ กิโลกรัมละ 100-150 บาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่ และฤดูกาล ซึ่งปัจจุบันมีผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งใน และต่างประเทศ

ปลาหมอไทย (Climbing Perch, Anabastestudineus, Bloch) เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่นิยมบริโภคกันทั่วทุกภาค มีชื่อเรียกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือ และอีสาน เรียกว่า ปลาเข็ง ภาคใต้ เรียกว่า อีแกปูยู

ปลาหมอไทยสามารถพบได้ในแม่น้ำ หนอง บึง และแหล่งน้ำทั่วไป เป็นปลาที่มีความทนต่อปริมาณที่มีน้ำน้อยๆ หรือขาดร้ำได้เป็นเวลานานกว่าปลาชนิดอื่นๆ ปลาหมอหนึ่งตัวสามารถแพร่พันธุ์ และวางไข่ได้จำนวนมาก เป็นปลากินพืช และกินเนื้อที่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน สามารถปรับตัวให้กับสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำกร่อย หรือน้ำเค็มได้อย่างดี เกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงปลาหมอไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถเลี้ยงได้ในอ่างเก็บน้ำ นาข้าว และเลี้ยงผสมรวมกับปลาชนิดอื่นได้ดี

ปลาหมอ เป็นปลาที่สามารถปีนป่ายขึ้นบนบกเพื่ออพยพหาแหล่งน้ำได้ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกในต้นฤดูฝน ทำให้มีการแพร่กระจายตัวแหล่งน้ำในทุกแห่งได้อย่างรวดเร็ว การปีนป่ายบนบกตามพื้นดินของปลาหมอจะใช้ส่วนล่างของกระดูกกระพุ้งแก้ม รวมถึงแผ่นเหงือกช่วยเกาะปีนไปข้างหน้าตามพื้นดินหรือบางครั้งจะใช้ลำตัวไถลไปตามพื้นที่ชื้นแฉะของดิน

อนุกรมวิธานปลาหมอไทย
Phylum : Chordata
Class : Pisces
Subclass : Teleostmi
Order : Labyrinthici
Family : Anabantide
Genus : Anabas
Species : testudineus

ลักษณะปลาหมอไทย
ปลาหมอมีอวัยวะช่วยหายใจ (labryrinth organ) ในช่องเหงือกใต้ลูกตา ประกอบด้วยแผ่นกระดูกบาง (lamellae) จำนวนมากเรียงซ้อนกัน และถูกห่อหุ้มด้วยผนังบางๆที่มีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก แผ่นนี้จะช่วยดูดซับออกซิเจนในอากาศ และผ่านเข้าสู่เส้นเลือดฝอยเมื่อโผล่ขึ้นมาฮุบอากาศเหนือผิวน้ำ

ปลาหมอไทยมีลักษณะลำตัวค่อนข้างแบน ปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งแบบ ctenoid สีน้ำตาลหรือเหลืองปนดำหรือเขียวปนดำ และมีมีสีเหล่านี้ปะปนกันทั้งลำตัว เกล็ดบริเวณใกล้ท้องมีสีจางกว่าส่วนหลัง ลำตัวยาวประมาณสามเท่าของความกว้างลำตัว บริเวณสันหลังมีครีบหลังที่แข็ง 17-18 ก้าน และก้านครีบอ่อนส่วนท้ายสันหลัง 9-10 ก้าน ครีบก้นส่วนต้นมีก้านครีบแข็ง 9-10 ก้าน และก้านครีบอ่อนส่วนท้าย 10-11 ก้าน ครีบท้องถัดจากครีบก้นขึ้นไปทางด้านหัวมีก้านครีบแข็ง 2 ก้าน และก้านครีบอ่อน 5 ก้าน ส่วนครีบอกที่อยู่เหนือครีบท้องมีก้านครีบอ่อน 15 ก้าน 

ปลาหมอไทยสามารถพบได้ในแม่น้ำ หนอง บึง และแหล่งน้ำทั่วไป เป็นปลาที่มีความทนต่อปริมาณที่มีน้ำน้อยๆ หรือขาดร้ำได้เป็นเวลานานกว่าปลาชนิดอื่นๆ ปลาหมอหนึ่งตัวสามารถแพร่พันธุ์ และวางไข่ได้จำนวนมาก เป็นปลากินพืช และกินเนื้อที่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน สามารถปรับตัวให้กับสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำกร่อย หรือน้ำเค็มได้อย่างดี เกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงปลาหมอไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถเลี้ยงได้ในอ่างเก็บน้ำ นาข้าว และเลี้ยงผสมรวมกับปลาชนิดอื่นได้ดี

ปลาหมอ เป็นปลาที่สามารถปีนป่ายขึ้นบนบกเพื่ออพยพหาแหล่งน้ำได้ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกในต้นฤดูฝน ทำให้มีการแพร่กระจายตัวแหล่งน้ำในทุกแห่งได้อย่างรวดเร็ว การปีนป่ายบนบกตามพื้นดินของปลาหมอจะใช้ส่วนล่างของกระดูกกระพุ้งแก้ม รวมถึงแผ่นเหงือกช่วยเกาะปีนไปข้างหน้าตามพื้นดินหรือบางครั้งจะใช้ลำตัวไถลไปตามพื้นที่ชื้นแฉะของดิน

อนุกรมวิธานปลาหมอไทย
Phylum : Chordata
Class : Pisces
Subclass : Teleostmi
Order : Labyrinthici
Family : Anabantide
Genus : Anabas
Species : testudineus

ลักษณะปลาหมอไทย
ปลาหมอมีอวัยวะช่วยหายใจ (labryrinth organ) ในช่องเหงือกใต้ลูกตา ประกอบด้วยแผ่นกระดูกบาง (lamellae) จำนวนมากเรียงซ้อนกัน และถูกห่อหุ้มด้วยผนังบางๆที่มีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก แผ่นนี้จะช่วยดูดซับออกซิเจนในอากาศ และผ่านเข้าสู่เส้นเลือดฝอยเมื่อโผล่ขึ้นมาฮุบอากาศเหนือผิวน้ำ

ปลาหมอไทยมีลักษณะลำตัวค่อนข้างแบน ปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งแบบ ctenoid สีน้ำตาลหรือเหลืองปนดำหรือเขียวปนดำ และมีมีสีเหล่านี้ปะปนกันทั้งลำตัว เกล็ดบริเวณใกล้ท้องมีสีจางกว่าส่วนหลัง ลำตัวยาวประมาณสามเท่าของความกว้างลำตัว บริเวณสันหลังมีครีบหลังที่แข็ง 17-18 ก้าน และก้านครีบอ่อนส่วนท้ายสันหลัง 9-10 ก้าน ครีบก้นส่วนต้นมีก้านครีบแข็ง 9-10 ก้าน และก้านครีบอ่อนส่วนท้าย 10-11 ก้าน ครีบท้องถัดจากครีบก้นขึ้นไปทางด้านหัวมีก้านครีบแข็ง 2 ก้าน และก้านครีบอ่อน 5 ก้าน ส่วนครีบอกที่อยู่เหนือครีบท้องมีก้านครีบอ่อน 15 ก้าน 

ตำแหน่งของครีบหลัง ครีบอก ครีบท้องอยู่ในแนวเดียวกัน เส้นข้างตัวแบ่งขาดเป็น 2 ตอน กระดูกกระพุ่งแก้มงอพับได้ ส่วนปลายมีลักษณะเป็นหนามแหลมคม และส่วนล่างกระดูกกระพุ้งแก้มแยกเป็นกระดูกแข็งสำหรับปีนป่าย เรียกว่า ichy feet หรือเกาะกับพื้นเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ครีบหางมีลักษณะกลม มนเล็กน้อย บริเวณโคนหางมีจุดสีดำกลม หรืออาจไม่มีก็ได้ ปากอยู่สุดของส่วนหัว มีลักษณะเฉียงขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากยืดหดไม่ได้ ฟันด้านในแหลมคม ตามีลักษณะทรงกลม มีตาดำอยู่ตรงกลาง

การแยกเพศปลาหมอไทย
ปลาเพศหมอเมียจะมีขนาดโต และน้ำหนักมากกว่าเพศผู้ และมีความกว้างของลำตัวมากกว่าเพศผู้ ส่วนเพศผู้จะมีลำตัวเรียวยาวกว่าเพศเมีย และความกว้างลำตัวสั้นกว่า

เมื่อถึงฤดูปลามีไข่ ปลาหมอเพศเมียจะมีท้องอูมเป่ง อวัยวะเพศขยายใหญ่ มีสีแดง ส่วนเพศผู้จะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อจับส่วนโคนหาง (caudal peduncle) ปลาเพศเมียจะหนากว่าปลาเพศผู้

รังไข่ของปลาหมอไทยมีลักษณะบาง มีเป็นคู่ แยกออกเป็นสองพูในช่องท้อง รังไข่ใหม่จะมีสีชมพูแก่ และมีเม็ดไข่สีขาวนวลขนาดเล็ก เมื่อรังไข่แก่จะมีสีเหลือง และมีเส้นเลือดฝอย (ovarian arteries) มาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ภายในรังไข่เต็มไปด้วยไข่สีเหลือง มีลักษณะกลม จำนวนมาก  ขนาดไข่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.7 เซนติเมตร ภายในเม็ดไข่มีหยดน้ำมันขนาดใหญ่ และหยดน้ำมันขนาดเล็ก

จำนวนไข่ปลาหมอจะขึ้นกับขนาดเป็นสำคัญ มีการศึกษาจำนวนไข่ของปลาหมอ พบว่า ปลาหมอขนาด 38 กรัม จะมีไข่ประมาณ 2,200 ฟอง ขนาด 100 กรัม จะมีไข่ประมาณ 12,000 ฟองและ ขนาด 145 กรัม จะมีไข่ประมาณ 28,000 ฟอง

ส่วนตัวผู้จะมีถุงน้ำเชื้อ ที่ระยะแรกจะมีสีชมพูใส ต่อมาเมื่อแก่ก็จะมีสีขาวขุ่น แยกเป็นสองพูในช่องท้อง

ขนาดลำตัว และการเติบโตปลาหมอไทย
ปลาหมอไทยโตเต็มวัยที่สามารถสืบพันธุ์ และวางไข่ได้ จะมีอายุประมาณ 5 เดือน หลังจากฟักออกเป็นตัวแล้ว ขนาดความยาวประมาณ 9-10 เซนติเมตร น้ำหนัก 30-40 กรัม

อัตราการเติบโตของปลาหมอไทยจะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล มีช่วงการเจริญเติบโตดีในฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว อัตราการเจริญเติบโตจะสูงมากในช่วงต้นฤดูฝน ในฤดูหนาวอุณหภูมิลดลง การเจริญเติบโตจะช้าหรือหยุดชะงัก และจะเป็นปกติเมื่อพ้นฤดูหนาว

การเพาะเลี้ยงปลาหมอไทย
โดยธรรมชาติ ปลาหมอไทยวางไข่ในช่วงฤดูฝนเหมือนปลาอื่นๆ ในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป โดยเฉพาะน้ำใหม่หรือฝนแรก ปลาหมอเพศเมียที่พร้อมจะวางไข่จะมีส่วนท้องอูมเป่ง และนิ่ม เมื่อบีบท้องเบาๆ จะมีไข่กลม สีเหลืองอ่อนออกมา ส่วนเพศผู้จะมีลักษณะปกติ ไม่เปลี่ยนแปลง  ก่อนวางไข่ ปลาเพศผู้จะก่อหวอดที่เคลือบด้วยสารเมือกเกาะติดกันเป็นกลุ่มฟองอากาศ บริเวณก่อหวอดมักเป็นน้ำตื้น มีกอหญ้า ปลาตัวเมียจะเข้าวางไข่ใต้หวอด และตัวผู้ก็จะฉีดน้ำเชื้อเข้าผสม ไข่ปลาหมอจะลอยอยู่ผิวน้ำ ไข่ที่ได้รับการผสมจะมีสีเหลืองอ่อนใส ขนาดประมาณ 0.7-1 มิลลิเมตร และจะพัฒนาการจนฟักออกเป็นตัวอ่อนต่อไป

การกระตุ้นให้วางไข่
1. การเตรียมพ่อแม่พันธุ์
ขั้นแรกให้คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่มีไข่ และน้ำเชื้อสมบูรณ์ ตัวใหญ่ ไม่มีรอยโรค ต้องให้มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป น้ำหนักตั้งแต่ 60 กรัมขึ้นไป ตัวเมียท้องอวบอูม เมื่อใช้มือบีบเบาๆ จะมีไข่ลักษณะกลมสีเหลืองออกมา ส่วนปลาตัวผู้ เมื่อบีบบริเวณอวัยวะจะมีน้ำเชื้อสีขาวคล้ายนมออกมา

2. การกระตุ้นให้วางไข่
นิยมทำได้ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนตุลาคมของทุกปี ในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ ระดับน้ำในบ่อ 30-50 เซ็นติเมตร แต่นิยมทำในบ่อซีเมนต์ เพราะง่ายต่อการดูแล และจัดการ การกระตุ้นจะใช้วิธีการฉีดฮอร์โมนเร่งการวางไข่ให้แก่ตัวเมีย ฮอร์โมนที่ใช้ชื่อ บูเซอรีลิน (buserelin) ชื่อการค้า ซูปรีแฟคท์ (Suprefact) ขนาดความเข้มข้น 15-30 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม และสารระงับระบบการหลั่งฮอร์โมนหรือยาเสริมฤทธิ์ชื่อ โดมเพอริโดน (domperidone) ชื่อการค้า โมลิเลียม-เอ็ม (motilium-M) ขนาด 5-10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ครั้ง และฉีดฮอร์โมนแก่ปลาเพศผู้อัตรา 5-10 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัม เมื่อฉีดกระตุ้นเสร็จให้ปล่อยพ่อแม่ปลาผสมพันธุ์ และวางไข่ในบ่อวางไข่ที่มีกระชังตาห่างซึ่งแขวนอยู่ในบ่อชั้นแรกสำหรับกันพ่อแม่พันธุ์ และมีผ้าโอล่อนแก้วรองรับไข่ปลาอีกชั้นหนึ่ง อัตราปลาเพศเมียต่อปลาเพศผู้ เท่ากับ 1 ต่อ 1 ให้พ่นสเปรย์น้ำ และถ่ายเปลี่ยนน้ำ 8-12 ชั่วโมง เมื่อปลาวางไข่หมดแล้วจึงนำกระชังตาห่าง และพ่อแม่พันธุ์ออก ลูกปลาจะฟักออกเป็นตัวประมาณวันที่ 4-5 หลังการวางไข่ แล้วจึงรวบรวมไปอนุบาลในบ่ออนุบาลต่อไป

การอนุบาลลูกปลาหมอ 
การอนุบาลลูกปลาหมอมักทำในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ ที่ระดับน้ำ 50 เซนติเมตรหากมีการเพาะเลี้ยงมากจะนิยมอนุบาลในบ่อดิน เพราะมีพื้นที่ต่อปลาเพียงพอ หากใช้บ่อซีเมนต์จะมีค่าใช้จ่ายสูง พื้นที่ต่อลูกปลาไม่เพียงพอ การอนุบาลในบ่อซีเมนต์จะใช้ในกรณีอนุบาลลูกปลาที่มีจำนวนไม่มากเท่านั้น

ลูกปลาที่ฟักออกจากไข่จะมีขนาดยาวประมาณ 1.9 มิลลิเมตร หน้าท้องมีถุงอาหารขนาดใหญ่ที่เป็นอาหารสำรองหลังฟักตัว และจะยุบตัวประมาณ 3 วัน ซึ่งในระยะ 3 วันนี้ ลูกปลาจะยังไม่กินอาหารมาก

การอนุบาลในบ่อดิน ให้หว่านปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่ พร้อมผสมปลาป่น และรำละเอียดอย่างละ 3 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อช่วยสร้างห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ เช่น แพลงก์ตอนสัตว์

ระยะการให้อาหารลูกปลา
1. อายุ 1-3 วัน
– อาหารจากถุงอาหาร

2. อายุ 4-10 วัน
– โรติเฟอร์ ร่วมกับไข่แดงต้มบดผ่านผ้า

3. อายุ 10-27 วัน
– ไรแดง ร่วมกับไข่แดงต้มบดผ่านผ้า

4. อายุ 24-32 วัน
– อาหารสำเร็จรูป โปรตีน 30-35 เปอร์เซ็นต์

5. อายุ 33-78 วัน
– อาหารสำเร็จรูป โปรตีน 30-35 เปอร์เซ็นต์

เมื่ออนุบาลลูกปลาได้ 3 สัปดาห์ ให้ค่อยๆเพิ่มระดับน้ำเป็น 80 เซนติเมตร ควรตรวจสอบโรตีเฟอร์ และไรแดงในบ่อ รวมถึงตรวจดูสุขภาพลูกปลา และการเจริญเติบโตทุกวัน บ่อที่อนุบาลควรทำหลังคาป้องกันแสงแดด และใส่ผักบุ้งหรือพันธุ์ไม้น้ำในกระชัง ปลาที่สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงได้จะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร (อายุ 20-30 วัน หรือ 1-2 เดือน) หรือที่มักเรียกทั่วไปว่า ปลาขนาดใบมะขาม

การเลี้ยงในบ่อดิน

เมื่อลูกปลาได้ขนาด จะทำการปล่อยลงเลี้ยงในบ่อ อัตราเลี้ยงที่เหมาะสม 30-50 ตัว/ตารางเมตร หรือ 40,000-80,000 ตัว/ไร่ ส่วนวิธีปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาให้ผสมพันธุ์ และวางไข่ในบ่อเลี้ยงเลย อัตราพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 25-50 คู่/ไร่ จะได้ลูกประมาณ 50,000-100,000 ตัว/ไร่

สำหรับเกษตรกรไม่มีความเรื่องการเพราะพันธุ์ปลา อาจหาซื้อลูกปลาตามฟาร์มหรือโรงเพาะพันธุ์ ขนาด 2-3 นิ้ว (อายุ 60-75 วัน หรือ 2-3 เดือน) อัตราการปล่อยประมาณ 25 ตัว/ตารางเมตร หรือ 40,000 ตัว/ไร่ บ่อที่ใช้เลี้ยงควรขึงด้วยผ้าเขียวรอบบ่อ เพื่อป้องกันศัตรูของปลาหรือปลาปีนป่ายออกนอกบ่อ โดยเฉพาะเวลาฝนตก และอาจติดตั้งระบบการเพิ่มออกซิเจนหากคุณภาพน้ำมีปัญหา

กุ้งฝอย เป็นกุ้งขนาดเล็กที่พบทั่วไปในแหล่งน้ำจืด ซึ่งนิยมนำมาประกอบอาหาร ทั้ง น้ำพริกกุ้ง และก้อยกุ้ง รวมถึงแปรรูปเป็นกะปิ และกุ้งแห้งเป็นต้น

กุ้งฝอยที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะจับได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องในปัจจุบัน ทำให้ราคากุ้งฝอยพุ่งสูงกว่ากิโลกรัมละ 150-300 บาท เลยทีเดียว

ชื่อสามัญ : Lanchester’s Freshwater Prawn
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Macrobrachium lanchesteri de Man
ชื่อท้องถิ่น : กุ้งฝอย

อนุกรมวิธาน
• Phylum : Arthopoda
• Class : Crustacea
• Sub class : Malacostraca
• Order : Decapoda
• Sub order : Natanita
• Family : Paleamonidae
• Genus : Macrobrachium
• Species : Lanchesteri

ลักษณะทั่วไป
เปลือกคลุมหัวค่อนข้างบาง มีหนามแหลมยื่น 2 อัน หัวประกอบด้วยกรีด้านบนที่มีฟันหยัก 4-7 ซี่ และกรีด้านล่างที่มีฟันหยัก 1-2 ซี่ ส่วนตามี 2 ข้าง มีก้านตาติดกับกรี ลำตัวมีลักษณะเป็นปล้อง 6 ปล้อง เปลือกหุ้มลำตัวมีลักษณะใสมองเห็นเนื้อด้านในลำตัวยาวได้มากถึง 6 ซม. 

ขาเดินมีทั้งหมด 5 คู่ คู่ที่ 1 และคู่ที่ 2 เปลี่ยนเป็นกล้ามหนีบ กล้ามหนีบของขาคู่ที่ 2 มีขนาดใหญ่ และยาวกว่ากล้ามหนีบคู่ที่ 1 คู่ที่ 3,4 และ5 ใช้เป็นขาเดิน แต่ละขามีปล้อง 7 ปล้อง และปล้องส่วนปลายมีลักษณะเรียวแหลม และมีความยาวใกล้เคียงกัน ถัดมาเป็นขาว่ายน้ำ มีทั้งหมด 5 คู่ อยู่บริเวณใต้ลำตัวที่แต่ละปล้องมีขาว่ายน้ำ 1 คู่ แยกออกเป็น 2 แผ่น

การดำรงชีพ
แหล่งอาศัย
กุ้งฝอยพบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำไหล เช่น แม่น้ำ ลำห้วย และพบได้ในแหล่งน้ำนิ่ง เช่น บ่อน้ำ อ่างเก็บน้ำ บึง เป็นต้น พบอาศัยมากบริเวณน้ำตื้นใกล้ริมตลิ่ง ความลึกประมาณ 0.5-1 เมตร โดยในเวลากลางวันจะว่ายน้ำลงลึกหรือหลบซ่อนตัวใต้ก้อนหินใต้น้ำ หรือใต้พืชน้ำ ส่วนเวลากลางคืนจะว่ายขึ้นมาอาหารบริเวณริมตลิ่ง และโดยธรรมชาติจะชอบหลบอาศัยบริเวณที่มีแหล่งพืชน้ำบริเวณน้ำตื้น

เพศกุ้งฝอย
กุ้งฝอยฝอยตัวเต็มวัยจะสามารถแยกเพศได้ง่าย โดยกุ้งฝอยเพศเมียจะมีส่วนอวัยวะเพศใต้ท้องมีสีเขียว ส่วนกุ้งฝอยเพศผู้ เปลือกที่หัวจะมีสีขุ่นออกเหลือง และเพศผู้จะมีติ่งยื่นออกมาจากขาว่ายน้ำคู่ที่ 2 ส่วนขนาดลำตัวจะพบเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้

อาหาร และการหาอาหาร
อาหารสำคัญของกุ้งฝอย ได้แก่ ไดอะตอม และตัวอ่อนของแมลงในน้ำ รวมถึงซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย โดยจะชอบออกหาอาหารในช่วงกลางคืนเป็นหลัก

การวางไข่ และเจริญเติบโต
กุ้งฝอยจะผสมพันธุ์ตลอดทั้งปี โดยแม่กุ้งฝอย 1 ตัว จะออกไข่ประมาณ 60-80 ฟอง เมื่อกุ้งฝอยวางไข่ ไข่กุ้งฝอยจะใช้เวลาในการฟักประมาณ 18-20 หลังวางไข่ และตัวอ่อนกุ้งฝอยจะใช้เวลาในพัฒนาอวัยวะให้เหมือนกุ้งฝอยตัวเต็มวัยประมาณ 30-35 หลังฟักออกจากไข่ และมีการลอกคราบเป็นระยะตลอดระยะการเติบโต โดยจะลอกคราบครั้งแรกเมื่อมีอายุ 2 วัน 

การเลี้ยงกุ้งฝอย
การเลี้ยงกุ้งฝอยในปัจจุบันมี 3 ลักษณะ คือ
1. การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์
การเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อย ด้วยการสร้างบ่อก่ออิฐในขนาดต่างๆตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น บ่อสูง 0.7 เมตร กว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร หรือ บ่อสูง 1 เมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 5-10 เมตร เป็นต้น อัตราการปล่อยแม่กุ้งฝอยที่มีไข่ที่ 50 ตัว/น้ำ 200 ลิตร เมื่อแม่กุ้งเขี่ยไข่ออกแล้วให้รีบจับแม่กุ้งออกทันที เพราะแม่กุ้งจะกินตัวอ่อนของตัวเอง หรืออาจใช้วิธีปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงเลี้ยงร่วมกัน อัตราการปล่อยที่ เพศผู้ 1 ส่วน เพศเมีย 2 ส่วน

นอกจาก การใช้บ่อซีเมนต์แบบก่ออิฐแล้ว ปัจจุบัน ยังนิยมใช้บ่อซีเมนต์ทรงกลมสำเร็จรูปสำหรับใช้เลี้ยง ซึ่งวิธีนี้จะประหยัดต้นทุนมาก และง่ายในการรื้อถอนหรือเคลื่อนย้าย

การจัดการในบ่อซีเมนต์ หากเป็นบ่อก่อใหม่หรือซื้อมาใหม่ ให้ใส่น้ำขังไว้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ แล้วถ่ายออกเพื่อลดความเป็นด่างจากปูน

หลังการปล่อยกุ้ง ควรนำพืชน้ำ เช่น จอก หรือ ผักตบชวา ใส่ในบ่อพอประมาณ เพื่อเป็นที่หลบแดดให้แก่กุ้ง และควรมีการถ่ายเทน้ำเป็นระยะ

อาหารของกุ้งวัยอ่อนอายุ 1-20 วัน หากเป็นอาหารที่ให้จะใช้ไข่แดงต้มบดผ่านผ้าขาว และไรแดง ร่วมกับการสร้างอาหารให้เกิดเองตามธรรมชาติ ด้วยการหว่านปุ๋ยคอก เช่น มูลโค หรือ มูลไก่ อัตรา 1 กำมือ/น้ำ 200 ลิตร ซึ่งจะทำให้เกิดแพลงก์ตอนพืชขึ้นมา ส่วนอาหารสำหรับกุ้งช่วงวัยรุ่น-ตัวเต็มวัยจะเริ่มให้ตั้งแต่หลังอายุ 20 วัน โดยให้พวกเนื้อปลาสับ และรำละเอียด ร่วมด้วยกับอาหารเม็ดสำเร็จรูป

2. การเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง
การเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง มักใช้เลี้ยงในบ่อดินที่เลี้ยงปลาต่างๆ เพราะจะเป็นรายได้เสริมจากการเลี้ยงปลา โดยใช้กระชังแบบอยู่กับที่ที่มีผ้าเขียวกั้น อัตราการปล่อยเพศผู้ต่อเพศเมียที่ 1:2

การให้อาหาร จะให้แบบเดียวกับการเลี้ยงกุ้งในบ่อซีเมนต์ ดังที่กล่าวข้างต้น

3. การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน
การเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน มักเลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก เนื่องจากบ่อขนาดใหญ่ เกษตรกรมักใช้เลี้ยงปลาจะมีรายได้มากกว่า ขนาดบ่อทั่วไปมักไม่เกิน 400 ตารางเมตร (20×20 เมตร) บ่อลึก 0.8-1 เมตร

ก่อนปล่อยกุ้งจำเป็นต้องสูบน้ำ และจับปลาทุกชนิดออกให้หมดก่อน โดยเฉพาะปลากินเนื้อต่างๆ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ เป็นต้น หลังจากนั้น ปล่อยน้ำเข้าบ่อให้สูงประมาณ 30 ซม. พร้อมหว่านด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 30-50 กิโลกรัม/บ่อ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ จนน้ำเริ่มเขียว จากนั้น ค่อยปล่อยน้ำเข้าเต็มบ่อ

อัตราการปล่อยกุ้งที่ 2-4 กิโลกรัม/บ่อ หลังจากการปล่อย ให้หาพืชน้ำใส่บริเวณริมตลิ่งเล็กน้อยเพื่อสำหรับให้กุ้งหลบอาศัย

ส่วนการให้อาหาร จะให้แบบเดียวกับการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

การจับกุ้งฝอย 
กุ้งฝอยจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถจับจำหน่ายได้ ซึ่งจะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3-4 ซม.

