logo

วิธีการจัดการดินที่ใช้น้ำน้อย สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

วิธีที่ 1 การคลุมดิน (Mulching) เป็นการเก็บความชื้นในดินเพื่อให้พืชที่ปลูก สามารถนำน้ำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่าย และเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูก  ซึ่งชนิดวัสดุคลุมดินได้แก่ 

  • วัสดุเศษพืช เช่น แกลบ ฟางข้าว ขี้เลื่อย กากอ้อย หญ้าแห้ง ฯลฯ 
  • วัสดุสังเคราะห์ เช่น กระดาษ แผ่นพลาสติก

ประโยชน์ของการคลุมดินด้านต่างๆ ได้แก่

    ด้านกายภาพ

  • ลดแรงกระแทกของเม็ดฝน
  • ลดอุณหภูมิภายในดิน และลดการจับตัวเป็นแผ่นแข็งที่ผิวดิน เนื่องจากการสูญเสียน้ำ
  • รักษาสภาพภูมิอากาศบริเวณรอบทรงต้นพืชให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต
  • ลดการระเหยน้ำจากผิวดิน ชะลอการไหลบ่าของน้ำ และลดการชะล้างพังทลายของดิน

          ด้านเคมี

  • ช่วยเร่งปฏิกิริยาในการย่อยสลายสารประกอบไนโตรเจนจากวัสดุหรือสารอินทรีย์ ตอซังหรือเศษซากพืชที่ใส่ลงไปในดินให้เร็วขึ้น

          ด้านชีวภาพ

  • เพิ่มกิจกรรมจุลินทรีย์ในดินทำให้พืชเจริญเติบโต และให้ผลผลิตคุณภาพดีขึ้น

วิธีที่ 2 การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น การปลูกพืชคลุมดิน (Cover crops)

เป็นการปลูกพืชปกคลุมผิวดินไว้ ไม่ให้ผิวดินถูกแสงแดดโดยตรง นิยมใช้พืชตระกูลถั่ว หรือพืชตระกูลหญ้าที่มีใบหนาแน่น หรือมีระบบรากแน่นปกคลุมหน้าดิน และยึดดินไว้ เช่น การเลือกพืชคลุมดิน      ที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถแข่งกับวัชพืชไม่ให้ตั้งตัวได้ทัน เจริญเลื้อยปกคลุมพื้นที่ว่าง ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วยิ่งดีเพราะสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้  พืชคลุมดินจึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน เมื่อตายก็ถูกย่อยสลาย  ปลดปล่อยธาตุอาหารลงสู่ดิน

          กรมพัฒนาที่ดิน แนะนำให้ปลูกพืชปุ๋ยสดตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพุ่ม ปอเทือง และถั่วพร้า ร่วมในระบบการปลูกพืช  เพื่อช่วยควบคุมการกร่อนของดิน เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน และช่วยปรับบำรุงดิน เช่น ถั่วปินตอย ถั่วคาโลโปโกเนียม ถั่วคุดซู ถั่วเวอราโน ถั่วเซนโตรซีมา ถั่วคาโลโปโกเนียม ปลูกคลุมดินจะช่วยเก็บความชื้นในดินได้เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งชนิดพืชปลูกคลุมดิน ได้แก่ 

  • พืชตระกูลถั่ว : พืชปุ๋ยสดตระกูลถั่ว (ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสนอัฟริกัน ถั่วมะแฮะ) ถั่วปินตอย ถั่วคาโลโปโกเนียม ถั่วคุดซู ถั่วไซราโตร ถั่วซีรูเลียม 
  • พืชตระกูลหญ้า : หญ้าเนเปีย หญ้ากินนี  
  • หญ้าแฝก (ตัดใบคลุมดิน)

ประโยชน์ของพืชคลุมดินด้านต่างๆ  ได้แก่

    ด้านกายภาพ

  • ลดแรงกระแทกของเม็ดฝน
  • ลดการสูญเสียธาตุอาหารที่เกิดจากการชะล้างพังทลายของดิน
  • รักษาความชุ่มชื้นในดิน

    ด้านเคมี

  • เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืช ดินมีความอุมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ทำให้พืชเจริญเติบโตและผลผลิตดีขึ้น

    ด้านชีวภาพ

  • เพิ่มกิจกรรมจุลินทรีย์ในดิน ทำให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตคุณภาพดีขึ้น

   ด้านอื่นๆ

  • ลดปริมาณปุ๋ยเคมีที่ใช้
  • เพิ่มรายได้/ลดค่าใช้จ่าย
 
 

ปฏิบัติอย่างไร ถ้าต้องปลูกพืชหลังนาในสภาพน้ำน้อย

การปลูกพืชหลังนา ในสภาพพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด โดยไม่จำเป็นต้องให้น้ำตลอดฤดูปลูก ควรปฏิบัติ ดังนี้

  • เลือกพืชปลูกที่มีอายุสั้น พืชทนแล้ง พืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าข้าว นิยมปลูกพืชตระกูลถั่ว
  • เตรียมเมล็ดพันธุ์ให้พร้อม เลือกใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เป็นเมล็ดที่สะอาดสมบูรณ์ไม่ลีบเล็ก
  • เตรียมดินและปลูกเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวในขณะความชื้นยังคงมีอยู่ในนา ซึ่งทดสอบโดยกำดินด้วยมือ ถ้ายังจับตัวเป็นก้อนไม่แตกร่วน แสดงว่า ความชื้นยังมีพอ และปฏิบัติ ดังนี้

หว่านก่อนเกี่ยวข้าว 1-2 วัน ปล่อยให้เมล็ดงอก หรืออาจใช้รถไถคราดกลบจะช่วยให้งอกได้สม่ำเสมอ มีการเจริญเติบโตดีขึ้น หลังเก็บเกี่ยวข้าว หว่านเมล็ดพืชอายุสั้น พืชตระกูลถั่ว หรือพืชปุ๋ยสดในแปลงนา ปล่อยให้เมล็ดงอก หรือใช้รถไถเตรียมดินในขณะที่ยังมีความชื้นพอ หว่านเมล็ดพันธุ์ปลูก และคราดกลบ จะทำให้งอกได้สม่ำเสมอ เจริญเติบโตดีขึ้น

 
 

จุดประสงค์ของการวิเคราะห์ดิน

       เพื่อให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ และปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน เช่น การใช้ปุ๋ย การใช้ปูน ปรับปรุงดินกรด รวมทั้งการใช้วัสดุหรือสารปรับปรุงดินอย่างอื่น ตามความจำเป็นเพื่อให้การปลูกพืชได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพดีขึ้น 

การเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้อง

       ตัวอย่างดินที่เก็บมาต้องเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของที่ดินแปลงนั้น ถ้าเก็บตัวอย่างดินไม่ถูกต้อง ผลการวิเคราะห์ก็จะไม่ตรงกับสมบัติของดิน คำแนะนำการใช้ปุ๋ยและการจัดการดินจะผิดพลาดทั้งหมด หลักสำคัญของการเก็บตัวอย่างดินมีดังต่อไปนี้

  1. ควรเก็บหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว หรือก่อนเตรียมดินปลูกพืชครั้งต่อไป คำแนะนำจากผลการวิเคราะห์ดินหลายอย่างจะต้องนำมาใช้ให้ทันในการเตรียมดินปลูกพืช เช่น การใส่ปูน การไถกลบอินทรียวัตถุ การใส่ปุ๋ยรองพื้น เป็นต้น จะลงมือเก็บตัวอย่างดินเมื่อใดนั้น จะต้องเผื่อเวลาสำหรับการส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ ระยะเวลาทำงานของห้องปฏิบัติการ จนถึงการส่งผลกลับมาให้ รวมแล้วประมาณ 1-2 เดือน สำหรับการเก็บตัวอย่างดินเพื่อจะให้หน่วยวิเคราะห์ดินเคลื่อนที่มาให้บริการให้นั้น จะต้องเก็บก่อนวันนัดหมาย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวอย่างดินแห้งจึงจะวิเคราะห์ได้
  2. พื้นที่ที่จะเก็บตัวอย่างดินไม่ควรเปียกแฉะหรือมีน้ำท่วมขังจะทำให้เข้าไปทำงานลำบาก แต่ถ้าแห้งเกินไปดินจะแข็ง ดินควรมีความชื้นเล็กน้อยจะทำให้ขุดและเก็บได้ง่ายขึ้น
  3. ไม่เก็บตัวอย่างดินบริเวณที่เคยเป็นบ้าน หรือโรงเรือนเก่า จอมปลวก เก็บให้ห่างไกลจากบ้านเรือน อาคารที่อยู่อาศัย คอกสัตว์ และบริเวณจุดที่มีปุ๋ยตกค้างอยู่
  4. อุปกรณ์ที่เก็บตัวอย่างดินต้องสะอาด ไม่เปื้อนดิน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช หรือสารเคมีอื่นๆ
  5. ต้องบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอย่างดินของแต่ละตัวอย่างตามแบบฟอร์ม "บันทึกรายละเอียดตัวอย่างดิน" ให้มากที่สุดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการให้คำแนะนำการจัดการดินให้ถูกต้องที่สุด

วิธีเก็บตัวอย่างดิน

  1. เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นได้แก่ เครื่องมือสำหรับขุดหรือเจาะเก็บดิน เช่น พลั่ว จอบ และเสียม ส่วนภาชนะที่ใส่ดิน เช่น ถังพลาสติก กล่องกระดาษแข็ง กระบุง ผ้ายางหรือผ้าพลาสติก และถุงพลาสติกสำหรับใส่ตัวอย่างดินส่งไปวิเคราะห์
  2. ขนาดของแปลงที่จะเก็บตัวอย่างดินไม่จำกัดขนาดแน่นอนขึ้นอยู่กับความแตกต่างของพื้นที่ (ที่ราบ ที่ลุ่ม ที่ดิน ที่ลาดชัน เนื้อดิน สีดิน) ชนิดพืชที่ปลูกและ การใช้ปุ๋ยหรือการใช้ปูน ที่ผ่านมา แปลงปลูกพืชที่มีความแตกต่างดังกล่าว จะต้องแบ่งพื้นที่เป็นแปลงย่อยเก็บตัวอย่างแยกกันเป็น แปลงละตัวอย่าง พื้นที่ราบ เช่น นาข้าวขนาดไม่ควร เกิน 50 ไร่ พื้นที่ลาดชัน ขนาดแปลงละ 10-20 ไร่ พืชผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ประดับ ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่ปลูก
  3. ลุ่มเก็บตัวอย่างดิน กระจายให้ครอบคลุมทั่วแต่ละแปลง ๆ ละ 15-20 จุดก่อนขุดดินจะต้องถางหญ้า กวาดเศษพืช หรือวัสดุที่อยู่ผิวหน้าดินออกเสียก่อน (อย่าแซะหรือปาดหน้าดินออก) แล้วใช้จอบ เสียมหรือพลั่ว ขุดหลุมเป็นรูป V ให้ลึกในแนวดิ่งประมาณ 15 เซนติเมตร หรือในระดับชั้นไถพรวน (สำหรับพืชทุกชนิด ยกเว้นสนามหญ้าเก็บจากผิวดินลึก 5 เซนติเมตร และไม้ยืนต้นเก็บจากผิวดินลึก 30 เซนติเมตร) แล้วแซะเอาดินด้านหนึ่ง เป็นแผ่นหนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร จากปากหลุมถึงก้นหลุม ดินที่ได้นี้เป็นดินจาก 1 จุด ทำเช่นเดียวกันนี้จนครบ นำดินทุกจุดใส่รวมกันในถึงพลาสติกหรือภาชนะที่เตรียมไว้
  4. ดินที่เก็บมารวมกันในถึงนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างดินที่เป็นตัวแทนของที่ดินแปลงนั้น เนื่องจากดินมีความชื้นจึงต้องทำให้แห้ง โดยเทดินในแต่ละถังลงบนแผ่นผ้าพลาสติก หรือผ้ายางแยกกัน ถังละแผ่นเกลี่ยดินผึ่งไว้ในที่ร่มจนแห้ง ดินที่เป็นก้อนให้ใช้ไม้ทุบให้ละเอียดพอประมาณ แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันจนทั่ว 
  5. ตัวอย่างดินที่เก็บในข้อ 4 อาจมีปริมาณมากแบ่งส่งไปวิเคราะห์เพียงครึ่งกิโลกรัมก็พอ วิธีการแบ่งเกลี่ยตัวอย่างดินแผ่ให้เป็นรูปวงกลมแล้วแบ่งผ่ากลางออกเป็น 4 ส่วนเท่ากันเก็บดินมาเพียง 1 ส่วนหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมใส่ในถุงพลาสติกที่สะอาดพร้อมด้วยแบบฟอร์มที่บันทึกรายละเอียดของตัวอย่างดินเรียบร้อยแล้วปิดปากถุงให้แน่นใส่ในกล่องกระดาษแข็งอีกชึ้นหนึ่ง (ในกรณีที่ส่ง แบบพัสดุไปรษณีย์) เพื่อส่งไปวิเคราะห์       

จะส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่ไหน

      ตัวอย่างดินที่เก็บมาเรียบร้อยแล้ว จะส่งไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตใกล้บ้านท่าน หรือส่งไปที่สำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ตัวอย่างดินเมื่อวิเคราะห์เสร็จแล้ว จะส่งผลกลับไปให้พร้อมกับคำแนะนำวิธีการแก้ไขปรับปรุงดิน และการใช้ปุ๋ยกับพืชที่ต้องการปลูก

 วิธีส่งตัวอย่างดิน

  1. ส่งทางพัสดุไปรษณีย์
  2. นำไปส่งด้วยตนเอง
  3. ฝากหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านส่ง
  4. ฝากหมอดินส่ง (เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน)

 

http://lddmapserver.ldd.go.th/soilanaly2/SoilCollecting.pdf

จะเป็นอย่างไร หากสวนผลไม้ถูกน้ำท่วมขัง ….

  1. ถ้าน้ำท่วมนานๆ ไม้ผลบางชนิดอาจจะล้มได้
  2. น้ำท่วมทำให้ดินขาดการระบายอากาศ ทำให้รากไม้ผล ขาดออกซิเจน  ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการหายใจและเกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  3. ขณะน้ำท่วม อินทรียวัตถุในดิน เศษพืชและสัตว์ต่างๆ จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายโดยกระบวนการไม่ใช้ออกซิเจน ทำให้เกิดก๊าซพิษที่อันตราย ต่อรากไม้ผล ได้แก่ ก๊าซฟอสฟีน  ก๊าซมีเทน และก๊าซไข่เน่า เป็นต้น
  4. ขณะน้ำท่วมประสิทธิภาพการดูดน้ำ และแร่ธาตุต่างๆ ของไม้ผลจะลดลง ทำให้ต้นไม้ขาดน้ำและธาตุอาหาร
  5. ขณะน้ำท่วมรากพืช และลำต้นของไม้ผลจะอ่อนแอ ง่ายต่อการที่โรคและแมลงจะเข้าทำลา

จะลดความเสียหายของไม้ผลจากน้ำท่วมได้อย่างไร .............