ทั้งนี้ มีการศึกษาทดลองเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อดิน ขนาด 400 ตารางเมตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ด้วยการให้อาหารปลาป่น และรำละเอียด อัตรา 1:5 สามารถจับกุ้งฝอยได้น้ำหนักกว่า 9.4 กิโลกรัม/บ่อ

การจับกุ้งฝอยตามธรรมชาติ
กุ้งฝอยตามท้องตลาดมีทั้งกุ้งฝอยเลี้ยง และกุ้งฝอยจากธรรมชาติ ซึ่งแยกกันได้ยาก เพราะมีลักษณะสีของลำตัวใกล้เคียงกัน
สำหรับการจับกุ้งฝอยตามธรรมชาติมีวิธีที่นิยมใช้ 2 แบบ คือ
1. การใช้ไซกุ้ง
ไซกุ้ง เป็นอุปกรณ์ดักจับกุ้งโดยเฉพาะ ซึ่งอาจทำจากการสานไม้ไผ่หรือขวดพลาสติก โดยมีลิ้นเป็นช่องให้กุ้งเข้าไปด้านในได้ แต่ลิ้นนี้จะดักกุ้งไม่ให้ออกมาได้ ส่วนด้านในจะใส่อาหารปลาสำเร็จรูปเป็นเหยื่อล่อ ซึ่งวิธีนี้ จะดักได้เฉพาะกุ้งอย่างเดียว และเป็นกุ้งที่มีขนาดตัวเต็มวัยแล้ว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการคัดแยกกุ้ง

2. การใช้ผ้าซอนกุ้ง
ผ้าซอนกุ้ง เป็นอุปกรณ์จับกุ้งหรือปลาขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นผ้าตาข่ายคล้ายมุ้งนอน แต่มีรูใหญ่กว่ามุ้งเล็กน้อย ผ้านี้มีลักษณะเป็นสีเหลี่ยม โดยตรงจะเป็นถุงยื่นออกมาเล็กน้อย

การซอนกุ้งจะใช้ผ้าซอนตามริมตลิ่งเท่านั้น เพราะลงลึกไม่ได้ ด้วยการใช้ 2 คน จับผ้าขึงที่รัดกับไม้ในแต่ละข้างให้ตึง ก่อนจะเดินลากตามขอบตลิ่ง โดยให้ชายผ้าด้านล่างไถไปกับผิวดิน

วิธีนี้ เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด นิยมใช้เก็บกุ้งตามบ่อเลี้ยงปลา บ่อเลี้ยงกุ้ง หรือ บ่อตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีนี้มักจะมีปลาขนาดเล็ก หอย หรือลูกกุ้งติดมาด้วย รวมถึงวัสดุที่อยู่ในน้ำ ซึ่งต้องมาคัดแยกกุ้งออกอีกครั้งหนึ่ง

ปลาทับทิม เป็นปลาที่นิยมเลี้ยง เนื่องจากเป็นปลาที่มีสีสัน และให้เนื้อค่อนข้างมาก และมีรสชาติเหมือนปลานิล การเลี้ยงง่าย อัตราการเติบโตสูง ราคาในตลาดค่อนข้างคงที่ และมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในร้านอาหาร และตามโรงแรมหรือภัตราคาร

ประวัติปลาทับทิม
ปลาทับทิม (Nile tiapia) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oreochromis niloticus-mossambicus เป็นปลาที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ปลานิล นำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2508 โดยสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ทรงจัดส่งปลานิล จำนวน 50 ตัว ความยาวเฉลี่ย ตัวละประมาณ 9 เซนติเมตร น้ำหนักต่อตัวประมาณ 14 กรัม เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชทานชื่อใหม่ว่า “ปลานิลจิตรลดา” และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกชื่อสั้นๆว่า ปลานิล และปีพ.ศ. 2532 บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ในโครงการปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลจิตรลดา โดยคัดเลือกสายพันธุ์ปลานิลจากสายพันธุ์ทั่วโลก 4 สายพันธุ์ ได้แก่
1. ปลานิลสายพันธุ์จากอเมริกา ลักษณะเด่น คือ มีสีสวย เนื้อสวย
2. ปลานิลสายพันธุ์จากอิสราเอล ลักษณะเด่น คือ มีหัวเล็ก สันหนา
3. ปลานิลสายพันธุ์จากไต้หวัน ลักษณะเด่น คือ โตเร็ว
4. ปลานิลสายพันธุ์จากจิตรลดา ของประเทศไทย ลักษณะที่โดดเด่น คือ มีความอดทน แข็งแรง

จากนั้น นำปลานิลทั้ง 4 สายพันธุ์มาผสมข้ามสายพันธุ์กัน เพื่อให้ได้ลักษณะเด่นของแต่ละสายพันธุ์และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง จนได้สายพันธุ์ใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า “ปลาทับทิม” เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2541

ลักษณะปลาทับทิม
ปลาทับทิมเป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลานิล ที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์กับปลานิลแดงของต่างประเทศที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน จนได้ปลาทับทิมพันธุ์แท้ที่มีรูปร่างลักษณะเฉพาะตัว มีคุณภาพของเนื้อที่หวาน นุ่ม และมีสีสวยงาม  การพัฒนา และคัดเลือกสายพันธุ์ปลาทับทิมจนได้สายพันธุ์มีคุณภาพเนื้อปลาสูง ทำให้ลดความด้อยในสีเดิมของปลานิลแดงพ่อแม่พันธุ์ คือ สีกระที่มีสีดำเจือปนจนเป็นปลาสายพันธุ์ใหม่ที่มีสีแดงอมชมพูหรือมีสีเหลืองอ่อน มีครีบเป็นสีแดง เนื้อ และผนังช่องท้องเป็นสีขาว มีลำตัวหนาทำให้มีเนื้อมาก และมีส่วนหัวเล็ก นอกจากนี้ ยังมีสีผิวของปลาทับทิมที่เด่นชัดกว่าปลานิลแดง และมีคุณภาพของเนื้อปลาที่มีความหวานและนุ่มกว่า

รูปแบบการเลี้ยงปลาทับทิม
รูปแบบการเลี้ยงปลาทับทิม จำแนกตามลักษณะแหล่งน้ำที่เลี้ยง  ได้แก่
1. การเลี้ยงในบ่อดิน
เป็นการเลี้ยงในบ่อที่ขุดบริเวณพื้นที่ว่าง โดยคันบ่อ ขอบบ่อ และก้นบ่อเป็นดิน และไม่ใช้วัสดุกันน้ำใดๆรองพื้นหรือที่เรียกว่า บ่อน้ำหรือสระ บ่อเลี้ยงในลักษณะนี้มักเป็นบ่อขนาดใหญ่เป็นไร่หรือมากกว่า มีความลึกของบ่อตั้งแต่ 2 เมตร การเลี้ยงในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีปริมาณน้ำมากเพียงพอ เพราะจำเป็นต้องใช้น้ำมาก

2. การเลี้ยงในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
การเลี้ยงในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จะเป็นลักษณะการเลี้ยงในกระชังเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ปลาอยู่ในพื้นที่เลี้ยง ขนาดความลึกของน้ำไม่ควรต่ำกว่า 5 เมตร มีค่าความขุ่นใสไม่น้อยกว่า 70 เซนติเมตร

3. การเลี้ยงในแม่น้ำ
การเลี้ยงในแม่น้ำจัดเป็นการเลี้ยงในกระชังเช่นกัน แม่น้ำควรมีน้ำไหลตลอดฤดูกาลเลี้ยง หากเป็นพื้นที่ใกล้ปากอ่าว ควรให้กระชังห่างจากปากอ่าวมากที่สุด อย่างน้อย 20 กิโลเมตร เพื่อไม่ให้น้ำมีการเปลี่ยนแปลงความเค็มหรือคุณภาพมากเกินไป

4. การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์
เป็นการเลี้ยงที่ใช้วิธีการสร้างบ่อน้ำด้วยการก่อบ่อซีเมนต์สี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมักเลี้ยงในโรงเรือนที่สามารถป้องกันน้ำฝนได้ การเลี้ยงลักษณะนี้จะเลี้ยงได้ในปริมาณน้อย จากปัญหาเรื่องพื้นที่จำกัด และอาจต้องใช้เครื่องเติมอากาศเข้าช่วยเพื่อให้ออกซิเจน

การเลี้ยงตามลักษณะการจำหน่าย 
1. การเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนา เป็นการเลี้ยงเพื่อการบริโภค และเพื่อการจำหน่าย โดยส่วนที่จำหน่ายจะเป็นส่วนที่เหลือจากการบริโภค การเลี้ยงลักษณะนี้มุ่งเน้นให้มีต้นทุนต่ำ โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหรือวัสดุที่หาได้ตามท้องถิ่นเป็นอาหารแก่ปลาเป็นหลัก ร่วมกับการหากินเองของปลาตามธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยคอก เศษพืชผัก ปลวก เป็นต้น

2. การเลี้ยงเชิงพาณิชย์ หรือการเลี้ยงแบบเข้มข้นเพื่อการจำหน่ายเป็นหลัก อาหารที่เลี้ยงจะเป็นอาการสำเร็จรูปที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดเป็นหลัก เพราะเป็นการเลี้ยงเพื่อให้ปลาได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ทำหให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว ปลาที่มีขนาดใหญ่ และเป็นไปตามความต้องการของตลาด อัตราการปล่อยเลี้ยงจะใช้แบบหนาแน่น และให้อาหารมาก เพื่อย่นระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลง

3. การเลี้ยงระบบฟาร์มลูก เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เกษตรเป็นเครือข่ายของบริษัทผู้พัฒนาพันธุ์ปลา โดยบริษัทจะให้การสนับสนุนในหลายด้าน อาทิ พันธุ์ปลา ยา และอาการ รวมถึงการให้คำปรึกษา และการแก้ปัญหาตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถผลิตปลาทับทิมได้มีคุณภาพดี และสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ในด้านการตลาด บริษัทเครือข่ายจะเป็นผู้รับชื้อในราคาต่อหน่วยกิโลกรัมปลา โดยที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องวิ่งหาตลาดเอง

พันธุ์ปลาที่เลี้ยง
ลูกพันธุ์ปลาทับทิมที่นำมาเลี้ยง ควรหาซื้อจากฟาร์มที่มีความน่าเชื่อถือ หรือจากบริษัทผู้ผลิตพันธุ์ปลาโดยตรง นอกจากนั้น หากเกษตรกรมีการเลี้ยงจำนวนมาก และเป็นผู้มีความรู้ในด้านการเพาะขยายพันธุ์ปลา อาจทำการเพาะขยายพันธุ์ปลาเอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเรื่องพันธุ์ปลาลงได้มาก

 
ปัจจัยการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พมีหลายอย่างเช่น น้ำ อากาศ แสงแดด อาหาร อุณหภูมิ และความเอาใจใส่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด กล่าวคือเมื่อคุณมีความเอาใจใส่ดูแลแล้วละก็ปัจจัยอื่นๆคุณก็ต้องสนใจเป็นธรรมดา
 
น้ำ
เป็นสิ่งที่สำคัญมากกับปลาทุกชนิด เราต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของน้ำที่จะมาใช้เลี้ยงปลาแต่ละชนิดของปลา เพราะน้ำเปรียบเสมือนบ้านของปลานั่นเอง น้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงปลาคาร์พมาจากแหล่งน้ำได้หลายแห่งเช่น น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำคลอง น้ำบ่อ น้ำตก เป็นต้น แต่ที่สะดวกที่สุดคือ น้ำประปาที่ผ่านการฆ่าคลอรีนแล้ว และมีค่า pH เป็นกลางที่ pH 7 วิธีง่ายๆในการฆ่าคลอรีนก็คือ ให้น้ำประปาผ่านเครื่องกรองน้ำที่มีถ่านคาร์บอนเป็นตัวกรอง โดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านกรองช้าๆ และควรทดสอบคลอรีนทุกครั้งก่อนนำน้ำมาเลี้ยงปลา หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อปลา ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้น้ำประปา ก็ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ แต่แหล่งน้ำจากธรรมชาติจะมีความเป็นกรดเป็นด่างซึ่งจะมีผลต่อสีปลา โดยทำให้ปลาสีซีด และน้ำจากธรรมชาติบางแหล่ง อาจมีการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาคาร์พมาก และแหล่งน้ำธรรมชาติอาจเป็นพาหะของโรคมาอีกด้วย ฉะนั้นน้ำประปาจึงเป็นน้ำที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ในการเลี้ยงปลาคาร์พ ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้ง ไม่ควรเปลี่ยนทีเดียวจนหมดทั้งบ่อ ควรจะเปลี่ยนน้ำโดยให้เหลือน้ำเก่าไว้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำเดิม และเติมน้ำใหม่ลงไป 1 ใน 3 เพราะจะทำให้ปลาปรับตัวได้ และไม่เกิดอาการช็อกน้ำ
 
 
อากาศ หรือออกซิเจน
จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาคาร์พมาก สังเกตได้จากการที่ปลาคาร์พว่ายน้ำ ถ้าว่ายน้ำอยู่ในน้ำแล้วจะลอยหัวขึ้นมาเฉพาะตอนกินอาหาร ก็ถือว่าออกซิเจนไม่ขาด แต่ถ้าปลาคาร์พลอยหัวอยู่ตลอดแสดงว่าอากาศหรือออกซิเจนเริ่มขาดต้องรีบทำการเติมอากาศทันที ทางที่ดีควรจะทำการเติมอากาศไว้อยู่ตลอดเวลา โดยการที่ให้น้ำดีจากบ่อกรองที่จะมาในบ่อเลี้ยง ได้สัมผัสอากาศเสียก่อนที่จะ ปล่อยลงบ่อ โดยยิงน้ำลงบ่อเลี้ยงเพื่อให้เกิดฟองอากาศ หรือใช้ปั๊มอากาศปั๊มลงโดยตรงเลยก็ได้แต่ถ้าบ่อใหญ่มากๆ ควรใช้หัวเจ็ทพ่นน้ำเพราะหัวเจ็ทจะดูดออกซิเจนในอากาศลงไปผสมกับน้ำได้เป็นอย่างดี บ่อที่สร้างแบบมีน้ำตกด้วยจะช่วยให้มีออกซิเจนมาเพิ่มในน้ำดีขึ้น เนื่องจากน้ำที่ไหลลงมาตามแนวน้ำตกจะได้สัมผัสอากาศก่อนลงบ่อนั่นเอง
 
 
อาหาร
ปลาคาร์พมีนิสัยที่น่ารักอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อเชื่องแล้วปลาคาร์พจะว่ายมามองหน้าแล้วทำปากอ้าเหมือนจะรู้ว่าเราต้องใจอ่อนให้อาหารอย่างแน่นอน แต่อย่าใจอ่อนทุกครั้งไปเพราะว่าจะทำให้รูปทรงปลาเสียได้ และถ้าเราให้มากจนเหลือก็จะทำให้น้ำเสียเร็ว ฉะนั้นการให้อาหารจึงควรให้พอดีดังนี้ ให้อาหารตามน้ำหนักของปลา คือ 2-4 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลาต่อวัน โดยให้วันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและบ่าย ควรจะให้ปลาคาร์พกินอาหารหมดภายใน 20 นาที ถ้าเหลือควรตักทิ้งเพราะจะทำให้น้ำไม่เสียเร็ว ไม่ควรให้อาหารปลาในเวลาเย็นมากเกินไป เพราะในตอนเย็นออกซิเจนในน้ำมีปริมาณลดลงมากอาจเป็นอันตรายกับปลาได้ อุณหภูมิของน้ำก็มีส่วนในการลดหรือเพิ่มปริมาณอาหาร ในฤดูร้อนปลาคาร์พมักจะกินอาหารได้มาก แต่ถ้าวันใดที่อากาศร้อนมากๆก็ควรงดอาหาร ส่วนในฤดูหนาวปลาคาร์พก็จะกินอาหารน้อยและวันใดที่อากาศเย็นมากๆ ต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส ให้งดอาหาร
ปลาคาร์พเป็นปลาที่กินอาหารได้หลายชนิดทั้งอาหารสดและพืช เช่น ข้าวโพดบด ข้าวสาลี กะหล่ำปลี สาหร่าย แหน ข้าวเหนียวนึ่ง ขนมปัง ลูกน้ำ ลูกไร กุ้งสด หอย ปลาหมึก เป็นต้น แต่ที่นิยมใช้เลี้ยงมากที่สุดคืออาหารเม็ดลอยน้ำ เพราะสะดวกและหาง่ายอาหารเม็ดลอยน้ำบางชนิดก็มีส่วนผสมของพืชและเนื้อสัตว์เช่น กุ้งแห้ง เป็นต้น อาหารบางชนิดยังอาจผสมสปิรูลิน่าหรือสาหร่ายเกลียวทองที่เรียกว่าอาหาร 10 เปอร์เซ็นต์ (อาหารที่มีส่วนผสมของสาหร่ายสปิรูลิน่าอยู่ในอาหารในปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์) มีผลต่อสีของปลาด้วยเพราะสปิรูลิน่าจะเป็นตัวช่วยให้สีของปลาคาร์พเข้มดูสวยงาม
 
แสงแดด-อุณหภูมิ
ที่ที่ดีสำหรับบ่อปลาคาร์พคือ ที่ที่มีแสงแดดส่องถึง ไม่ควรต่ำกว่า วันละ 3 – 4 ชม. แต่ก็ไม่ควรให้แดดลงบ่อเต็มๆ ทั้งวัน ควรหาร่มเงาให้ปลาได้หลบพักบ้าง อากาศก็ควรจะถ่ายเทได้ดี ไม่ควรอยู่ใกล้ครัวเพราะควันจากการทำอาหารอาจลงไปในบ่อทำให้น้ำมีคราบมัน บ่อที่ดีควรขุดลงไปในดินจะดีกว่าทำบ่อลอย เพราะอุณหภูมิของน้ำในบ่อฝังดินจะเปลี่ยนแปลงช้าและต่ำกว่าบ่อลอย ปลาคาร์พมักชอบน้ำอุณหภูมิต่ำ (20-25 องศาเซลเซียส)

ปัจจัยการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พมีหลายอย่างเช่น น้ำ อากาศ แสงแดด อาหาร อุณหภูมิ และความเอาใจใส่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด กล่าวคือเมื่อคุณมีความเอาใจใส่ดูแลแล้วละก็ปัจจัยอื่นๆคุณก็ต้องสนใจเป็นธรรมดา น้ำ             เป็นสิ่งที่สำคัญมากกับปลาทุกชนิด เราต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของน้ำที่จะมาใช้เลี้ยงปลาแต่ละชนิดของปลา เพราะน้ำเปรียบเสมือนบ้านของปลานั่นเอง น้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงปลาคาร์พมาจากแหล่งน้ำได้หลายแห่งเช่น น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำคลอง น้ำบ่อ น้ำตก เป็นต้น แต่ที่สะดวกที่สุดคือ น้ำประปาที่ผ่านการฆ่าคลอรีนแล้ว และมีค่า pH เป็นกลางที่ pH 7 วิธีง่ายๆในการฆ่าคลอรีนก็คือ ให้น้ำประปาผ่านเครื่องกรองน้ำที่มีถ่านคาร์บอนเป็นตัวกรอง โดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านกรองช้าๆ และควรทดสอบคลอรีนทุกครั้งก่อนนำน้ำมาเลี้ยงปลา หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อปลา ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้น้ำประปา ก็ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ แต่แหล่งน้ำจากธรรมชาติจะมีความเป็นกรดเป็นด่างซึ่งจะมีผลต่อสีปลา โดยทำให้ปลาสีซีด และน้ำจากธรรมชาติบางแหล่ง อาจมีการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาคาร์พมาก และแหล่งน้ำธรรมชาติอาจเป็นพาหะของโรคมาอีกด้วย ฉะนั้นน้ำประปาจึงเป็นน้ำที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ในการเลี้ยงปลาคาร์พ ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้ง ไม่ควรเปลี่ยนทีเดียวจนหมดทั้งบ่อ ควรจะเปลี่ยนน้ำโดยให้เหลือน้ำเก่าไว้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำเดิม และเติมน้ำใหม่ลงไป 1 ใน 3 เพราะจะทำให้ปลาปรับตัวได้ และไม่เกิดอาการช็อกน้ำ

อากาศ หรือออกซิเจน  จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาคาร์พมาก สังเกตได้จากการที่ปลาคาร์พว่ายน้ำ ถ้าว่ายน้ำอยู่ในน้ำแล้วจะลอยหัวขึ้นมาเฉพาะตอนกินอาหาร ก็ถือว่าออกซิเจนไม่ขาด แต่ถ้าปลาคาร์พลอยหัวอยู่ตลอดแสดงว่าอากาศหรือออกซิเจนเริ่มขาดต้องรีบทำการเติมอากาศทันที ทางที่ดีควรจะทำการเติมอากาศไว้อยู่ตลอดเวลา โดยการที่ให้น้ำดีจากบ่อกรองที่จะมาในบ่อเลี้ยง ได้สัมผัสอากาศเสียก่อนที่จะ ปล่อยลงบ่อ โดยยิงน้ำลงบ่อเลี้ยงเพื่อให้เกิดฟองอากาศ หรือใช้ปั๊มอากาศปั๊มลงโดยตรงเลยก็ได้แต่ถ้าบ่อใหญ่มากๆ ควรใช้หัวเจ็ทพ่นน้ำเพราะหัวเจ็ทจะดูดออกซิเจนในอากาศลงไปผสมกับน้ำได้เป็นอย่างดี บ่อที่สร้างแบบมีน้ำตกด้วยจะช่วยให้มีออกซิเจนมาเพิ่มในน้ำดีขึ้น เนื่องจากน้ำที่ไหลลงมาตามแนวน้ำตกจะได้สัมผัสอากาศก่อนลงบ่อนั่นเอง  อาหาร ปลาคาร์พมีนิสัยที่น่ารักอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อเชื่องแล้วปลาคาร์พจะว่ายมามองหน้าแล้วทำปากอ้าเหมือนจะรู้ว่าเราต้องใจอ่อนให้อาหารอย่างแน่นอน แต่อย่าใจอ่อนทุกครั้งไปเพราะว่าจะทำให้รูปทรงปลาเสียได้ และถ้าเราให้มากจนเหลือก็จะทำให้น้ำเสียเร็ว ฉะนั้นการให้อาหารจึงควรให้พอดีดังนี้ ให้อาหารตามน้ำหนักของปลา คือ 2-4 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลาต่อวัน โดยให้วันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและบ่าย ควรจะให้ปลาคาร์พกินอาหารหมดภายใน 20 นาที ถ้าเหลือควรตักทิ้งเพราะจะทำให้น้ำไม่เสียเร็ว ไม่ควรให้อาหารปลาในเวลาเย็นมากเกินไป เพราะในตอนเย็นออกซิเจนในน้ำมีปริมาณลดลงมากอาจเป็นอันตรายกับปลาได้ อุณหภูมิของน้ำก็มีส่วนในการลดหรือเพิ่มปริมาณอาหาร ในฤดูร้อนปลาคาร์พมักจะกินอาหารได้มาก แต่ถ้าวันใดที่อากาศร้อนมากๆก็ควรงดอาหาร ส่วนในฤดูหนาวปลาคาร์พก็จะกินอาหารน้อยและวันใดที่อากาศเย็นมากๆ ต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส ให้งดอาหาร ปลาคาร์พเป็นปลาที่กินอาหารได้หลายชนิดทั้งอาหารสดและพืช เช่น ข้าวโพดบด ข้าวสาลี กะหล่ำปลี สาหร่าย แหน ข้าวเหนียวนึ่ง ขนมปัง ลูกน้ำ ลูกไร กุ้งสด หอย ปลาหมึก เป็นต้น แต่ที่นิยมใช้เลี้ยงมากที่สุดคืออาหารเม็ดลอยน้ำ เพราะสะดวกและหาง่ายอาหารเม็ดลอยน้ำบางชนิดก็มีส่วนผสมของพืชและเนื้อสัตว์เช่น กุ้งแห้ง เป็นต้น อาหารบางชนิดยังอาจผสมสปิรูลิน่าหรือสาหร่ายเกลียวทองที่เรียกว่าอาหาร 10 เปอร์เซ็นต์ (อาหารที่มีส่วนผสมของสาหร่ายสปิรูลิน่าอยู่ในอาหารในปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์) มีผลต่อสีของปลาด้วยเพราะสปิรูลิน่าจะเป็นตัวช่วยให้สีของปลาคาร์พเข้มดูสวยงาม แสงแดด-อุณหภูมิ             ที่ที่ดีสำหรับบ่อปลาคาร์พคือ ที่ที่มีแสงแดดส่องถึง ไม่ควรต่ำกว่า วันละ 3 – 4 ชม. แต่ก็ไม่ควรให้แดดลงบ่อเต็มๆ ทั้งวัน ควรหาร่มเงาให้ปลาได้หลบพักบ้าง อากาศก็ควรจะถ่ายเทได้ดี ไม่ควรอยู่ใกล้ครัวเพราะควันจากการทำอาหารอาจลงไปในบ่อทำให้น้ำมีคราบมัน บ่อที่ดีควรขุดลงไปในดินจะดีกว่าทำบ่อลอย เพราะอุณหภูมิของน้ำในบ่อฝังดินจะเปลี่ยนแปลงช้าและต่ำกว่าบ่อลอย ปลาคาร์พมักชอบน้ำอุณหภูมิต่ำ (20-25 องศาเซลเซียส)

ปัจจัยการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พมีหลายอย่างเช่น น้ำ อากาศ แสงแดด อาหาร อุณหภูมิ และความเอาใจใส่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด กล่าวคือเมื่อคุณมีความเอาใจใส่ดูแลแล้วละก็ปัจจัยอื่นๆคุณก็ต้องสนใจเป็นธรรมดาเป็นสิ่งที่สำคัญมากกับปลาทุกชนิด เราต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของน้ำที่จะมาใช้เลี้ยงปลาแต่ละชนิดของปลา เพราะน้ำเปรียบเสมือนบ้านของปลานั่นเอง น้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงปลาคาร์พมาจากแหล่งน้ำได้หลายแห่งเช่น น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำคลอง น้ำบ่อ น้ำตก เป็นต้น แต่ที่สะดวกที่สุดคือ น้ำประปาที่ผ่านการฆ่าคลอรีนแล้ว และมีค่า pH เป็นกลางที่ pH 7 วิธีง่ายๆในการฆ่าคลอรีนก็คือ ให้น้ำประปาผ่านเครื่องกรองน้ำที่มีถ่านคาร์บอนเป็นตัวกรอง โดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านกรองช้าๆ และควรทดสอบคลอรีนทุกครั้งก่อนนำน้ำมาเลี้ยงปลา หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อปลา ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้น้ำประปา ก็ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ แต่แหล่งน้ำจากธรรมชาติจะมีความเป็นกรดเป็นด่างซึ่งจะมีผลต่อสีปลา โดยทำให้ปลาสีซีด และน้ำจากธรรมชาติบางแหล่ง อาจมีการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาคาร์พมาก และแหล่งน้ำธรรมชาติอาจเป็นพาหะของโรคมาอีกด้วย ฉะนั้นน้ำประปาจึงเป็นน้ำที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาใช้ในการเลี้ยงปลาคาร์พ ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้ง ไม่ควรเปลี่ยนทีเดียวจนหมดทั้งบ่อ ควรจะเปลี่ยนน้ำโดยให้เหลือน้ำเก่าไว้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำเดิม และเติมน้ำใหม่ลงไป 1 ใน 3 เพราะจะทำให้ปลาปรับตัวได้ และไม่เกิดอาการช็อกน้ำจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาคาร์พมาก สังเกตได้จากการที่ปลาคาร์พว่ายน้ำ ถ้าว่ายน้ำอยู่ในน้ำแล้วจะลอยหัวขึ้นมาเฉพาะตอนกินอาหาร ก็ถือว่าออกซิเจนไม่ขาด แต่ถ้าปลาคาร์พลอยหัวอยู่ตลอดแสดงว่าอากาศหรือออกซิเจนเริ่มขาดต้องรีบทำการเติมอากาศทันที ทางที่ดีควรจะทำการเติมอากาศไว้อยู่ตลอดเวลา โดยการที่ให้น้ำดีจากบ่อกรองที่จะมาในบ่อเลี้ยง ได้สัมผัสอากาศเสียก่อนที่จะ ปล่อยลงบ่อ โดยยิงน้ำลงบ่อเลี้ยงเพื่อให้เกิดฟองอากาศ หรือใช้ปั๊มอากาศปั๊มลงโดยตรงเลยก็ได้แต่ถ้าบ่อใหญ่มากๆ ควรใช้หัวเจ็ทพ่นน้ำเพราะหัวเจ็ทจะดูดออกซิเจนในอากาศลงไปผสมกับน้ำได้เป็นอย่างดี บ่อที่สร้างแบบมีน้ำตกด้วยจะช่วยให้มีออกซิเจนมาเพิ่มในน้ำดีขึ้น เนื่องจากน้ำที่ไหลลงมาตามแนวน้ำตกจะได้สัมผัสอากาศก่อนลงบ่อนั่นเองปลาคาร์พมีนิสัยที่น่ารักอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อเชื่องแล้วปลาคาร์พจะว่ายมามองหน้าแล้วทำปากอ้าเหมือนจะรู้ว่าเราต้องใจอ่อนให้อาหารอย่างแน่นอน แต่อย่าใจอ่อนทุกครั้งไปเพราะว่าจะทำให้รูปทรงปลาเสียได้ และถ้าเราให้มากจนเหลือก็จะทำให้น้ำเสียเร็ว ฉะนั้นการให้อาหารจึงควรให้พอดีดังนี้ ให้อาหารตามน้ำหนักของปลา คือ 2-4 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลาต่อวัน โดยให้วันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและบ่าย ควรจะให้ปลาคาร์พกินอาหารหมดภายใน 20 นาที ถ้าเหลือควรตักทิ้งเพราะจะทำให้น้ำไม่เสียเร็ว ไม่ควรให้อาหารปลาในเวลาเย็นมากเกินไป เพราะในตอนเย็นออกซิเจนในน้ำมีปริมาณลดลงมากอาจเป็นอันตรายกับปลาได้ อุณหภูมิของน้ำก็มีส่วนในการลดหรือเพิ่มปริมาณอาหาร ในฤดูร้อนปลาคาร์พมักจะกินอาหารได้มาก แต่ถ้าวันใดที่อากาศร้อนมากๆก็ควรงดอาหาร ส่วนในฤดูหนาวปลาคาร์พก็จะกินอาหารน้อยและวันใดที่อากาศเย็นมากๆ ต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส ให้งดอาหารที่ที่ดีสำหรับบ่อปลาคาร์พคือ ที่ที่มีแสงแดดส่องถึง ไม่ควรต่ำกว่า วันละ 3 – 4 ชม. แต่ก็ไม่ควรให้แดดลงบ่อเต็มๆ ทั้งวัน ควรหาร่มเงาให้ปลาได้หลบพักบ้าง อากาศก็ควรจะถ่ายเทได้ดี ไม่ควรอยู่ใกล้ครัวเพราะควันจากการทำอาหารอาจลงไปในบ่อทำให้น้ำมีคราบมัน บ่อที่ดีควรขุดลงไปในดินจะดีกว่าทำบ่อลอย เพราะอุณหภูมิของน้ำในบ่อฝังดินจะเปลี่ยนแปลงช้าและต่ำกว่าบ่อลอย ปลาคาร์พมักชอบน้ำอุณหภูมิต่ำ (20-25 องศาเซลเซียส)