1. ห้ามเข้าไปเหยียบย่ำใต้ต้นไม้ผล เพราะจะทำให้รากขาด และอาจทำให้รากเน่าได้

2. กรณีไม้ผลจะล้ม ต้องทำการค้ำยันไม้ผลไว้ก่อน โดยใช้ไม้ยาวๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปเหยียบย่ำใต้ต้นไม้

3. ทำการระบายน้ำออกจากโคนต้นให้หมดเป็นการเร่งด่วน โดยดำเนินการ ดังนี้

3.1 ทำร่องระหว่างแถวไม้ผลให้มีความลึกอย่างน้อย 1 ฟุต เหมาะสมที่สุด คือ 50 ซม. ถ้าในขณะนั้น ดินเป็นเลน ให้ใช้ไหผูกเชือกแล้วลากให้เป็นรอยลึกระหว่างแถว ซึ่งสามารถใช้เป็นทางระบายน้ำได้

3.2 ใช้ไม้แหวกดินให้เป็นร่องเล็กๆ ที่บริเวณโคนต้นเพื่อ ให้น้ำไหลลงสู่ทางระบายน้ำที่สร้างขึ้น ตามข้อ 3.1

4. ใช้พลั่วดึงเศษพืชและสัตว์ต่างๆ ที่ดินเลนทับถมออกให้หมด เพราะการสลายตัวของเศษพืชที่ฝังดินและน้ำท่วม ทำให้เกิดความร้อน และก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากพื=

5. ในกรณีที่มีไม้ไผ่ใช้ไม้ไผ่เจาะรูปักไว้ใต้โคนต้นเพื่อช่วยระบายความร้อน และก๊าซพิษออกจากโคนต้นขณะน้ำท่วมขังและดินแฉะ

6. เมื่อดินเริ่มแห้ง ทำการตัดแต่งกิ่ง โดยเอาใบแก่และกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่ม ที่ใบไม่ได้รับแสงแดดออก เพราะใบพวกนี้ปรุงอาหารไม่ได้หรือได้น้อย แต่กินอาหารมาก

7. ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ผสมปุ๋ยเคมี 15-15-15 ใส่ในร่องที่ขุดดินขึ้นรอบๆ ทรงพุ่ม ความกว้างของร่องประมาณ 15 ซม. ลึกประมาณ 15 ซม. หรือใส่ที่โคนต้น กรณีที่ต้นไม้ยังมีขนาดเล็ก

8. ให้น้ำรอบๆโคนต้น ในกรณีที่ดินแห้ง

8.1  ในกรณีที่เป็นที่ลุ่มต่ำ ให้ยกขอบแปลงเป็นคันดินให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมไม่ต่ำกว่า 30 ซม. โดยทำการขุดคูน้ำรอบๆ แปลง แล้วนำดินจากการขุดคูน้ำ มาปั้นเป็นคันดินรอบๆ แปลงที่ขอบคูน้ำปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน และกรองตะกอนดินไม่ให้ไหลลงร่องน้ำ

8.2  นำดินที่ได้จากการขุดคูน้ำมาถมเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เรียกว่า คูยกร่องสวน ควรขุดบ่อหรือสระน้ำไว้ในพื้นที่เพื่อใช้ระบายน้ำกรณีเกิดฝนตกชุก และ เก็บน้ำไว้ใช้เมื่อประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง

8.3  ถ้าพื้นที่เป็นดินลูกรัง หรือดินเหมืองแร่เก่า หรือพื้นที่ดินทรายหรือดินแฉะ แนะนำให้ใช้วงบ่อซีเมนต์ในการปลูกไม้ผล

1. พื้นที่นาในเขตชลประทาน หลังน้ำท่วมลดลงแล้ว จะมีต้นข้าวเน่าเปื่อยอยู่ในนา มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

          1.1 ระบายน้ำออกจากนา แล้วปล่อยให้ดินแห้ง

          1.2 ก่อนการไถกลบตอซัง หากมีเศษวัสดุต่างๆ ลอยมาสะสมในนาเป็นจำนวนมาก ให้คราดเศษวัสดุออก

          1.3 ไถกลบตอซังข้าวหมักลงดิน โดยหมักไว้ประมาณ 20 – 30 วัน สังเกตการย่อยสลายผุพังของตอซังให้ย่อยสลายจนเสร็จสมบูรณ์ เพื่อลดผลกระทบจากการเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟต์ (ก๊าซไข่เน่า) สะสมในดิน จนเป็นอันตรายต่อต้นข้าวที่ปลูกใหม่ตายได้

          

           1.4 กรณีใช้น้ำหมักชีวภาพช่วยในการย่อยสลายตอซังข้าว ให้เตรียมน้ำหมักชีวภาพ โดยการละลายกากน้ำตาล 5 กิโลกรัมในน้ำ 50 ลิตร และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 จำนวน 1 ซอง ผสมให้เข้ากัน หมักไว้ 3 วัน (คนสารละลายวันละครั้ง) แล้วจึงนำน้ำหมักชีวภาพที่ได้ ราดบนตอซังหรือฟางข้าวในช่วงไถกลบ (ผสมน้ำหมัก จำนวน 5 ลิตร กับน้ำ 100 ลิตร สำหรับพื้นที่ 1 ไร่) จะช่วยลดระยะเวลาให้ตอซังข้าวย่อยสลายได้เร็วขึ้น เหลือเพียง 10 – 15 วัน

          1.5 เมื่อตอซังข้าวย่อยสลายจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงปล่อยน้ำเข้านา เพื่อเตรียมดิน ทำเทือกและปลูกข้าว โดยวิธีหว่านน้ำตม หรือปักดำ หรือนาโยน

         1.6 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 - 0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวอายุ 15 – 20 วัน หรือหลังปักดำ และใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46 – 0 – 0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วงข้าวตั้งท้อง เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้ข้าวที่ปลูก

         1.7 ฉีดพ่นแปลงนาข้าวด้วยฮอร์โมน (น้ำหมักชีวภาพ) เมื่อข้าวอายุ 30  50 และ 60 วัน โดยใช้ส่วนผสม คือ ผสมน้ำหมัก จำนวน 5 ลิตร กับน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นพื้นที่ 1 ไร่ ครั้งละ 5 ลิตรต่อไร่ (เจือจาง 1 : 500) หรือ ราดใส่ลงดินพร้อมปล่อยน้ำเข้านา

          1.8 เก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อข้าวถึงอายุเก็บเกี่ยว

2. พื้นที่นานอกเขตชลประทาน (นาน้ำฝน) หลังน้ำท่วมลดลงแล้ว แนะนำให้ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย      มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

    2.1  ระบายน้ำออกนา แล้วปล่อยให้ดินแห้ง

    2.2  ไถกลบตอซังข้าว หมักให้ย่อยสลายประมาณ 20 – 30 วัน หรือใช้น้ำหมักชีวภาพ ราดบนตอซังหรือฟางข้าวในช่วงไถกลบ (ส่วนผสม ใช้น้ำหมักชีวภาพจำนวน 5 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร สำหรับพื้นที่ 1 ไร่) จะช่วยให้ตอซังข้าวย่อยสลายได้เร็วขึ้น ลดเวลาในการหมัก เหลือเพียง 10 – 15 วัน

    2.3  หลังไถกลบตอซังหมักไว้จนย่อยสลายเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงเตรียมดินเพื่อปลูกพืชอายุสั้น ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ หรือพืชปุ๋ยสด ชนิดต่างๆ เช่น ถั่วพุ่ม และปอเทือง 

            (1) ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วเหลือง หรือ พืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม       ถั่วพร้า เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์จำหน่าย โดย

         (2) ปลูกถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วเหลือง ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 5  8  และ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ สำหรับพืชปุ๋ยสด ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ใช้อัตราเมล็ด 5  8 และ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ คลุกด้วย           เชื้อไรโซเบี้ยม ปลูกเป็นแถว โดยหยอดเมล็ดในหลุมปลูก ระยะปลูก 25*25 เซนติเมตร

           (3) ใสปุ๋ยเคมีสูตร 10 – 20 – 10 อัตรา 20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยเป็นแถวพร้อมปลูก หรือหลังปลูก 20 วัน ทั้งนี้ ให้เก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ก่อนใส่ปุ๋ย

            (4) เก็บผลผลิต เมื่ออายุประมาณ 70 วัน ในถั่วเขียว ถั่วพุ่ม และถั่วดำ อายุ 90-120 วัน ในถั่วเหลือง ถั่วพร้า และปอเทือง แล้วจึงไถกลบต้นถั่วเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดสำหรับนาข้าวฤดูต่อไป

             (5) กรณีปลูกพืชผัก เช่น คะน้า ผักบุ้งจีน ผักกาดเขียวปลี ผักกาดเขียว กวางตุ้ง แตงกวา

             (6) หลังไถกลบตอซังหมักไว้จนย่อยสลายเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงเตรียมดินให้ละเอียด ยกแปลงขนาดกว้าง 4 – 5 เมตร เว้นร่องระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร

           (7) ใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตันต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย และใส่ปุ๋ยหมักที่ขยายเชื้อด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปลูกผัก เพื่อช่วยควบคุมและป้องกันเชื้อโรครากเน่าโคนเน่า

             (8) ใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำของแต่ละชนิดของพืชปลูก

(9) ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ที่เตรียมจาก ผสมน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 1 ลิตรต่อไร่ เจือจางด้วยน้ำ อัตราส่วน 1 : 1,000 ลิตร ทุก 15 วัน จนเก็บผลผลิต

กรณีน้ำท่วมขังในนาเป็นระยะเวลานานไม่สามารถระบายน้ำออกได้

แนะนำให้ใช้สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่ง พด. 6 ช่วยบำบัดน้ำเสียและขจัด กลิ่นเหม็น ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่ย่อยโปรตีน ไขมัน และผลิตกรดอินทรีย์ โดยใช้อัตรา 1 ลิตร ต่อปริมาณน้ำในนา 10 ลูกบาศก์เมตร ทุก 10 วัน หรือถ้ามีกลิ่นเหม็นมาก ให้ใส่ทุก 3 วันจนหมดกลิ่น

 
 

      ดินที่มีปัญหาทางด้านการเกษตร หมายถึง ดินที่มีสมบัติทางกายภาพและเคมีไม่เหมาะสม หรือเหมาะสมน้อยสำหรับการเพาะปลูก ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตตามปกติได้ ส่วนใหญ่เป็นดินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ ดินเค็ม.. ดินเปรี้ยวจัด.. ดินทรายจัด.. ดินอินทรีย์.. ดินปนกรวด.. และดินตื้น.. นอกจากนี้ยังรวมถึงพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ซึ่งถ้ามีการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง หากว่าจะใช้ดินเหล่านี้ในการปลูกพืชแล้ว จำเป็นต้องมีการจัดการเพื่อแก้ไขสภาพของดินให้เหมาะสมก่อนการปลูกพืชตามวิธีการปกติเสียก่อน

ดินที่มีปัญหาประเภทต่างๆ ที่พบในประเทศไทย

1.  ดินเปรี้ยวจัด

ดินเปรี้ยวจัด หมายถึง ดินที่มีสภาพความเป็นกรดสูงมาก เนื่องจากอาจจะมี กำลังมี หรือได้เคยมีกรดกำมะถันซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเกิดดินชนิดนี้อยู่ในหน้าตัดของดิน และปริมาณของกรดกำมะถันที่เกิดขึ้นนั้น มีมากพอที่จะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติของดิน และการเจริญเติบโตของพืชในบริเวณนั้น

ปัญหาที่เกิดจากดินเปรี้ยวจัด

การที่ดินมีความเป็นกรดสูงเกินไปทำให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส นอกจากนี้สภาพที่เป็นกรดสูงยังทำให้ธาตุเหล็กและอะลูมินัมละลายออกมาอยู่ในดินมากจนถึงระดับที่เป็นพิษต่อพืชที่ปลูก

การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัด มีหลายวิธี สำหรับดินที่มีปฏิกิริยาของดินเป็นกรดไม่รุนแรง อาจใช้วิธีการทำให้กรดเจือจางลง โดยการใช้น้ำชะล้างความเป็นกรดในดิน หรือการขังน้ำไว้นานๆ แล้วระบายออกก่อนปลูกพืช ร่วมกับการเลือกพันธุ์พืชที่ทนต่อดินกรด สำหรับการจัดการดินที่มีปฏิกิริยาของดินเป็นกรดรุนแรงมาก จะใช้วิธีการใส่วัสดุปูน เช่น ปูนมาร์ล ปูนขาว หินปูนบด หินปูนฝุ่น ผสมคลุกเคล้ากับหน้าดินในอัตราที่เหมาะสมตามความต้องการปูนของดิน เพื่อช่วยลดความเป็นกรดในดิน หรือใช้ปูนควบคู่ไปกับการใช้น้ำชะล้างและควบคุมระดับน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่สมบูรณ์ที่สุดและใช้ได้ผลมากในพื้นที่ซึ่งดินเป็นกรดรุนแรงมากและถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นเวลานาน

2.  ดินอินทรีย์ 

ดินอินทรีย์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ดินพรุ หมายถึง ดินที่เกิดจากการสะสมเศษซากอินทรีย์ ที่เกิดจากการสลายตัวเน่าเปื่อยของพืชพรรณไม้ตามธรรมชาติ ที่ขึ้นอยู่ในแอ่งที่ลุ่มต่ำมีน้ำแช่ขังเป็นเวลานาน จนเกิดการสะสมเป็นชั้นดินอินทรีย์ที่หนากว่า 40 ซม

ดินอินทรีย์ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง บริเวณชายฝั่งทะเลที่เคยมีน้ำขึ้นลงท่วมถึง จนเกิดเป็นแอ่งต่ำปิด ที่น้ำทะเลไม่สามารถเข้าถึงได้อีก เนื่องจากมีสันทรายปิดกั้นไว้ ต่อมานานวันเข้าน้ำทะเลที่แช่ขังอยู่จึงค่อยๆ จืดลงและมีพืชพวกหญ้าหรือกกงอกขึ้นมา เมื่อพืชเหล่านี้ตายทับถมกันจนพื้นที่ตื้นเขินขึ้น ต้นไม้เล็กใหญ่จึงขึ้นมาแทนที่ เกิดเป็นป่าชนิดที่เรียกว่า “ป่าพรุ” ต่อมาต้นไม้ใหญ่น้อยล้มตายลงตามอายุทับถมลงในแอ่งน้ำขัง ที่อัตราการย่อยสลายของเศษซากพืชเกิดขึ้นได้อย่างช้าๆ จึงเกิดการทับถมอินทรียสารเกิดเป็นชั้นดินอินทรีย์ที่หนาขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาของดินอินทรีย์

เป็นดินที่มีชิ้นส่วนของพืชเป็นองค์ประกอบมาก พื้นที่มักจะี่มีน้ำขัง หากระบายน้ำออกจนแห้ง ดินจะยุบตัวมาก มีน้ำหนักเบา ติดไฟง่าย และต้นพืชที่ปลูกไม่สามารถตั้งตรงอยู่ได้ นอกจากนี้ในบริเวณที่มีดินที่มีศักยภาพเป็นดินเปรี้ยวจัดอยู่ตอนล่าง หลังจากมีการระบายน้ำออก ดินจะกลายเป็นดินกรดจัดรุนแรงด้วย

การปรับปรุงแก้ไข

เลือกพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำจืดบริเวณขอบพรุ และมีชั้นวัสดุอินทรีย์หนาน้อยกว่า 100 ซม.จากผิวดินมีแนวป้องกันน้ำท่วมร่วมกับคลองระบายน้ำ และคลองส่งน้ำในระบบ ที่สามารถป้องกันอันตรายจากน้ำท่วมได้ เพื่อใช้ปลูกข้าว โดยเลือกปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์ที่ทนต่อสภาพความเป็นกรดของดิน ในบริเวณที่ปลูกพืชไร่ ควรมีแนวป้องกันน้ำท่วม และคูระบายน้ำ มีการควบคุมระดับใต้ดินให้คงที่ เพื่อป้องกันการเกิดกรดของดินเพิ่มขึ้น หากดินเป็นกรดจัดมาก ปรับสภาพความเป็นกรดในดิน และเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร โดยไถคลุกเคล้าวัสดุปูน หินปูนฝุ่นอัตรา 2.5-3.0 ตัน/ไร่ ให้ทั่วบนสันร่อง และหว่านในร่องคูน้ำ

3.ดินเค็ม

ดินเค็ม หมายถึง ดินที่มีปริมาณเกลือที่ละลายอยู่ในสารละลายดินมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลิตผลของพืช เนื่องจากทำให้พืชเกิดอาการขาดน้ำ และมีการสะสมไอออนที่เป็นพิษในพืชมากเกินไป นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารพืชด้วย

ดินเค็มที่พบในประเทศไทย สามารถจำแนกตามลักษณะการเกิดและสัณฐานภูมิประเทศ ได้ 2 ประเภท คือ

1.ดินเค็มชายฝั่งทะเล มักพบบริเวณตามแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งยังคงมีน้ำท่วมถึง หรือเคยเป็นพื้นที่ๆมีน้ำทะเลท่วมมาก่อน โดยพบมากที่สุดตามแนวฝั่งชายทะเลในภาคใต้ เกิดจากการได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเล และทำให้เกิดการสะสมเกลือในดิน

2.ดินเค็มบก พบบริเวณในแอ่งที่ลุ่มหรือตามเชิงเนิน ที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องระหว่างสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่น โดยพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่บริเวณขอบเขตแอ่งโคราช หรือที่แอ่งสกลนคร และพบบ้างในภาคกลางแถบจังหวัดเพชรบุรี

4.ดินทรายจัด

    ดินทรายจัด หมายถึง ดินที่มีเนื้อดินบนเป็นดินทราย หรือดินทรายปนร่วน มีอนุภาคขนาดทรายเป็นองค์ประกอบมากกว่าร้อยละ 85 มีความหนามากกว่า 50 เซนติเมตร 
ดินมีการระบายน้ำดีจนถึงดีเกินไป ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ดินเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ และเกิดการกร่อนได้ง่าย มักเกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นตะกอนเนื้อหยาบ หรือตะกอนทรายชายฝั่งทะเล พบได้ทั้งในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอน

    ดินทรายในพื้นที่ดอน >> พบตามบริเวณหาดทราย สันทรายชายทะเล หรือบริเวณพื้นที่ลาดถึงที่ลาดเชิงเขา เนื้อดินเป็นทรายตลอด มีการระบายน้ำดีมากจนถึงดีมากเกินไป ดินไม่อุ้มน้ำ และเกิดการชะล้างพังทะลายได้ง่ายเนื่องจากอนุภาคดินมีการเกาะตัวกันน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง สับปะรด 

    ดินทรายในพื้นที่ลุ่ม >> มักพบตามที่ลุ่มระหว่างสันหาด หรือเนินทรายชายฝั่งทะเล หรือบริเวณที่ราบที่อยู่ใกล้ภูเขาหินทราย ดินมีการระบายน้ำเลวหรือค่อนข้างเลว ทำให้ดินแฉะหรือมีน้ำขังเป็นระยะเวลาสั้นๆ ได้ หลังจากที่มีฝนตกหนัก บางแห่งใช้ทำนา บางแห่งใช้ปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย และปอ บางแห่งเป็นทืทิ้งร้าง หรือเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ 

    นอกจากนี้ในบางพื้นที่ บริเวณหาดทรายเก่า หรือบริเวณสันทรายชายทะเล โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออกและภาคใต้ อาจพบดินทรายที่มีชั้นดินดานอินทรีย์ ซึ่งเป็นดินทรายที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือ ช่วงชั้นดินตอนบนจะเป็นทรายสีขาว แต่เมื่อขุดลึกลงมา จะพบชั้นทรายสีน้ำตาลปนแดงที่เกิดจากการจับตัวกัน ของสารประกอบพวกเหล็ก และอินทรียวัตถุอัดแน่นเป็นชั้นดานในตอนล่าง ซึ่งในช่วงฤดูแล้งชั้นดานในดินนี้ จะแห้งแข็งมากจนรากพืชไม่อาจชอนไชผ่านไปได้ ส่วนในฤดูฝนดินจะเปียกแฉะ ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่ป่าเสม็ด ป่าชายหาด ป่าละเมาะ หรือบางแห่งใช้ปลูกมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์

ปัญหาดินทราย 
ดินระบายน้ำดีเกินไป อุ้มน้ำได้น้อย มีความสามารถในการจับหรือแลกเปลี่ยนประจุธาตุอาหารต่ำ ความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก มีธาตุอาหารน้อย เกิดการชะล้างพังทลายได้ง่าย

การปรับปรุงแก้ไข
ปรับปรุงบำรุงดินดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการใช้ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพชปุ๋ยสดแล้วไถกลบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน และปริมาณธาตุอาหารให้เพียงพอแก่ความต้องการของพืช และควรจะต้องมีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม

5.ดินตื้น

ดินตี้น หมายถึง ดินที่มีชั้นลูกรัง ก้อนกรวด เศษหิน ปะปนอยู่ในเนื้อดิน หรือมีชั้นหินปูนมาร์ล หรือพบชั้นหินพื้น อยู่ตื้นกว่า 50 เซนติเมตรจากผิวดิน เนื้อดินจะมีปริมาณชิ้นส่วนหยาบ กรวด หรือลูกรังปนอยู่ มากกว่าร้อยละ 35 ทำให้มีปริมาตรของดินน้อย ดินจึงอุ้มน้ำได้น้อย มักขาดแคลนน้ำในฤดูฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตต่ำ

แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1) ดินตื้นที่มีการระบายน้ำเลว พบในบริเวณที่ราบต่ำที่มีน้ำขังในช่วงฤดูฝน แสดงว่าดินมีการระบายน้ำค่อนข้างเลว ขุดลงไปจากผิวดินที่ระดับความลึก 25-50 เซนติเมตร มีกรวดหรือลูกรังปนอยู่ในเนื้อดินมากกว่า 35 เปอร์เซ็นโดยปริมาตร ถ้าขุดลึกลงมาถัดไปจะเป็นชั้นดินที่มีศิลาแลงอ่อนปนทับอยู่บนชั้นหินผุ

2) ดินตื้นปนลูกรังหรือกรวดที่มีการระบายน้ำดี พบตามพื้นที่ลอนลาดหรือเนินเขา ตั้งแต่บริเวณผิวดินลงไปมีลูกรังหรือหินกรวดมนปะปนอยู่ในดินมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร และดินประเภทนี้บางแห่งก็มีก้อนลูกรังหรือศิลาแดงโผล่กระจัดกระจายทั่วไปที่บริเวณผิวดิน

3) ดินตื้นปนหินมีการระบายน้ำดี พบตามพื้นที่ลอนลาดหรือบริเวณเนินภูเขา ดินประเภทนี้เมื่อขุดลงไปที่ความลึกประมาณ 30- 50 เซนติเมตร จะพบเศษหินแตกชิ้นน้อยใหญ่ปะปนอยู่ในเนื้อดินมากกว่า 35 เปอร์เซ็นโดยปริมาตร บางแห่งพบหินผุหรือหินแข็งปะปนอยู่กับเศษหิน บางแห่งมีก้อนหินและหินโผล่กระจัดกระจายทั่วไปตามหน้าดิน

4) ดินตื้นปนปูนมาร์ล พบตามพื้นที่ลาดถึงพื้นที่ลอนลาด หรือบริเวณที่ลาดเชิงเขา เมื่อขุดลงไปในระดับความลึกที่ 20-50 เซนติเมตร จะพบสารประกอบจำพวกแคลเซียมหรือแมกนิเซียมคาร์บอเนตปนอยู่ ทำให้ดินประเภทนี้จัดว่าเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่มีข้อเสียคือมีปฏิกิริยาเป็นด่าง เป็นข้อจำกัดต่อพืชบางชนิดที่ไวต่อความเป็นด่าง เช่น สัปปะรด

ปัญหาดินตี้น 
ดินตื้นนั้นเป็นดินที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกเพราะ มีปริมาณชิ้นส่วนหยาบปนอยู่ในดินมาก ทำให้มีเนื้อดินน้อย มีธาตุอาหารน้อย ไม่อุ้มน้ำ ชั้นล่างของดินชนิดนี้จะแน่นทึบรากพืชชอนไชไปได้ยาก พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างปกติ

การปรับปรุงแก้ไข
การจัดการดินในพื้นที่เหล่านี้จะต้องกระทำอย่างระมัดระวัง ควรเลือกทำการเกษตรในพื้นที่ที่มีหน้าดินหนามากกว่า 25 ซม. และไม่มีก้อนกรวดหรือลูกรังกระจัดกระจายอยู่ที่ผิวดินมาก ปรับปรุงดินด้วยการไถกลบพืชปุ๋ยสด ร่วมกับการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 2-3 ตัน/ไร่ หรือขุดหลุมปลูกไม้ผลขนาด 75x75x75 ซม. หรือถึงชั้นหินพื้น และปรับปรุงหลุมปลูกด้วยหน้าดิน ที่ไม่มีก้อนกรวดหรือลูกรังร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ใช้ปุ๋ยเคมีตามชนิดพืชที่ปลูก ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำและผลิตภัณฑ์สารเร่ง พด.3 และพด.7 หรือพัฒนาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

 

รายละเอียดเพิ่มเติม http://oss101.ldd.go.th/web_soils_for_youth/s_problem2.htm

“เขตพัฒนาที่ดิน”  คือ พื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือกให้ทำการพัฒนาด้วยการบูรณาการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ดินต่างๆ เช่น การสำรวจและจัดทำแผนที่ภูมิประเทศ แผนที่ดิน แผนที่สภาพการใช้ที่ดิน แผนที่การวางแผนการใช้ที่ดิน การจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำและการปรับปรุงบำรุงดิน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินให้เกษตรกรและประชาชนให้ได้เห็นประโยชน์ของการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การบริหารและดำเนินงานเขตพัฒนาที่ดิน เพื่อให้การดำเนินงานในพื้นที่เขตพัฒนาที่ดินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการ/คณะทำงาน ดังนี้

         1. คณะกรรมการบริหารเขตพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตเป็นประธาน มีหน้าที่

             - กำหนดนโยบายและแผนการปฏิบัติงานในพื้นที่เขตพัฒนาที่ดินในพื้นที่รับผิดชอบ

             - วางแผนพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาที่ดินและพื้นที่ขยายผล

             - พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุมัติแผนงาน โครงการ และแบบก่อสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

             - ดูแล กำกับ ติดตาม ประเมินผลและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่เขตพัฒนาที่ดิน

             - รายงานผลการดำเนินงาน

          2. คณะอนุกรรมการดำเนินงานเขตพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดที่มีเขตพัฒนาที่ดินเป็นประธาน เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินเป็นอนุกรรมการ มีหน้าที่

             - ดำเนินงาน/กิจกรรมการพัฒนาที่ดินตามแผนงาน/งบประมาณที่ได้รับและกิจกรรอื่นๆ  ตามที่ได้รับมอบหมาย

             - ประสานงานกับผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ

         3. คณะทำงานเขตพัฒนาที่ดิน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง ประกอบด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอเป็นประธาน ปลัดอำเภอฝ่ายพัฒนาอำเภอ นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมอดินอาสาประจำตำบลหรือหมู่บ้านเป็นคณะทำงาน ผอ.สถานีพัฒนาที่ดิน.ในพื้นที่เป็นเลขานุการ มีหน้าที่

             - พิจารณาเสนอแผนงานและกิจกรรมด้านการพัฒนาที่ดินในพื้นที่เขตพัฒนาที่ดินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารกรมฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงาน โดยใช้งบประมาณปกติดำเนินการ

             - ดูแล กำกับ ติดตาม และสนับสนุนการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่เขตพัฒนาที่ดิน

             - รายงานผลการดำเนินงานการจัดทำเขตพัฒนาที่ดินให้คณะกรรมการระดับจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ และสนับสนุนการดำเนินงาน

 
 

แนวทางการดำเนินงานเขตพัฒนาที่ดิน ดังนี้

          1. การคัดเลือกพื้นที่

                   1.1 พื้นที่ดำเนินการเขตพัฒนาที่ดินควรมีลักษณะเป็นเขตลุ่มน้ำ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นตัวแทนปัญหาของจังหวัดและ/หรืออำเภอนั้นๆ และเกษตรกรมีความพร้อมและยินดีร่วมมือที่จะดำเนินงานพัฒนาที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ แล้วจึงทำแผนที่แสดงวงรอบขอบเขตลุ่มน้ำที่จะดำเนินงานเขตพัฒนาที่ดิน เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารเขตพัฒนาที่ดินพิจารณาให้ความเห็นชอบ

                   1.2 ส่งแผนที่ภูมิประเทศ (Topo Map) ที่มีวงรอบขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำ พร้อมทั้งระบุชื่อลุ่มน้ำ บ้าน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด

 

          2. การจัดทำข้อมูลพื้นที่ลุ่มน้ำและสำรวจวิเคราะห์ ประกออบด้วย

                    2.1 ข้อมูลทั่วไป ของพื้นที่เขตพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย

                         - ที่ตั้ง อาณาเขต และการปกครองเส้นทางคมนาคมขนส่ง ทางลำเลียง ทางเดิน ที่ตั้งบ้านเรือนราษฎร จำนวนบ้านเรือน จำนวนประชากร จำนวนปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง ประมง