ปลายี่สกไทย (Seven stripped carp) เป็นน้ำจืดท้องถิ่นไทยที่พบได้มากตามแหล่งน้ำต่างๆ นิยมใช้ประกอบอาหารหลายอย่าง อาทิ ปิ้งย่าง แกงเหลือง และทอดมัน เป็นต้น เนื่องด้วยเนื้อปลายี่สกไทยให้เนื้อออกสีเหลือง เนื้อละเอียด ให้รสมัน หวาน ส่วนหนังค่อนข้างหนาจึงนิยมใช้ทอดหนังรับประทานได้อีก

• วงศ์ : Cyprinidae (ปลาตะเพียน/ปลานวลจันทร์)
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Probarbus jullieni
• ชื่อสามัญ : seven stripped carp
• ชื่อเรียกท้องถิ่น :
ภาคกลาง
– ปลายี่สก
– ปลายี่สกไทย
– ยี่สก
– ยี่สกไทย
ภาคอีสาน
– อีสก
– เอิน
– สะเอิน
– เอินตาแดง
ภาคเหนือ
– ยี่สกทอง
– อีสก
– กะสก
– ปลาเสือ

การแพร่กระจาย
ปลายี่สกไทย เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบแพร่กระจายในแม่น้ำต่างๆของประเทศไทย พม่า และลาว โดยประเทศไทยพบได้ในแม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำต้นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงแม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงพบได้ทั่วไปตามอ่างเก็บน้ำ ลำห้วย และบึงต่างๆ แต่โยตามธรรมชาติก่อนฤดูกาลวางไข่จะชอบอาศัยตามแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆบริเวณแอ่งน้ำหรือวังตามแม่น้ำ ก่อนจะว่ายขึ้นต้นน้ำในฤดูผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และกลับมาอาศัยในแม่น้ำอีกครั้งเมื่อน้ำลงในช่วงเดือนตุลาคม-กันยายน

ลักษณะทั่วไป
ปลายี่สกไทย เป็นปลาขนาดใหญ่ มีลำตัวยาวได้มากกว่า 100 เซนติเมตร ลำตัวมีหัวค่อนข้างใหญ่ มีม่านตาสีแดงเรื่อ มีหนวดสั้นๆ 1 คู่ อยู่ที่มุมปากด้านบน ปากโค้งสั้น และยืดหดได้ อ้าปากไม่ได้กว้างมาก ภายในปากไม่มีฟันที่ขากรรไกร และเพดานปาก แต่จะมีฟันที่บริเวณคอหอย ลำตัวมีรูปร่างกลม และยาว คล้ายปลากะโห้ แต่ต่างที่ปลายี่สกไทยมีลักษณะกลม และยาวกว่า รวมถึงเกร็ดมีขนาดเล็กว่า โดยลำตัวปลายี่สกไทยจะมีเกร็ดสีเงินวาวหรือสีเหลืองทอง เรียงตัวเป็นระเบียบตามแนวยาวของลำตัว และมีแถบดำ 7 แถบ พาดเรียงจากเหงือกไปตามความยาวของลำตัวจนถึงโคนหาง เวลากินอาหารทำปากยืดหดได้

ส่วนครีบประกอบด้วยครีบหลังที่มีก้านครีบแข็ง 3 อัน ครีบอกมี 1 คู่ อยู่บริเวณเหงือกด้านล่างสุด ครีบท้องมี 1 คู่ อยู่ติดกัน และอยู่บริเวณตรงกลางด้านท้องของลำตัว ครีบก้นมี 1 อัน อยู่ใกล้กับครีบหาง ส่วนครีบหางแยกเป็น 2 แฉก แฉกบนยาวกว่าแฉกล่าง

ปลายี่สกไทยกับปลายี่สกเทศ
– ปลายี่สกไทยมีม่านตาสีแดงเรื่อ ส่วนปลายี่สกเทศม่านตามไม่มีสีแดง
– ปลายี่สกไทยมีแถบดำ 7 แถบ พาดตามยาว ส่วนปลายี่สกเทศไม่มีแถบดำพาด
– ปลายี่สกไทยมีครีบทุกครีบมีทั้งออกค่อนข้างสีดำทั้งหมด โดยเฉพาะปลาที่ยังอายุน้อย หรือมีสีขาวเหลือบชมพูเล็กน้อย เมื่อมีอายุมาก ส่วนปลายี่สกเทศจะมีครีบทุกครีบสีแดงเรือที่แตกต่างกันชัดเจน

เพศปลายี่สกไทย
ปลาเพศผู้
– ลำตัวมีขนาดเล็กกว่า และเรียวยาวกว่าเพศเมีย
– ช่องเพศเป็นวงขนาดเล็ก มีสีแดงเรื่อ หากบีบท้องบริเวณใกล้กับช่องเพศจะมีน้ำเชื้อสีขาวขุ่นไหลออกมา
– มีตุ่มสิวสากมือขึ้นที่บริเวณแก้มมากกว่าเพศเมีย
ปลาเพศเมีย
– ลำตัวมีรูปร่างอ้วนป้อม และสั้นกว่าเพศผู้เมื่อเทียบกับตัวที่มีอายุใกล้เคียงกัน
– ช่องเพศมีลักษณะเป็นวงนูน และมีขนาดวงใหญ่กว่าเพศผู้ ส่วนสีจะมีสีชมพู ต่างกับเพศผู้ที่มีสีแดงเรื่อ
– ข้างแก้มมีตุ่มสิวน้อย และห่างกัน

อาหารปลายี่สกไทย
ปลายี่สกไทย เป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งพืช และสัตว์ มีอาหารสำคัญ คือ สาหร่าย และพืชน้ำต่างๆ กุ้ง หอย ลูกปลาขนาดเล็ก และแมลงต่างๆ

การผสมพันธ์ และวางไข่
เมื่อถึงฤดูวางไข่ ปลายี่สกไทยจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปหาแหล่งวางไข่บริเวณแอ่งน้ำที่เป็นต้นน้ำ เช่น ตามไร่นา ตามบึง ตามหนองน้ำที่เชื่อมกับแม่น้ำหลัก หลังจากนั้น จะอาศัย และหากินในแหล่งน้ำนั้นจนถึงฤดูน้ำลด คือ ในช่วงเดือนตุลาคม จึงว่ายลงตามน้ำมาอาศัยในแม่น้ำหลัก

การพัฒนาทางเพศของปลาในฤดูผสมพันธุ์วางไข่พบว่า ปลาตัวผู้จะเปลี่ยนสีลำตัวเป็นสีคล้ำ อมม่วงและมีตุ่มสิว (pearl organ) ขึ้นบริเวณข้างแก้ม และครีบอก ในแม่น้ำโขงปลายี่สกไทยผสม พันธุ์วางไข่ในฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ ฝูง ละ 30 – 40 ตัว บริเวณที่วางไข่อยู่ท้ายเกาะกลางน้ำ ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พบมีความยาว 1 เมตร และมีน้ำหนักถึง 40 กิโลกรัม แต่ปลาส่วนใหญ่ที่จับได้มักมีความยาวประมาณ 60-90 เซนติเมตร น้ำหนัก 6-18 กิโลกรัม พบตามแหล่งน้ำใหญ่ของภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง การกินอาหารตาม ธรรมชาติของปลายี่สกไทยพบว่า ปลากินหอย ปู พืชน้ำ ตะไคร่น้ำ ไรน้ำ และสัตว์หน้าดิน

ไข่ปลา ยี่สกไทยมีลักษณะครึ่งจมครึ่งลอย และสามารถยึดติดกับวัตถุได้ ลักษณะของไข่กลม มีสีเหลือง ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร และหากอยู่ในน้ำจะพองตัวออกมากกว่า 2 มิลลิเมตร โดยแม่ปลายี่สกไทยที่หนักประมาณ 14 กิโลกรัม จะไข่ประมาณ 215 ฟอง/กรัม ของพวงไข่ 2,400 กรัม หรือจะให้ไข่ทั้งหมดที่ 500,000 ฟอง หลังจากวางไข่แล้ว ไข่ฟักเป็นตัวภายใน 3 วัน

การเลี้ยงปลายี่สกไทย
การเพาะขยายพันธุ์
การเพาะพันธุ์ด้วยการฉีดฮอร์โมน โดยจะฉีดให้ 2 ครั้ง ครั้งแรกฉีด suprefact ขนาด 5 ไมโครกรัม และ Motiliuim 5 มิลลิกรัม หลังจากนั้น อีก 6 ชั่วโมงจึงฉีดเข็มที่ 2 โดยเพิ่ม suprefact เป็น 15 ไมโครกรัม สำหรับแม่พันธุ์ แต่พ่อพันธุ์ใช้เท่าเดิม และปล่อยให้พร้อมอีก 4-6 ชั่วโมง ก่อนจะนำแม่ปลามารีดไข่ใส่ชาม และรีดน้ำเชื้อตัวผู้ที่ผสมกับน้ำเกลือเข้มข้น 0.3-0.5% แล้วกวนด้วยขนไก่ให้เข้ากัน ก่อนจะนำไข่ใส่มุ้งฟักลงไว้ในบ่อฟัก ซึ่งไข่จะฟักเป็นลูกปลาภายใน 2-3 วัน ทั้งนี้ การฉีดฮอร์โมนข้างต้นจะใช้ในหน่วยของน้ำหนักตัวปลา 1 กิโลกรัม

การอนุบาล
หลังจากที่ลูกปลาฟักออกจากไข่แล้วประมาณ 3-5 วัน ให้เริ่มให้อาหารด้วยไข่ต้มบด ร่วมกับไรแดงจนตลอด 7-10 วัน หลังการฟัก ก่อนจะเปลี่ยนมาให้เนื้อปลาบดร่วมกับไรแดงต่อจนถึงอายุประมาณ 1 เดือน หลังการฟัก และเลี้ยงต่อด้วยไรแดง ปลาบด ร่วมกับอาหารปลาสำเร็จรูปอีกประมาณ 2-3 เดือน ก่อนจะนำลูกปลาแยกเลี้ยงในบ่อดินหรือกระชังต่อไป

การเลี้ยงปลารุ่น
การเลี้ยงปลายี่สกไทย อาจเลี้ยงในบ่อดินหรือในกระชังก็ได้ ซึ่งควรปล่อยพันธุ์ปลาที่มีขนาด 2-4 นิ้ว ลงเลี้ยง และให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น ด้วยอาหารสำเร็จรูปสำหรับกินพืชหรือสัตว์ ร่วมด้วยกับอาหารเสริมที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น เศษผัก ปลวกหรือแมลงต่างๆ

 

หอยนางรม (Oyster) เป็นหอยทะเลที่นิยมรับประทานสดมากกว่าการทำให้สุกที่รับประทานพร้อมกับเครื่องเคียงต่างๆ อาทิ มะนาว น้ำพริกเผา หอมเจียว และน้ำจิ้ม เป็นต้น เพราะเนื้อหอยนางรมสดให้เนื้อนุ่ม รสหวาน และไม่มีกลิ่นคาว แต่ก็นำมาประกอบอาหารบ้าง เช่น หอยทอดหรือแกงจืด เป็นต้น

ลักษณะของหอยนางรม
หอยนางรม เป็นหอย 2 ฝา ประกอบด้วยฝาหอยด้านบน และด้านล่างที่มีขนาดไม่เท่ากัน โดยฝาหอยด้านบน(ขวา) มีขนาดขอบฝากว้างกว่าฝาล่าง ฝามีลักษณะค่อนข้างแบน ส่วนฝาด้านล่าง (ขวา) ฝามีลักษณะเป็นรูปถ้วยที่โค้งใหญ่กว่าฝาบนทำให้ภายในฝาเป็นร่องลึกใหญ่กว่าฝาด้านบน และฝาด้านล่างเป็นส่วนที่ใช้ยึดติดกับวัสดุ

ลักษณะหอยนางรมมักมีรูปร่างไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารเป็นสำคัญ องค์ประกอบของเปลือกหอยนางรมจะเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นหลักเหมือนกับเปลือกหอยอื่นๆ และเปลือกหอยทั้ง 2 ฝา จะเชื่อมติดกันด้วยบานพับบริเวณกลางฝาของขอบด้านใน

ภายในเปลือกหอยจะมีส่วนของเนื้อหอยหรือตัวหอย โดยลำตัวหอยนางรมจะมีเนื้อเยื่อบางๆห่อหุ้มลำตัวเรียกว่า เยื่อคลุม ที่มีลักษณะเป็นริ้วแผ่ยาวจนถึงช่องปาก ลำตัวหอยมีเหงือก 2 คู่ ใช้สำหรับกรองอาหาร และทำหน้าที่หายใจ รวมถึงช่วยในการขับถ่ายของเสีย ถัดมากลางลำตัวจะมีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่ทำหน้า-เปิดฝาหอย ถัดมาด้านในจะเป็นอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ระบบประสาท ระบบขับถ่าย ระบบไหลเวียนเลือด และอวัยวะสืบพันธุ์ ทั้งนี้ ตัวหอยหรือเนื้อหอยจะไม่มีขนาดใหญ่จนเต็มภายในเปลือกหอยทั้งหมด แต่จะมีพื้นที่บางส่วนด้านในที่เป็นช่องว่าง และช่องนี้ จะเปิดเป็นช่องออกสู่ภายนอกสำหรับเป็นทางผ่านเข้าของอาหาร และน้ำจากด้านนอก ก่อนอาหาร และน้ำจะเข้าสู่ปาก และระบบย่อยอาหาร ก่อนจะกำจัดผ่านทางช่องทวารออกสู่ด้านนอก พร้อมกับการหายใจร่วมกัน

อาหารของหอยนางรมจะเป็นแพลงก์ตอนต่างๆที่อยู่ในน้ำ โดยหอยนางรมจะกินอาหารด้วยการกรองแพลงก์ตอนจากน้ำด้วยเหงือก โดยน้ำที่ถูกกรองจะไหลออกทางท่อน้ำออก ส่วนแพลงก์ตอนหรือสารอาหารต่างๆจะติดบนซี่เหงือก โดยหากเป็นอาหารขนาดใหญ่ที่เข้าสู่ระบบย่อยอาหารไม่ได้ก็จะถูกขับออกทางท่อน้ำออก ส่วนแพลงก์ตอนหรืออาหารขนาดเล็กจะมี cilia คอยปัดให้ไหลเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร โดยอาหารเหล่านี้จะมีเมือกมาจับให้เป็นก้อนเล็กๆ ดังนั้น หอยที่อาศัยอยู่ในน้ำตลอดเวลาจะเติบโตได้ดีกว่าหอยที่อยู่บริเวณน้ำลดที่ทำให้ตัวหอยสัมผัสกับอากาศ เพราะช่วงนี้จะไม่ได้กินอาหารนั่นเอง

โดยปกติ หอยสองฝาจะแยกเพศตัวเมีย ตัวผู้ แต่บางช่วงสภาวะอาจพบหอยสองเป็นหอยกระเทย (hermaphrodite) ที่มีทั้งไข่ และน้ำเชื้อในตัวเอง ทั้งนี้ การที่จะแยกเพศหอยนางรมว่าหอยตัวใดเป็นตัวผู้ตัวเมีย หากดูภายนอกจะไม่สามารถแยกแยะได้ แต่จะแยกได้ด้วยการเปิดฝาหอยดูอวัยวะสืบพันธุ์ และต้องใช้กล้องส่องดูเท่านั้น เพราะหอยนางรมเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์จะมีอวัยวะเพศสีครีมขาวที่ดูด้วยตาเปล่าเหมือนกัน

เมื่อหอยนางรมถึงวัยสืบพันธุ์ ช่วงการจะมีสภาพแวดล้อมมาเป็นตัวกระตุ้นเป็นหลัก อาทิ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และความเค็ม เป็นต้น เมื่อพร้อมที่จะผสมพันธุ์ หอยตัวเมียก็จะปล่อยไข่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อที่ตัวผู้ขับออกมา

ไข่หอยนางรมที่ผสมกับน้ำเชื้อแล้วก็จะเจริญเป็นตัวอ่อนหรือที่เรียกว่า ลูกหอยวัยอ่อน ที่ลอยตามกระแสน้ำ เรียกระยะนี้ว่า metamorphosis หรือ settlement พร้อมกับพัฒนาเข้าสู่วัยเกาะวัสดุ เรียกระยะนี้ว่า หอยนางรมวัยเกล็ด ซึ่งจะอาศัย และเติบโตเป็นหอยตัวเต็มวัย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 13-20 วัน สำหรับหอยตะโกรม และจะใช้เวลาประมาณ 20-24 วัน สำหรับหอยนางรมปากจีบ ทั้งนี้ ตามธรรมชาติจะมีวัสดุสำหรับหอยนางรมเกาะ ได้แก่ ก้อนหิน โขดหิน หรือวัสดุต่างๆ แต่หากไม่สามารถหาที่ยึดเกาะได้ ลูกหอยนางรมจะตกลงพื้นด้านล่าง และตายไปในที่สุด

ประโยชน์หอยนางรม
1. ตัวหอยนางรมหรือเนื้อหอยนางรม นิยมนำมารับประทาน และแปรรูปเป็นอาหาร เนื่องจาก หอยให้เนื้อมาก เนื้อหอยนุ่ม ไม่เหนียว เนื้อหวาน มีกลิ่นคาวน้อย
2. เปลือกหอยนางรมนำมาเดผาทำปูนขาวสำหรับใช้ในการเกษตร งานก่อสร้าง งานอุตสาหกรรม และใช้สำหรับเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์เพื่อเป็นแหล่งเสริมแคลเซียม
3. หอยนางรมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หอยนางรมดอง หอยนางรมรมควัน นอกจากนั้น ยังใช้ผลิตเป็นน้ำมันหอย ซอสหอย เป็นต้น
4. ใช้ทำเครื่องประดับ อาทิ ไข่มุก แต่จะไม่สวย และไม่นิยมเท่าไข่มุกจากหอยมุก

การเลี้ยงหอยนางรม
หอยนางรมแต่ก่อนสามารถหาจับได้ตามโขดหินหรือวัสดุตามชายทะเล โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้กับปากแม่น้ำ แต่ช่วงหลังมากจากปัญหาสภาพมลพิษ และการเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเล รวมถึงมีการจับกันมากขึ้น ทำให้หอยนางรมตามธรรมหายากมาก ปัจจุบัน จึงมีการเลี้ยงหอยนางรมเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกจังหวัดที่ติดกับทะเล โดยเฉพาะทะเลในแถบภาคใต้ โดยกลุ่มที่ริเริ่มเลี้ยงหอยนางรมครั้งแรกจะเป็นชาวจีนในแถบภาคใต้

ชนิดหอยนางรมที่นิยมเลี้ยง
1. หอยนางรมปากจีบ/หอยนางรมพันธุ์เล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Saccostrea commercialis พบเลี้ยงมากทางภาคตะวันออก

2. หอยตะโกรมขาว (Crassostrea belcheri) จัดเป็นหอยนางรมขนาดใหญ่ พบเลี้ยงมากในภาคใต้

3. หอยตะโกรมกรามดำ (Crassostrea lugubris) จัดเป็นหอยนางรมขนาดใหญ่ พบเลี้ยงบ้างในภาคตะวันออก แต่เลี้ยงมากในภาคใต้

การเลือกพื้นที่
1. พื้นที่ชายทะเลที่เป็นแหล่งที่มีน้ำกร่อย โดยมีน้ำทะเลท่วมถึงนาน 7-8 เดือน และไม่อยู่ใกล้ปากแม่น้ำที่อาจมีน้ำจืดไหลบ่า
2. พื้นที่พบหอยนางรมเกิดเองตามธรรมชาติ เพราะเป็นแหล่งที่เหมาะแก่การเติบโต และสะดวกต่อการจัดหาพันธุ์
3. ไม่เป็นแนวการไหลของน้ำขึ้น-น้ำลง รวมไปถึงไม่อยู่ในพื้นที่ที่มีคลื่นลมแรง
4. ไม่อยู่ใกล้แหล่งชุมชนหรือแหล่งอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทิ้งต่างๆ
5. เป็นแหล่งที่มีการไหลเวียนของน้ำหรือมีกระแสน้ำไหลผ่าน ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่มีความสมบูรณ์ของอาหาร และช่วยลดภาวะมลพิษของน้ำ
6. เป็นแหล่งน้ำไม่ตื้น และไม่ลึกกินไป ระดับความลึกเมื่อน้ำขึ้นสูงสุดไม่ควรเกิน 2.5 เมตร
7. พื้นท้องน้ำเป็นโคลนตม แต่ไม่มีความลึกมานัก
8. อยู่ใกล้กับที่พักอาศัย และสามารถจัดหาหรือขนส่งวัสดุที่ใช้เลี้ยงได้ง่าย
9. มีถนนหรือทางสัญจรที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย และสะดวก

รูปแบบการเลี้ยงหอยนางรม
1. การเลี้ยงบนก้อนหิน
การเลี้ยงบนก้อนหิน เป็นวิธีเลี้ยงดั้งเดิมที่ไม่นิยมแล้ว แต่ยังใช้นิยมทำเฉพาะสำหรับการรับประทานในครัวเรือนหรือจับจำหน่ายในตลาดเล็กๆเท่านั้น ด้วยการนำก้อนหินมาเรียงวางเป็นกองๆเพื่อให้ลูกหอยนางรมเกาะ และเติบโตตามธรรมชาติ

วิธีนี้ มักทำบริเวณน้ำขึ้น-น้ำลงสูงสุดใกล้กับบริเวณปากอ่าวเปิด ซึ่งจะมีสภาพพื้นท้องน้ำเป็นโคลนตมตื้นๆหรือมีสภาพท้องน้ำแข็งเพื่อให้วางก้อนหินได้ง่าย แต่หากพื้นที่ใดมีสภาพโคลนตมลึก ชาวบ้านก็จะใช้ไม้ไผ่ขัดเป็นแพมาวางเป็นฐานสำหรับป้องกันหินไม่ให้จมลงโคลน บริเวณที่พบการเลี้ยงในลักษณะนี้ ได้แก่ จ. ชลบุรี และอ่าวสวี จ. ชุมพร

ระยะเวลาในการเลี้ยงหอยนางรม
ระยะเวลาการเลี้ยงหอยนางรม เริ่มตั้งแต่ปล่อยลูกหอยจนถึงเก็บผลผลิตจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของหอยนางรม ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร โรค ศัตรู และการดูแลเป็นสำคัญ

ศัตรู และตัวเบียนหอยนางรม
1. หอยฝาเดียว เช่น หอยหมู่ (Thais spp) และหอยมะระ (Melongina spp) เป็นต้น
2. ปู ทั้งชนิดที่หากินตามพื้นท้องทะเล และว่ายขึ้นสูงได้
3. ปลาดาว
4. ปลาทะเลที่มีฟันแหลมคม เช่น ปลากระเบน และปลานกแก้ว เป็นต้น
5. นก การเลี้ยงหอยนางรมในเขตชายฝั่งที่มีน้ำขึ้นน้ำลงที่ในช่วงน้ำลงลูกหอยนางรมมักถูกนกจิกกินได้ง่าย
6. สัตว์น้ำที่คอยแย่งอาหารหรือยึดเกาะแย่งพื้นที่อาศัย เช่น หอยแมลงภู่ เพรียง และฟองน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ พวก polychaetes และฟองน้ำ สามารถควบคุม และป้องกันได้โดยใช้น้ำจืดแช่ หรือแช่ในน้ำเกลืออิ่มตัวนานประมาณ 15-30 นาที หรือใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 1 แช่เป็นเวลา 5 นาทีก็ได้

โรคพยาธิหอยนางรม
1. โรคเหงือก (Gill disease)
โรคเหงือกในหอยนางรมเคยเกิดกับหอยนางรมโปรตุเกส ในช่วงปี ค.ศ. 1966 แพร่ระบาดถึง 40-50 ของประชากรหอย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส (IRIDOVIRUS) ลักษณะของโรคเริ่มจากพบจุดสีเหลืองกระจายเหงือก และ labial palp จุดเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และขยายตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวจะตายหอยไม่สามารถกินอาหาร รวมทั้งทำการหายใจไม่เป็นปกติ น้ำหนักของหอยลดลง และตายในที่สุด
2. โรคไวรัส (Virus disease)
โรคนี้เคยเกิดกับหอยนางรมโปรตุเกส ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เข้าใจว่าเป็น IRICOVIRUS ซึ่งตรวจพบในเม็ดเลือกของหอย ผลจากการระบาดของไวรัสตัวนี้ ทำให้ประชากรหอยนางรมโปรตุเกสทั้งหมดที่มีในประเทศฝรั่งเศสสูญพันธุ์หมด
3. Bonamia Haemocytic disease
เป็นโรคระบาดที่เกิดกับหอยนางรมยุโรป (O. edulis) สาเหตุเกิดจากเชื้อโปรโตซัว Bonamia ostreae ซึ่งทำอันตรายกับเซลล์เม็ดเลือดของหอย พบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1979
4. Abers Digestive gland disease
พบครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1968 ในตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศสในเขตบริทานี โดยเกิดกับหอยนางรมยุโรป(O. edulis) สาเหตุเกิดจากเชื้อโปรโตซัว Marteilia refringens ตรวจพบในส่วน Digestive gland ของหอย ก่อให้เกิดการสูญเสียอย่างมากกับหอยนางรมยุโรปในประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามมีการตรวจพบเชื้อชนิดนี้ในหอยนางรมญี่ปุ่น (C. gigas.) หอยแมลงภู่ (Mytilus galloprovincialis) รวมทั้งใน Cardium edule แต่ไม่ก่อให้เกิดการตายในหอยเหล่านี้แต่อย่างใด
5. Copepod สกุล Mytilicola intestinalis
Copepod มีรายงานพบภายในทางเดินอาหารหอยนางรม C. gigas ซึ่งจะทำให้คุณค่าทางโภชนาการของคาร์โบไฮเดรตในเนื้อหอยนางรมน้อยลง
6. หนอนเจาะเปลือกที่ทำให้เปลือกหอยนางรมเสียหาย หอยนางรมเติบโตช้า และไม่สมบูรณ์ มักพบในบริเวณที่มีความเค็มต่ำ

ข้อควรระวังการเลี้ยงหอยนางรม
1. มั่นตรวจสอบ และซ่อมแซมอุปกรณ์การเลี้ยงเป็นประจำ
2. เฝ้าระวังสภาพน้ำเสียหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพความเค็มสม่ำเสมอ ซึ่งมักกระทบต่อผลผลิต และคุณภาพของหอยให้ลดลงเรื่อย ๆ
3. พื้นที่เลี้ยงมีการตื้นเขิน ซึ่งจะทำให้หอยตายง่าย
4. คอบตรวจสอบสัตว์น้ำอื่นที่มาเกาะแย่งอาหารที่อาจทำให้หอยนางรมเติบโตช้า เช่น หอยแมลงภู่ หอยเฉลียบ หอยเพรียง และฟองน้ำ เป็นต้น