                         - สภาพภูมิประเทศ ธรณีสัณฐาน ธรณีวิทยาและวัตถุต้นกำเนิดดิน

                         - ทรัพยากรน้ำ สภาพภูมิอากาศ สมดุลน้ำเพื่อการเกษตร

                         - ข้อมูลน้ำผิวดิน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ปริมาณน้ำท่า โครงข่ายลำน้ำ และประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำผิวดิน การวิเคราะห์ระบบน้ำ จากความต้องการใช้น้ำเพื่อการชลประทาน ขีดความสามารถของลุ่มน้ำ และผลิตผลของลุ่มน้ำน้ำใต้ดินการวิเคราะห์ปริมาณตะกอนในลำน้ำเป็นต้น

 

                  2.2 การจัดทำแผนที่ ประกอบด้วย

                         - แผนที่กลุ่มชุดดินของพื้นที่ลุ่มน้ำ และแผนที่ขุดดินและ/หรือประเภทของชุดดินในพื้นที่ดำเนินการ แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ

                         - จัดทำแผนที่วางแผนการใช้ที่ดินเบื้องต้นในพื้นที่ลุ่มน้ำ

         3. การจัดทำแผนปฏิบัติงานของกิจกรรม ดังนี้

                   3.1 การอนุรักษ์ดินและน้ำและการจัดการดิน ประกอบด้วย

                         - การอนุรักษ์ดินและน้ำ การออกแบบและจัดทำระบบโครงสร้างงานอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีกลและโดยวิธีพืชเช่น คันดิน คูรับน้ำขอบเขา การปลูกพืชปุ๋ยสด ใช้แถบพืชปลูกขวางความลาดเท บ่อน้ำขนาดเล็ก บ่อดักตะกอนดิน ฝายชะลอน้ำ คันดินกักเก็บน้ำ เป็นต้น

                   3.2 กิจกรรมทั่วไป ที่สามารถดำเนินการได้ในพื้นที่เขตพัฒนาที่ดิน ได้แก่

                         - การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงดินกรด

 การปลูกพืชปุ๋ยสดปรับปรุงบำรุงดิน

                         - กิจกรรมการทำเกษตรอินทรีย์ เช่น การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผลิตและใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร/เกษตรอินทรีย์ การสนับสนุนส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด สารปรับปรุงบำรุงดิน และสารเร่งจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ เป็นต้น

                         - การรณรงค์งดเผาฟางและตอซังพืช

                         - การจัดทำจุด/ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

                         - การให้บริการวิเคราะห์ดินและคำแนะนำการปรับปรุงบำรุงดินจากผลการวิเคราะห์ดิน

                         - การอบรมพัฒนาศักยภาพหมอดินอาสา และถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรทั่วไป

จะเห็นได้ว่าเขตพัฒนาที่ดินเมื่อได้บูรณาการร่วมกันแล้วก็จะเป็นจุดหรือศูนย์เรียนรู้และแปลงสาธิตด้านการบริหารทรัพยากรของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่และเป็นระบบ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ กล่าวคือพื้นที่ต้นน้ำเราก็ต้องรักษาพื้นที่ป่าไม้ไว้เป็นแหล่งน้ำต้นทุน และก็นำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำมาใช้เพื่อเก็บกักน้ำที่ไหลมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดและช่วยลดปัญหาการชะล้างหน้าดินด้วย  ส่วนพื้นที่ที่มีปัญหาด้านดินต่างๆจะนำเทคโนโลยีต่างๆของกรมฯมาปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อให้สามารถปลูกพืชได้ผลผลิตที่ยั่งยืนต่อไป

 
 
 

กรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำการจัดการดินในพื้นที่ที่ต้องการปลูกผักตามช่วงฤดูกาล ดังนี้

1. ช่วงฤดูฝน

             1.1 พื้นที่เป็นที่ลุ่มต่ำ ปล่อยให้น้ำลดจนเห็นผิวหน้าดินก่อน จึงหว่านปูนขาวหรือปูนมาร์ล หรือหินปูนฝุ่นในอัตรา 200 – 500 กก.ต่อไร่ ทันที ในขณะที่ดินยังมีความชื้น ทำให้ปูนออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ช่วยฆ่า เชื้อโรคในดิน

             1.2 เตรียมดิน โดยใช้ไถผาน 2 และไถผาน 3 หรือรถไถเดินตามขนาดเล็ก และยกร่องพื้นที่ปลูก ซึ่งขนาดของแปลง ขึ้นกับชนิดของผักที่ปลูก

             1.3 ใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ ที่มีการขยายเชื้อเพิ่มจำนวนด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 ใส่ระหว่างแถวก่อนปลูกผัก เพื่อทำลายหรือควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช เช่น โรครากเน่า โคนเน่า

          1.4 สำหรับพื้นที่ที่ค่อนข้างเป็นที่ดอน แต่เกิดน้ำท่วมเป็นครั้งคราว ให้แบ่งเป็นแปลงย่อย ซึ่งขนาดแปลง ขึ้นกับชนิดพืชผักที่จะนำมาปลูก

 

 

2. ช่วงฤดูแล้ง

          พื้นที่ปลูกผักในช่วงฤดูแล้ง ให้โรยปูนขาวทิ้งไว้ประมาณ 10 วันหลังน้ำลด ในขณะที่ดินยังมีความชื้น แล้วจึงหว่านเมล็ดพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้า ปอเทือง ถั่วพุ่ม หรือถั่วเขียว ใช้อัตราเมล็ด 8 – 10 กก.ต่อไร่ และทำการไถกลบช่วงถั่วออกดอก กรณีปลูกถั่วเขียว อาจเก็บผลผลิตเมล็ดก่อน จึงไถกลบเศษซากพืช ลงดิน ซึ่งพืชตระกูลถั่วที่ไถกลบลงดินจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินที่ค่อนข้างแน่นทึบ และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เมื่อไถกลบได้ 15 – 20 วัน แล้ว จึงเตรียมแปลงปลูกผักในฤดูแล้งได้ทันที

 

 
 
 

ขั้นตอนการใช้ปุ๋ยในพืชผัก

             1. ปุ๋ยหมัก ผลิตได้จากการหมักเศษวัสดุอินทรีย์โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลาย ใช้รองพื้นหรือรองก้นหลุม หรืออาจใช้ปุ๋ยคอก ใส่ช่วงเตรียมดินก่อนปลูก อัตราการใช้ ปุ๋ยคอกแห้ง 1 – 3 ตัน ต่อไร่

             2. น้ำหมักชีวภาพ ผลิตได้จากการหมักวัสดุเหลือใช้จากพืชหรือสัตว์ และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลาย ประกอบด้วยฮอร์โมน กรดอินทรีย์ และธาตุอาหาร ใช้ฉีดพ่นหรือราดรดลงดิน ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชผักได้ เกษตรกรสามารถผลิตได้เอง ซึ่งสามารถติดต่อขอรับสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 และสอบถามวิธีการผลิตได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้าน หรือ อาจรวมกลุ่มกันผลิตน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง จะใช้เวลาอย่างน้อยเพียง 7 วัน ก็นำไปใช้ฉีดพ่นพืชปลูกได้ วิธีการใช้ จะเจือจางน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตได้ ในอัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร เจือจางด้วยน้ำ 1000 ลิตร สำหรับใช้ในพื้นที่ 10 ไร่  ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชผัก ได้ร้อยละ 10 และการปลูกพืชปุ๋ยสดแล้วไถกลบลงดินในพื้นที่ปลูกพืชผัก ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ได้ร้อยละ 20

 

 
 

การเลือกชนิดของพืชผักที่ปลูก

             ชนิดพืชผัก ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ กล่าวคือ เป็นพืชผักที่เจริญเติบโตได้ตลอดทั้งปี เช่น ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน กวางตุ้ง ถั่วฝักยาว มะระ บวบ ฟัก เป็นต้น หรือบางชนิดเจริญได้ดี ต้องมีอุณหภูมิต่ำ ได้แก่ กระหล่ำปลี พริกหวาน คื่นช่าย มะเขือเทศ ปวยเล้ง เป็นต้น และจัดการพื้นที่หลังน้ำลดให้เหมาะสมกับช่วงฤดูปลูก รวมทั้งชนิดของพืชผักที่จะปลูก ทั้งในฤดูฝน หรือ ฤดูแล้ง และแนะนำให้ปลูกพืชผักหลายๆ ชนิด เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ความต้องการบริโภค และความเสียหายหากเกิดการระบาดของโรคแมลงในแปลงผัก ควรวางแผนการเลือกปลูกพืชผักแต่ละชนิด จากราคาในท้องตลาด ว่าพืชผักชนิดใดราคาสูงในช่วงใด เพื่อกำหนดวันปลูก เพื่อให้เก็บเกี่ยวในช่วงที่พืชผักชนิดนั้น ได้ราคาดี

 
 

1. การวางแผนเพื่อจัดการดินหลังน้ำท่วมในพื้นที่ปลูกยางพาราด้วยวิธีเบื้องต้น

1.1 รีบทำการระบายน้ำออกอย่างเร่งด่วน

1.2 ขณะดินชื้นหรือชุ่มน้ำ ห้ามเดินเหยียบย่ำหรือนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่เพื่อป้องกันดินแน่น

1.3 เมื่อดินแห้ง ให้พรวนดินโคนต้นยางพาราที่อายุน้อย เพื่อช่วยระบายอากาศในดิน สำหรับยางพาราที่อายุมากไม่ควรพรวนดินใต้โดนต้น เพราะจะทำให้กระทบกระเทือนต่อราก

1.4 ฟื้นฟูสมบัติของดิน โดยการใส่ปุ๋ยหมักผสมกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ในกรณีที่พื้นที่อยู่ในสภาพน้ำแช่ขังเป็นเวลานาน และเสี่ยงต่อการเกิดโรค

1.5 หากพื้นที่ดินภายหลังน้ำท่วมเกิดสภาพความเป็นกรดให้ใส่ปูน เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด
ของดิน โดยปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับสภาพความรุนแรงของกรดในพื้นที่นั้นๆ

 

 
 

2. การวางแผนเพื่อจัดการดินหลังน้ำท่วมในพื้นที่ปลูกยางพาราด้วยวิธีอย่างยั่งยืน

2.1 การจัดการพื้นที่ปลูกยางพาราภายหลังน้ำท่วมอย่างยั่งยืนนั้น สามารถทำได้โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วหรือคลุมดินด้วยเศษพืชและใบยาง ระหว่างแถวปลูกยางพาราเพื่อยึดหน้าดินรวมถึงเพื่อชะลอการไหลของน้ำ ซึ่งอาจพัดพาหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์

2.2 ควรส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารและปรับสมบัติของดินหลังน้ำท่วมให้เหมาะสม

2.3 ส่งเสริมการปลูกพืชท้องถิ่น โดยเฉพาะไม้ยืนต้นในพื้นที่หรือชุมชน ตามหัวไร่ปลายนาเพื่อลดความรุนแรงจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต สร้างสภาพนิเวศและสภาพแวดล้อมที่สมดุลให้กับพื้นที่ โดยปลูกพืชที่เหมาะสมกับชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ลังแข ละไม มะไฟ ทุเรียน ชะมวง หรือพืชผักท้องถิ่น เพื่อเสริมรายได้จากความเสียหาย เช่น ผักเหลียง ผักมันปู ผักลิ้นห่าน เป็นต้น

2.4 พยายามปลูกฝังเยาวชนในท้องถิ่นให้สำนึกรักระบบเกษตรพื้นบ้าน รักษาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนอันเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวพันกับสภาวะน้ำท่วม ส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการรับประทานอาหารและพืชผักพื้นเมือง เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรและสังคมที่สงบสุขในอนาคต

พืชคลุมดิน คือ พืชที่ปลูกหรือหว่านให้มีการเจริญเติบโตอย่างหนาแน่น มีใบหนามีระบบรากแน่น สำหรับคลุม หรือยึดดินหรือเจริญคลุมพืชทุกอย่างที่อยู่บนดิน ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ดินมีสิ่งรองรับแรงปะทะ และลดการถูกพัดพาจากกระแสน้ำและกระแสลม

 

การปลูกพืชคลุมดิน

1. ปลูกให้เจริญเติบโตอยู่บนดินในระยะที่ไม่มีการปลูกพืชหลัก

2. ปลูกโดยวิธีหว่านลงไปในระหว่างแถวของไม้ยืนต้น ซึ่งนิยมทำกันมากในสวนยางและสวนผลไม้

3. ปลูกตามแปลงปลูกพืชบนคันดิน  บนเนินลาด ทางระบายน้ำ หรือตามขั้นบันไดดิน

หลักการคัดเลือกชนิดของพืชคลุมดิน

1. เป็นพืชที่มีอายุหลายปี เพื่อที่จะไม่ต้องปลูกบ่อยครั้ง

2. เป็นพืชที่มีรากแน่นแผ่สาขาออกไปได้มาก จะช่วยยึดเหนี่ยวเม็ดดินให้ติดกัน ไม่พังทลายได้ง่าย

3. เป็นพืชที่ทนต่อสภาพแวดล้อม คือเจริญได้ดีทั้งกลางแจ้งและในร่ม

4. เป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง

5. เป็นพืชตระกูลถั่ว เพราะจะช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดิน

 

การบำรุงรักษา

ในระยะแรกของการปลูกพืชคลุม จะมีบางส่วนที่มีพืชคลุมไม่ขึ้นหรือตาย ควรปลูกซ่อมบริเวณนั้นโดยเร็ว และต้องคอยหมั่นกำจัดวัชพืชบ้างเป็นครั้งคราวจนกว่าพืชคลุมจะขึ้นคลุมดินทั่วทั้งแปลงปลูก

 

เมื่อพืชคลุมเจริญเติบโตเลื้อยขึ้นพันต้น ควรหมั่นตลบเถาพืชคลุมอย่าให้เลื้อยคลุมเข้าไปบริเวณไม้ยืนต้น หรือพืชหลัก

 

ควรใส่ปุ๋ยให้ในระยะแรก เพราะจะทำให้พืชคลุมโตเร็ว เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการปราบวัชพืช หลังจากพืชคลุมงอกแล้ว 1-3 อาทิตย์ ถ้าเป็นพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ควรใช้ปุ๋ยฟอสเฟตร่วมกับปุ๋ยโพแทสเซียม

คลอไรด์ สูตร 0-15-15 ในอัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ และต้องหว่านยิปซั่มลงไป เพื่อเพิ่มธาตุอาหารแคลเซียมและซัลเฟอร์ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นพืชตระกูลหญ้าควรใช้ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่

 

ประโยชน์ของพืชคลุมดิน

1. ช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดิน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ความลาดเอียง เมื่อฝนตกหนักจะช่วยรองรับแรงปะทะของเม็ดฝน ทำให้ความเร็วลดลงก่อนที่จะทำให้ดินถูกพัดพาไปที่อื่น

2. ช่วยลดความเร็วและการกระจายของการไหลน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดิน จึงทำให้น้ำซึมลงไปในดินได้มากขึ้น

3. เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน จากการย่อยสลายทับถมบนผิวดิน หรือเมื่อมีการไถกลบ