หอยแมลงภู่ (Green mussel) เป็นหอยที่อาศัยได้ทั้งอยู่ในน้ำเค็ม และน้ำกร่อย ปัจจุบัน เป็นหอยที่นิยมบริโภคกันอย่างทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เนื่องจาก มีเนื้อหอยมาก เนื้อหอยรับประทานได้เกือบทั้งหมด เนื้อมีความนุ่ม หวาน และอร่อย ไม่มีเศษดินในลำไส้

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Perna viridis Lineaus
• ชื่อสามัญ : Green mussel

อนุกรมวิธาน
• Phylum : Mollusca
• Class : Bivalvia
• Order : Mytilaida
• Family : Mytilidae

ลักษณะหอยแมลงภู่
1. ส่วนของเปลือกหอย
หอยแมลงภู่ประกอบด้วยเปลือกแข็งที่ห่อหุ้มลำตัวอยู่ภายนอกของเปลือกหรือฝาหอยมีลักษณะรียาวคล้ายรูปไข่มีลักษณะเหมือนกันและมีขนาดเท่าทั้งสองฝาด้านนอกของฝาสีเขียวเข้มคล้ายปีกแมลงทับและบ้างก็เป็นสีน้ำตาลส่วนด้านในมีสีขาวคล้ายมุกส่วนประกอบของเปลือกหอยแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นนอกสดและจะมีสีเขียวเข้ม มีวงรอยชั้นแสดงการเจริญเติบโตของหอยในแต่ละปี สามารถลอกออกเป็นแผ่นได้ส่วนชั้นกลางเป็นสีขาวประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต ชั้นในหรือส่วนผิวของฝาด้านในมีสีขาวเรียบมันวาวเหมือนมุก ฝาสองฝาจะยึดและประกบติดกันโดยเส้นเอ็นที่อยู่ด้านหลังของฝาซึ่งมีสีน้ำตาลเข้มหรือดำเป็นทางยาวตลอดแนวด้านหลัง ตั้งแต่ปลายก้นหอยโค้งไปถึงหนึ่งในสามของเปลือกด้านหลังของหอย เมื่อเปิดฝาทั้งสองออกภายในจะเป็นลำตัวส่วนอ่อนหรือเนื้อหอย และเมื่อแกะส่วนเนื้อออกจากฝาจะเห็นผิวเปลือกเรียบเป็นสีขาวคล้ายมุก และรอยของกล้ามเนื้อติดอยู่บนฝาทั้งสอง รอยกล้ามเนื้อที่พบมีอยู่ 3 มัดด้วยกัน คือ
1. รอยกล้ามเนื้อดึงด้านท้าย เป็นรอยกล้ามเนื้อยึดฝาทั้งสองให้เปิด และปิดได้ ตั้งอยู่ด้านท้ายของฝามีรูปร่างยาวรี ค่อนข้างใหญ่
2. รอยกล้ามเนื้อยึดด้านหัวเป็นรอยกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านหัวสำหรับยึดส่วนของซังหรือรากให้ติดกับฝาหอยมีรูปร่างยาวรี และมีขนาดเล็ก
3. รอยกล้ามเนื้อส่วนด้านท้าย เป็นรอยกล้ามเนื้อยึดฝาหอยด้านหลังกับส่วนของซัง มี 2 มัด มัดหนึ่งจะติดอยู่กับกล้ามเนื้อยึดฝาทั้งสองอีกมัดหนึ่งจะอยู่ใต้เส้นเอ็นส่วนด้านหัวหรือจะเป็นส่วนท้ายของก้นหอย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโต ถัดจากก้นหอยเป็นส่วนของฟัน ซึ่งมีอยู่ 2-3ซี่ แต่ถ้าเป็นหอยแมลงภู่ชนิดนี้จะมีฟันประมาณ 4-5 ซี่ ด้วยกัน และมีกล้ามเนื้อที่อยู่ติดกับขอบฝาด้านท้อง คือกล้ามเนื้อดึงด้านหัว 1 มัด

2. ลำตัวส่วนอ่อนหรือเนื้อหอย
เนื้อหอยเป็นส่วนที่อ่อนนุ่ม จะอยู่ภายในของฝาทั้งสอง ต้องทำการเปิดฝาออกจึงจะมองเห็น ส่วนนี้ประกอบด้วย เยื้อหุ้มลำตัวซึ่งอยู่ติดกับฝาทั้งสองข้าง ส่วนพุงส่วนของเท้าซึ่งมีขนาดเล็ก และมีรากหรือซังติดกับส่วนของเท้า มีเหงือกขนาดใหญ่ยาวเท่าลำตัวของหอยมีกล้ามเนื้อ 3 มัด และเมือผ่าดูภายในจะพบส่วนที่เป็นหัวใจอยู่ด้านหลังของฝาเหนือส่วนของพุงใต้หัวใจ เช่น ส่วนของต่อมสร้างน้ำย่อย ต่อมน้ำย่อย เรียกว่า มีทางน้ำเข้าสู่ทางด้านหัวทางน้ำออกอยู่ทางด้านท้าย บริเวณที่อยู่ใกล้กับทางน้ำเข้าจะเป็นส่วนของปากหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ โดยลำไส้ เป็นลำไส้ตรงยาวขนาน และติดกับกระเพาะอาหารภายในลำไส้ และกระเพาะอาหารจะมี crytstalline style-sac ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งใสใช้ในการบดอาหาร ย่อยอาหาร รวมทั้งคัดเลือกอาหารถัดจากลำไส้ และทวารซึ่งจะเปิดทางออกทางด้านท้ายลำตัว บนเยื้อหุ้มลำตัวจะเป็นส่วนของอวัยวะเพศ และถัดจากส่วนที่ติดเท้าก็จะเป็นอวัยวะเพศเช่นกัน

การแพร่กระจาย
ในประเทศไทย มีหอยแมลงภู่แพร่กระจายอยู่ทั่วไปแทบทุกจังหวัดชายฝั่งทะเล ทั้งชายฝั่งทะเลอ่าวไทย และชายฝั่งทะเลอันดำมัน จังหวัดที่เลี้ยงหอยแมลงภู่กันมาก และให้ผลผลิตเป็นปริมาณมากได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และปัตตานี ส่วนจังหวัดอื่นๆก็เลี้ยงกันไม่มากนัก แต่จะเก็บผลผลิตจากแหล่งเกิดหอยธรรมชาติเสียส่วนใหญ่

อาหารและนิสัยการกินอาหาร
หอยแมลงภู่เป็นสัตว์น้ำที่เคลื่อนที่ไปได้ช้ามาก จึงจัดอยู่ในจำพวกที่เกาะอยู่กับที่ดังนั้นอาหารส่วนใหญ่จึงเป็นแพลงตอนจำพวกพืช และสัตว์ขนาดเล็กตลอดจนชิ้นส่วนขนาดเล็กสิ่งเน่าเปื่อยจากพืช และสัตว์ที่ลอยอยู่ในน้ำแพลงตอนที่เป็นอาหาร ได้แก่ ตัวอ่อนของสัตว์น้ำชนิดต่างๆไดโนแฟลกเจลเลตบางชนิดรวมทั้งโปโตซัว

อาหารของหอยแมลงภู่จะแฝงตัวอยู่ในมวลน้ำทะเลเมื่อมีกระแสน้ำไหลจะพัดพาอาหารเหล่านี้มายังแหล่งหอย หอยจะดูดน้ำเพื่อกรองอาหารเหล่านั้น จากน้ำที่ผ่านเข้ามาในช่องว่างลำตัวโดยอาศัยการโบกพัดขนของซี่เหงือกอาหารจะติดค้างอยู่บนซี่เหงือก

วัตถุที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก ได้แก่ เม็ดทราย ก็จะหลุดจากเหงือกลงไปอยู่ตามขอบของเยื้อหุ้มตัว และจะออกไปสู่ภายนอกทางท่อน้ำออกส่วนอาหารที่มีขนาดเล็กดังกล่าวจะตกค้างอยู่บนเหงือกนั้นขณะเดียวกันเซลล์บางกลุ่มที่เหงือกจะสร้างเมือกออกมาเพื่อยึดมวลอาหารเหล่านั้นไว้ และเมื่อขนบนซี่เหงือกพัดโบกมวลของอาหารก็จะถูกส่งต่อไปยังริมฝีปากซึ่งจะทำหน้าที่คัดเลือกขนาดของอาหารอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงส่งไปยังช่องปากผ่านหลอดอาหาร และลงสู่กระเพาะอาหารผ่านการย่อย และล่อเลี้ยงร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตต่อไป

การเจริญเติบโต
1. อาหาร ส่วนใหญ่เป็นพวกไดอะตอมโปโตซัว แพลงตอนพืชแพลงตอนสัตว์ เป็นต้น ดั้งนั้นความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจึงเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง
2. ความเค็ม หอยแมลงภู่จะเจริญเติบโตในแหล่งน้ำกร่อย และน้ำเค็ม ตามปกติที่ในแหล่งเลี้ยงหอย น้ำจะมีความเค็ม 25-33 ptt ถ้าน้ำความเค็มสูงหรือต่ำกว่าดังกล่าวแล้วจะกระทบกระเทือนต่อหอยที่เลี้ยงในระยะยาวเป็นผลให้อัตราการกรองอาหารจะช้าลงทำให้หอยโตช้า กับยังมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวกับการอยู่รอดของหอยด้วย
3. ระยะเวลาที่หอยอยู่ในน้ำ หอยที่อยู่ในน้ำนานจะโตดีกว่าที่อยู่ในน้ำน้อย หอยที่มีเวลาอยู่ในน้ำต่อวัน ร้อยละ 75 จะโตประมาณเดือนละ 10.9 ม.ม.ส่วนหอยที่อยู่ในน้ำตลอดเวลาจะโตประมาณเดือนละ 12.24 ม.ม.
4. ความขุ่นของน้ำในบริเวณที่เลี้ยงหอย ถ้าน้ำขุ่นมากตะกอน และโคลนตมจะเกาะตามเหงือกทำให้หอยหายใจไม่ออก และตายได้ นอกจากนี้ ความขุ่นยังทำให้ประสิทธิภาพในการกรองอาหารต่ำ เป็นผลให้หอยเจริญเติบโตช้า
5. ความหนาแน่นของหอยที่เกาะพบวัสดุที่ใช้เลี้ยง ไม่ควรมีจำนวนหอยชุกชุมมากเกินไป จะเป็นผลให้หอยเติบโตช้า และมีอัตราการตายสูง
6. กระแสน้ำ กระแสน้ำที่เหมาะกับหอยนั้น ควรไหลช้าๆ และสม่ำเสมอ
7. อุณหภูมิของน้ำ ในประเทศไทยอุณหภูมิอยู่ในช่วงระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส นับเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต
8. ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ มีผลต่อการรอด และการเจริญเติบโตของหอยแมลงภู่ ถ้าปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำน้อยกว่า 2.4 มิลลิกรัม/ลิตร นานกว่า 7 วัน ลูกหอยจะตาย

การสืบพันธุ์
ความแตกต่างระหว่างเพศ
จากลักษณะภายนอกไม่สามารถแยกเพศได้ แต่สามารถแยกเพศได้ จากลักษณะสีของเนื้อเยื้อภายในตัว ในช่วงที่หอยเจริญเติบโตเต็มที่ และเมื่อทำการแกะเปลือกออกโดยเพศเมียจะมีเนื้อสีแดง หรือสีแสด ส่วนเพศผู้จะมีสีขาวครีม หรือสีน้ำตาลอมเหลือง

ขนาดสมบูรณ์เพศ
ขนาดหอยที่สามารถสืบพันธุ์ได้ในเพศเมียพบความยาวตั้งแต่ 21.3 ม.ม ขึ้นไป ส่วนในเพศผู้พบตั้งแต่ความยาว 23.9 ม.ม หรือมีอายุประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และหอยมีขนาดอ้วนสมบูรณ์

ฤดูวางไข่
หอยแมลงภู่สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้เกือบตลอดปี แต่มีช่วงที่หอยสามารถวางไข่ขนาดใหญ่ในบริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยหอยแมลงภู่บริเวณฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกมีฤดูวางไข่ที่แตกต่างกัน คือ
– หอยแมลงภู่ทางฝั่งตะวันออก (จ.ฉะเชิงเทรา) จะมีช่วงสืบพันธุ์ และวางไข่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม กับช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธุ์
– หอยแมลงภู่ฝั่งตะวันตก (จ.เพชรบุรี) จะมีช่วงสืบพันธุ์ และวางไข่ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม กับช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
– บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง และฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย จะมีช่วงสืบพันธุ์ และวางไข่แตกต่างจากหอยแมลงภู่ทางอ่าวไทยตอนบน โดยทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทยจะมีช่วงสืบพันธุ์ และวางไข่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธุ์ กับช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม
– ฝั่งบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี จะมีช่วงสืบพันธุ์ และวางไข่ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม กับช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
– หอยแมลงภู่ทางฝั่งตะวันตกแถบชายฝั่งทะเลอันดำมัน จะมีช่วงสืบพันธุ์ และวางไข่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม กับช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม

วิธีการเลี้ยงหอยแมลงภู่
การเลี้ยงหอยแมลงภู่มีหลายรูปตามความเหมาะสมของลักษณะภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม การที่จะเลือกวิธีการเลี้ยงแบบใดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมซึ่งจำแนกได้ตามประเภท ดังนี้
1. การเลี้ยงแบบปักหลัก
การเลี้ยงหอยแมลงภู่รูปแบบนี้เหมาะสมในเขตน้ำตื้นที่มีความลึกประมาณ 4-6 เมตร สภาพดินเป็นโคลนหรือโคลนปนทราย และมีระดับน้ำสูงสุด และต่ำสุดไม่ต่างกันมากนัก เป็นแหล่งน้ำที่มีแพลงตอนซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติของหอยสมบูรณ์

เกษตรกรผู้เลี้ยงหอยจะต้องเตรียมปักหลักไม้ให้เสร็จประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนฤดูผสมพันธุ์ของหอยแมลงภู่ คือ ช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม และตุลาคม-ธันวาคมของทุกปี โดยหอยจะมีการผสมพันธุ์ในช่วงหลังมากกว่าช่วงแรก ไม้ที่ใช้ปักหลักเพื่อให้ลูกหอยลงเกาะ ส่วนใหญ่เป็นไม้ไผ่ เช่น รวก ไผ่นวล และไม้เป้ง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร ยาว 5-6 เมตรโดยจะปักหลักไม้เรียงกันเป็นแถว ไม้ไผ่แต่ละต้นปักจะถูกให้ลึก 1-1.5 เมตร และทำมุมเอียงประมาณ 60 องศา เพื่อช่วยให้การหักโค่นลดน้อยลง 

เมื่อหอยมีขนาดโตขึ้น และน้ำหนักมากขึ้น และต้องปักให้ไม้เอียงสลับกันไปมา เพื่อป้องกันการกระแสน้ำที่อาจทำให้ไม้หลักล้มได้ การปักไม้ในพื้นที่เลี้ยงหอยขนาด 1ไร่ (1,600 ตารางเมตร) จะใช้ไม้ประมาณ 1,200 ต้น โดยแบ่งออกเป็น 4 แถวๆ ละ 300 ต้น หรืออาจเพิ่มจำนวนไม้ และเพิ่มจำนวนแถวได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่ควรเกิน 1,600 – 1,800 ต้นต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพราะจะทำให้ความหนาแน่นมากเกินไป ทำให้หอยได้รับอาหารไม่เพียงพอ และโตช้า การเลี้ยงหอยด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ได้หอยจะมีขนาดประมาณ 6 ซม ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถจำหน่ายได้

2. การเลี้ยงหอยแบบแพเชือก
ขนาดของแพมีหลายขนาดตั้งแต่ 5×5 – 15×5 ต.ร.ม. แต่ละแพมีเชือกผูกโยงกันจำนวน 7 แถว ห่างกันแถวละ 1/2 เมตร ใช้ถังน้ำมัน โฟม หรือ ถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร เป็นทุน แต่ละแถวสามารถรับเชือกเลี้ยงหอยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 ม.ม. ยาว 3 เมตร ได้แถวละ 35 เส้น การใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 8 เดือน จะมีผลผลิตต่อแพประมาณ 1,200 กก. แพหลายแพอาจผูกติดกันแล้วตรึงไว้ด้วยสมอขนาด 15 กก. การเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแพเชือกที่สามารถเลี้ยงได้บริเวณคลื่นลม แรงพอสมควร หรือในบริเวณที่พื้นดินเป็นดินแข็ง หรือบริเวณที่ไม่สามารถปักไม้หลักได้ ส่วนแพที่ใช้เลี้ยงมีอายุการใช้งานนานหลายปี อีกทั้งเป็นวัสดุที่ใช้หาง่ายและมีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป

3. การเลี้ยงแบบแขวนบนราวเชือก
วิธีการเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน มีความเหมาะสมสำหรับแหล่งเลี้ยงในเขตน้ำลึก และปลอดภัยจากกระแสคลื่นลมแรง เพราะอยู่ห่างจากชายฝั่ง ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เชือก เส้นใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1/2 นิ้ว ยาวประมาณ 100 เมตร มีทุ่นผูกเป็นระยะ 2-4 เมตร เพื่อพยุงไม่ให้จม เชือกนี้มีเส้นเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ผูกเป็นระยะๆ เพื่อให้หอยเกาะมีระยะห่าง 50 เซนติเมตร ปลายเชือกยาวไม่เกินระดับน้ำลงต่ำสุด ที่ปลายเชือกเส้นทั้งสองข้างผูกไว้กับสมอยึดไม่ให้เคลื่อนที่ ถ้าเป็นทุ่นใหญ่อาจผูกเชือกคู่ก็ได้

4. การเลี้ยงกับหลักไม้แขวนลอย
วิธีการนี้เป็นการเลี้ยงโดยนำลูกหอยธรรมชาติมาบรรจุลงถุงอวนที่ผูกติดกับไม้หลัก จากนั้นนำไปแขวนบนราวที่เตรียมไว้ในพื้นที่เลี้ยงซึ่งต้องเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ลงต่ำสุด เมื่อหอยเกาะติดไม้แล้วทำการตัดเนื้ออวนออกการเลี้ยงใช้ระยะเวลา 8 เดือน ได้หอยขนาดความยาวเฉลี่ย 7.3 เซนติเมตร ให้ผลผลิตเฉลี่ยหลักละ 5 กิโลกรัม ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถเลี้ยงได้ 4 หลัก เมื่อคิดเทียบเป็นพื้นที่ 1 ไร่ สามารถเลี้ยงผลิตหอยได้ประมาณ 30-32 ตัน/ไร่

5. การเลี้ยงแบบแขวน
การเลี้ยงหอยแมลงภู่วิธีนี้ทำกันมากในประเทศฝรั่งเศส อิตาลี และสิงคโปร์ โดยการรวบรวมพันธุ์หอยด้วยวิธีการใช้ไม้หลักหรือล่อโดยใช้เชือกใยมะพร้าวล่อลูกหอย เมื่อหอยเจริญเติบโตได้ขนาด 2-3 เซนติเมตร แล้ว จึงนำใส่ถุงลวดความยาว 4 เมตร ที่มีขนาดตา 1 เซนติเมตร จากนั้น หุ้มด้วยตาข่ายที่ถักด้วยเชือกไนลอนเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 มิลลิเมตร มีขนาดตาอวน 7-10 เซนติเมตร อีกชั้น ก่อนนำไปแขวนใต้แพลอยขนาด 150 ตารางเมตรๆ ละ 4 พวง เมื่อหอยโตขึ้นถึงอวนจะกลายเป็นที่ยึดเกาะ การเลี้ยงใช้เวลานาน 6 เดือน ได้หอยมีขนาดความยาว 7 เซนติเมตร น้ำหนักพวงละ 30 กิโลกรัม หรือประมาณ 120 กิโลกรัม/ตารางเมตร

6. การเลี้ยงแบบ Long line
เป็นวิธีการเลี้ยงที่นิยมในประเทศที่มีการเลี้ยงหอยเป็นอุตสาหกรรม เช่น ยุโรป เหมาะสำหรับแหล่งที่มีระดับน้ำลึกหรือในทะเลที่อยู่ห่างฝั่ง ส่วนประกอบที่สำคัญคือ เชือกเส้นใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1/2 นิ้ว ยาวประมาณ 100 เมตร ผูกทุ่นเป็นระยะ 2-4 เมตร เพื่อพยุงไม่ให้จม เชือกเลี้ยงเป็นเชือกเส้นเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เชนติเมตร ผูกเป็นระยะๆเพื่อให้หอยเกาะ โดยแต่ละเส้นมีระยะห่างกัน 50 เชนติเมตร ปลายเชือกยาวไม่เกินระดับน้ำลงต่ำสุด ที่ปลายเชือกเส้นใหญ่ทั้งสองข้างผูกกับสมอยึดไม่ให้เคลื่อนที่ถ้าเป็นทุ่นใหญ่อาจผูกเชือกคู่ก็ได้ ผลผลิตพอๆกับการเลี้ยงหอยแบบแพ แต่วิธีนี้เชื่อว่ามีความต้านทานต่อคลื่นลมได้ดี

ประโยชน์หอยแมลงภู่
1. เนื้อหอยแมลงภู่สามารถกินได้ทั้งตัว ตัวหอยมีเนื้อมาก เนื้อนุ่มอร่อย จึงนิยมนำมาทำอาหารหลายชนิด เช่น หอยแมลงภู่ลวกหรือนึ่งจิ้ม หอยแมลงภู่ผัดโหระพา เป็นต้น
2. หอยแมลงภู่นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ หอยแมลงภู่ดอง หอยแมลงภู่อบแห้ง เป็นต้น
3. เปลือกหอยแมลงภู่นำมาเผาไฟหรือทุบให้แตกก่อนโรยใต้ต้นไม้สำหรับให้ย่อยตามธรรมชาติเป็นปุ๋ยเสริมแร่ธาตุ

กุ้งมังกร (Spiny Lobster) เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่ที่นิยมนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะเมนูอาหารในภัตตาคารต่างๆ ทำให้เป็นกุ้งที่มีราคาสูงมาก จนเป็นกุ้งชนิดหนึ่งที่ทำรายได้อย่างงามให้แก่ชาวประมงในภาคใต้

กุ้งมังกร เป็นกุ้งทะเลที่พบในแถบทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก รวมถึงฝั่งทะเลในแถบภาคตะวันออก แต่จะพบมากในทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตกของทะเลอันดามัน ในแถบจังหวัดระนองจนถึงสตูล ซึ่งคนในบางพื้นที่จะเรียกว่า กุ้งหัวโขน เพราะส่วนหัวมีลวดลายสวยงาม

อนุกรมวิธาน
Phylum : Arthopoda
Class : Crustacea
Subclass : Malacostraca
Order : Decapoda
Infraorder : Palinura
Superfamily : Palinuroidea
Family : Palinuridae
Genus : Panulirus

ลักษณะทั่วไปของกุ้งมังกร
กุ้งมังกรมีลำตัวกลมค่อนข้างแบน ส่วนหัวไม่มีกรีหรือบางชนิดมีกรีลดรูปขนาดเล็ก มีคาราเปซเป็นรูปครึ่งทรงกระบอก มีขอบข้างลำตัวโค้งมนหรือเป็นเหลี่ยมตามความยาวของลำตัว คาราเปซมีหนามปกคลุม โดยด้านหน้าของคาราเปซบริเวณเหนือตาทั้งสองข้างมีหนามขนาดใหญ่ 1 คู่ หนวดมี 2 คู่ มีลักษณะคล้ายแส้ หนวดคู่ที่ 1 มีปลายหนวดแยกออกเป็น 2 แฉก ส่วนหนวดคู่ที่ 2 มีความยาวมากกว่าคู่แรก ใหญ่ และแข็งแรง ถูกใช้สำหรับป้องกันตัวเอง และต่อสู้กับศัตรู และมีอวัยวะที่ทำให้เกิดเสียงได้ อวัยวะนี้มีรูปร่างคล้ายคันชัก ทำหน้าที่สร้างเสียงเพื่อหลอกล่อ และขู่ศัตรู 

ขาเดินของกุ้งมังกรมีทั้งหมด 5 คู่ ปลายขาเดินมีลักษณะเรียวแหลม มีขนปกคลุมที่ปลายขา ขาเดินทั้งหมด นอกจากจะทำหน้าที่เดินแล้วยังใช้สำหรับการต่อสู้ด้วย สำหรับกุ้งมังกรตัวเมียจะมีขาเดินคู่ที่ 5 จะพัฒนาเป็นขาหนีบเล็กๆ สำหรับคีบไข่ออกจากหน้าท้อง โดยกุ้งมังกรเพศผู้จะมีอวัยวะสืบพันธุ์บริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 5 มีลักษณะเป็นปุ่ม และมีช่องเปิดสำหรับปล่อยน้ำเชื้อ ส่วนกุ้งมังกรตัวเมียจะมีช่องปล่อยไข่บริเวณโคนขาคู่ที่ 3 และตัวผู้มีรยางค์แบบแผ่นเดียว ส่วนตัวเมียมีระยางค์แยกเป็น 2 แผ่น โดยปล้องสุดท้ายของกุ้งมังกรจะเป็นแพนหาง

กุ้งมังกรที่มีจำหน่ายในแถบจังหวัดชายฝั่งของไทยมีประมาณ 6 ชนิด ได้แก่
1. กุ้งมังกรเจ็ดสี (P. ornatus)
2. กุ้งมังกรเลน (P. polyphagus)
3. กุ้งมังกรเขียว (P. versicolor)
4. กุ้งมังกรแดง (P. longipes)
5. กุ้งมังกรกาบ (P. homalus)
6. กุ้งมังกรคิงคอง (P. pincillatus)

ชีววิทยากุ้งมังกร
กุ้งมังกรเลน เป็นกุ้งมังกรชนิดที่ชอบอาศัยบริเวณโคลนใกล้ชายหาด และปากแม่น้ำ ส่วนกุ้งมังกรอีก 5 ชนิด ที่เหลือจะชอบอาศัยในระดับความลึกลงมา และชอบอาศัยตามแหล่งน้ำทะเลที่ค่อนข้างใส ตามซอกหิน ซอกปะการัง โดยกุ้งมังกรจะออกหาอาหารเฉพาะในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันจะกลับเข้าไปหลบตามซอกต่างๆ โดยใช้วิธีการถอยหลังเข้าโพรง และขณะหลบอาศัย กุ้งมังกรจะส่ายหนวดอยู่ตลอดเวลาเพื่อจับสัญญาณสำหรับการระวังภัย ส่วนการหาอาหารปกติจะใช้ขาเดินทั้ง 5 คู่ ช่วยในการเดิน แต่หากมีศัตรู และต้องการเคลื่อนที่แบบรวดเร็ว กุ้งมังกรจะว่ายน้ำไปทางด้านหลัง ด้วยการงอตัว และสะบัดหาง

การกินอาหารของกุ้งมังกรนั้น จะออกหาอาหารเฉพาะเวลากลางคืน ด้วยการใช้ขาเดินตามพื้นหน้าดินทราย และบริเวณรอบๆที่หลบอาศัย โดยมีอาหารที่สำคัญ ได้แก่ หอยขนาดเล็กต่างๆ แม่เพรียง เม่นทะเล และซากพืชซากสัตว์ เป็นต้น โดยการกินอาหารจะใช้ขาเดินเข้าช่วยหยิบจับ เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก เดินทางสู่กระเพาะแล้ว อาหารจะถูกฟันบดที่อยู่ในกระเพาะช่วยบดตัดให้เล็กมากขึ้น เมื่อเติบโตจะมีการลอกคราบเป็นระยะๆ

การผสมพันธุ์ของกุ้งมังกรจะเริ่มจากตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อออกจากปุ่มบริเวณโคนขาคู่ที่ 5 เข้าไปเกาะที่หน้าท้องของตัวเมียในช่วงโคนขาคู่ที่ 3-5 แล้วน้ำเชื้อจะแข็งตัว หลังจากนั้น ตัวเมียจะค่อยๆปล่อยไข่ออกมาผสม พร้อมใช้ปลายขาคู่ที่ 5 เกลี่ยไข่ให้ผสมกับน้ำเชื้อ หลังจากนั้น ไข่ที่ผสมแล้วจะไปพักไว้ในระยางค์หน้าท้องเพื่อรอการฟัก โดยไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนได้จะใช้เวลาประมาณ 20 วัน

กุ้งมังกร เป็นกุ้งที่เติบโตช้า โดยต้องใช้เวลากว่าจะโตเต็มวัยประมาณ 5-7 ปี แต่สามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี ไข่มีลักษณะทรงกลม สีเหลือง ขนาดประมาณ 0.5 มม. ตัวเมียแต่ละตัวสามารถวางไข่ได้ 140,000-500,000 ฟอง/ตัว ขึ้นอยู่กับชนิด และขนาดลำตัว