4. ถ้าเป็นพืชคลุมดินที่เป็นพืชตระกูลถั่วจะสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่ดิน

5. ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินไว้ให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

6. ช่วยต่อต้านขัดขวางการเจริญเติบโตของพืชที่ไม่ต้องการ เช่น หญ้าคาและวัชพืชต่างๆ

7. รากของพืชคลุมช่วยทำให้ดินโปร่ง มีช่องอากาศมากขึ้น สามารถระบายน้ำได้ดี

พืชคลุมดินที่นิยมปลูกทั่วไป

1. ถั่วลาย เป็นถั่วที่มีใบค่อนข้างเล็ก ใบดก เถาหนาแน่น ทนทานต่อความแห้งแล้งตลอดปี โตเร็วเถาค่อนข้างเหนียวมาก เน่าเปื่อยช้า มีปมที่รากมาก

2. คุดซู เป็นถั่วที่มีใบใหญ่หนา เถาใหญ่และเถาเป็นขน เถาเปราะ เน่าเปื่อยเร็ว ทนทานต่อความแห้งแล้งปานกลางในฤดูแล้งต้นจะโทรมแต่ไม่ตาย เจริญเติบโตช้ามาก อายุ 10 - 12 เดือนจึงจะคลุมดินทั้งแปลงแต่ในปี ต่อไปใบจะหนาและแข็งแรงสามารถปกคลุมหญ้าได้ดีมาก

3. คาโลโปโกเนียม เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดเถาเลื้อยคลุมไปตามผิวดิน เมล็ดเล็กแบนสีน้ำตาลอ่อนเจริญเติบโตได้รวดเร็วมาก คลุมดินได้อย่างแน่นหนาภายในเวลา 5 - 6 เดือน เป็นพืชค้างปีที่มีอายุสั้น อายุ 18 เดือน เมื่อแล้งจัดอาจตายได้ ปลูกโดยใช้เมล็ดในอัตรา 2 - 3 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดที่ปลูกจะงอกภายใน 1 สัปดาห์ และออกดอกภายใน 3 - 5 เดือน หลังจากนั้นอีก 3 เดือน จะเก็บเมล็ดได้

4. หญ้าเบอร์มิวด้า หรือหญ้าแพรก เป็นหญ้าค้างปีที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศไทย เจริญเติบโตได้รวดเร็ว โดยอาศัยลำต้นบนดิน และไหลที่อยู่ใต้ดินลักษณะลำต้นเล็ก ใบเล็กละเอียดอ่อนเป็นฝอย ปลูกง่ายโดยใช้ลำต้นหรือเหง้า ถ้าหากดินมีความชื้นดีพอภายใน 10 วัน ก็จะตั้งตัวได้ ระยะเวลา 1 เดือนแรกเจริญเติบโตได้หนาแน่นบนดิน ในหน้าแล้งหญ้าชนิดนี้จะแห้งเหี่ยว และพักตัวอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อได้น้ำฝนจะงอกต้นขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ลำต้นปลูกประมาณ 6,000 - 7,000 ท่อน ปลูกเป็นแถวระยะห่าง 30 - 50 เซนติเมตร

5. หญ้าคอสตอลเบอร์มิวด้า บางครั้งเรียกว่าหญ้าแพรกยักษ์ เป็นหญ้าพันธุ์ใหม่ที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ลักษณะลำต้นสูงใหญ่ใบใหญ่ และยาวกว่าหญ้าแพรกธรรมดามาก มีความแข็งแรงทนทานเจริญเติบโตคลุมดินได้รวดเร็วมาก ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ปลูกง่ายโดยใช้ลำต้นตัดเป็นท่อนๆ เหง้า หรือชิ้น หญ้าชนิดนี้ไม่มีเมล็ด พื้นที่ที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ทำการเกษตรและเป็นที่เสี่ยงภัยต่อการดินถล่ม ควรหว่านพืชคลุมดินไว้ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่และป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและดินถล่ม

 
 

การปรับปรุงบำรุงดินเพื่อปลูกผักและไม้ผลอินทรีย์

1) การผลิตและใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่เกิดจากการนำซากหรือเศษเหลือจากพืชมาหมักรวมกันและผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยกิจกรรมจุลินทรีย์ จนเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมเป็นวัสดุที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่แข็งกระด้าง ไม่มีกลิ่น มีสีน้ำตาลปนดำ  กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 จะช่วยให้ระยะเวลาการผลิตปุ๋ยหมักสั้นลง

- ส่วนผสมในการผลิตปุ๋ยหมักประกอบด้วย เศษพืชแห้ง  1,000  กิโลกรัม มูลสัตว์ 200 กิโลกรัม
น้ำหมักชีวภาพจากปลา 10 ลิตร และสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 จำนวน 1ซอง

- วิธีการผลิตปุ๋ยหมักมี 2 วิธี คือ

วิธีที่ 1 การผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุชิ้นเล็ก เช่น ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว แกลบ ผสมคลุกเคล้าวัตถุดิบ และมูลสัตว์ แล้วตั้งกองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รดน้ำให้ความชื้นให้ได้ 50-60 เปอร์เซ็นต์ รดด้วยน้ำหมักชีวภาพ และสารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ระหว่างการหมักมีการดูแลรักษากองปุ๋ย โดยการรดน้ำให้ความชื้นและกลับกองปุ๋ยทุกๆ 7-10 วัน

วิธีที่ 2 การผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุชิ้นใหญ่ เช่น ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ผักตบชวา เป็นต้น ให้กองเป็นชั้น ประมาณ 3-4 ชั้นๆละ 30-40 เซนติเมตร โดยชั้นแรกนำเศษพืชมากองเป็นชั้นกว้าง 2-3 เมตร รดน้ำให้ความชื้นย่ำกองพอแน่น แล้วโรยมูลสัตว์ รดด้วยน้ำหมักชีวภาพ และสารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับชั้นต่อไป ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับชั้นแรก ชั้นบนสุด ควรใช้วัสดุคลุม เช่น ทางมะพร้าว หรือ ดิน เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ

- ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยหมัก มีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ โดยควรมีไนโตรเจนไม่ต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ไม่ต่ำกว่า 0.5 เปอร์เซ็นต์ และมีอินทรียวัตถุ ไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

- อัตราและวิธีการใช้ปุ๋ยหมัก สำหรับพืชผัก ใช้ขณะเตรียมดิน 2-4 ตัน/ไร่ ไม้ผล ใช้ตอนเตรียมหลุมปลูก และใส่รอบทรงพุ่มในช่วงพืชเจริญเติบโต 20-50 กิโลกรัม/ต้น

2) การผลิตและใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จากสิ่งขับถ่ายของสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเสร็จสมบูรณ์ หรือผ่านกระบวนการหมักแล้วบางส่วน

- ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอกประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง จุลธาตุ และอินทรียวัตถุ แต่จะมีปริมาณแตกต่างกันในแต่ละชนิดของมูลสัตว์ เช่น ปุ๋ยคอกจากมูลวัว มีไนโตรเจน 1.91 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 0.56 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียม 1.40 เปอร์เซ็นต์ มูลสุกร มีไนโตรเจน 2.80 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 1.36 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียม 1.18 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

- อัตราและวิธีการใช้ปุ๋ยคอก สำหรับพืชผัก ใช้ขณะเตรียมดิน 1-3 ตัน/ไร่ ไม้ผล ใช้ตอนเตรียมหลุมปลูก และใส่รอบทรงพุ่มในช่วงพืชเจริญเติบโต 20-50 กิโลกรัม/ต้น

 

น้ำหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ (bio-extract)เป็นของเหลว ที่เกิดจากการนำเอาพืช ผัก ผลไม้ เศษวัสดุจากสัตว์ มาหมักกับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาลทราย หรือกากน้ำตาล ทำให้เกิดกระบวนหมักโดยกิจกรรมจุลินทรีย์ มีการปลดปล่อยฮอร์โมนพืช กรดอินทรีย์ต่างๆ เช่น กรดแลคติก กรดอะซิติค รวมทั้งกรดอะมิโนซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

การผลิตน้ำหมักชีวภาพสูตรปลา และ น้ำหมักชีวภาพสูตรผักหรือผลไม้โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 ดังนี้

ข้อแนะนำ เวลาใช้สามารถใช้สูตรใดสูตรหนึ่ง หากต้องการให้น้ำหมักมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นควรใช้ทั้งสองสูตรร่วมกันอัตราส่วน 1 :1 แล้วจึงนำมาเจือจางด้วยน้ำเปล่า

 

สาระสำคัญที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตในน้ำหมักชีวภาพ

1. ฮอร์โมนพืช ออกซิน ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ เร่งการเกิดราก ควบคุมการขยายตัวของเซลล์ ควบคุมการเจริญเติบโตของใบ ราก ลำต้น ส่งเสริมการออกดอก จิบเบอเรลลิน ช่วยกระตุ้นการยืดตัวของเซลล์พืชในทางยาว เร่งการเกิดดอก กระตุ้นการงอกของเมล็ดและตา ไซโตไคนิน กระตุ้นการแบ่งเซลล์ด้านลำต้นของพืช กระตุ้นการเจริญของตาข้างทำให้ตาข้างเจริญเป็นกิ่งได้

2. กรดอะมิโน ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของเซลล์และไซโตพลาสซึม สร้างคลอโรฟิลล์ สังเคราะห์ฮอร์โมนพืช ลดความเครียดของพืช การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ อุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ แห้งแล้ง น้ำท่วม เกิดโรคระบาด ปริมาณธาตุอาหารต่ำ มลภาวะเป็นพิษ

คุณภาพของน้ำหมักชีวภาพ ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ในการหมัก วัตถุดิบจากเนื้อสัตว์และพืชจะให้ปริมาณของฮอร์โมนพืช และกลุ่มของกรดอะมิโนที่แตกต่างกัน ปลาเป็นวัตถุดิบที่เมื่อหมักทำน้ำหมักชีวภาพจะให้ปริมาณฮอร์โมนพืชทั้ง 3 ชนิดสูง และให้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชสูง ได้แก่ ไกลซีน ใช้สร้างคลอโรฟิลล์ เมไธโอนีน ช่วยส่งเสริมการผสมเกสร ไทโรซีน ช่วยลดความเครียดเมื่อเกิดสภาวะไม่เหมาะสม แอสปาติค แอซิค ใช้เป็นแหล่งคาร์บอนและไนโตรเจน ส่วนผักและผลไม้ จะให้ปริมาณกรดอะมิโนชนิดอื่นๆสูง ได้แก่ อาร์จินีน ใช้สร้างฮอร์โมนไซโตไคนิน กลูตามิค แอซิค ช่วยในการเปิดปิดปากใบ เป็นต้น ดังนั้นจึงควรใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากปลาและหรือผลไม้ร่วมกัน เพื่อให้ได้ฮอร์โมนพืช และกรดอะมิโนที่สำคัญครบ ทุกชนิด

 
 

การใช้ประโยชน์น้ำหมักชีวภาพในการปลูกผักและไม้ผลอินทรีย์

          1. พืชผักและไม้ดอก เจือจางน้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร ด้วยน้ำ 1000 ลิตร ในพื้นที่ 10 ไร่ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 10 วัน

          2. ไม้ผล เจือจางน้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร ด้วยน้ำ 500 ลิตร ในพื้นที่ 2 ไร่ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 1 เดือน ช่วงกำลังเจริญเติบโต ก่อนออกดอกและช่วงติดผล

 
 

ระบบมาตรฐานและการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

1) ระบบเกษตรอินทรีย์ของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements)เป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองระบบเกษตรอินทรีย์ต่างๆทั่วโลกสำหรับประเทศไทยสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)เป็นหน่วยงานที่ให้บริการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ IFOAM ซึ่งจะได้ตรารับรองเกษตรอินทรีย์ทั้งของ มกท. และ IFOAM Accredited เกษตรกรที่จะขอรับรองเกษตรอินทรีย์ IFOAM ต้องผ่านระยะปรับเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละพืช โดยปัจจัยการผลิตที่ใช้ เช่น ปุ๋ย สารปรับปรุงดิน จุลินทรีย์ ต้องได้รับการตรวจสอบจาก มกท.

2) ระบบมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย (Standards for Organic Crop Production in Thailand) เป็นระบบมาตรฐานการปลูกพืชอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร เกษตรกรสามารถยื่นขอคำรับรองมาตรฐานพืชอินทรีย์ได้ที่กรมวิชาการเกษตร  ซึ่งเกษตรกรจะต้องทำเกษตรอินทรีย์ตามข้อกำหนดมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร โดยมีมาตรฐานระยะเวลาการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ ขึ้นอยู่กับชนิดพืชที่ปลูก เมื่อได้การรับรองมาตรฐาน เกษตรกรจะได้รับประกาศนียบัตร และตราสัญลักษณ์เครื่องหมาย organic Thailand โดยมีอายุการรับรองเป็นระยะเวลานาน 1 ปี

3) ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม หรือ Participatory Guarantee system (PGS)  เป็นระบบการรับรองคุณภาพที่มุ่งเน้นการประกันคุณภาพในท้องถิ่น โดยการรับรองเกษตรกรผู้ผลิต ขึ้นอยู่กับกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง และถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐ2านของความไว้วางใจ สังคมเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระบบ PGS เหมาะกับเกษตรกรผู้ผลิตรายย่อย

 
 
 

โครงการสามพรานโมเดล

ดำเนินกิจกรรมภายใต้แนวคิด สร้างสังคมเกษตรอินทรีย์ สู่ความยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีจุดเริ่มต้นจาก โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมต้องการพืชผัก ผลไม้อินทรีย์ เพื่อใช้ประกอบอาหารให้กับลูกค้าที่มารับบริการของโรงแรม จึงได้ใช้พื้นที่ของโรงแรมเพื่อปลูกพืชผักผลไม้โดยไม่ใช้สารเคมี แต่ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อลูกค้า จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายผลิตพืชผักและผลไม้ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้ปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์ส่งให้กับโรงแรมสามพราน 
ริเวอร์ไซด์ และพัฒนาจากกลุ่มลดใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยจาก 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในโครงการ 9 กลุ่ม จำนวนเกษตรกรมากกว่า 100 ราย ในแต่ละกลุ่มจะมีต้นแบบเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกษตรกรในกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่ม  พึ่งพาตนเอง ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของโรงแรมจะช่วยดำเนินการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ในปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน IFOAM มากกว่า 10 ราย รวมทั้งโรงแรมได้จัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เรียกว่า ตลาดสุขใจ ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ สามารถนำมาขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภคสามารถซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้โดยตรงจากผู้ผลิต

 

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง คือ การนำวัสดุอินทรีย์และหรืออนินทรีย์ธรรมชาติทางการเกษตรที่มีธาตุอาหารสูง มาผ่านกระบวนการหมักจนสลายตัวสมบูรณ์ หรือ การนำปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการสลายตัวสมบูรณ์ แล้วมาผสมกับวัสดุอินทรีย์และหรืออนินทรีย์ธรรมชาติทางการเกษตรที่มีธาตุอาหารสูง

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน

          พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณธาตุอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของการเจริญเติบโต ดังนั้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงควรคำนึงถึงความต้องการปริมาณและชนิดของธาตุอาหารในแต่ละช่วงเวลาการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิด ได้แก่ สูตรไนโตรเจนสูง และฟอสฟอรัสสูง จะสามารถช่วยให้การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้ตรงตามความต้องการของพืชในช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งจะทำให้ประหยัดการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน

          ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เท่ากับ 4.0 – 5.0, 3.0 – 4.0 และ 1.0 – 2.0 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ส่วนผสมที่ใช้ในการผลิต ปริมาณ 100 กิโลกรัม

1.

กากเมล็ดถั่วเหลืองหรือปลาป่น    

60

กิโลกรัม

2.

มูลสัตว์

40

กิโลกรัม

3.

สารเร่งซุปเปอร์ พด.1    

1

ซอง

4.

สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ที่ขยายเชื้อในกากน้ำตาล     

26 – 30         

ลิตร

 

 

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สูตรไนโตรเจน

           1. ผสมกากเมล็ดถั่วเหลือง หรือ ปลาป่นและมูลสัตว์ ตามส่วนผสมให้เข้ากัน

           2.นำสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 จำนวน 1 ซอง เทลงในสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ขยายเชื้อแล้ว จำนวน 
26 – 30 ลิตร คนประมาณ 5 – 10 นาที นำไปรดบนกองวัสดุที่ผสมในข้อ 1 คลุกเคล้าให้ทั่วกองเพื่อให้ความชื้นสม่ำเสมอทั่วทั้งกอง

           3 .ตั้งกองปุ๋ยเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ให้ความสูงประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร แล้วใช้วัสดุคลุมกองให้มิดชิด เพื่อรักษาความชื้นในกองปุ๋ยระหว่างการหมัก

           4. กลับกองปุ๋ย และควบคุมความชื้นในระหว่างการหมัก 40 – 50 เปอร์เซ็นต์

          5. หมักกองปุ๋ยเป็นเวลา 10 – 15 วัน หรือจนกระทั่งอุณหภูมิภายในกองปุ๋ยลดลงเท่ากับภายนอกกองปุ๋ย จึงนำไปใช้ได้

 

 
 

ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง

1. เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุอาหารพืชสูง

2. เป็นแหล่งธาตุอาหารรองและจุลธาตุแก่พืช

3. มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดินและพืช

4. การปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชแบบช้าๆ ทำให้ลดการสูญเสียธาตุอาหาร

5. เป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมี

6. เกษตรกรสามารถผลิตใช้เองได้

 

ดิน (soil)  เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ธาตุต่างๆ ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ ซึ่งปกคลุมผิวดินโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ เป็นวัตถุที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตและการทรงตัวของพืช ดินประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นของแข็ง อินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศ ที่มีสัดส่วนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน 

ดิน....สำคัญอย่างไร ดินมีความสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก เพราะเป็นแหล่งที่มาของปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งจะได้มาจากดินทั้งทางตรงและทางอ้อม   ดินมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเกษตรกรรม เนื่องจากพืชจะเจริญเติบโตออกดอกผลได้ ต้องอาศัยดินเป็นที่ให้รากพืชได้เกาะยึดเหนี่ยว เพื่อให้ลำต้นของพืชยืนต้นได้อย่างมั่นคงแข็งแรง สามารถต้านทานต่อลมพายุ ไม่โค่นล้มหรือถูกถอนรากถอนโคนได้ง่าย และยังเป็นแหล่งของธาตุอาหารจำเป็นที่พืชต้องใช้ในกระบวนการการผลิตต่างๆ เพื่อสร้างดอก ใบ และผล นอกจากนี้ดินยังเป็นที่กักเก็บน้ำหรือความชื้นที่พืชจะนำไปใช้หล่อเลี้ยงลำต้น และเป็นแหล่งให้อากาศแก่พืชในการหายใจอีกด้วย ดินที่มีอากาศถ่ายเทดี รากพืชจะเจริญเติบโตแข็งแรง ดูดน้ำและธาตุอาหารได้มาก ทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตแข็งแรงและให้ผลิตผลสูง

 

 

...ถ้าเปรียบโลกของเราเหมือน..แอปเปิ้ล ผล  เมื่อแบ่งออกเป็น ส่วน  จะมี ส่วนที่เป็นพื้นดิน อีก ส่วนเป็นพื้นน้ำ โดยใน 1 ส่วนที่เป็นพื้นดิน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ดินที่ไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์เช่น เป็นทะเลทราย ขั้วโลก หรือเป็นเทือกเขาที่สูงชัน  ซึ่งมีความแห้งแล้ง หนาวเย็น หรือมีข้อจำกัด มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม ดินตื้น หรือดินไม่อุดมสมบูรณ์ เมื่อปอกเอาเฉพาะส่วนของเปลือกแอปเปิล จากพื้นที่ที่มีอยู่เพียงร้อยละ 10  ที่สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืช เพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชีวิตของคนทั้งโลก แต่พื้นที่เหล่านี้ก็ยังถูกเปลี่ยนไปใช้ในกิจกรรมอื่นอีก เช่น เป็นพื้นที่อยู่อาศัย สนามกอล์ฟ โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ  ทำให้พื้นดินที่จะใช้เพื่อการเพาะปลูกจริงๆ ยิ่งลดน้อยลงไปอีก 

.... ถึงเวลาแล้วหรือยัง?..ที่เราจะต้องช่วยกันปกป้อง ดูแลรักษาพื้นที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ...

 

 

การดูแลรักษาพื้นที่ดินเพื่อการเกษตรของประเทศไทย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลก   ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2478 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลามากกว่า 70 ปี มีการสำรวจทำแผนที่ดินตั้งแต่ระดับประเทศ จนถึงระดับไร่นา ขึ้นอยู่กับความต้องการนำไปใช้ประโยชน์  ส่วนการศึกษาทางดินในประเทศไทย ทั้งในด้านปฐพีวิทยาธรรมชาติ (pedology) และ ด้านความสัมพันธ์กับพืช (edaphology) นั้นยึดถือวิวัฒนาการทางวิชาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศทางทวีปยุโรปเป็นหลัก โดยมีหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือ ปัจจุบันมีข้อมูลและข้อสนเทศที่สามารถนำมาใช้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับดินมากมาย และทำให้มองเห็นปัญหาเกี่ยวกับดินและการใช้ที่ดินมากยิ่งขึ้น

การศึกษาดินด้านปฐพีวิทยาธรรมชาติ  เป็นการศึกษาเพื่อเรียนรู้ลักษณะสมบัติต่างๆ ของดิน การเกิดและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวของดิน  รวมถึงการแจกแจงชนิดของดินการสำรวจดินและทำแผนที่ดินในประเทศไทยนั้น ได้เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2478 โดยมี ดร. โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน (Dr. R.L. Pendleton) นักวิทยาศาสตร์ทางดินและการเกษตรชาวอเมริกันซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานในฐานะที่ปรึกษาของกรมเกษตรและการประมง กระทรวงเกษตราธิการในขณะนั้น เป็นผู้ริเริ่มโดยมีนักวิชาการฝ่ายไทย คือ ดร.สาโรช มนตระกูล และ ดร.เริ่ม บูรณฤกษ์ เป็นผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิด ทำการสำรวจดินในระดับประเทศ (Reconnaissane soil survey) โดยยึดถือระบบการสำรวจและจำแนกดินตามแบบของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (Untied States Department of Agriculture : USDA) ปี 1938 หรือที่เรียกว่า ระบบ USDA 1938 เป็นหลัก  และในปี พ.ศ. 2510 นักวิชาการทางดินของประเทศไทยได้นำระบบการจำแนกใหม่ ที่เรียกว่า ระบบอนุกรมวิธานดิน (Soil Taxonomy) เข้ามาใช้ในระบบการสำรวจและจำแนกดินของประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นระบบที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นระบบการจำแนกดินในประเทศไทย จึงได้ทำการจัดจำแนกดินตามระบบอนุกรมวิธานดินนี้มาจนถึงปัจจุบัน การจำแนกดินตามอนุกรมวิธานดินนี้ มีการแบ่งชั้นการจำแนกดินออกเป็น 6 ขั้น คือ อันดับ อันดับย่อย กลุ่มดินใหญ่ กลุ่มดินย่อย วงศ์ดิน และชุดดิน

 

 

การสำรวจดิน(soil survey) เป็นการสำรวจหาข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ของดินชนิดต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งและนำมาบันทึกไว้ในรูปแบบของแผนที่และรายงานสำรวจดิน แผนที่ดินแสดงถึงชนิดและการกระจายของดินแต่ละชนิดที่พบในบริเวณสำรวจ ส่วนรายงานสำรวจดินจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและสมบัติของดิน  สภาพสิ่งแวดล้อมในการเกิดดิน ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของดินแต่ละชนิด รวมถึงมีการแปลความหมายของข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ เช่น ด้านการเกษตร ป่าไม้ วิศวกรรม ชลประทาน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ภัยธรรมชาติต่างๆ 

งานสำรวจดิน เป็นงานที่ต้องอาศัยหลักวิชาการหลายแขนง ทั้งทางด้านปฐพีวิทยา (soil science) ธรณีวิทยา (geology) ภูมิศาสตร์ (geography) ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) อุตุนิยมวิทยา (climatology) ตลอดจนวิชาที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ เกษตรศาสตร์ และการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างๆ  เข้ามาใช้ในการศึกษาเพื่ออธิบายถึงลักษณะและคุณสมบัติที่สำคัญของดิน กำเนิดของดิน และการจำแนกดิน  ผู้ที่ทำการสำรวจทำแผนที่ดินหรือนักสำรวจดิน จะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างดีในหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดิน กระบวนการที่เกี่ยวข้อง ลักษณะและสมบัติของดิน ระบบที่ใช้ในการจำแนกดิน รวมถึงกิจกรรมที่จะนำผลงานสำรวจดินไปใช้

การสำรวจดินมีขั้นตอนการทำงาน คือ 1.ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น  2.ตรวจสอบดินในสนาม 3. วิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ 4.ทำแผนที่ดิน และ 5.ทำรายงานสำรวจดิน

 

 

ติดตาม เรียนรู้เรื่องดิน  ตอนที่ 2... ลักษณะเด่นของดินในประเทศไทย ได้ที่นี่ 

 
 

การศึกษาดินเพื่อเรียนรู้ลักษณะสมบัติต่างๆ ของดิน การเกิดและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวของดิน รวมถึงการแจกแจงชนิดของดินและทำแผนที่ดินในประเทศไทยนั้น ได้เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2478 โดยมีการสำรวจดินในระดับประเทศ (Reconnaissane soil survey) โดยยึดถือระบบการสำรวจและจำแนกดินตามแบบของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (Untied States Department of Agriculture : USDA) ปี 1938 หรือที่เรียกว่า ระบบ USDA 1938 เป็นหลัก ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ประเทศไทยจึงได้นำระบบการจำแนกใหม่ ที่เรียกว่า ระบบอนุกรมวิธานดิน (Soil Taxonomy) เข้ามาใช้ในระบบการสำรวจและจำแนกดินของประเทศไทย และได้จัดจำแนกดินตามระบบอนุกรมวิธานดินนี้มาจนถึงปัจจุบัน การจำแนกดินตามอนุกรมวิธานดินนี้ มีการแบ่งชั้นการจำแนกดินออกเป็น 6 ขั้น คือ อันดับดิน อันดับย่อย กลุ่มดินใหญ่ กลุ่มดินย่อย วงศ์ดินและชุดดิน

 

 
 

ชุดดิน เป็นขั้นการจำแนกดินต่ำสุดของระบบที่ใช้ลักษณะและสมบัติทางสัณฐาน กายภาพ เคมี แร่ และจุลสัณฐาน ที่มีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินและการจัดการดิน เช่น การจัดเรียงชั้นดิน สีดิน เนื้อดิน โครงสร้าง ความเป็นกรดเป็นด่าง แร่ในดิน ซึ่งจะต้องอาศัยการศึกษาดินในสนามและการวิเคราะห์ดินจากห้องปฏิบัติการในการจำแนกดินด้วย ปัจจุบันได้มีการศึกษาและตั้งชื่อชุดดินของประเทศไทยแล้วกว่า 300 ชุดดิน โดยใช้ชื่อสถานที่ที่พบดินนั้นเป็นครั้งแรกเป็นชื่อชุดดิน เช่น ชุดดินลำปาง ชุดดินนครปฐม ชุดดินบางกอก ชุดดินปากช่อง ชุดดินกุลาร้องไห้   ชุดดินชุมพร เป็นต้น

กลุ่มชุดดิน เนื่องจากชุดดินต่างๆมีเป็นจำนวนมาก และมีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะและสมบัติของดินที่หลากหลาย จึงเป็นการยากต่อผู้ใช้ข้อมูลและแผนที่ ที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อชุดดิน และไม่สามารถจำรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะและสมบัติของชุดดินต่างๆได้

กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าใจถึงปัญหานี้ ดังนั้นในปี พ.ศ.2532 จึงได้หาวิธีที่จะจัดกลุ่มของชุดดินขึ้นมา โดยใช้หลักเกณฑ์ในการรวมชุดดินที่มีลักษณะ สมบัติ และศักยภาพในการเพาะปลูก รวมถึงการจัดการดินที่คล้ายคลึงกัน มาไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน จากดินกว่า 300 ชุดดิน ได้จัดจำแนกใหม่เป็น 62 กลุ่มชุดดิน ด้วยกัน พร้อมคำอธิบายสั้นๆและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

ลักษณะเด่นของดินในประเทศไทย

จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดินอย่างต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน สามารถจะบอกได้ว่าดินส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีลักษณะเด่นเป็นดินเขตร้อนที่มีพัฒนาการค่อนข้างสูงถึงสูง และมักจะขาดความอุดมสมบูรณ์ในระดับการผลิตพืชเศรษฐกิจเนื่องจากปัจจัยและสภาพแวดล้อม ในการเกิดดินในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ลักษณะของดินที่เกิดในบริเวณต่างๆ ของประเทศไทยจึงมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันไปด้วย สรุปโดยภาพรวมได้ดังนี้...