ประโยชน์กุ้งมังกร
1. กุ้งมังกรเป็นกุ้งที่มีขนาดใหญ่ มีเนื้อมาก เนื้อเหนียว นุ่ม ให้รสหวานอร่อย จึงนิยมนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะอาหารตามภัตตาคารต่างๆ
2. กุ้งมังกรบางชนิดมีลวดลายสวยงามจึงนิยมนำมาเลี้ยงในตู้ปลาเป็นกุ้งสวยงาม
3. เปลือกกุ้ง โดยเฉพาะส่วนหัว นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เครื่องตกแต่ง
4. เปลือกกุ้ง นำมาผลิตเป็นไคติน และไคโตซานที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์มากในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร และการบำบัดมลพิษน้ำเสีย

การเลี้ยงกุ้งมังกร
กุ้งมังกร เป็นกุ้งที่เลี้ยงตั้งแต่วัยอ่อนได้ยาก เนื่องจากมีระยะตัวอ่อนที่เติบโตช้า ต้องใช้เวลานาน แต่ก็มีต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงได้แล้ว เช่น ประเทศญี่ปุ่น และประเทศในแถบแอฟริกา ส่วนประเทศไทย ส่วนมากยังนิยมจับลูกกุ้งมังกรตามธรรมชาติมาเลี้ยงอนุบาลต่อ ทั้งการเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชัง และในบ่อซีเมนต์ ซึ่งอาจเลี้ยงเดี่ยวหรือเลี้ยงคู่กับปลาหรือหอยชนิดอื่นๆ โดยกุ้งมังกรที่มีการเลี้ยงมาก คือ กุ้งมังกร 7 สี เนื่องจากสามารถหาลูกกุ้งมาได้ง่าย อัตราการรอดสูง และเติบโตเร็ว หลังการเลี้ยง มีราคาจำหน่ายที่มากกว่า 1,000 บาท/กิโลกรัม 

การอนุบาลกุ้งมังกรจากธรรมชาตินั้น เกษตรกรจะนำลูกกุ้งมังกรมาพักอนุบาลในกระชังตาถี่ที่แขวนในทะเลก่อน โดยให้อาหารจำพวกเนื้อหอยสับ ให้วันละ 1 มื้อ โดยเลี้ยงอนุบาลประมาณ 2 เดือน ก่อนนำไปเลี้ยงในกระชังหรือบ่อซีเมนต์ต่อ

การเลี้ยงในกระชัง เกษตรกรจะเลี้ยงในระดับน้ำทะเลที่มีความเค็มประมาณ 30-35 ppm และไม่ควรมีค่าต่ำกว่า 25 ppm ขนาดกระชัง 2.5×2.5 เมตร ระดับน้ำลึก 2 เมตร ด้านบนปิดด้วยตาข่าย อัตราการปล่อยเลี้ยงในกระชังจะประมาณ 50 ตัว/กระชัง มีอาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นปลาสับ เช่น ปลาเป็ด ซึ่งจะให้วันละ 2 ครั้ง เมื่อเลี้ยงผ่านไป 8-10 เดือน จะได้กุ้งมังกรขนาด 0.8-1 กิโลกรัม/ตัว 

การเลี้ยงกุ้งมังกรในบ่อซีเมนต์ เกษตรกรจะใช้บ่อซีเมนต์กลมที่มีจำหน่ายตามร้านขายวัสดุก่อสร้าง ใส่น้ำทะเล และควบคุมความเค็ม 29-31 ppm อุณหภูมิในช่วง 29-34 องศา ให้ระดับน้ำสูงประมาณ 35-40 ซม. พร้อมใส่ท่อ PVC ขนาดประมาณ 2.5-4 นิ้ว สำหรับให้กุ้งหลบอาศัย พร้อมเติมอากาศ และต่อท่อให้น้ำทะเลหมุนเวียนได้ อัตราการปล่อย 4 ตัว/บ่อ ส่วนการให้อาหารจะให้เหมือนกับการเลี้ยงในกระชัง

หอยขม (pond snail) เป็นหอยน้ำจืดที่นิยมนำมารับประทาน เนื่องจากหาง่าย มีเนื้อมาก รับประทานได้ทั้งตัว และเนื้อหอยมีความอร่อย นิยมนำมาประกอบอาหารในหลายเมนู อาทิ แกงอ่อมหอยขม ผัดเผ็ดหอยขม รวมถึงนิยมต้มสุกสำหรับจิ้มรับประทานคู่กับน้ำพริก และส้มตำ

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Filopaludina martensi martensi (Frauenfeltd)
• ชื่อสามัญ : pond snail
• ชื่อไทย :
– หอยขม
– หอยจุ๊บ
– หอยจูบ
– หอยดูด

อนุกรมวิธาน
Phylum : Mollusca
Class : Gastropoda
Subclass : Streptoneura (Prosobranchia)
Order : Mesogastropoda
Superfamily : Viviparacea
Family : Viviparidae
Genus : Filopaludina
Species : Filopaludina martensi
Sub-species : Filopaludina martensi martensi

ทั้งนี้ หอยขมที่พบในประเทศไทยจะมีเพียงสกุลเดียว คือ Filopaludina รวมเป็น 14 ชนิด

ลักษณะของหอยขม
ลักษณะภายนอกของหอยขม
ของหอยขม จัดเป็นหอยฝาเดียว มีเปลือกหนาปานกลาง แต่เปลือกแข็งแรงมาก ผิวเปลือกเรียบ แบ่งเป็น 3 ชั้น มีชั้นกลางที่เป็นหินปูนมีขนาดหนาที่สุด ส่วนสีของเปลือกด้านนอก หากอยู่ในน้ำหรือนำขึ้นจากน้ำใหม่ๆจะมีสีน้ำตาลอมดำจนถึงดำ ขึ้นอยู่กับสภาพแหล่งน้ำที่อาศัย แต่หากอยู่บนบกนาน ตะไคร่น้ำจะลอกออก ทำให้มองเห็นเป็นสีน้ำตาลอมเขียวหรือสีน้ำตาลดำ และเปลือกหอยจะมีลายเส้นขนาดเล็กพาดเป็นวงเรียงซ้อนกันในแนวขวางของเปลือกหอย

เปลือกของหอยขมที่หุ้มลำตัวจะมีรูปทรงกรวย ที่ขดเป็นเกลียว เวียนขวาและมีขนาดเกลียวค่อยๆเล็กลงไปหาท้ายเปลือกที่มีลักษณะแหลม โดยส่วนหน้าจะมีขนาดใหญ่ และมีช่องเปิดที่เปิดปิดด้วยฝาหอย ซึ่งเรียกส่วนหน้านี้ว่า ปากเปลือก

ลักษณะภายในของหอยขม
ภายในเปลือกหอยจะเป็นส่วนลำตัวหอย ที่ประกอบด้วยส่วนหัวที่ประกอบด้วยตา 1 คู่ และหนวด 1 คู่ ปากหอย แผ่นเท้าหอย ถัดมาจะเป็นระบบทางเดินอาหาร และมดลูกที่ขดเป็นเกลียวตามรูปเปลือกหอยจนถึงทวารหนักบริเวณท้ายหอย

ระบบการย่อยอาหารหรือทางเดินอาหารของหอยขมแบ่งเป็น 3 ส่วน หลอดอาหารส่วนต้น หลอดอาหารส่วนกลาง และหลอดอาหารส่วนท้าย ซึ่งทางเดินอาหารจะบิดขดเป็นเกลียว

หลอดอาหารส่วนต้นจะเริ่มตั้งแต่จะงอยปาก ช่องปาก และหลอดกระเพาะอาหาร โดยจะงอยปากจะมีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อที่มีหูรูด ส่วนช่องปากจะมีฟันเป็นแผ่นกระดูกอ่อนเป็นซี่เล็กๆที่ทำหน้าที่เป็นฟันสำหรับบดเคี้ยวอาหาร ถัดมาก่อนถึงหลอดกระเพาะอาหารจะมีแผ่นเนื้อคล้ายลิ้นที่ทำหน้าที่กั้น และกวาดอาหารให้ออกหรือเข้าภายในประเพาะอาหาร ส่วนหลอดอาหารจะมีลักษณะเป็นกระเปราะสำหรับเป็นที่พักอาหาร และย่อยอาหาร ถัดมาจากหลอดกระเพาะอาหารจะเป็นลำไส้ที่บิดเป็นเกลียวขนาดเล็ก หลังจากนั้น ถัดจากลำไส้จะเป็นทวารหนักซึ่งจะมีขนาดใหญ่มากกว่าส่วนอื่นๆ

หัวใจหอยขมจะอยู่บริเวณข้างถุงปอด และไต โดยหัวใจจะมีเส้นเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอยที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ

ระบบหายใจของหอยขมจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นแผงเหงือกที่มีลักษณะคล้ายใบไม้ขนาดเล็กอยู่บริเวณช่องรอบหัวใจ ส่วนอวัยวะอีกอันที่ใช้หายใจ คือ เยื่อบางๆบริเวณแมนเติลที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมาย และมีถุงเล็กๆที่ทำหน้าที่แทนปอดได้

ระบบประสาทของหอยขมจะประกอบด้วยเส้นประสาททั้งหมด 6 คู่ ที่แตกแขนงไปทั่วส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมีอวัยวะที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ ได้แก่ แผ่นเท้า หนวด จะงอยปาก และลูกตา

แหล่งอาศัย และการแพร่กระจาย
หอยขม เป็นหอยที่พบมากในแหล่งน้ำนิ่ง ในทั่วทุกภาค สามารถพบได้ในระดับความลึกตั้งแต่ 0.1-2 เมตร พบมากในบ่อน้ำ สระน้ำ ลำคลอง และบึงต่างๆ และจะพบชุกชมมากในแหล่งน้ำนิ่งที่มีดินโคลนมาก และมีซากใบไม้ทับถมกัน

หอยขมมักพบชุกชุมบริเวณริมตลิ่งที่มีโคลนหรือมีกิ่งไม้จับ ด้วยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในระดับความลึกที่ผิวน้ำจนถึง 1 เมตร โดยในช่วงกลางคืนจะพบได้มากบริเวณริมตลิ่ง ส่วนกลางวันที่มีแดดร้อนจัด หอยขมจะเคลื่อนตัวลงลึก

หอยขมบริเวณที่มีกิ่งไม้ตามริมตลิ่งหรือกลางน้ำมักจะชอบจับตามกิ่งไม้เหล่านั้น ด้วยการใช้แผ่นเท้าที่แผ่ออกเกาะยึด และกินอาหารจากตะไคร้น้ำที่เกาะตามกิ่งไม้ แต่หากไม่มีกิ่งไม้ก็มักจะพบหอยขมฝังตัวอยู่ตามดินโคลนในระดับผิวโคลน และเมื่อมีการลอยน้ำ หอยขมจะใช้เท้าเทียมที่ข้างหนวดพัดโบกไปมาเพื่อให้ลำตัวเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่กำหนด

เปลือกของหอยขมที่หุ้มลำตัวจะมีรูปทรงกรวย ที่ขดเป็นเกลียว เวียนขวาและมีขนาดเกลียวค่อยๆเล็กลงไปหาท้ายเปลือกที่มีลักษณะแหลม โดยส่วนหน้าจะมีขนาดใหญ่ และมีช่องเปิดที่เปิดปิดด้วยฝาหอย ซึ่งเรียกส่วนหน้านี้ว่า ปากเปลือก

ลักษณะภายในของหอยขม
ภายในเปลือกหอยจะเป็นส่วนลำตัวหอย ที่ประกอบด้วยส่วนหัวที่ประกอบด้วยตา 1 คู่ และหนวด 1 คู่ ปากหอย แผ่นเท้าหอย ถัดมาจะเป็นระบบทางเดินอาหาร และมดลูกที่ขดเป็นเกลียวตามรูปเปลือกหอยจนถึงทวารหนักบริเวณท้ายหอย

ระบบการย่อยอาหารหรือทางเดินอาหารของหอยขมแบ่งเป็น 3 ส่วน หลอดอาหารส่วนต้น หลอดอาหารส่วนกลาง และหลอดอาหารส่วนท้าย ซึ่งทางเดินอาหารจะบิดขดเป็นเกลียว

หลอดอาหารส่วนต้นจะเริ่มตั้งแต่จะงอยปาก ช่องปาก และหลอดกระเพาะอาหาร โดยจะงอยปากจะมีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อที่มีหูรูด ส่วนช่องปากจะมีฟันเป็นแผ่นกระดูกอ่อนเป็นซี่เล็กๆที่ทำหน้าที่เป็นฟันสำหรับบดเคี้ยวอาหาร ถัดมาก่อนถึงหลอดกระเพาะอาหารจะมีแผ่นเนื้อคล้ายลิ้นที่ทำหน้าที่กั้น และกวาดอาหารให้ออกหรือเข้าภายในประเพาะอาหาร ส่วนหลอดอาหารจะมีลักษณะเป็นกระเปราะสำหรับเป็นที่พักอาหาร และย่อยอาหาร ถัดมาจากหลอดกระเพาะอาหารจะเป็นลำไส้ที่บิดเป็นเกลียวขนาดเล็ก หลังจากนั้น ถัดจากลำไส้จะเป็นทวารหนักซึ่งจะมีขนาดใหญ่มากกว่าส่วนอื่นๆ

หัวใจหอยขมจะอยู่บริเวณข้างถุงปอด และไต โดยหัวใจจะมีเส้นเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอยที่คอยส่งเลือดไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ

ระบบหายใจของหอยขมจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นแผงเหงือกที่มีลักษณะคล้ายใบไม้ขนาดเล็กอยู่บริเวณช่องรอบหัวใจ ส่วนอวัยวะอีกอันที่ใช้หายใจ คือ เยื่อบางๆบริเวณแมนเติลที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมาย และมีถุงเล็กๆที่ทำหน้าที่แทนปอดได้

ระบบประสาทของหอยขมจะประกอบด้วยเส้นประสาททั้งหมด 6 คู่ ที่แตกแขนงไปทั่วส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมีอวัยวะที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ ได้แก่ แผ่นเท้า หนวด จะงอยปาก และลูกตา

แหล่งอาศัย และการแพร่กระจาย
หอยขม เป็นหอยที่พบมากในแหล่งน้ำนิ่ง ในทั่วทุกภาค สามารถพบได้ในระดับความลึกตั้งแต่ 0.1-2 เมตร พบมากในบ่อน้ำ สระน้ำ ลำคลอง และบึงต่างๆ และจะพบชุกชมมากในแหล่งน้ำนิ่งที่มีดินโคลนมาก และมีซากใบไม้ทับถมกัน

หอยขมมักพบชุกชุมบริเวณริมตลิ่งที่มีโคลนหรือมีกิ่งไม้จับ ด้วยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในระดับความลึกที่ผิวน้ำจนถึง 1 เมตร โดยในช่วงกลางคืนจะพบได้มากบริเวณริมตลิ่ง ส่วนกลางวันที่มีแดดร้อนจัด หอยขมจะเคลื่อนตัวลงลึก

หอยขมบริเวณที่มีกิ่งไม้ตามริมตลิ่งหรือกลางน้ำมักจะชอบจับตามกิ่งไม้เหล่านั้น ด้วยการใช้แผ่นเท้าที่แผ่ออกเกาะยึด และกินอาหารจากตะไคร้น้ำที่เกาะตามกิ่งไม้ แต่หากไม่มีกิ่งไม้ก็มักจะพบหอยขมฝังตัวอยู่ตามดินโคลนในระดับผิวโคลน และเมื่อมีการลอยน้ำ หอยขมจะใช้เท้าเทียมที่ข้างหนวดพัดโบกไปมาเพื่อให้ลำตัวเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่กำหนด

การเลี้ยงหอยขม
การเลี้ยงหอยขมที่นิยมในปัจจุบันทำใน 2 แบบ คือ
1. การเลี้ยงในกระชัง
วัสดุ/อุปกรณ์
– ตาข่ายไนลอนตาถี่ ตัดเย็บเป็นสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร ลึก 1.5 เมตร หรือปรับขนาดตามความต้องการ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบรูแหว่ง หากพบให้เย็บปิดให้หมด
– ไม้ไผ่ยาวตามความลึกบ่อ
– ทางมะพร้าว หรือ กิ่งไม้
– เศษใบไม้หมัก/แห้ง
– ลวด

พ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์หอยขมที่ใช้เลี้ยงต้องมีอายุตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไป หรือเพื่อความมั่นใจ ควรเลือกใช้พ่อแม่หอยที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 60-100 ตัว/กิโลกรัม ขึ้นไป

การเตรียมกระชัง
– นำไม้ไผ่ตอกลงดินบริเวณริมตลิ่งตามระยะกว้างยาวของผ้าไนลอนที่ตัดเย็บ และให้ได้ระดับความลึกของน้ำ มากกว่า 1.2 เมตร
– นำกระชังไนลอนที่เย็บเป็นสีเหลี่ยมแล้วมาขึงรัดด้วยลวดทั้ง 4 มุม ให้แน่น โดยให้ขอบกระชังด้านบนสูงจากน้ำขึ้นมาประมาณ 20-30 ซม.
– นำทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้ใส่ในกระชัง 3-5 อัน
– นำเศษใบไม้แห้ง 2-3 กิโลกรัม ใส่ทิ้งไว้ (หากเป็นเศษใบไม้หมัก ให้ใส่หลังการปล่อยพ่อแม่พันธุ์แล้ว)
– ควรเตรียมบ่อไว้นาน 5-10 ก่อนปล่อยหอย เพื่อให้เกิดตะไคร่น้ำจับที่ทางมะพร้าว

การปล่อยพ่อแม่พันธุ์
นำพ่อแม่หอยขมปล่อยลงในกระชัง อัตราการปล่อยที่ 200-300 ตัว/ตารางเมตร โดยใช่พ่อแม่พันธุ์หนัก 60-100 ตัว/กิโลกรัม ขึ้นไป เช่น พื้นที่กระชังกว้าง 4 เมตร ยาว 2 เมตร จะปล่อยพ่อแม่พันธุ์ขนาด 100 ตัว/กิโลกรัม (ไม่นำมาคิดจำนวน แต่สำหรับคิดจำนวนกิโลกรัม) ที่อัตรา 300 ตัว/ตารางเมตร รวมเป็นจำนวน 8×200 เท่ากับ 1,600 ตัว หรือเท่ากับ 16 กิโลกรัม

การเลี้ยง และการดูแล
หลังจากการปล่อยพ่อแม่พันธุ์แล้ว ให้นำเศษใบไม้หมัก 5-10 กิโลกรัม ใส่ในกระชัง ซึ่งพ่อแม่หอยขมจะกินอาหารจากตะไคร้น้ำที่จับบนทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้ และซากเน่าเปื่อยของใบไม้ด้านล่างกระชัง และจะเริ่มออกลูกจำนวนมาก นอกจากนั้น ภายในบ่อหรือในกระชัง ให้หว่านด้วยปุ๋ยคอกเสริมเล็กน้อยร่วมด้วย

ทั้งนี้ การใส่ใบไม้แห้ง/ใบไม้หมัก และปุ๋ยคอก ให้พิจารณาปริมาณที่ใส่ให้เหมาะสม ไม่ควรใส่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้น้ำเน่าเสียได้ รวมถึงต้องคอยลงน้ำตรวจหารูแหว่งที่อาจเกิดจากด้ายหลุด ปูหนีบ หรือปลากัดแทะ

2. การเลี้ยงในบ่อดิน/บ่อปลา/ร่องสวน
การเลี้ยงในบ่อดินร่วมกับการเลี้ยงปลากินพืช หรือการเลี้ยงในร่องสวน เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยประหยัดต้นทุนการเลี้ยงได้ดี หากเป็นบ่อดิน/ร่องสวนใหม่ มักจะยังไม่มีพ่อแม่พันธุ์หอย ส่วนบ่อ/ร่องสวนที่สูบน้ำจนแห้งแล้ว และไม่มีพ่อแม่พันธุ์ ก็ต้องจำเป็นปล่อยพ่อแม่พันธุ์ใหม่

อัตราการปล่อยพ่อแม่พันธุ์หอยจะใช้อัตราเดียวกันดังที่กล่าวในการเลี้ยงแบบแรก และให้ใส่ทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้ในปริมาณตามขนาดของบ่อ ส่วนอาหารจะใช้ในลักษณะเดียวกัน คือ เศษใบไม้ และปุ๋ยหมัก

การเก็บหอยขม
สำหรับการเลี้ยงในกระชัง เมื่อปล่อยหอยขม และเลี้ยงแล้วประมาณ 3 เดือน ให้เริ่มทยอยเก็บพ่อแม่พันธุ์ออกก่อน หลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือน ค่อยทยอยคัดเก็บหอยที่ได้ขนาดออก และทยอยเก็บเรื่อยๆในทุก 2-3 เดือน ซึ่งจะเก็บหอยขมได้ตลอดทั้งปี ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน ให้ทยอยเก็บในระยะเดียวกัน และสามารถเก็บครั้งสุดท้ายในช่วงสูบน้ำเพื่อเก็บปลา

หอยแครง (ark shell) จัดเป็นหอยทะเลที่นิยมรับประทานมากชนิดหนึ่ง เนื่องจาก มีเนื้อมาก เนื้อนุ่มเหนียว ให้รสหวาน และสามารถปรุงได้ง่าย นิยมนำมาลวกรับประทาน และใช้ประกอบอาหาร รวมถึงแปรรูปเป็นอาหารต่าง อาทิ หอยแครงดอง หอยแครงอบแห้ง เป็นต้น นอกจากนั้น ยังเป็นหอยที่พบมากในชายฝั่งของประเทศไทย สามารถเลี้ยงง่าย แพร่พันธุ์ได้จำนวนมาก และเติบโตเร็ว

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anadara granosa
• ชื่ออังกฤษ :
– cockle
– ark shell

อนุกรมวิธาน
Phylum : Mollusca
Class : Bivalvia
Order : Taxodonta
Family : Arcidae
Genus : Anadara
Species : granosa

ลักษณะทั่วไป
หอยแครง เป็นหอยสองฝา ที่มีขนาด และลักษณะของฝาทั้งด้านบน และด้านล่างเหมือนกัน ลำตัวถูกหุ้มด้วยเปลือกหินปูนหนา และแข็ง เปลือกมีสีน้ำตาลอมดำ แต่หากอยู่ในน้ำตื้น จะมีสีเป็นสีขาว เปลือกหุ้มมีลักษณะค่อนข้างกลม แผ่นเปลือกโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม บนแผ่นเปลือกมีสันนูน ด้านละ 20 อัน ขนาดหอยใหญ่ได้ถึง 7 ซม.

ภายในเปลือกเป็นลำตัวของหอย ตัวหอยมีสีน้ำตาลแดง คล้ายเลือดมนุษย์เพราะมีสารฮีโมโกลบิล มีกล้ามเนื้อยึดเปลือกแน่น ส่วนหัวที่เห็นไม่ชัด มีเหงือกขนาดใหญ่ไว้สำหรับหายใจ และช่วยในการกรองอาหาร มีการผสมพันธุ์ภายนอกตัว เมื่อระยะตัวอ่อนจะเป็นแพลงตอนขนาเล็ก และค่อยเติบโตสร้างเปลือกจนกลายเป็นรูปร่างหอย

ลักษณะเด่นของหอยแครง
– ฝาหอยทั้ง 2 ฝา มีขนาดเท่ากัน และมีลักษณะเหมือนกัน
– ส่วนที่ยึดติดของฝาทั้งสองมีลักษณะเป็นบานพับ
– ส่วนหัวมองเห็นไม่ชัด
– ไม่พบแผงฟันในช่องปาก
– เหงือกสำหรับหายใจมีขนาดใหญ่
– ผสมพันธุ์ภายในตัวเอง
– ตัวอ่อนเป็นแพลงก์ตอน

แหล่งอาศัย และการแพร่กระจาย
หอยแครงพบแพร่กระจาย และอาศัยมากบริเวณชายฝั่งที่มีโคลน ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ 1-3 กม. อาศัยในระดับความลึกตั้งแต่ 1-3 เมตร โดยจะฝังตัวในโคลนลึกลงไปประมาณ 1-25 ซม. ซึ่งขึ้นกับฤดูกาล และระดับน้ำขึ้นน้ำลง หากน้ำลดจะฝังตัวลงลึก เพื่อป้องกันแดด หากน้ำขึ้นจะฝั่งตัวตื้นๆ พบมากในจังหวัดเพชรบุรี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และปัตตานี

หอยแครงที่พบในประเทศไทย
1. หอยแครงเทศ (Anadara grosa)
เป็นหอยแครงที่พบมาก และนิยมนำมารับประทาน มีขนาดเปลือก 3-7 ซม. พบมากตามชายฝั่งที่มีโคลนละเอียด พบมากในจังหวัด
– ตราด
– จันทบุรี
– ชลบุรี
– สมุทรสาคร
– สุราษฎร์ธานี
– นครศรีธรรมราช
– สตูล
– ปัตตานี
– ตรัง
– ระยอง
2. หอยแครงขุ่ย/หอยแครงปากมุ้ม (Anadara nodifera)
เป็นหอยแครงที่มีลักษณะคล้ายกับหอยแครงเทศ แต่เปลือกมีรูปยาวรีกว่า เปลือกมีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พบมากในจังหวัดเดียวกับหอยแครงเทศ
3. หอยแครงมัน (Anadara trocheli)
เป็นหอยแครงที่มีลักษณะฝารูปหัวใจ พบได้มาในทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณจังหวัดพังงา-สตูล
4. หอยแครงเบี้ยว (Anadara antoqunta)
เป็นหอยแครงที่มีฝายาวรี ฝามีลักษณะคล้ายหอยแครงขน แต่ไม่มีขน พบมากที่จังหวัด
– ชลบุรี
– เกาะปราบ สุราษฎร์ธานี
5. หอยแครงขน (Scapharca ineauivalvis)
เป็นหอยแครงที่มีฝาใหญ่ และขนาดฝาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน ผิวเปลือกมีขน พบมากในระดับน้ำค่อนข้างลึก บริเวณจังหวัด
– ตราด
– เพชรบุรี
– ภูเก็ต
– สงขลา

พฤติกรรม และการกินอาหารของหอยแครง
หอยแครงเป็นสัตว์ที่ฝังตัวอยู่ใต้โคลนบริเวณหาดชายเลน หากน้ำลดจะฝังตัวลงลึกเพื่อป้องกันแสงแดด ส่วนการหาอาหาร หอยแครงจะฝังตัวในโคลนตื้นๆ โดยจะหงายฝาด้านที่ใช้เปิดขึ้นเล็กน้อย โดยให้ฝาด้านหนึ่งดูดน้ำเข้า และฝาอีกด้านพ่นน้ำออก ขณะดูดน้ำเข้าในฝานั้น หอยแครงจะใช้เหงือกกรองอาหาร และพัดอาหารเข้าสู่ปาก โดยมีอาหารหลักเป็นแพลงค์ตอนพืช และแพลงค์ตอนสัตว์ รวมถึงอินทรีย์วัตถุขนาดเล็กต่างๆ ส่วนสิ่งขับถ่าย โคลน ดิน และน้ำทะเล จะถูกพ่นออกมาอีกด้านหนึ่ง

การสืบพันธุ์ของหอยแครง
หอยแครงเริ่มมีอวัยวะสืบพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน หรือมีขนาดฝาประมาณ 1 ซม. และเริ่มสืบพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 3 เดือน หรือมีขนาดฝาประมาณ 1.70 ซม. ขึ้นไป โดยสามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี แต่จะวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีน้ำฝนไหลลงชายฝั่ง ทำให้ระดับความเค็มลดลงในระดับที่เหมาะสมกับการวางไข่

การสืบพันธุ์ของหอยแครงจะแยกเพศ แต่เพศจะมีอยู่ในหอยตัวเดียวกัน ซึ่งเมื่ออวัยวะเพศสมบูรณ์ หอยแครงจะฉีดน้ำเชื้อ และไข่เข้าผสมกันภายในตัวหอย แล้วจะปล่อยไข่ที่ผสมแล้วให้ลอยตามกระแสน้ำ และตกบริเวณริมชายฝั่งที่มีโคลน

สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อหอยแครง
1. บริเวณชายฝั่งที่เป็นปากแม่น้ำ และมีดินเลนหรือโคลนมาก เนื่องจากมีสารอาหารสูง
2. พื้นที่เป็นดินเลนหรือโคลนที่มีลักษณะเรียบ ไม่ขรุขระ และลาดเอียงน้อยกว่า 15 องศา
3. ดินเลนหรือโคลนมีเนื้อละเอียด มีความลึกประมาณ 30-50 ซม.
4. ดินเลนหรือโคลนมีการทับถมของซากพืช ซากสัตว์หรืออินทรีย์วัตถุต่างๆ
4. ความลึกของน้ำทะเลประมาณ 0.5-2 เมตร
5. มีการเปลี่ยนแปลงของความเค็มในช่วง 10.0-30.0 ppm
6. ไม่อยู่ใกล้ชุมชน อุตสาหกรรมหรือแหล่งมลพิษ

ศัตรูของหอยแครง
1. หอยหมู
หอยชนิดนี้จะเกาะที่ปากหอยแครง แล้วปล่อยน้ำพิษเข้าในหอยแครงขณะที่หอยแครงอ้าเปลือกออก หลังจากนั้น หอยแครงจะอ้าเปลือกออกมากจนหอยหมูสามารถกัดกินเนื้อข้างในได้ ดังนั้น การเลี้ยงฟาร์มหอยแครงจำเป็นต้องคอยเก็บหอยหมู แล้วนำมาตากแดดให้หมด
2. หอยตะกาย
หอยชนิดนี้จะใช้วิธีเจาะผ่านฝาหอย แล้วดูดกินเนื้อหอยแครง
3. หอยกระพง
หอยชนิดนี้จะไม่มีผลต่อหอยแครงโดยตรง แต่เป็นหอยที่ปล่อยสารเป็นเส้นคล้ายเส้นด้าย สารนี้เมื่อตกลงดินจะทำให้หน้าดินโคลนแข็ง ทำให้หอยแครงฝังตัวลงโคลนได้ยาก ซึ่งแก้ได้โดยใช้ไม้กระดานเกลี่ยหน้าดินให้เส้นด้ายแตกกระจาย ไม่รวมตัวกัน
4. ปลากินลูกหอยชนิดต่างๆ อาทิ ปลากด ปลาดาว และปลากระเบน เป็นต้น

ประโยชน์หอยแครง
1. เนื้อหอยนำมาลวกน้ำร้อนรับประทาน
2. เนื้อหอยแปรรูปเป็นหอยแครงดอง หอยแครงตากแห้ง เป็นต้น สำหรับใส่ในส้มตำหรือใช้ประกอบอาหารต่างๆ
3. เปลือกหอยแครงนำไปเผาเพื่อผลิตปูนขาวหรือผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต

เปลือกหอยแครง
เปลือกหอยแครง กว่าร้อยละ 95 จะประกอบด้วย แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) ส่วนที่เหลือจะเป็น
– แคลเซียมฟอสเฟต
– แมกนีเซียมฟอสเฟต
– แมกนีเซียมซิลิเกต
– แมกนีเซียมคาร์บอเนต
– โปรตีนประเภทคอนไคโอลิน (conchinolim)

เปลือกหอยแครง แบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่
1. ชั้นนอกสุด (Periostracum layer)
ชั้นนี้ประกอบด้วยสารหลัก คือโปรตีนประเภทคอนไคโอลิน ที่ทำให้เปลือกด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ ซึ่งเป็นชั้นบางๆ และหลุดได้ง่าย
2. ชั้นกลาง (Prismatic layer)
เป็นชั้นที่ประกอบด้วยผลึกของแคลเซียมที่อยู่ในรูปผลึกแคลไซท์ (calcite) เป็นส่วนมาก ร่วมกับสารประกอบอื่นๆ ชั้นนี้จะหนา และแข็งมากที่สุด
3. ชั้นในสุด/ชั้นมุก (Nacreous layer)
เป็นชั้นที่ประกอบด้วยผลึกของแคลเซียมในรูปผลึกอราโกไนท์ (aragonite) มีสีขาวขุ่น เรียงตัวเป็นระเบียบ และเป็นมันวาว

แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) จากเปลือกหอยแครงถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมมากมาย ได้แก่
– อุตสาหกรรมกระดาษ ทำให้กระดาษมีสีขาว และเรียบเนียน
– อุตสาหกรรมยาง เพื่อเพิ่มความขาว
– อุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อทำให้พลาสติกแข็งแรง หรือเพื่อทำให้เกิดสีขาว
– อุตสาหกรรมสี เพื่อให้สีขาว และการยึดเกาะที่ดี
– อุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยเป็นสารให้แคลเซียมแก่ร่างกาย หรือใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจ

การเลี้ยงหอยแครง
การเลือกทำเลเลี้ยงหอยแครง
1. เป็นชายฝั่งทะเลที่มีหอยแครงอาศัยอยู่แล้วตามธรรมชาติ
2. ใกล้กับแหล่งที่หาพันธุ์หอยแครงได้ง่าย
3. ชายฝั่งที่มีเลนหรือโคลนเรียบ มีความลาดเอียงเล็กน้อย
4. ดินเลนควรมีความละเอียด เป็นดินเหนียวปนโคลน และมีความลึกของโคลน 30-50 ซม.
5. ดินเลนควรมีเนื้อสม่ำเสมอ และมีพื้นที่กว้าง
6. เป็นพื้นที่ที่ไม่มีคลื่นลมแรง
7. เป็นพื้นที่ที่มีระดับน้ำขึ้นน้ำลงเกินกว่า 1 เมตร
4. พื้นที่มีระดับความลึกประมาณ 0.5-1 ม. หากมีน้ำขึ้นน้ำลง ดินเลนต้องตากแดดไม่เกิน 3 ชม.
5. พื้นที่มีระดับความเค็มประมาณ 10 – 30 ppm
6. ไม่อยู่ใกล้แหล่งชุมชนหรือแหล่งปล่อยน้ำเสียหรือสารเคมี

รูปแบบการเลี้ยง
1. การเลี้ยงแบบดั้งเดิม
การเลี้ยงแบบนี้ เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้เนื้อที่ประมาณ 5-30 ไร่ ด้วยการใช้ไม้ไผ่ปักล้อมแปลงนิยมใช้ลูกหอย ขนาดน้ำหนักประมาณ 450 ตัว/กิโลกรัม บางพื้นที่ใช้ขนาดตัวที่เล็กกว่านี้ เช่น 500-2500 ตัว/กิโลกรัม อัตราการหว่านเลี้ยงที่ 800-1,500 กิโลกรัม/ไร่

2. การเลี้ยงแบบพัฒนา
เป็นการเลี้ยงหอยแครงในรูปแบบเชิงธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 100 -1,000 ไร่ แต่จะใช้ไม้ไผ่ปักเขต และป้องกันคลื่นพัดแบบเดียวกับแบบดั้งเดิม มีขนาดของลูกหอยแครงที่ใช้ปล่อยที่ 2,500 ตัว/กิโลกรัม หรือบางพื้นที่จะใช้ขนาดเดียวกับแบบดั้งเดิม และจะใช้เวลาในการเลี้ยง และการให้ผลผลิตที่ใกล้เคียงกัน

การเตรียมแปลงเลี้ยง
การเตรียมแปลงเลี้ยงจะนิยมใช้ไม้ไผ่หรือลำไม้อื่นๆปักลงบนดินเลนให้แน่น ลึกประมาณ 50 ซม. เพื่อเป็นแนวเขต และเพื่อป้องกันแรงคลื่นที่พัด โดยขนาดไม้ไผ่ที่ใช้กว้างประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 60-80 ซม. ซึ่งจะใช้ไม่ไผ่ประมาณ 10,000 อัน/1 ไร่ 

ลักษณะเด่นของหอยแครง
– ฝาหอยทั้ง 2 ฝา มีขนาดเท่ากัน และมีลักษณะเหมือนกัน
– ส่วนที่ยึดติดของฝาทั้งสองมีลักษณะเป็นบานพับ
– ส่วนหัวมองเห็นไม่ชัด
– ไม่พบแผงฟันในช่องปาก
– เหงือกสำหรับหายใจมีขนาดใหญ่
– ผสมพันธุ์ภายในตัวเอง
– ตัวอ่อนเป็นแพลงก์ตอน

แหล่งอาศัย และการแพร่กระจาย
หอยแครงพบแพร่กระจาย และอาศัยมากบริเวณชายฝั่งที่มีโคลน ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ 1-3 กม. อาศัยในระดับความลึกตั้งแต่ 1-3 เมตร โดยจะฝังตัวในโคลนลึกลงไปประมาณ 1-25 ซม. ซึ่งขึ้นกับฤดูกาล และระดับน้ำขึ้นน้ำลง หากน้ำลดจะฝังตัวลงลึก เพื่อป้องกันแดด หากน้ำขึ้นจะฝั่งตัวตื้นๆ พบมากในจังหวัดเพชรบุรี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และปัตตานี

หอยแครงที่พบในประเทศไทย
1. หอยแครงเทศ (Anadara grosa)
เป็นหอยแครงที่พบมาก และนิยมนำมารับประทาน มีขนาดเปลือก 3-7 ซม. พบมากตามชายฝั่งที่มีโคลนละเอียด พบมากในจังหวัด
– ตราด
– จันทบุรี
– ชลบุรี
– สมุทรสาคร
– สุราษฎร์ธานี
– นครศรีธรรมราช
– สตูล
– ปัตตานี
– ตรัง
– ระยอง
2. หอยแครงขุ่ย/หอยแครงปากมุ้ม (Anadara nodifera)
เป็นหอยแครงที่มีลักษณะคล้ายกับหอยแครงเทศ แต่เปลือกมีรูปยาวรีกว่า เปลือกมีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พบมากในจังหวัดเดียวกับหอยแครงเทศ
3. หอยแครงมัน (Anadara trocheli)
เป็นหอยแครงที่มีลักษณะฝารูปหัวใจ พบได้มาในทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณจังหวัดพังงา-สตูล
4. หอยแครงเบี้ยว (Anadara antoqunta)
เป็นหอยแครงที่มีฝายาวรี ฝามีลักษณะคล้ายหอยแครงขน แต่ไม่มีขน พบมากที่จังหวัด
– ชลบุรี
– เกาะปราบ สุราษฎร์ธานี
5. หอยแครงขน (Scapharca ineauivalvis)
เป็นหอยแครงที่มีฝาใหญ่ และขนาดฝาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน ผิวเปลือกมีขน พบมากในระดับน้ำค่อนข้างลึก บริเวณจังหวัด
– ตราด
– เพชรบุรี
– ภูเก็ต
– สงขลา

พฤติกรรม และการกินอาหารของหอยแครง
หอยแครงเป็นสัตว์ที่ฝังตัวอยู่ใต้โคลนบริเวณหาดชายเลน หากน้ำลดจะฝังตัวลงลึกเพื่อป้องกันแสงแดด ส่วนการหาอาหาร หอยแครงจะฝังตัวในโคลนตื้นๆ โดยจะหงายฝาด้านที่ใช้เปิดขึ้นเล็กน้อย โดยให้ฝาด้านหนึ่งดูดน้ำเข้า และฝาอีกด้านพ่นน้ำออก ขณะดูดน้ำเข้าในฝานั้น หอยแครงจะใช้เหงือกกรองอาหาร และพัดอาหารเข้าสู่ปาก โดยมีอาหารหลักเป็นแพลงค์ตอนพืช และแพลงค์ตอนสัตว์ รวมถึงอินทรีย์วัตถุขนาดเล็กต่างๆ ส่วนสิ่งขับถ่าย โคลน ดิน และน้ำทะเล จะถูกพ่นออกมาอีกด้านหนึ่ง

การสืบพันธุ์ของหอยแครง
หอยแครงเริ่มมีอวัยวะสืบพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน หรือมีขนาดฝาประมาณ 1 ซม. และเริ่มสืบพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 3 เดือน หรือมีขนาดฝาประมาณ 1.70 ซม. ขึ้นไป โดยสามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี แต่จะวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีน้ำฝนไหลลงชายฝั่ง ทำให้ระดับความเค็มลดลงในระดับที่เหมาะสมกับการวางไข่

การสืบพันธุ์ของหอยแครงจะแยกเพศ แต่เพศจะมีอยู่ในหอยตัวเดียวกัน ซึ่งเมื่ออวัยวะเพศสมบูรณ์ หอยแครงจะฉีดน้ำเชื้อ และไข่เข้าผสมกันภายในตัวหอย แล้วจะปล่อยไข่ที่ผสมแล้วให้ลอยตามกระแสน้ำ และตกบริเวณริมชายฝั่งที่มีโคลน

สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อหอยแครง
1. บริเวณชายฝั่งที่เป็นปากแม่น้ำ และมีดินเลนหรือโคลนมาก เนื่องจากมีสารอาหารสูง
2. พื้นที่เป็นดินเลนหรือโคลนที่มีลักษณะเรียบ ไม่ขรุขระ และลาดเอียงน้อยกว่า 15 องศา
3. ดินเลนหรือโคลนมีเนื้อละเอียด มีความลึกประมาณ 30-50 ซม.
4. ดินเลนหรือโคลนมีการทับถมของซากพืช ซากสัตว์หรืออินทรีย์วัตถุต่างๆ
4. ความลึกของน้ำทะเลประมาณ 0.5-2 เมตร
5. มีการเปลี่ยนแปลงของความเค็มในช่วง 10.0-30.0 ppm
6. ไม่อยู่ใกล้ชุมชน อุตสาหกรรมหรือแหล่งมลพิษ

ศัตรูของหอยแครง
1. หอยหมู
หอยชนิดนี้จะเกาะที่ปากหอยแครง แล้วปล่อยน้ำพิษเข้าในหอยแครงขณะที่หอยแครงอ้าเปลือกออก หลังจากนั้น หอยแครงจะอ้าเปลือกออกมากจนหอยหมูสามารถกัดกินเนื้อข้างในได้ ดังนั้น การเลี้ยงฟาร์มหอยแครงจำเป็นต้องคอยเก็บหอยหมู แล้วนำมาตากแดดให้หมด
2. หอยตะกาย
หอยชนิดนี้จะใช้วิธีเจาะผ่านฝาหอย แล้วดูดกินเนื้อหอยแครง
3. หอยกระพง
หอยชนิดนี้จะไม่มีผลต่อหอยแครงโดยตรง แต่เป็นหอยที่ปล่อยสารเป็นเส้นคล้ายเส้นด้าย สารนี้เมื่อตกลงดินจะทำให้หน้าดินโคลนแข็ง ทำให้หอยแครงฝังตัวลงโคลนได้ยาก ซึ่งแก้ได้โดยใช้ไม้กระดานเกลี่ยหน้าดินให้เส้นด้ายแตกกระจาย ไม่รวมตัวกัน
4. ปลากินลูกหอยชนิดต่างๆ อาทิ ปลากด ปลาดาว และปลากระเบน เป็นต้น

ประโยชน์หอยแครง
1. เนื้อหอยนำมาลวกน้ำร้อนรับประทาน
2. เนื้อหอยแปรรูปเป็นหอยแครงดอง หอยแครงตากแห้ง เป็นต้น สำหรับใส่ในส้มตำหรือใช้ประกอบอาหารต่างๆ
3. เปลือกหอยแครงนำไปเผาเพื่อผลิตปูนขาวหรือผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต

เปลือกหอยแครง
เปลือกหอยแครง กว่าร้อยละ 95 จะประกอบด้วย แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) ส่วนที่เหลือจะเป็น
– แคลเซียมฟอสเฟต
– แมกนีเซียมฟอสเฟต
– แมกนีเซียมซิลิเกต
– แมกนีเซียมคาร์บอเนต
– โปรตีนประเภทคอนไคโอลิน (conchinolim)

เปลือกหอยแครง แบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่
1. ชั้นนอกสุด (Periostracum layer)
ชั้นนี้ประกอบด้วยสารหลัก คือโปรตีนประเภทคอนไคโอลิน ที่ทำให้เปลือกด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ ซึ่งเป็นชั้นบางๆ และหลุดได้ง่าย
2. ชั้นกลาง (Prismatic layer)
เป็นชั้นที่ประกอบด้วยผลึกของแคลเซียมที่อยู่ในรูปผลึกแคลไซท์ (calcite) เป็นส่วนมาก ร่วมกับสารประกอบอื่นๆ ชั้นนี้จะหนา และแข็งมากที่สุด
3. ชั้นในสุด/ชั้นมุก (Nacreous layer)
เป็นชั้นที่ประกอบด้วยผลึกของแคลเซียมในรูปผลึกอราโกไนท์ (aragonite) มีสีขาวขุ่น เรียงตัวเป็นระเบียบ และเป็นมันวาว

แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) จากเปลือกหอยแครงถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมมากมาย ได้แก่
– อุตสาหกรรมกระดาษ ทำให้กระดาษมีสีขาว และเรียบเนียน
– อุตสาหกรรมยาง เพื่อเพิ่มความขาว
– อุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อทำให้พลาสติกแข็งแรง หรือเพื่อทำให้เกิดสีขาว
– อุตสาหกรรมสี เพื่อให้สีขาว และการยึดเกาะที่ดี
– อุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยเป็นสารให้แคลเซียมแก่ร่างกาย หรือใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจ

การเลี้ยงหอยแครง
การเลือกทำเลเลี้ยงหอยแครง
1. เป็นชายฝั่งทะเลที่มีหอยแครงอาศัยอยู่แล้วตามธรรมชาติ
2. ใกล้กับแหล่งที่หาพันธุ์หอยแครงได้ง่าย
3. ชายฝั่งที่มีเลนหรือโคลนเรียบ มีความลาดเอียงเล็กน้อย
4. ดินเลนควรมีความละเอียด เป็นดินเหนียวปนโคลน และมีความลึกของโคลน 30-50 ซม.
5. ดินเลนควรมีเนื้อสม่ำเสมอ และมีพื้นที่กว้าง
6. เป็นพื้นที่ที่ไม่มีคลื่นลมแรง
7. เป็นพื้นที่ที่มีระดับน้ำขึ้นน้ำลงเกินกว่า 1 เมตร
4. พื้นที่มีระดับความลึกประมาณ 0.5-1 ม. หากมีน้ำขึ้นน้ำลง ดินเลนต้องตากแดดไม่เกิน 3 ชม.
5. พื้นที่มีระดับความเค็มประมาณ 10 – 30 ppm
6. ไม่อยู่ใกล้แหล่งชุมชนหรือแหล่งปล่อยน้ำเสียหรือสารเคมี

รูปแบบการเลี้ยง
1. การเลี้ยงแบบดั้งเดิม
การเลี้ยงแบบนี้ เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้เนื้อที่ประมาณ 5-30 ไร่ ด้วยการใช้ไม้ไผ่ปักล้อมแปลงนิยมใช้ลูกหอย ขนาดน้ำหนักประมาณ 450 ตัว/กิโลกรัม บางพื้นที่ใช้ขนาดตัวที่เล็กกว่านี้ เช่น 500-2500 ตัว/กิโลกรัม อัตราการหว่านเลี้ยงที่ 800-1,500 กิโลกรัม/ไร่

2. การเลี้ยงแบบพัฒนา
เป็นการเลี้ยงหอยแครงในรูปแบบเชิงธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 100 -1,000 ไร่ แต่จะใช้ไม้ไผ่ปักเขต และป้องกันคลื่นพัดแบบเดียวกับแบบดั้งเดิม มีขนาดของลูกหอยแครงที่ใช้ปล่อยที่ 2,500 ตัว/กิโลกรัม หรือบางพื้นที่จะใช้ขนาดเดียวกับแบบดั้งเดิม และจะใช้เวลาในการเลี้ยง และการให้ผลผลิตที่ใกล้เคียงกัน

การเตรียมแปลงเลี้ยง
การเตรียมแปลงเลี้ยงจะนิยมใช้ไม้ไผ่หรือลำไม้อื่นๆปักลงบนดินเลนให้แน่น ลึกประมาณ 50 ซม. เพื่อเป็นแนวเขต และเพื่อป้องกันแรงคลื่นที่พัด โดยขนาดไม้ไผ่ที่ใช้กว้างประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 60-80 ซม. ซึ่งจะใช้ไม่ไผ่ประมาณ 10,000 อัน/1 ไร่

การเตรียมพันธุ์หอยแครง
1. นำลูกหอยมาแช่น้ำทะเลในถัง แล้วจับแยกลูกหอยออกจากเศษวัสดุต่างๆ
2. นำลูกหอยบรรจุถุง ถุงละประมาณ 60 กิโลกรัม แล้วมัดปากถุงให้แน่น พร้อมราดพรมด้วยน้ำทะเลให้ชุ่ม
2. นำถุงลูกหอยเข้าสู่แปลงเลี้ยงทันที ระหว่างนี้ห้ามให้น้ำจืดถูกลูกหอยโดยเด็ดขาด และต้องให้ได้หว่านลงแปลงไม่เกิน 24 ชั่วโมง

การหว่านลูกหอยแครง
การหว่านลูกหอยต้องให้ลูกหอยกระจายให้มากที่สุด ส่วนวิธีหว่านนั้น ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล อาจหว่าน โดยการเหวี่ยงด้านข้าง หว่านยกมือขึ้นด้านบน เป็นต้น

คำนวณปริมาณพันธุ์หอยที่ใช้หว่านต่อไร่
1. กระสอบบรรจุลูกหอยก่อนที่จะราดพรมน้ำทะเล (สมมุติได้ 50 กิโลกรัม)
2. นำลูกหอยออกจากกระสอบมาชั่งให้ได้ 500 กรัม แต่หากลูกหอยมีขนาดเล็กให้ชั่ง 100-200 กรัม หลังจากนั้น ให้นับจำนวนลูกหอยทั้งหมด (สมมุติได้ 200 ตัว)
3. คำนวณปริมาณลูกหอย เท่ากับ 50 กิโลกรัม x 200 ตัว x 2 = 2,000 ตัว/กิโลกรัม หรือ 50 x 2,000 = 100,000 ตัว
4. หาพื้นแปลงเลี้ยง (สมมุติ 1ไร่)
5. เลือกอัตราการหว่านที่เหมาะสม เช่น
– ลูกหอยที่มีจำนวนตัว/กิโลกรัม ตั้งแต่ 1,500 ตัว/กก. ขึ้นไป หว่านที่อัตรา 600 ตัว/ตารางเมตร
– ลูกหอยที่มีจำนวนตัว/กิโลกรัม น้อยกว่า 1,500 ตัว/กก. หว่านที่อัตรา 450 ตัว/ตารางเมตร
6. คำนวณกระสอบที่ใช้หว่าน
– จากข้อ 3 ที่สมมุติคำนวณจำนวนตัวหอยได้ที่ 2,000 ตัว/กิโลกรัม จึงใช้อัตรากว่านที่ 600 ตัว/ตารางเมตร
– คำนวณจำนวนกระสอบต่อ 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) เท่ากับ 1,600 x 600 = 960,000 ตัว หรือ 960,000/100,000 = 9.6 กระสอบ)

หลังจากการหว่านลูกหอยแล้ว เกษตรกรจะคอยเกลี่ยลูกหอยเป็นประจำทุก 15-30 วัน หรือทุกเดือน โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “โพง” คราด และรวบรวมลูกหอยบริเวณที่มีลูกหอยจำนวนมากไปหว่านกระจายบริเวณอื่น

หลังจากที่เลี้ยงนาน 1-2 ปี ก็เริ่มเก็บหอยแครงจำหน่ายได้ แต่หอยพันธุ์พื้นเมืองจะใช้เวลาเลี้ยงที่นานกว่า โดยขนาดน้ำหนักหอยที่เหมาะสมในการเก็บประมาณ 80 -120 ตัว/กิโลกรัม แลกะการเก็บแต่ละครั้งจะได้น้ำหนักประมาณ 2,000-3,000 กิโลกรัม/ไร่

 

ปูนิ่ม หมายถึง ปูม้า หรือ ปูทะเล หรือปูอื่นๆที่มีกระดองอ่อนนิ่ม หลังการลอกคราบแล้ว ซึ่งจะมีปริมาณเนื้อที่รับประทานได้มากกว่าปูม้าที่กระดองแข็ง 10-15 เท่า ทำให้เป็นที่นิยมรับประทาน และเป็นที่ต้องการของท้องตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และในที่นี้จะใช้คำว่า ปูนิ่ม แทน ปูม้า

ปูนิ่มที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการปรุงอาหารจะต้องจับภายหลังปูนิ่มลอกคราบเสร็จภายใน 45 นาที หากจับนานกว่านี้ กระดองปูนิ่มจะเริ่มแข็ง นำไปปรุงอาหารไม่อร่อย

ปูนิ่มที่จับส่งขายตามท้องตลาดจะแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่
1. ปูนิ่มขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 45 กรัม
2. ปูนิ่มขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 60 กรัม
3. ปูนิ่มขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 80 กรัม

การเลี้ยงปูนิ่ม
การเลี้ยงปูนิ่มสามารถใช้ได้ปูม้าทั้งตัวผู้ และตัวเมีย ซึ่งนิยมเลี้ยงทั้งในบ่อดิน กระชัง และบ่อซีเมนต์ ในระดับความเค็มที่สามารถเติบโตได้ดีที่ 10-40 ppt และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มได้ดีหากการเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 5 ppt/ชั่วโมง

อัตราการปล่อยพันธุ์ปูม้า
– บ่อดิน ขนาด 2 ไร่ ปล่อยปูม้าที่ 11,000-13,000 กิโลกรัม
– บ่อซีเมนต์ 1,000 ตารางเมตร ปล่อยปูม้าที่ 1,000 กิโลกรัม

การเลี้ยงแบบผสมผสาน
ปูนิ่มที่เลี้ยงในบ่อดินมักให้ผลผลิตต่ำกว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ อาจเนื่อง จากการเลี้ยงในบ่อดินมีการขังปูนิ่มในตะกร้าที่ลอยน้ำตลอดเวลา จนมีผลต่อความเครียด และการกินอาหารของปูนิ่ม ทำให้มีอัตราการตายที่สูงกว่า และขนาดลำตัวเล็กกว่า

ปัจจุบัน เพื่อลดปัญหาในด้านการตาย และทำให้ไดปูนิ่มที่มีคุณภาพ รวมถึงการง่ายต่อการจัดการ เกษตรกรจึงนิยมเลี้ยงปูนิ่มในรูปแบบผสมผสานด้วยการเลี้ยงปูนิ่มระยะแรกในบ่อดินก่อน หลังจากนั้น เมื่อปูนิ่มเข้าสู่ระยะลอกคราบค่อยจับมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ต่อ

บ่ิอดินที่ใช้เลี้ยงทั่วไปควรมีขนาด 2-5 ไร่ เตรียมบ่อด้วยการสูบน้ำออกให้หมด พร้อมตากบ่อนาน 7-10 วัน และโรยด้วยปูนขาว หลังจากนั้น สูบน้ำเค็มเข้าบ่อให้ลึกประมาณ 30 ซม. พร้อมหว่านด้วยปุ๋ยคอก โดยเฉพาะมูลไก่ ซึ่งจะช่วยเกิดอาหารธรรมชาติพวกแพลงก์ตอนขึ้น

หลังจากนั้น ค่อยสูบน้ำเข้าอีกให้มีความลึก 1.2-1.5 เมตร พร้อมติดตั้งเครื่องเติมอากาศในบ่อให้เสร็จ หลังจากนั้น นำปูนิ่มมาเลี้ยงในตะกร้า โดยใช้แขวนลอยน้ำกับท่อ PVC โดยให้ตะกร้าจมประมาณ 70-80% ทั้งนี้ ต้องจัดปูที่มีขนาดหรืออยู่ในระยะการเติบโตเดียวกันในแถวเดียวกัน

เมื่อปูนิ่มที่เลี้ยงในบ่อดินเข้าสู่ระยะลอกคราบ D2 ให้เริ่มจับมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ได้ทันที และสามารถกระตุ้นการลอกคราบให้เร็วขึ้นได้ด้วยการลดความเค็มของน้ำ

สำหรับบ่อซีเมนต์จำเป็นต้องสร้างโรงเรือนหรือสร้างหลังคาคลุมฝน เพราะหากเลี้ยงในฤดูที่ฝนตกมากอาจทำให้ระดับความเค็มเปลี่ยนแปลงมาก และรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ปูนิ่มตายได้

อาหาร และการให้อาหาร
อาหารของปูนิ่มจะเป็นปลาข้างเหลืองสับ ขนาดชิ้น 0.5 x 2 ซม. หรือใช้อาหารสำเร็จรูป นอกจากนั้น อาจให้เนื้อหอยแมลงภู่สดทั้งตัวร่วมด้วย ระยะการให้ 2 ครั้ง/วัน เช้า และเย็น ปริมาณที่ให้ 10% ของน้ำหนักปู และหากเป็นปูนิ่มระยะลอกคราบ B-C ปริมาณการให้ลดลงเหลือ 5% ระยะ D1 ลดลงเหลือ 3% และระยะ D2 ให้เท่ากับ D1 แต่ให้เพียง 1 ครั้ง/วัน เช้าหรือเย็น จนถึงในระยะ D3-D4 จะงดการให้อาหาร