1.ทรัพยากรดินในภาคใต้ : ลักษณะดินที่พบส่วนใหญ่ในภาคใต้ เป็นดินที่อยู่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างชื้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นแหลมหรือแผ่นดินยื่นลงไปในทะเล มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาวทั้งสองด้าน ตอนกลางมีเทือกเขาสูงทอดตัวเป็นแนวยาวเหนือ-ใต้ และมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้นมีฝนตกชุกสม่ำเสมอ ดินในพื้นที่ดอนส่วนใหญ่เป็นดินที่มีพัฒนาการมาก มีการชะล้างสูง ความอุดมสมบูรณ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำ จัดได้ว่าเป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำถึงค่อนข้างต่ำ

 

 
 

2. ทรัพยากรดินในภาคกลาง : สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และลำน้ำสาขา ทำให้มีพื้นที่ราบต่อเนื่องกันเป็นบริเวณกว้าง วัตถุต้นกำเนิดดินส่วนใหญ่เป็นพวกตะกอนน้ำพา ดินในแถบนี้จึงมีศักยภาพทางการเกษตรอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ประกอบกับพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ระบบชลประทาน การใช้ประโยชน์ที่ดินจึงมีประสิทธิภาพมากกว่าภาคอื่นๆ แม้ว่าจะมีปัญหาดินเปรี้ยวอยู่บ้าง

 
 

3. ทรัพยากรดินในภาคเหนือ : สภาพพื้นที่โดยทั่วๆ ไปเป็นเทือกเขาสูงสลับกับที่ราบระหว่างหุบเขา หรือที่ราบบริเวณสองฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ ลักษณะดินที่พบส่วนใหญ่เป็นดินที่มีพัฒนาการไม่มากนัก ในดินยังคงมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำจนเกินไป ดินในบริเวณที่ราบหรือค่อนข้างราบเป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง แต่ข้อจำกัดของพื้นที่ภาคเหนือที่สำคัญคือ เป็นพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อน มีพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาต่างๆ ที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 ขึ้นไป ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างขวาง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จัดว่ามีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายสูง ไม่เหมาะสมสำหรับทำการเกษตร

 

 
 
 

4. ทรัพยากรดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : สภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มสลับกับที่ดอน วัตถุต้นกำเนิดดินส่วนใหญ่เกิดจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ของหินตะกอน หรือเป็นชิ้นส่วนของหินตะกอนที่ผุพังและถูกเคลื่อนย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนัก ลักษณะดินที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นดินที่มีพัฒนาการสูง มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดินมีโอกาสขาดแคลนน้ำได้ง่าย เนื่องจากเนื้อดินเป็นทรายจัด นอกจากนี้ยังมีดินที่มีปัญหาในการใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรอีกด้วย เช่น ดินเค็ม ดินทราย ดินมีกรวดศิลาแลงปนอยู่ในระดับตื้น ส่งผลให้ศักยภาพของดินทางการเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำหรือต่ำ

 

    ติดตาม เรียนรู้เรื่องดิน ต่อ ใน ตอนที่ 3... สำรวจดินกันอย่างไร ได้ที่นี่ 

 
 

การสำรวจดิน (Soil Survey) หมายถึง การใช้วิธีการศึกษาทางสนามและข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาประมวลเข้าด้วยกันเพื่อแจกแจงและจำแนกดินในบริเวณใดบริเวณหนึ่งออกเป็นชนิดต่างๆ และแบ่งขอบเขตของบริเวณที่ดินที่มีลักษณะแตกต่างกัน จัดทำแผนที่ดิน และแปลความหมายข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมได้จากการสำรวจ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นงานสำรวจดินที่สมบูรณ์จะต้องประกอบด้วย แผนที่ดินและรายงานการสำรวจดินที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชนิด ลักษณะของดิน และแปลความหมายจากลักษณะของดินในแต่ละหน่วยพื้นที่ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ดินนั้นๆ 

 

 

ขั้นตอนการสำรวจดินประกอบด้วย

1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น 

2. ตรวจสอบดินในสนาม

3. วิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ

4. ทำแผนที่ดิน และ

5. ทำรายงานสำรวจดิน  มีรายละเอียดดังนี

การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น การศึกษาเบื้องต้น เป็นขั้นแรกของการดำเนินงานสำรวจจำแนกดิน โดยปกติจะทำเพื่อตรวจสอบข้อมูลข้อสนเทศที่รวบรวมไว้แล้วและหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้เห็นภาพอย่างกว้างๆ ของดินและความสัมพันธ์ของดินกับสภาพภูมิประเทศ วัตถุต้นกำเนิดดินและลักษณะอื่นๆ รวมถึงความสัมพันธ์ทั่วๆไประหว่างดินชนิดต่างๆ กับการใช้ที่ดิน สำหรับความละเอียดหรือความหยาบของการศึกษาเบื้องต้นนี้ จะขึ้นอยู่กับข้อสนเทศที่มีอยู่และความจำเป็นในการใช้ข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมแผนการดำเนินงานและเพื่อวางโครงร่างการทำแผนที่กับกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำแผนที่ ถึงแม้ว่าจะเป็นการสำรวจดินในบริเวณที่เคยมีการสำรวจดินมาก่อนแล้ว นักสำรวจดินก็ยังจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาดินในภาคสนาม

 

 
 

การตรวจสอบดินในสนาม จุดประสงค์ของการสำรวจดินในสนามก็เพื่อศึกษาลักษณะต่างๆ ของดิน เพื่อที่จะแบ่งแยกขอบเขตดินออกเป็นหน่วยต่างๆ ตามวัตถุประสงค์หลังจากที่ได้ทราบความสัมพันธ์ต่างๆของดิน และสภาพภูมิประเทศเรียบร้อยตั้งแต่การศึกษาเบื้องต้นแล้ว การสำรวจในพื้นที่ หรือการสำรวจภาคสนามประกอบด้วยงานหลายอย่างที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม วิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจสอบลักษณะดินในสนามคือ การศึกษาลักษณะดินจากหลุมดินที่เพิ่งขุดใหม่ๆ หรือศึกษาจากหน้าตัดดิน นักสำรวจดินจะศึกษาลักษณะและสมบัติต่างๆ ของดินในช่วงความลึกตั้งแต่ผิวหน้าดินลงไปประมาณ 2 เมตร โดยจะตรวจสอบและบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดในเรื่องต่างๆ เช่น ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของจุดที่ทำการศึกษาสภาพพื้นที่ และข้อมูลปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิดดินทั่วไปอื่นๆ และลักษณะของดินอย่างละเอียดพร้อมทั้งทดสอบสมบัติของดินบางประการตามที่กำหนด เช่น ชั้นดิน ความลึก สีดิน โครงสร้างของดิน ชนิดของวัสดุ หรือสิ่งที่ปะปนอยู่ในดิน และการจัดเรียงชั้นดิน ความเป็นกรดเป็นด่าง และเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการจำแนกชนิดของดินเบื้องต้นและการทำแผนที่ต้นร่าง

การวิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ

แม้ว่าเราจะทำการศึกษาตรวจสอบดินในพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อรวบรวมลักษณะและสมบัติต่างๆ ของดินให้ได้มากที่สุด แต่ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการจัดจำแนกดินบางอย่างนั้น ไม่อาจได้มาโดยการศึกษาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ หรือใช้วิธีการตรวจสอบด้วยอุปกรณ์ภาคสนามได้แต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีสมบัติภายในของดินบางส่วนกลับมายังห้องปฏิบัติการ และนำไปตรวจวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือและวิธีการตามมาตรฐานสากล เพื่อที่จะนำผลที่ได้มาใช้ในการจัดจำแนกและประเมินศักยภาพของดินนั้นๆ ตัวอย่างของการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาสมบัติต่างๆ ของดิน ได้แก่

          - การวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพ เช่น การวิเคราะห์การกระจายของอนุภาคดินในขนาดต่างๆ  ทั้ง ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว เพื่อให้ทราบสัดส่วนของอนุภาคขนาดต่างๆ สำหรับใช้ในการจำแนกชนิดของเนื้อดิน รวมทั้งวิเคราะห์หาความหนาแน่นรวมของดิน ปริมาณความชื้นในดิน เป็นต้น

          - การวิเคราะห์สมบัติทางเคมี เช่น ค่าปฏิกิริยาของดินหรือค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ ปริมาณด่างที่สกัดได้ ค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน ค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายดิน เป็นต้น 

          - การวิเคราะห์สมบัติทางแร่วิทยาและจุลสัณฐานวิทยา 

          - การตรวจหาปริมาณของอนุภาคขนาดต่างๆ ได้แก่ ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว เพื่อให้ทราบสัดส่วนของอนุภาคขนาดต่างๆ สำหรับใช้ในการจำแนกชนิดของเนื้อดิน

          - การตรวจวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน

          - การวิเคราะห์ปริมาณธาตุประจุบวก เช่น แคลเซียม โซเดียมในสารละลายดินและค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน

          - การวิเคราะห์ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

          - ฯลฯ

ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาลักษณะดินในพื้นที่ ประกอบกับข้อมูลผลการตรวจสอบสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินในห้องปฏิบัติการ จะทำให้เราสามารถแบ่งชนิดของดินออกเป็นกลุ่มและจัดหมวดหมู่ดินตามระบบการจำแนกดินแบบอนุกรมวิธานดินได้ ตั้งแต่ระดับใหญ่ที่สุดคือ “อันดับ” จนถึงระดับเล็กที่สุด เรียกว่า “ชุดดิน”

 
 

การทำแผนที่ดิน

          แผนที่ดิน หมายถึงแผนที่แสดงขอบเขตของที่ดินและการกระจายทางภูมิศาสตร์ของดินชนิดต่างๆ ซึ่งมีสมบัติเกี่ยวข้องกันและเป็นลักษณะตามธรรมชาติของดินที่พบในการสำรวจ และมีการระบุถึงชื่อต่างๆ ของดินตามระบบการจำแนกดินที่ใช้

          การทำแผนที่ดิน เป็นการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลดินทั้งจากภาคสนาม ผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ และข้อมูลการจำแนกชนิดของดิน เพื่อจัดทำแผนที่แสดงขอบเขตและการกระจายของดินชนิดต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศ โดยจะต้องรักษามาตรฐานของความถูกต้องตามมาตราส่วนที่กำหนดและประเภทของการสำรวจดิน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการแปลความหมายเพื่อการใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 
 

การทำรายงานสำรวจดิน

          รายงานการสำรวจดิน หมายถึง เอกสารรายงานประกอบการแปลความหมายข้อมูลดิน ซึ่งแสดงรายละเอียดและคำอธิบายที่เชื่อมโยงถึงข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ดินฉบับหนึ่งๆ อาจรวมถึงข้อมูลการประเมินศักยภาพและความเหมาะสมของดิน เพื่อการใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรที่บุคคลทั่วไปสามารถศึกษาทำความเข้าใจได้ ทั้งนี้เนื่องจากแผนที่ดินเพียงอย่างเดียวจะมีประโยชน์เฉพาะคนที่คุ้นเคยกับชื่อของหน่วยดินที่ระบุไว้ในแผนที่เท่านั้น

          มาตรฐานของรายงานผลการสำรวจดิน จะต้องประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

           1. ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วยรายละเอียดความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการสำรวจดิน วิธีการสำรวจ รายชื่อผู้ทำการสำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ ขนาดพื้นที่และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของบริเวณที่ทำการสำรวจ เขตการปกครองและเขตติดต่อ สภาพทางธรณีวิทยา ธรณีสัณฐาน ภูมิอากาศ อุทกวิทยา รวมถึงพืชพรรณและการใช้ประโยชน์ที่ดิน

          2. ผลการสำรวจดิน ประกอบด้วยระบบการจำแนกดินที่ใช้ลักษณะของหน่วยแผนที่ เช่น ชุดดินหรือกลุ่มชุดดิน พร้อมทั้งแสดงคำอธิบายลักษณะของแต่ละหน่วยแผนที่อย่างละเอียด พื้นที่ของหน่วยดินชนิดต่างๆ ที่พบ รวมถึงผลการแปลความหมายข้อมูลการสำรวจดินเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ความเหมาะสมของดินต่อการปลูกพืชชนิดต่างๆ เป็นต้น

         3. บทสรุป ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าดินที่ สำรวจพบนั้นส่วนใหญ่เป็นดินอะไร ใช้ทำประโยชน์อะไร รวมทั้งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่พบและแนวทางแก้ไข เช่น ปัญหาสภาพพื้นที่ ปัญหาเกี่ยวกับดิน ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ หรือปัญหาเกี่ยวกับการกร่อนหรือการชะล้างพังทลายของดิน

         4. ภาคผนวก เป็นส่วนที่จะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจดินนั้นๆ เช่น ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลลักษณะดินในสนาม ผลการวิเคราะห์ดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี แร่วิทยา และอื่นๆ

        5. แผนที่ดิน รายงานการสำรวจดินทุกฉบับจะต้องมีแผนที่ดินประกอบอยู่ด้วย จึงจะเป็นรายงานฉบับที่สมบูรณ์

        การสำรวจดินซึ่งบันทึกไว้ในรูปแผนที่ดิน และรายงานสำรวจดินนั้นสามารถนำมาใช้ในด้านต่างๆ ดังนี้

        - ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาเรียนรู้ลักษณะดิน ศักยภาพของดิน ความเหมาะสมของดินสำหรับใช้เพื่อปลูกพืช สภาพปัญหา และการแจกกระจายของดินชนิดต่างๆ เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม และทราบว่าจะจัดการกับปัญหาของดินอย่างไรเพื่อให้พืชที่ปลูกมีผลผลิตที่ดีขึ้น

        - ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการใช้ที่ดินและการพัฒนาด้านการเกษตร กำหนดแนวทางการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับสภาพของดินและสภาพเศรษฐกิจสังคม เพื่อให้ลดปัญหาด้านผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด เช่น การกำหนดเขตเมือง เขตอุตสาหกรรม เขตการเพาะปลูกหรือกำหนดเขตการปลูกพืชว่าบริเวณใดควรปลูกพืชชนิดใด หรือควรจำกัดไว้เป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือป่าเศรษฐกิจรวมถึงการประเมินความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน การจัดระบบการปลูกพืชและวางแผนอนุรักษ์ดินและน้ำ

        -  ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินผลผลิตพืชเศรษฐกิจล่วงหน้าเพื่อวางแผนด้านการจัดการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

        -  เป็นฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์สำหรับการค้นคว้าวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งในและนอกประเทศ

 
 

1. LDD Soil Guide สารสนเทศดินและข้อมูลการใช้ปุ๋ย เป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกร หรือบุคคลที่สนใจทั่วไป สามารถทราบ ลักษณะของดิน คุณสมบัติของดิน ตลอดจนการจัดการดินเพื่อการปลูกพืช ความเหมาะสมของดินในการปลูกพืช คําแนะนําปุ๋ยสําหรับกลุ่มชุดดิน คําแนะนําการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้น และการใช้ประโยชน์ที่ดินใน พื้นที่ที่ต้องการ เกษตรกร ประชาชน ภาครัฐและเอกชน สามารถค้นหาข้อมูล คุณสมบัติของดิน ตลอดจนการจัดการดินเพื่อการปลูกพืช ความเหมาะสมของดินในการปลูกพืชแต่ละชนิด คําแนะนําการใช้ปุ๋ยสําหรับกลุ่มชุดดิน คําแนะนําการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเบื้องต้น และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่ต้องการ ได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันนี้ เพื่อนําไปใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนก่อนการเพาะปลูก