การลอกคราบของปูนิ่ม
ระยะเวลาการลอกคราบของปูนิ่มขึ้นกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยว ส่วนปัจจัยการลอกคราบมักเกิดจากปูเป็นสำคัญ อาทิ ปูนิ่มขนาด 10-20 ตัว/กิโลกรัม จะใช้เวลาการลอกคราบจนสมบูรณ์นาน 20-35 วัน โดยมีช่วงเวลาที่มักลอกคราบในช่วง 18.00 น.-01.00 น. ซึ่งช่วงดังกล่าวจำเป็นต้องคอยดูแล และเฝ้าตลอด เพื่อจะได้จับปูนิ่มหลังการลอกคราบที่เหมาะสม

ระยะการลอกคราบของปูนิ่ม
1. ระยะ A
– สีบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : ม่วง
– ช่องว่างบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : ไม่มี
– สีตับปิ้งตัวเมีย : ดำสนิท
– สีตับปิ้งตัวผู้ : ไม่มี
2. ระยะ B
– สีบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : ม่วงอมชมพู
– ช่องว่างบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : ไม่มี
– สีตับปิ้งตัวเมีย : ดำ 70% ดำปนเทา หรือ น้ำตาล 30%
– สีตับปิ้งตัวผู้ : ไม่มี
3. ระยะ C
– สีบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : ชมพู หรือ ชมพูอมเขียว
– ช่องว่างบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : ไม่มี
– สีตับปิ้งตัวเมีย : ขาว 30% ขาวปนน้ำตาลอ่อน 40% และเทา 30% หรือ ขาวสนิททั้งตัว หรือ น้ำตาลอ่อนทั้งตัว
– สีตับปิ้งตัวผู้ : ไม่มี
4. ระยะ D1
– สีบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : ชมพูอมแดง
– ช่องว่างบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : เล็กน้อย
– สีตับปิ้งตัวเมีย : ดำ 30% ดำปนเทา หรือ น้ำตาล 70%
– สีตับปิ้งตัวผู้ : ไม่มี
5. ระยะ D2
– สีบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : แดง
– ช่องว่างบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : เริ่มมองเห็นชัดเจน
– สีตับปิ้งตัวเมีย : ดำ 50% ดำปนเทา หรือ น้ำตาล 50%
– สีตับปิ้งตัวผู้ : เริ่มมองเห็น
6. ระยะ D3
– สีบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : แดงมากขึ้น
– ช่องว่างบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : มองเห็นชัดเจน
– สีตับปิ้งตัวเมีย : ดำ 80% ดำปนเทา หรือ น้ำตาล 20%
– สีตับปิ้งตัวผู้ : มองเห็นชัดเจน
7. ระยะ D4
– สีบริเวณขอบขาว่ายน้ำ : แดงมาก
– ช่องว่างบริเวณขอบขาว่ายน้ำ :  มองเห็นชัดเจนมาก
– สีตับปิ้งตัวเมีย : ดำสนิท
– สีตับปิ้งตัวผู้ : มองเห็นชัดเจนมาก

ปลาสลิด (Snake Skin Gounrami) เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่นิยมรับประทานสด แต่นิยมนำมาทำเค็มและตากแห้งสำหรับนำมาทอด ปิ้งย่าง และยำรับประทานเป็นหลัก นอกจากนั้น มีแหล่งเลี้ยงที่สำคัญในหลายจังหวัด เช่น สุพรรณบุรี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา

อนุกรมวิธาน
Order : Labyrinthici
Family : Anabantidae
Genus : Trichogaster Bloch
Species : pectoralis (Regan)

เป็นปลาที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับปลาหมอ ปลากด ปลากัด ปลาแรด และปลากระดี่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Trichogaster pectoralis Regan
ชื่อพ้อง (synonym) : Osphronemus nobilis Gerini
ชื่อไทย : ปลาสลิด (Pla Salid), ปลาใบไม้ (Pla Baimai)
ชื่ออังกฤษ : Sanke skinned gourami, Damsel fish, Small gourami, Boubel nest builder
ชื่ออินโดนีเซีย : Sepat Siam, Sepat Siem, Siem.
ชื่อมาเลเซีย : Sepat Siam
ชื่อเวียดนาม : Ca sat rang
ชื่อพม่า : Trey Kanthor

ลักษณะทั่วไปของปลาสลิด
ปลาสลิดมีลำตัวคล้ายปลากระดี่หม้อ แต่มีขนาดใหญ่กว่า ลำตัวมีลักษณะแบน มีส่วนหัว และหางเรียว และส่วนกลางลำตัวกว้าง ลำตัวมีสีเขียวอมเทา หรือมีสีคล้ำเป็นพื้น และมีสีเขียวเข้มทางด้ายซ้าย และมีแถบสีดำพาดขวางตามแนวยาวจากหัวถึงโคนหาง ข้างละ 1 แถบ และมีแถบสีน้ำตาลเข้มพาดเฉียงบริเวณลำตัว และมีเกล็ดเหนือเส้นข้างตัว 42-47 เกล็ด ส่วนปากขนาดเล็ก แต่ยืดหดได้ ส่วนครีบอกมีขนาดใหญ่ และยาว ส่วนหัวมีก้านครีบแข็ง 7 อัน และก้านครีบอ่อน 10-11 อัน ปลาสลิดซึ่งมีขนาดใหญ่เต็มที่จะมีความยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร แต่ทั่วไปจะพบขนาดความยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร

ปลาสลิดมีอวัยวะพิเศษที่ใช้ช่วยในการหายใจ เรียกว่า ลาบิริงค์ ออร์แกน (Labyrinth organ)มีลักษณะคล้ายดอกไม้บาน เป็นกลีบเรียงซ้อนกันอยู่เหนือเหงือก ทำให้สูดออกซิเจนจากอากาศได้โดยตรงจึงสามารถอยู่บนบกได้นาน

การแยกเพศ
ปลาสลิดเพศผู้จะมีลำตัวเรียวยาวมากกว่าปลาสลิดเพศเมีย มีแนวสันหลัง และสันท้องในแนวเกือบขนานกัน มีครีบยาวจรดหางหรือยาวมากกว่าโคนหาง ลำตัวมีสีเข้ม และมีสีสันสวยงามมากกว่าตัวเมีย

ส่วนปลาสลิดเพศเมียจะ มีลำตัวป้อมสั้น สันหลังไม่ขนานกัน เพราะมีสันท้องยาวกว่า มีครีบหลังมน และสั้นกว่าเพศผู้ และครีบไม่ยาวถึงโคนหางเหมือนเพศผู้ นอกจากนั้น ลำตัวจะมีสีจางกว่า และเมื่อถึงฤดูวางไข่ ส่วนท้องจะอูมเป่งใหญ่ขึ้นซึ่งเต็มไปด้วยไข่จำนวนมาก

แหล่งอาศัย และอาหาร
ปลาสลิด เป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่ง เช่น สระน้ำ บ่อน้ำ บึง และนาข้าว ชอบหลบอาศัยตามบริเวณที่มีพรรณไม้น้ำขึ้นเพื่อเป็นที่พักอาศัย กําบังตัว และการก่อหวอดวางไข่
ส่วนอาหารของปลาสลิดที่สำคัญ ได้แก่ พืชน้ำ สาหร่าย ตะไคร่น้ำ ไรน้ำ แพลงค์ตอนพืช/แพลงตอนสัตว์ และสัตว์ขนาดเล็กต่างๆ

การสืบพันธ์ุ และวางไข่
ปลาสลิดสามารถเข้าสู่วัยผสมพันธุ์ และวางไข่ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 7 เดือน ขนาดลำตัวยาวประมาณ 15-17 ซม. น้ำหนักประมาณ 150-400 กรัม ตัวเมียจะมีไข่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และเริ่มเข้าสู่ช่วงวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายน-สิงหาคม โดยแม่ปลา 1 ตัว จะวางไข่ได้ประมาณ 3-4 ครั้ง/ปี แต่ละครั้งจะวางไข่ประมาณ 7,000-8,000 ฟอง แต่เจริญเป็นลูกปลาได้ประมาณ 4,000 ตัว

การวางไข่
ก่อนที่ปลาสลิดตัวเมียจะวางไข่ ปลาตัวผู้จะเลือกสถานที่ และเตรียมที่วางไข่ให้ ซึ่งมักจะเลือกบริเวณที่มีร่มใต้ต้นไม้ โดยการก่อหวอดด้วยการหุบอากาศเข้าผสมกับน้ำเมือกก่อนจะพ่นออกมาเป็นฟองอากาศที่มีลักษณะเป็นฟองน้ำลอยเกาะบริเวณต้นผัก ต้นหญ้าที่ไม่หนาทึบมาก ขนาดกว้างประมาณ 10-15 ซม. นูนจากผิวน้ำประมาณ 2 ซม. ซึ่งมักจะก่อหวอดในช่วงกลางวันจนถึงวันรุ่งขึ้นก็พร้อมผสมพันธุ์ เมื่อเตรียมหวอดเสร็จแล้ว ปลาสลิดตัวผู้จะไล่ต้อนตัวเมียเข้าไปอยู่ใต้หวอด และเข้าใช้หางแนบรัดท้องตัวเมียเพื่อปล่อยไข่ออกมา และตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม ทำอย่างนี้ประมาณ 3 ครั้ง ใช้เวลาการวางไข่ประมาณ 2-3 นาที/ครั้ง จากนั้นปลาเพศผู้จะออไข่เข้าไปเกาะใต้หวอด พร้อมไล่ตัวเมียออกให้ห่างหวอด และคอยดูแลรังจนกว่าลูกปลาจะฟักออก และว่ายน้ำออกหากินเองได้แล้วค่อยออกใช้ชีวิตตามปกติ

ปลาสลิดมีอวัยวะพิเศษที่ใช้ช่วยในการหายใจ เรียกว่า ลาบิริงค์ ออร์แกน (Labyrinth organ)มีลักษณะคล้ายดอกไม้บาน เป็นกลีบเรียงซ้อนกันอยู่เหนือเหงือก ทำให้สูดออกซิเจนจากอากาศได้โดยตรงจึงสามารถอยู่บนบกได้นาน

การแยกเพศ
ปลาสลิดเพศผู้จะมีลำตัวเรียวยาวมากกว่าปลาสลิดเพศเมีย มีแนวสันหลัง และสันท้องในแนวเกือบขนานกัน มีครีบยาวจรดหางหรือยาวมากกว่าโคนหาง ลำตัวมีสีเข้ม และมีสีสันสวยงามมากกว่าตัวเมีย

ส่วนปลาสลิดเพศเมียจะ มีลำตัวป้อมสั้น สันหลังไม่ขนานกัน เพราะมีสันท้องยาวกว่า มีครีบหลังมน และสั้นกว่าเพศผู้ และครีบไม่ยาวถึงโคนหางเหมือนเพศผู้ นอกจากนั้น ลำตัวจะมีสีจางกว่า และเมื่อถึงฤดูวางไข่ ส่วนท้องจะอูมเป่งใหญ่ขึ้นซึ่งเต็มไปด้วยไข่จำนวนมาก

แหล่งอาศัย และอาหาร
ปลาสลิด เป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่ง เช่น สระน้ำ บ่อน้ำ บึง และนาข้าว ชอบหลบอาศัยตามบริเวณที่มีพรรณไม้น้ำขึ้นเพื่อเป็นที่พักอาศัย กําบังตัว และการก่อหวอดวางไข่
ส่วนอาหารของปลาสลิดที่สำคัญ ได้แก่ พืชน้ำ สาหร่าย ตะไคร่น้ำ ไรน้ำ แพลงค์ตอนพืช/แพลงตอนสัตว์ และสัตว์ขนาดเล็กต่างๆ

การสืบพันธ์ุ และวางไข่
ปลาสลิดสามารถเข้าสู่วัยผสมพันธุ์ และวางไข่ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 7 เดือน ขนาดลำตัวยาวประมาณ 15-17 ซม. น้ำหนักประมาณ 150-400 กรัม ตัวเมียจะมีไข่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และเริ่มเข้าสู่ช่วงวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายน-สิงหาคม โดยแม่ปลา 1 ตัว จะวางไข่ได้ประมาณ 3-4 ครั้ง/ปี แต่ละครั้งจะวางไข่ประมาณ 7,000-8,000 ฟอง แต่เจริญเป็นลูกปลาได้ประมาณ 4,000 ตัว

การวางไข่
ก่อนที่ปลาสลิดตัวเมียจะวางไข่ ปลาตัวผู้จะเลือกสถานที่ และเตรียมที่วางไข่ให้ ซึ่งมักจะเลือกบริเวณที่มีร่มใต้ต้นไม้ โดยการก่อหวอดด้วยการหุบอากาศเข้าผสมกับน้ำเมือกก่อนจะพ่นออกมาเป็นฟองอากาศที่มีลักษณะเป็นฟองน้ำลอยเกาะบริเวณต้นผัก ต้นหญ้าที่ไม่หนาทึบมาก ขนาดกว้างประมาณ 10-15 ซม. นูนจากผิวน้ำประมาณ 2 ซม. ซึ่งมักจะก่อหวอดในช่วงกลางวันจนถึงวันรุ่งขึ้นก็พร้อมผสมพันธุ์ เมื่อเตรียมหวอดเสร็จแล้ว ปลาสลิดตัวผู้จะไล่ต้อนตัวเมียเข้าไปอยู่ใต้หวอด และเข้าใช้หางแนบรัดท้องตัวเมียเพื่อปล่อยไข่ออกมา และตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม ทำอย่างนี้ประมาณ 3 ครั้ง ใช้เวลาการวางไข่ประมาณ 2-3 นาที/ครั้ง จากนั้นปลาเพศผู้จะออไข่เข้าไปเกาะใต้หวอด พร้อมไล่ตัวเมียออกให้ห่างหวอด และคอยดูแลรังจนกว่าลูกปลาจะฟักออก และว่ายน้ำออกหากินเองได้แล้วค่อยออกใช้ชีวิตตามปกติ

การเลี้ยงปลาสลิด
การเพาะพันธุ์ และการอนุบาล
การเพาะพันธุ์ปลาสลิด
การผสมพันธุ์ปลาสลิดจะใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีเมื่ออายุมากกว่า 7 เดือน ขึ้นไป-10 เดือน และมีขนาดตั้งแต่ 10 ซม. ขึ้นไป ซึ่งตามธรรมชาติปลาสลิดจะเริ่มทำการผสมพันธุ์ตั้งแต่เดือนเมษายน-สิงหาคม และอาจใช้ฮอร์โมนกระตุ้นให้ออกไข่ในทุกฤดู

การเพาะพันธุ์ปลาสลิด สามารถเพาะได้โดยใช้บ่อซีเมนต์สำเร็จรูปหรือก่ออิฐสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 50 ซม. สร้างหรือวางใต้โรงเรือนหรือทำเพิงคลุมด้านบนบ่อเพื่อบังแดดและหาผักบุ้งหรือพืชน้ำใส่ในบ่อ

อัตราการปล่อยพ่อแม่ปลาที่ตัวผู้ 1 ตัว ตัวเมีย 1 ตัว ต่อพื้นที่ 1-2 ตารางเมตร หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาประมาณ 5-6 วัน จะสังเกตเห็นปลาก่อหวอด และวางไข่ จากนั้น ประมาณ 1-2 วัน ให้ช้อนพ่อแม่ปลาออก

การอนุบาล
การเลี้ยงอนุบาลลูกปลาจะใช้การให้ไข่ผงหรือไรน้ำในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังจากฟักออกจากไข่ประมาณ 5-7 วัน เพราะช่วงแรกลูกปลาจะยังไม่กินอาหาร ต่อมาจึงให้รำผงละเอียดต่อ นอกจากนั้น อาจหว่านโรยด้วยปุ๋ยคอก และยูเรียร่วมด้วย รวมถึงเสริมด้วยพืชน้ำต่างๆ ไรแดง ปลวก และซากพืชผักเน่า และดูแลจนกว่าลูกปลามีขนาดยาว 2 เซนติเมตร จึงค่อยนำปล่อยลงในบ่อเลี้ยงต่อไป ทั้งนี้ ในช่วงอนุบาลลูกปลา ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมออย่างน้อย 1 ครั้ง/อาทิตย์

นอกจากนั้น บางพื้นที่ยังนิยมเพาะพันธุ์ปลาสลิดโดยใช้บ่อดินขนาดเล็กก่อน ซึ่งจะช่วยขยายพันธุ์ได้ครั้งละมากๆ

การเลี้ยงในบ่อดิน
การเตรียมบ่อดิน
บ่อดินที่เกษตรกรใช้เลี้ยงปลาสลิดเพื่ออาชีพ ควรมีขนาดตั้งแต่ 1 ไร่ ขึ้นไป บ่อดินใหม่ควรขุดให้ลึกประมาณ 60-75 ซม. ไม่ควรให้ลึกมากกว่านี้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก เพราะหากลึกมากจะทำให้น้ำเปรี้ยวมาก หลังจากนั้นให้ใส่ปูนขาว รใส่ปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัม/ไร่

ส่วนบ่อเก่าให้เตรียมบ่อหลังการจับปลาสลิดแล้ว โดยทำการขุดลอกหน้าดิน 2 ปี/ครั้ง และดูดน้ำออกให้หมด พร้อมโรยด้วยปูนขาวทุกครั้ง อัตรา 100-200 กิโลกรัม/ไร่ และตากก้นบ่อนาน 10-20 วัน

หลังการเตรียมบ่อในขั้นแรกเสร็จแล้ว ให้หว่านโรยด้วยปุ๋ยคอกหรือมูลไ่ก่ อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่ รำละเอียด 15-20 กิโลกรัม/ไร่ หลังจากนั้นน้ำเข้าบ่อสูง 10-20 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน ก็จะเกิดแพลงก์ตอนพืชสำหรับเป็นอาหารปลาสลิด แล้วค่อยปล่อยน้ำเข้าบ่อให้มีความสูงตามระดับที่เหมาะสม

การปล่อย และการดูแล

เมื่อลูกปลาสลิดมีความยาวตั้งแต่ 2-3 ซม. ให้จับมาปล่อยในบ่อดิน อัตราการปล่อยที่ 1 ตารางเมตร/ปลาสลิด 5-10 ตัว หรือประมาณ 8,000-16,000 ตัว/ไร่

หลังการปล่อยให้นำผักบุ้ง ผักกะเฉด หรือพืชน้ำอื่นๆ มาปล่อยในบ่อ แต่ไม่แนะนำผักตบชะวา และจอก หรือพืชน้ำอื่นที่เป็นพืชรุกราน

อาหารของปลาสลิดที่เลี้ยงในบ่อดินจะได้จากธรรมชาติที่เป็นแพลงก์ตอน สาหร่าย และพืชน้ำเป็นหลัก แต่ควรให้อาหารเสริมเป็นระยะ เช่น การใช้รำ และปลายข้าว อย่างละ 1 ส่วน ผสมกับผักบุ้งหั่นหรือผักอื่นๆ 2 ส่วน หว่านให้ 2 ครั้ง/สัปดาห์

โรค และศัตรู
ปลาสลิด เป็นปลาที่ไม่ค่อยพบเป็นโรคมากนัก แต่อาจพบการตายจากสาเหตุออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอเป็นสำคัญ ที่สังเกตได้จากการที่ปลาขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ มักพบในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เน่าเสีย หรือหากเป็นบ่อเลี้ยงก็จะเกิดการการเน่าเสียของอาหารในน้ำหรือการเลี้ยงในปริมาณมากเิกินไป ทั้งนี้ สามารถแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ และปล่อยพันธุ์ปลาในอัตราที่เหมาะสม นอกจากนั้น อาจพบเห็บปลาที่มีลักษณะตัวแบน สีน้ำตาลใสเกาะติดตามลำตัว ทำให้ปลาผอม และเจริญเติบโตช้า ซึ่งแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำปล่อยๆ

 

ปูนา (Rice field Crab) เป็นปูน้ำจืดที่พบแพร่พันธุ์มากในช่วงฤดูทำนา เป็นปูที่นิยมนำมาประกอบอาหารอย่างมากในฤดูทำนา อาทิ แกงอ่อมปูนา ลาบปูนา ปูนาทอด ปูนาปิ้ง เป็นต้น รวมถึง นิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารอื่น เช่น ปูดองสำหรับใส่ส้มตำ หรือเคี่ยวทำมันปูสำหรับใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น

ปูนา สามารถพบได้ตามทุ่งนา และบริเวณที่ลุ่มที่มีน้ำขังหรือเป็นที่ชุ่มน้ำทั่วไป   ลักษณะทั่วไปจะกระดองโค้งนูน ผิวเรียบมัน ทั้งส่วนกระดอง ก้าม และขาส่วนใหญ่มีสีม่วงดำ และสีเหลือง โดยชอบขุดรูอาศัยตามแปลงนา คันนา คันคู และคันคลอง ที่สามารถสังเกตเห็นเป็นรูลักษณะกลมรีตามขนาดลำตัว

ปูน้ำจืด (freshwater crab) มีทั้งหมด 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ปูลำห้วย (creek crab) ปูน้ำตก (waterfall crab หรือ stream crab) และปูป่า (land crab) และปูนา (Rice field Crab)

ปูนา มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sayamia (Esanthelphusa) dugasti และชื่อสามัญ : Rice-field Crab

อนุกรมวิธาน
Phylum Arthropoda
Subphylum Mandibulata
Class Crustacea
Order Decapoda
Family Parathelphusidae
Genus Sayamia (Esanthelphusa)
Species dugasti

ลักษณะของปูนา
ลักษณะทั่วไปของปูนาประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง โดยมีส่วนหัวและส่วนอกรวมกันที่เป็นกระดองส่วนบน เรียกว่า cephalothorax ผิวลำตัวทั้งหมดที่มองเห็นเป็นโครงภายนอกจะเป็นสาร cuticle อัดกันแน่นเป็นโครงร่างของร่างกายของปู มีตา 2 คู่ มีขา 5 คู่ แบ่งเป็นก้าม 1 คู่ และขาเดินอีก 4 คู่

• กระดอง (carapace)
กระดองเป็นส่วนที่ประกอบด้วยส่วนหัว และอก ที่เป็นแผ่นแข็งหุ้มอวัยวะภายในไว้ ประกอบด้วย
– ด้านหน้าของกระดอง เป็นส่วนที่มีเบ้าตาทั้งสองข้าง
– กระเพาะ เป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าของกระดองต่อจาก secondary front หรือ upper front ของกระดองขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งจะมีสัน epigastric อยู่โดยทั่วไปซึ่งเห็นได้ชัดเจน
– Hepatic groove ได้แก่ บริเวณต่อจากฟันข้างกระดองทั้งสองข้างเข้ามาตรงส่วนกลาง ซึ่งส่วนมากจะมีร่องคอ เป็นแนวแบ่งบริเวณ gastric กับ hepatic ออกจากกัน
– Branchial chamber คือ ส่วนที่อยู่ถัดจาก hepatic ลงมาระหว่างฟันข้างกระดองซี่สุดท้ายถึงมุมข้างกระดองด้านหลัง
– Cardiac carapace area คือ ส่วนตรงกลางกระดองด้านท้ายเหนือขอบหลังกระดองขึ้นมาเล็กน้อย
– Antero-lateral teeth เป็นฟันข้างกระดองเฉียงไปทางด้านหน้ามีลักษณะเป็นหนามแหลมมีขนาดต่าง ๆ กัน มีจำนวนข้างละ 4 ซี่

• ขา (legs)
ขาเป็นระยางค์ที่ยื่นออกมาจากกระดองมีทั้งหมด 5 คู่ ประกอบด้วย

ก้าม (cheliped)
เป็นขาคู่ที่ 1 ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเป็นก้ามหนีบมีขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 7 ปล้อง ดังนี
– Coxa เป็นปล้องที่อยู่โคนสุดติดกับทรวงอกมีขนาดเล็ก
– Basis เป็นปล้องที่ต่อจาก coxa มีขนาดเล็กปล้องสั้น
– Ischium เป็นปล้องที่ต่อจาก basis มีขนาดใหญ่กว่า coxa และ basis
– Merus เป็นปล้องที่ต่อจาก ischium มีขนาดใหญ่ และยาว หรือเรียกว่า แขน มีลักษณะเป็นหนาม
– Carpus เป็นปล้องที่ต่อจาก merus
– Propodus เป็นปล้องที่ต่อจาก carpus มีขนาดใหญ่แบนกว้าง ส่วนนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มือ  ส่วนปลายมีลักษณะเรียวยาวเป็นนิ้วที่เคลื่อนไหวไม่ได้
– Dactylus เป็นปล้องที่ต่อจาก propodus มีลักษณะเรียวยาวเป็นนิ วที่เคลื่อนไหวได้

ขาเดิน (walking legs หรือ ambulatory)
ขาปูนามี 4 คู่ คือ คู่ที่ 2-5 แต่ละขาประกอบด้วย 7 ปล้อง ดังนี
– Coxa เป็นปล้องที่อยู่โคนสุดติดกับทรวงอกมีขนาดเล็ก
– Basis เป็นปล้องที่ต่อจาก coxa มีขนาดเล็กปล้องสั นมาก
– Ischium เป็นปล้องขนาดเล็กต่อจาก basis
– Merus เป็นปล้องที่ต่อจาก ischium มีขนาดใหญ่เรียวยาว
– Carpus เป็นปล้องที่ต่อจาก merus มีลักษณะเรียวยาวแต่เล็ก และสั้นกว่า merus
– Propodus เป็นปล้องที่ต่อจาก carpus มีลักษณะเรียว
– Dactylus เป็นปล้องที่ต่อจาก propodus มีลักษณะเรียวยาวปลายแหลม มีหนามขนาดเล็ก

• ตา (eyes)
ตาเป็นตาประกอบจำนวนมาก มีก้านตายาวพับไว้ในเบ้าตาที่ประกอบด้วยโอมมาติเดียม มีจำนวนเป็นพันถึงหมื่นหน่วย โอมมาติเดียมประกอบด้วยคอร์เนีย (cornea) อยู่ด้านนอกใต้คอร์เนียจะมี crystalline cone ทำหน้าที่รวมแสงสว่างส่งไปยังเส้นประสาทรับความรู้สึกที่อยู่ภายในจำนวน 6-8 เส้น

• หนวด (antennule)
ปูนา มีหนวด 2 คู่ (Pongchunchoovong, 2006)
– หนวดคู่ที่ 1 (antennule) อยู่ด้านหน้าของกระดอง มีลักษณะเป็นเส้นขนาดเล็ก และสั้นกว่าหนวดคู่ที่ 2 อยู่ติดกับโคนของก้านตา
– หนวดคู่ที่ 2 (antenna) อยู่ด้านหน้าของกระดอง มีลักษณะเป็นเส้นยาวมีฐานของหนวดอยู่ใต้กระดองด้านหน้า เส้นหนวดจะยื่นยาวออกมานอกกระดองเห็นได้ชัดเจน

• ท้อง (abdomen)
ปูนาเพศผู้จะร่องกลางท้องเป็นรูปตัวที (T) งอพับอยู่ใต้ส่วนอกปล้องที่ 1 และ 2 มีความกว้างใกล้เคียงกับปล้องที่ 3 แต่ปล้องที่ 1 และ 2 สั นมาก อยู่ติดกับขอบกระดองปล้องที่ 3, 4, 5 และ 6 เห็นรอยแบ่งปล้องชัดเจนมาก ปล้องที่ 6 และ 7 มีความยาวใกล้เคียงกัน ด้านบนของส่วนท้องมีรยางค์ว่ายน้ำ ส่วนในเพศผู้เปลี่ยนแปลงรูปร่าง และหน้าที่เป็นอวัยวะที่ช่วยในการสืบพันธุ์หรือที่เรียกว่า โกโนพอด (gonopod) มี 2 คู่ โดยอวัยวะเพศผู้คู่ที่ 1 เป็นส่วนที่ใช้ในการสืบพันธุ์ของปูนาเพศผู้อยู่ใต้ส่วนท้องติดกับอกมี 1 คู่ ซ้าย-ขวา มีขนาดใหญ่ ตรงปลายมีช่องเปิดมีลักษณะเป็นร่องตามความยาวของโกโนพอดส่วนปลายมีหนามแหลม ซึ่งปูนาแต่ละชนิดมีโกโนพอดที่มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป จึงใช้รูปร่างของโกโนพอดเป็นหลักในการแยกชนิด และอวัยวะเพศผู้คู่ที่ 2 มีขนาดเล็กกว่าคู่ที่ 1 มาก มีลักษณะไม่แตกต่างกันในปูนาแต่ละชนิด จึงไม่ใช้ลักษณะของโกโนพอดคู่ที่ 2 เป็นเกณฑ์ในการแยกชนิดของปูนา

สำหรับในปูเพศเมียมี pleopod 4 คู่ ลักษณะเรียวยาว มีขนเล็กๆคล้ายขนนกเพื่อให้ไข่ติด และรองรับตัวอ่อนด้วย ในปูนาเพศเมียจะมีลักษณะของส่วนท้องที่เหมือนกัน ในปูนาจะใช้ลักษณะของโกโนพอดคู่ที่ 1 เป็นหลักเกณฑ์ในการจำแนกชนิดของปูนาด้วย (กัมพล ไทยโสม, 2556 อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ)(1)

ลักษณะเพศปูนา
– ปูนาเพศผู้จะมีขนาดลำตัวใหญ่กว่าเพศเมีย
– ปูนาเพศผู้จะมีก้ามขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย
– ปูนาเพศผู้จะมีสีลำตัวเข้มกว่าเพศเมีย
– ปูนาเพศเมีย เมื่อพลิกส่วนท้องจะมีแผ่นรูปโค้งสามเหลี่ยมปิดทับส่วนท้อง
– ปูนาเพศผู้ ส่วนท้องจะไม่มีแผ่นปิดทับ จะเป็นเปลือกเรียบสีขาว มีแนวร่องกลางส่วนท้องเป็นรูปตัวที

ลักษณะที่ใช้จำแนกชนิดปูนา
– ลักษณะลายเส้นของกระดอง
– สีของกระดอง
– ลักษณะของโกโนพอดคู่ที่ 1

การแพร่กระจาย
ปูนาในประเทศไทย พบประมาณ 10 ชนิด ในภาคต่างๆ ได้แก่ (กัมพล ไทยโสม, 2556 อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ)(1)
– S. germaini พบในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคเหนือ
– S. bangkokensis พบในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้
– S. sexpunetata พบในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้
– S. maehongsonensis พบเฉพาะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
– S. fangensis เป็นปูชนิดใหม่ พบเฉพาะในจังหวัดลำปาง และเชียงใหม่
– S. denchaii เป็นปูชนิดใหม่ พบเฉพาะในจังหวัดแพร่
– S. nani เป็นปูชนิดใหม่ พบเฉพาะในจังหวัดน่าน
– S. dugasti พบในภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
– E. phetchaburi พบเฉพาะภาคตะวันตก
– E. chiangmai พบเฉพาะภาคเหนือ

ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม ชนิดปูนาที่พบมากที่สุด คือในสกุล Esanthelphusa sp.I และพบชนิดอื่นๆในชนิดของ sp. ต่างๆ (เอกพล และพันธุ์ทิพย์, 2553)(2)

แหล่งอาศัย และการจำศีล
แหล่งอาศัยของปูนาที่สามารถดำรงชีพอยู่ได้จะต้องมีน้ำขังหรือมีความชื้นมากเพียงพอ เนื่องจากโครงสร้างร่างกายไม่สามารถทนต่อสภาพขาดน้ำหรือความชื้นได้ โดยมีถิ่นอาศัยหลักในพื้นที่ชุ่ม ชอบขุดรูตามคันนา คูน้ำหรือคลองชลประทาน ขณะที่น้ำมีมากปูนาจุดขุดรูในระดับเหนือน้ำหรือต่้ำกว่าระดับน้ำเพียงเล็กน้อยเพื่อความสะดวกในการเข้าออก และเมื่อน้ำเริ่มลดหรือน้ำแห้ง ปูนาจะย้ายตามระดับน้ำที่ต่ำสุด เช่น ในร่องแปลงนาที่ต่ำ และขุดรูลึกมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ตัวเองลงลึกในดินที่มีน้ำหรือความชื้นมากเพียงพอ

ลักษณะของรูปูนาจะเป็นรูปกลมรี มีขนาดรูขึ้นอยู่กับขนาดลำตัว รูที่ขุดจะเป็นแนวดิ่ง ไม่เลี้ยวคด แต่มีแนวเอียงเล็กน้อย ความลึกที่อาจขุดได้มากถึง 1 เมตร โดยทางสุดของรูจะเป็นแอ่งกว้างหรือเป็นโพรงสำหรับหลบพักอาศัย และหากมีสภาพแห้งแล้งมาก ปูนาจุดขุดดินจากส่วนล่างที่มีความชื้น และเป็นดินเหนียวมาปิดปากรูไว้ซึ่งจะเป็นช่วงหลบจำศีลในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูฝน เดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม ของทุกปี

การหลบจำศีลในหน้าแล้งของบางพื้นที่มีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอาศัยร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กบ ที่จะเข้าหลบจำศีลในช่วงเดียวกันกับปูนา ซึ่งหากเราขุดรูของปูนาก็มักจะพบกบอาศัยอยู่ร่วมด้วยในโพรงด้านล่างสุดของรู โดยในบางครั้งอาจพบกบอาศัยอยู่ด้วยมากกว่า 3 ตัว/ปูนา 1 ตัว/รูปูนา

การสังเกตรูปูนาที่มีกบอาศัยอยู่จะสังเกตได้จากปากรูปูนาจะเปิดไว้ และขอบรูจะกว้างกว่าปกติ ไม่มีดินปิดทับรู เพราะบางครั้ง กบที่อาศัยอยู่ด้วยจะออกมารับน้ำหมอกหรือเพื่อหายใจด้านนอกเสมอ นอกจากนั้น บริเวณขอบรูปูนาจะมีลักษณะเรียบ เนื้อดินแน่น หรือ ดินมีสีคล้ำ รวมถึงอาจมีมูลกบรอบปากรูด้วย ข้อสังเกตนี้ทำให้เกษตรกรในบางพื้นที่ออกหากบในฤดูจำศีลจากการขุดหาในรูปูนาได้

ในฤดูน้ำหลากหรือกรณีที่มีฝนตกหนัก ทำให้มีระดับน้ำท่วมสูงมาก ปูนาจะอพยพขึ้นด้านบน และขุดรูใหม่บริเวณใกล้กับระดับน้ำหรือหลบพักตามกอหญ้าหรืออาศัยตามริมน้ำ โดยไม่มีการขุดรู

อาหาร และการกินอาหาร
ปูนากินอาหารทุกชนิด ตั้งแต่อาหารที่มีชีวิต พืช อาทิ หอย กุ้ง ไรน้ำ ลูกน้ำ ปลาขนาดเล็ก ไส้เดือน แมลงต่างๆ ส่วนอ่อนของต้นข้าว หญ้า สาหร่าย และพืชอื่นๆ รวมทั้งลูกปูอ่อน และซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำหรือในดินที่มีชีวิต แต่ปูนาในที่ลุ่มที่ไม่มีพืชน้ำจะพบอาหารหลักเป็นสัตว์น้ำหรือแมลงเป็นหลัก ทำให้ปูนาเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ โดยปูนาจะออกหากินในเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งก็พบออกหากินในเวลากลางวันบ้าง ทั้งนี้ การที่พบในเวลากลางวันส่วนใหญ่จะเป็นการอพยพหรือเปลี่ยนแหล่งอาศัยหรือหากินใหม่

การกินอาหารของปูนาจะใช้ก้ามหนีบหรือก้ามปู หนีบจับอาหารเข้าปาก โดยมีขาคู่อื่นช่วยในการส่งอาหารเข้าปาก

ศัตรูตามธรรมชาติ
ศัตรูในวัยอ่อนหรือช่วงเป็นลูกปู ได้แก่ ปลากินเนื้อ (ปลาช่อน ปลาดุก ปลาไน) งูน้ำ กบ คางคก มด เป็นต้น

ศัตรูในตัวเต็มวัย ได้แก่ หนูนา และนก โดยเฉพาะในช่วงฟูจำศีลจะมีศัตรูสำคัญอันดับหนึ่ง คือ หนูนา ที่สามารถขุดรูเข้ากัดกินปูนาได้

การเจริญเติบโต และการลอกคราบ
ปูนา เป็นสัตว์ที่เจริญเติบโต และเพิ่มขนาดลำตัวด้วยการลอกคราบ (molting process) โดยการสลัดเปลือกเก่าทิ้งไป หลังการลอกคราบ ตัวปูนาจะมีสีขาว และบวมจากเพราะลำตัวมีการดูดน้ำมากขึ้น และเปลือกใหม่จะค่อยๆมีสีเข้ม และมีความแข็งมากขึ้น พร้อมกับขนาดที่ใหญ่ขึ้น

ปูนาที่เปป็นตัวอ่อนหลังจากฟักออกจากไข่จนถึงตัวเต็มวัยจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน และตลอดการเจริญเติบโตจนถึง 8 เดือน จะมีการลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้ง ซึ่งในช่วงระยะแรกจะมีการลอกคราบบ่อย และช่วงหลังจะมีช่วงการลอกคราบน้อยลง

การผสมพันธุ์
ในช่วงเข้าฤดูผสมพันธุ์ ปูนาเพศเมียจะมีการลอกคราบ และจะมีกระดองอ่อนนิ่ม รวมถึงมีอาการก้าวร้าวมาก และจะเลือกเพศผู้เพื่อผสมพันธุ์เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น หากไม่ใช่ตัวที่เลือกก็จะไล่ให้ออกห่าง หากยอมรับก็จะมีการผสมพันธุ์ขึ้น โดยปูเพศผู้จะใช้ก้ามจับปูเพศเมียหงายด้านท้องขึ้น และแนบตัวเข้าติดจับปิ้งของปูเพศเมีย  พร้อมสอดอวัยวะสืบพันธุ์ และฉีดน้ำเชื้อเข้ารูเปิดของปูเพศเมียบริเวณหน้าอกบริเวณโคนขาคู่ที่ 3 ที่มีสองรู เมื่อน้ำเชื้อถูกฉีดเข้าไปจะถูกนำเข้าเก็บในถุงเก็บน้ำเชื้อของปูเพศเมียซึ่งเก็บได้นาน 3-4 เดือน การผสมพันธุ์นี้จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

หลังจากการผสมพันธุ์เสร็จ ปูเพศผู้จะยังตามติดปูเพศเมียต่ออีกประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้ความคุ้มครองอันตรายให้ จนกว่าปูเพศเมียจะมีกระดองแข็งแรง และสามารถหาอาหารได้ตามปกติ

หลังการผสมพันธุ์ ปูเพศเมียจะผลิตไข่ผ่านเข้าผสมกับน้ำเชื้อ และนำออกผ่านทางท่อนำไข่มาเก็บพักไว้ที่แผ่นท้องของตัวเอง ปูนาเพศเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 300-400 ฟอง/ครั้ง

ไข่ที่เก็บพักในแผ่นหน้าท้องจะมีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีเหลือง และจะมีสี และขนาดเข้มขึ้น จากการเติบโต และพัฒนาของตัวอ่อน โดยอาศัยอาหารจากไข่แดงในไข่ เมื่อถึงระยะก่อนฟัก ไข่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีสีเหลืองคล้ำมาก โดยใช้เวลานานประมาณ 3-5 สัปดาห์ ไข่ก็จะเริ่มฟัก

ลูกปูนาที่ฟักออกจากไข่จะฟักเป็นตัวขณะที่ยังอยู่ในแผ่นท้องของแม่ปู และจะอาศัยในแผ่นท้องของแม่ปู่นาน 2-3 สัปดาห์ ก่อนแม่ปูจะใช้ขาเขี่ยให้ออกไปอาศัยในแหล่งน้ำ แต่หากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมแม่ปู่จะเก็บลูกอ่อนไว้นานขึ้น โดยลูกปูที่ฟักออกมาใหม่จะมีลำตัวขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ลำตัวจะมีสีนวล และเมื่อเติบโตจะมีสีเข้มเป็นสีน้ำตาลอ่อน และสีน้ำตาลเข้ม ตามลำดับ

การเพาะพันธุ์
การเพาะเลี้ยงปูนาสามารถเพาะเลี้ยงได้ในโรงเรือนที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น บ่อก่ออิฐซีเมนต์ บ่อซีเมนต์ทรงกลม หรือบ่อดินขนาดเล็ก โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝนที่ธรรมชาติของปูนาจะผสมพันธุ์ และออกไข่
1. พ่อ-แม่พันธุ์
พ่อ-แม่พันธุ์ ในระยะแรกต้องรวบรวมจากธรรมชาติ โดยนำพ่อ-แม่พันธุ์มาผสมพันธุ์กันหรือจะใช้แม่ปูที่มีไข่หรือมีลูกปูวัยอ่อน ที่ติดกระดองอยู่แล้วมาอนุบาลก็จะประหยัดเวลา และต้นทุนในการผลิตได้มาก

2. ฤดูผสมพันธุ์วางไข่
ปูนาจะผสมพันธุ์ และวางไข่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ที่เป็นช่วงต้นฤดูฝน และมีน้ำขังในแปลงนาหรือแอ่งน้ำ และอาจเป็นน้ำที่มาจากการชลประทานก็ได้ซึ่งไม่ใช่น้ำฝน แต่ช่วงการผสมพันธุ์ และวางไข่จะอยู่ในช่วงต้นฤดูฝนของทุกปี

ปูนาตัวที่เข้าสู่วัยผสม พันธุ์ หากมีน้ำฝนใหม่หรือน้ำชลประทานในต้นฤดูฝน และมีแหล่งน้ำขังในแปลงนาหรือในแอ่งน้ำ ปูนาเพศผู้ และเพศเมียจะเดินเข้าหาแอ่งน้ำเพื่อผสมพันธุ์ และวางไข่ ซึ่งอาจไม่ขุดรูใหม่ เพียงอาศัยตามกอหญ้าเพื่อการผสมพันธุ์เท่านั้น เมื่อผสมพันธุ์ และวางไข่เสร็จอาจมีการออกหาแหล่งอาศัยใหม่ แต่หากแหล่งอาศัยเดิมมีอาหารที่เพียงพอก็มักอยู่อาศัยในแหล่งเดิม

การอนุบาล และการเลี้ยง
การอนุบาล
สำหรับลูกปูนาที่ฟักออกจากไข่ และออกจากแผ่นท้องของแม่ปูแล้ว ประมาณ 1-5 วัน สามารถเลี้ยงอนุบาลด้วยไข่ขาว หรือ อาหารเม็ดได้ รวมถึงสาหร่ายสีเขียวต่างๆสำหรับเป็นอาหารเสริม โดยมีความหนาแน่นในการอนุบาลที่เหมาะสมประมาณ 25-100 ตัว/ 0.13 ตารางเมตร

การเลี้ยงปูนา
หลังการอนุบาลปูนาได้ประมาณ 1-2 เดือน ก็สามารถแยกเลี้ยงในบ่อได้

การจับปูนาตามธรรมชาติ
การจับปูนาตามธรรมชาตสำหรับนำมาประกอบอาหาร นิยมจับกันใน 2 ช่วง คือ
1. ช่วงน้ำหลากหลังการวางไข่
การจับปูนาสำหรับนำมาประกอบอาหาร ไม่ควรจับในช่วงวางไข่ (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ซึ่งโดยทั่วไปชาวบ้านมักจะปูนามาประกอบอาหารในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม แต่ไม่นิยมรับประทานมากเท่าช่วงหลังเกี่ยวข้าว วิธีการจับ ได้แก่ การดักด้วยผ้าเขียวไนลอนในจุดน้ำไหล การช้อนด้วยผ้า เป็นต้น

2. ช่วงหลังเกี่ยวข้าวหรือน้ำลด
หลังการเกี่ยวข้าวหรือในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ (ปูจำศีล) เกษตรกรมักออกจับปูมาประกอบอาหารกันมาก โดยเฉพาะหลังการเกี่ยวข้าวใหม่ๆ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เนื่องจากปูเติบโตเต็มที่ และมีไขมันมาก ทำให้มีรสชาติอร่อยมากกว่าช่วงอื่นๆ

การจับปูในช่วงนี้จะเป็นช่วงน้ำลดหรือน้ำแห้ง ซึ่งปูจะขุดรูหลบเข้าจำศีล วิธีการจับที่ใช้ คือ การขุดด้วยเสียบ เป็นหลัก

ปลากะพง มีหลายชนิด อาทิ ปลากะพงขาว ปลากะพงดำ ปลากะพงแดง และปลากะพงลาย แต่ปลากะพงที่นิยมรับประทาน และเลี้ยงกันมากจะเป็นปลากระพงขาวเป็นหลัก

ปลากะพงขาว
ปลากะพงขาว เป็นปลากะพงที่พบมากในแหล่งน้ำกร่อย เป็นปลาที่มีราคาแพง นิยมนำประกอบอาหารหลายเมนู อาทิ ปลากะพงทอด ต้มยำปลากะพง ปลากะพงราดพริก เป็นต้น

ปลากะพงขาวที่มีจำหน่ายในท้องตลาดเป็นปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเป็นหลัก โดยนิยมเลี้ยงในกระชังตามแหล่งน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำ และชายทะเล ซึ่งมีแหล่งเพาะเลี้ยงหลักอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ปากแม่น้ำ และชายทะเลทางภาคใต้ แต่ทั้งนี้ บางพื้นที่มีการเลี้ยงในบ่อดินบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับทะเล เนื่องจากการเลี้ยงปลากระพงขาวในกระชังบริเวณปากแม่น้ำมักประสบปัญหาขาดทุนจากสภาพน้ำในแม่น้ำเน่าเสียหรือมีคุณภาพน้ำไม่เหมาะสม ทำให้มีการเลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อเพิ่มมากขึ้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lates calcarifer ( Bloch )
ชื่อสามัญ : Giant Perch
ชื่อถิ่น : ปลากะพง ปลากะพงขาว และปลากะพงน้ำจืด

อนุกรมวิธาน
Phylum : Chorota
Sub-phylum : Vertebrata
Class : Pisces
Sub-class : Teleostomi
Order : Percomorphi
Family : Centropomidae
Genus : Lates
Species : Calcarifer

ลักษณะทั่วไป
ปลากะพงมีลักษณะรูปร่างแบน และยาว หัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว และค่อยโค้งมนขึ้นตามบริเวณไหล่ และส่วนหลัง ส่วนปากกว้าง มีปากล่างยื่นยาวมากกว่าปากบน มีขอบปากบน และล่างมน ส่วนช่องปากมีลักษณะเฉียงลงด้านล่าง ภายในปากตามขากรรไกรบน และล่างมีฟันขนาดเล็ก จำนวนมาก ส่วนตาของปลากะพงมีขนาดปานกลาง ไม่มีเยื่อหุ้ม ถัดมาเป็นแผ่นแก้มปิดเหงือกขนาดใหญ่

เกล็ดของปลากะพงมีลักษณะค่อนข้างใหญ่ เกล็ดบริเวณสันหลังออกสีน้ำเงินหรือเขียวปนเทา และไล่เป็นสีน้ำเงินจนถึงส่วนกลางของลำตัว ส่วนต่ำสุดจากลางลำตัวจนถึงส่วนท้องมีเกล็ดเป็นสีขาว และมีเส้นข้างตัวโค้งไปตามแนวสันหลัง

ปลากะพงมีครีบหลัง ครีบก้น ครีบหาง ที่ออกสีเทาปนดำ โดยครีบหลังแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ครีบหลังส่วนแรกเป็นหนามแหลมขนาดใหญ่ 5-7 อัน โดยหนามแลมอันแรกมีขนาดสั้น ถัดมามีความยาวมากที่สุด และค่อยๆสั้นลงตามลำดับ โดยแต่ละอันมีแผ่นหนังเชื่อมติดกัน ถัดมาเป็นครีบหลังส่วนที่ 2 ที่แยกออกจากครีบส่วนแรกอย่างชัดเจน  เป็นครีบหลังอ่อนเชื่อมติดด้วยแผ่นหนัง

ส่วนครีบหู และครีบอกค่อนข้างยาว โดยครีบหูมีสีเหลืองใส ส่วนครีบอกมีสีขาว ส่วนครีบก้นมีสีเทาปนดำ มีก้านครีบแข็ง และแหลม 3 อัน ข้อหางสั้น และมีปลายหางเป็นแนวตรง

ปลากะพงขาวเป็นปลาที่ไม่มีอวัยวะเพศให้มองเห็นภายนอก มีขนาดที่พบทั่วไปประมาณ 5-10 กิโลกรัม ยาวประมาณ 20-40 เมตร โดยชนิดที่อาศัยในทะเลหรือตามแหล่งน้ำกร่อยจะมีเกล็ดส่วนบนเป็นสีฟ้าอมเขียว ด้านข้างลำตัว และส่วนท้องมีสีขาวเงิน ส่วนครีบหูมีสีเหลือง มีครีบหางครึ่งบนเป็นสีเหลืองส่วนครึ่งล่างเป็นสีดำ ส่วนชนิดที่อาศัยในแม่น้ำหรือน้ำจืดจะมีเกล็ดส่วนบนเป็นสีดำ ด้านข้าง และส่วนท้องมีสีขาวเงิน ส่วนครีบหางมีสีดำล้วน โดยปลากะพงที่พบในแหล่งน้ำเค็มหรือน้ำกร่อยมักจะมีขนาดใหญ่กว่าที่พบในแหล่งน้ำจืด

แหล่งอาศัย
ปลากะพงมีการแพร่กระจายในภูมิภาคเอเชีย พบได้ทั้งในแหล่งน้ำจืด เช่น ปลากะพงลาย และแหล่งน้ำกร่อย เช่น ปลากระพงขาว ในแถบเอเชียที่มีการพบปลากะพง ได้แก่ จีนตอนใต้ พม่า เวียดนาม มาเลเชีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น

ในประเทศไทยพบปลากะพงขาวมากในทุกจังหวัดที่ติดกับทะเล ทั้งในอ่าวไทย และอันดามัน โดยชุกชุมมากบริเวณปากแม่น้ำชายฝั่งทะเลน้ำกร่อย และตอนเหนือปากแม่น้ำที่เป็นแหล่งน้ำจืด
– บริเวณน้ำจืดที่พบ ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง หรือแอ่งน้ำใกล้ชายฝั่งทะเลที่น้ำทะเลสามารถแพร่ถึงในช่วงฤดูฝน ทำให้มีสภาพเป็นน้ำจืดค่อนข้างกร่อยเล็กน้อย มีค่าความเค็มตั้งแต่ 1.0-20.0 ppm
– บริเวณน้ำกร่อยที่พบ ได้แก่ บริเวณแม่น้ำ ลำคลองที่ติดกับทะเลหรือทะเลสาบ มีการนุนหรือไหลเข้าของน้ำทะเลตามรอบน้ำขึ้นน้ำลง เป็นพื้นที่ที่มีค่าความเค็มสูงกว่าบริเวณแรก  มีค่าความเค็มระหว่าง 20-30 ppm

การดำรงชีพ และการสืบพันธุ์
ปลากะพงขาวจัดเป็นปลกินเนื้อที่กินสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกว่าทุกชนิดเป็นอาหาร เช่น ปลาขนาดเล็ก กุ้ง และปู และเป็นปลาที่กินพวกเดียวกันที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหารเช่นกัน แต่สามารถนำมาเลี้ยงให้กินอาหารที่ไม่มีชีวิตได้ เช่น อาหารเม็ดสำเร็จรูป รวมถึงเศษปลา หรือ ซากสัตว์ ทั้งนี้ ปลากะพงขาวในธรรมชาติมักอาศัย และหาอาหารเป็นฝูง ซึ่งปลาที่มีขนาดเล็กจะมีนิสัยดุกว่าปลาขนาดใหญ่ แต่จะหายไปเองเมื่อเติบโตขึ้น

การผสมพันธุ์ และวางไข่
ปลากะพงขาวที่เติบโตจนพร้อมเข้าสู่การผสมพันธุ์ได้จะมีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร หรือหนักประมาณ 3.0 กิโลกรัม และมีอายุไม่น้อยกว่า 3.5 ปี โดยปลาเพศเมียที่พร้อมผสมพันธุ์มักมีขนาด และอายุมากกว่าปลาเพศผู้ที่พร้อมผสมพันธุ์

ฤดูผสมพันธุ์ของปลากะพงขาวจะเริ่มในช่วงกลางฤดูร้อน โดยพ่อแม่ปลาที่มีไข่ และน้ำเชื้อพร้อมผสมพันธุ์จะว่ายจากแหล่งน้ำจืดไปหาแหล่งน้ำกร่อยจบริเวณปากแม่น้ำหรือเขตติดต่อกับทะเลที่มีความเค็มปานกลาง หรือประมาณ 25-32 ppm เมื่อผสมพันธุ์ และวางไข่เสร็จก็จะอพยพกลับเข้ามายังเหนือปากแม่น้ำ

ในภาคใต้ฝั่งตะวันตก ปลากระพงขาวจะวางไข่ก่อนฤดูฝนเล็กน้อย ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน และในทางชายทะเลฝั่งอ่าวไทย ปลากระพงขาวจะวางไข่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม เพราะอิทธิพลของฤดูมรสุมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

การผสมพันธุ์จะมีอัตราส่วนแม่ปลา 1 ตัว/พ่อปลา 3-5 ตัว ใช้ช่วงการผสมพันธุ์ในขณะน้ำทะเลขึ้นเวลาประมาณ 19.00-22.00 น. ซึ่งจะอยู่ในช่วงกลางเดือน และปลายเดือน

ปลากะพงขาววางในแต่ละครั้งจำนวน 2-4 แสนฟอง ไข่ที่มีการผสมน้ำเชื้อแล้วจะลอยน้ำ มีขนาดประมาณ 0.8 มิลลิเมตร และไข่ที่ผสมแล้วจะฟักเป็นตัวประมาณ 16-18 ชั่วโมง หลังการผสม

ลูกปลากะพงขาวหลังจากการฟักจะมีความยาว 1.2 มิลลิเมตร ซึ่งจะลอยตัวตามกระแสน้ำเข้าไปอาศัยตามแอ่งน้ำหรือขอบฝั่งที่เป็นป่าชายเลนถัดจากทะเลเข้าไป

การเลี้ยงปลากะพงในกระชัง
รูปแบบกระชังปลากะพง
1. กระชังอยู่กับที่
กระชังอยู่กับที่เป็นกระชังที่ถูกผูกยึดกับเสาไว้ที่ปักกับพื้นดิน แต่ให้สามารถลอยขึ้นตามระดับน้ำได้ เสาอาจทำด้วยไม่ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง หรือ เหล็ก

2. กระชังลอยน้ำ
กระชังลอยน้ำเป็นกระชังที่ทำขึ้นบนวัสดุที่ลอยเหนือน้ำ เช่น โป๊ะ ทุ่นลอยน้ำ หรือ แพ นิยมใช้บริเวณแหล่งน้ำที่มีความแตกต่างของความลึกระหว่างน้ำขึ้นน้ำลงตั้งแต่ 1 เมตร ขึ้นไป และน้ำขึ้นสูงสุดมากกว่า 2 เมตร ขึ้นไป ซึ่งตัวกระชังจะผูกติดหรือสร้างติดกับแพ หรือทุ่นลอย นิยมมากในบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ จังหวัดสตูล ตรัง กระบี่ ระนอง พังงา เป็นต้น มี 2 แบบย่อย คือ
– กระชังลอยแบบมีโครง เป็นกระชังที่มีโครงวัสดุยึดตัวกระชังให้ความแข็งแรง เช่น เหล็กหรือไม้ไผ่ มีโครงทั้งส่วนบนน้ำ และใต้น้ำ ตัวกระชังสามารถกางได้เต็มที่ กระชังไม่ลู่หรือพับตามแรงของกระแสน้ำ
– กระชังลอยแบบไม่มีโครง เป็นกระชังที่มีเฉพาะตัวกระชังผูกติดกับทุนหรือแพ ไม่มีโครงยึด กระชังแบบนี้สามารถลู่พับตามกระแสน้ำได้ง่าย ทำให้พื้นที่กระชังน้อยลง และการถ่ายเทอากาศไม่ดีพอ

ขนาดกระชังแบบลอยน้ำที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่ ขนาด 3×3×2 เมตร 4×4×2 เมตร 5×5×2 เมตร และ 7×8×2 เมตร

การคัดขนาด และการปล่อย
การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังจะต้องคัดปลาที่ใกล้เคียงกันปล่อยในกระชังเดียวกัน เพราะหากปลามีขนาดต่างกันจะทำให้ปลาที่มีขนาดใหญ่จะแย่งกินอาหารจากปลาเล็กหมดก่อน ทำให้ปลาโตไม่เท่ากัน

ลูกปลากะพงที่เริ่มปล่อยสามารถปล่อยได้ตั้งแต่ขนาด 1.5 เซนติเมตร ขึ้นไป อัตราการปล่อย 100-300 ตัว/ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับขนาด และคุณภาพน้ำ ได้แก่
– ลูกปลากะพงขาวขนาด 1.5-2.0 เซนติเมตร อัตราปล่อย 500-750 ตัว/ตารางเมตร
– ลูกปลากะพงขาวขนาด 5.0-7.0 เซนติเมตร อัตราปล่อย 400-500 ตัว/ตารางเมตร
– ลูกปลากะพงขาวขนาด 10.0-15.0 เซนติเมตร อัตราปล่อย 200-250 ตัว/ตารางเมตร
– ลูกปลากะพงขาวที่เลี้ยงในกระชังจะเจริญเติบโตได้ขนาดตลาด (500-800 กรัม)