        ผู้เข้าใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลสารสนเทศดินและข้อมูลการใช้ปุ๋ยได้ด้วยตนเองผ่านอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์  (Smart device) เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการวางแผนก่อนการเพาะปลูก โดยดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ Google Play หรือ App Store ใช้คำค้นหา "LDD Soil Guide" หรือ "กรมพัฒนาที่ดิน"หรือสแกนผ่าน QR Code ติดตั้งแอปพลิเคชัน (Install) "LDD Soil Guide"ลงเครื่องสมาร์ทโฟน และเปิดใช้งานได้ทันที

2. กดดูรู้ดิน เป็นแอปพลิเคชัน ที่แสดงข้อมูล ณ ตำแหน่ง ที่ผู้ใช้งานเปิดใช้แอปพลิเคชัน โดยระบบ GPS จะตั้งค่าแผนที่เป็นตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันโดยอัตโนมัติ ข้อมูลที่แสดงประกอบด้วย ข้อมูลกลุ่มชุดดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลแนวทางการจัดการดิน ปัญหาของดิน พืชที่มีความเหมาะสมในการปลูกของกลุ่มชุดดินต่างๆ ข้อมูลที่ตั้งแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการดิน เช่น ที่ตั้งสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ศูนย์การเรียนรู้ ข้อมูลที่ตั้งร้านค้าเกษตร ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถเรียกดูเส้นทางจากตำแหน่งปัจจุบัน ไปยังสถานที่ที่สนใจได้บนแผนที่ได้

    ผู้เข้าใช้งาน สามารถค้นหาข้อมูลสารสนเทศดินและข้อมูลการใช้ปุ๋ยได้ด้วยตนเองผ่านอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์  (Smart device) เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการวางแผนก่อนการเพาะปลูก โดยดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ Google Play หรือ App Store ใช้คำค้นหา "LDD Soil Guide" หรือ "กรมพัฒนาที่ดิน"หรือสแกนผ่าน QR Code ติดตั้งแอปพลิเคชัน (Install) "LDD Soil Guide"ลงเครื่องสมาร์ทโฟน และเปิดใช้งานได้ทันที

 

 
 

3. ข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรดินรายจังหวัด LDD Land Info ข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรดินรายจังหวัด เป็นระบบที่กรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาขึ้น โดยการบูรณาการข้อมูลที่กรมพัฒนาที่ดิน มีอยู่ ประกอบด้วย ข้อมูลกลุ่มชุดดิน (Soil group) ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land use) ข้อมูลความเหมาะสมของดินกับการปลูกพืช (Soil suit) ข้อมูลแนวเขตป่าไม้ถาวร ข้อมูลดินปัญหา ข้อมูลผลกระทบจากภัยแล้ง และข้อมูลเขตเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจ ที่อยู่ในรูปแบบ GIS (Geographic Information System) มาจัดทำเป็นแผนที่สำเร็จรูป ประกอบด้วยแผนที่กลุ่มชุดดิน แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนที่ดินปัญหา แผนที่แนวเขตป่าไม้ถาวร แผนที่ความเหมาะสมของดินในการปลูกพืช (ข้าว พืชไร่ ไม้ผล) แผนที่กำหนดเขตความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจ (ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา) และแผนที่ผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งสามารถสืบค้นข้อมูลได้ถึงระดับตำบล โดยแผนที่ชนิดต่างๆ ให้บริการบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ Smart device เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูล ได้อย่างง่าย สะดวก รวดเร็ว และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจ วางแผนทำการเกษตร หรือการจัดการด้านต่าง ๆ นำไปสู่การพัฒนาและการจัดการอย่างยั่งยืนต่อไป

     ผู้เข้าใช้งาน สามารถ ดาวน์โหลดที่ Google Play ใช้คำค้นหา "LDD Land Info" หรือ "กรมพัฒนาที่ดิน" ติดตั้งแอปพลิเคชัน (Install) "LDD Land Info" ลงเครื่องสมาร์ทโฟน และเปิดใช้งานได้ทันที หรือสแกนผ่าน QR Code

 

 

4. ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ ปุ๋ย เป็นแอปพลิชันที่ใช้สำหรับเกษตรกรค้นหาผลวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ ปุ๋ย ที่ส่งมาให้กรมพัฒนาที่ดินตรวจวิเคราะห์ โดยให้ข้อมูลดังนี้

    - ให้ข้อมูลผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำและปุ๋ย ที่กรมพัฒนาที่ดินตรวจวิเคราะห์ย้อนหลัง

    - เกษตรกรและผู้สนใจสามารถค้นหาผลการวิเคราะห์ย้อนหลังได้ด้วยตนเอง จากชื่อเกษตรกร ผู้ส่งตัวอย่าง หรือสถานที่เก็บตัวอย่างดิน ผ่านแอปพลิเคชัน

    - คุณสมบัติของดินในพื้นที่ของตนเอง ใช้เป็นข้อมูลวางแผนการเพาะปลูกพืชให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสม

    - สามารถค้นหาข้อมูลย้อนหลังด้วยตัวเอง เพื่อนำไปขอรับคำปรึกษาจากนักวิชาการในการวางแผนการผลิตทางการเกษตรให้เหมาะสม

    - ผู้สนใจที่ไม่เคยส่งดินมาตรวจวิเคราะห์ สามารถใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชัน ค้นหาผลวิเคราะห์ดินในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของตนเองได้ (หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ควรส่งตัวอย่างดินให้กรมพัฒนาที่ดิน ตรวจวิเคราะห์โดยตรง)

    การใช้งาน โดยดาวน์โหลดที่ Google Play ใช้คำค้นหา "ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ ปุ๋ย" หรือ "กรมพัฒนาที่ดิน" ติดตั้งแอปพลิเคชัน (Install) "ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ ปุ๋ย" ลงเครื่องสมาร์ทโฟน และเปิดใช้งานได้ทันที หรือสแกนผ่าน QR Code

 
 

5. ปุ๋ยรายแปลง โปรแกรมสารสนเทศที่ให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง ถูกพัฒนาขึ้นโดยการบูรณาการข้อมูลการจัดการดินของกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับคำแนะนำการจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินของกรมวิชาการเกษตร และผลงานวิจัยการจัดการธาตุอาหารเฉพาะพื้นที่  แล้วจึงจัดทำระบบติดต่อผู้ใช้ให้สามารถคัดกรองข้อมูลได้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ เกษตรกรสามารถรับคำแนะนำการใช้ปุ๋ยได้แม้ไม่ส่งตัวอย่างดินวิเคราะห์ เนื่องจากโปรแกรมมีผลวิเคราะห์ดินพื้นฐานประจำชุดดินอยู่แล้ว แต่ในกรณีที่เกษตรกรส่งดินมาตรวจวิเคราะห์กับกรมพัฒนาที่ดิน สามารถระบุผลการวิเคราะห์ดินเข้าไปในโปรแกรม จะทำให้ได้คำแนะนำการจัดการปุ๋ยที่มีความจำเพาะเป็นรายแปลง   ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถลดต้นทุนด้านการผลิตลง ก่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน ตลอดจนให้กำไรสูงสุด ข้อมูลในโปรแกรมประกอบด้วย ข้อมูลการจัดการดินของกรมพัฒนาที่ดิน  ข้อมูลคำแนะนำการจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินของกรมวิชาการเกษตร  ข้อมูลการจัดการธาตุอาหารเฉพาะพื้นที่

    การเรียกใช้งาน ดาวน์โหลดที่ Google Play หรือ App Store ใช้คำค้นหา "ปุ๋ยรายแปลง" หรือ "กรมพัฒนาที่ดิน" ติดตั้งแอปพลิเคชัน (Install) "ปุ๋ยรายแปลง" ลงเครื่องสมาร์ทโฟน และเปิดใช้งานได้ทันที หรือสแกนผ่าน QR Code

การดูแล และ ฟื้นฟู ต้นไม้ หลังน้ำท่วม ให้รอด

     เทศกาลน้ำท่วมกำลังจะมาอีกแล้วที่บ้านผม คาดการณ์ไม่ได้เลยว่า จะท่วม หรือไม่ท่วม แต่ที่แน่ๆ ฝนตกติดต่อกันหลายวันแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นถนนหน้าบ้าน ซอยข้างบ้าน แม้แต่ถนนที่ต้องเดินทางออกทุกวี่วันเป็นประจำ ก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำ เนื่องจากถนนที่ต้องเดินทางนั้น อยู่ติดกับคลองชลประทาน แม้ว่าทางการเองจะดูแลเอาใจใส่ดี หาลูกรังมาถม 3-4 ปีหน แม้ว่าความสูงของถนนจะสูงกว่าระดับน้ำในคลองนิดหน่อย แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังท่วม

     ปัญหาไม่ได้เกิดจากน้ำมากหรืออะไร แต่เป็นเพราะชาวนาข้างๆ หลายคนช่วยกันใช้รถขุดคันนากั้นน้ำจากคลองไม่ให้เข้าพื้นนาของตัวเอง น้ำไม่มีทางไปเลยต้องใช้ถนนเป็นทางผ่าน แถมยามน้ำในคลองลด น้ำบนถนนก็ไม่ได้แห้งเหือดไปพร้อมกัน กลับหาทางออกไม่ได้จนย่อยสลายทั้งลูกรังและต้นไม้ใบหญ้าที่ถูกท่วม ใจดีส่งกลิ่นให้เชยชมบ่อยๆ

     เมื่อน้ำมาท่วมและทางแก้ปัญหาต้นเหตุอาจใช้เวลานาน เราก็จำเป็นต้องอยู่กับน้ำให้ชินชา ต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้หลังจากน้ำท่วมเมื่อปี 54 กำลังแตกใบให้ผลผลิต อาจต้องมาล้มหายตายจากไปจากเทศกาลน้ำครั้งนี้อีกก็เป็นได้ เพราะไม่ได้คิดว่าจะท่วมกันบ่อยๆ ใจจริงแล้วมีข้อมูลเรื่อง ไม้ทนน้ำท่วม ไว้มากมาย แต่ไม่ได้หยิบยกมาใช้ กาลนี้เองถึงต้องรีบขวนขวายหามาเจือ เพราะไม่รู้ว่า น้องน้ำจะมาอีกหรือไม่

ปลูกอะไรดีในพื้นที่น้ำท่วมบ่อย

พืชทนน้ำท่วม ไม่ตายง่าย

     ปลูกพืชที่อยู่กับน้ำแล้วไม่ตาย ต่อให้ท่วมมากแค่ไหน ถ้าไม่ท่วมถึงยอด ไม่มีวันตาย

  • น้ำท่วมไม่เกิน 1 เมตร ท่านให้ปลูก ผักกูด ใบเตย พืชเหล่านี้ทนน้ำท่วมได้ ตายแล้วก็จะงอกใหม่ แตกกอได้อีก
  • ท่วมมิดหัว ท่านว่าให้ปลูก กล้วย มะกอกน้ำ มะดัน พุดทรา ตะเคียน ยางนา หว้า ชะมวง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว มะม่วงเบา ไผ่ตงลืมแล้ง มะดัน ชมพู่มะเหมี่ยว ทุเรียนเทศ สะเดาเทียม สะเม็ด ต้นชมพู่ทับทิมจันทร์ พืชเหล่านี้ทนน้ำท่วมได้
  • พืชที่ตายแล้วก็จะงอกใหม่ในบางชนิด เช่น มะระขี้นก ย่านาง เตย
  • พืชทนน้ำท่วมบางชนิด มีน้ำท่วมขังแต่ยอดจมก็สามารถอยู่ได้ บางชนิดน้ำท่วมขังแค่เพียงไม่เกินส่วนยอดเท่านั้นและไม่เกิน 2 อาทิตย์ เช่น มะกรูด มะนาว

     พืชต่อไปนี้คือ ตายแน่ๆ ท่วมมาก็ตายก่อนเพื่อนเลย คือ ขนุน ไผ่หวาน ชะอม สะเดาทะวาย กะท้อน มันเทศ สะตอ ลูกเนียง ลูกนาง เฮลิโคเนีย ดาหลา ตะใคร ขิง ข่า กระชาย ขมิ้น พริก มะเขือ มะนาว บวบ มะระ ถั่วฝักยาว ถั่วพู

     พืชบางชนิดสามารถเอาตัวรอดได้หากมีรากแก้ว และระบบรากพอจะมีออกซิเจนเหลือให้หายใจได้ เนื่องจากน้ำอาจซึมผ่านชั้นดินไปไม่ถึง เพราะฉะนั้น ผลหมาก รากไม้ต่างๆ หากมีระบบรากไม่ลึกมากจะตายเสียส่วนใหญ่ ยกเว้นพืชที่มีระบบรากตื้น แต่มีเหง้า เช่น เตย กล้วย ไผ่ พวกนี้ตายยาก แต่หากท่วมเกินครึ่งเดือนก็ไม่ไหว ตายเหมือนกัน ขยายความเพิ่มเติม ดูที่พืชทนน้ำ ท่วมก็ไม่ตาย

     ส่วนพวกชมพู่มะเหมี่ยว มะม่วงเบา หากมีรากแก้วพวกนี้ส่วนใหญ่จะรอด ยกเว้นที่ปลูกในลักษณะการตอนกิ่ง ปักชำ ปักกิ่ง ไม่มีรากแก้ว แถมระบบรากตื้น น้ำท่วมก็จมน้ำตายได้ แต่ถ้าหากดินบริเวณที่ปลูกดูดซับน้ำได้ดี น้ำซึมเร็ว แห้งเร็ว ก็อาจจะรอดเนื่องจากรากได้หายใจ แถมท้ายด้วยเรื่อง ไม้ประดับทนน้ำท่วม….

ไม้ประดับทนน้ำท่วม

     ทำไมพรรณไม้แต่ละชนิดจึงทนน้ำท่วมขังได้แตกต่างกัน

     ถ้าตอบแบบง่ายๆ และถูกต้องก็คือ เป็นธรรมชาติของพรรณไม้ หากขยายความก็คือ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของพรรณไม้ เห็นได้จากถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ (Habitat & distribution) พรรณไม้ที่ขึ้นอยู่ริมแหล่งน้ำ ก็จะชอบน้ำและทนทานต่อน้ำท่วม หากกล่าวถึงเฉพาะพรรณไม้พุ่มหรือไม้ต้นที่มีเนื้อไม้แข็ง สามารถสังเกตได้จากลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเปลือกลำต้นและเปลือกรากที่มีความแข็ง หรือหนาเหนียว และอาจพบช่องแลกเปลี่ยนกาซตามเปลือกที่เป็นรอยขีดนูนหรือเป็นตุ่มนูนสีขาวหรือเทา ดังเช่น ต้นมะกอกน้ำ มะดัน อโศกน้ำ ยางนา ละมุด มะกรูด ซึ่งมีความทนทานต่อน้ำท่วมได้ดี แต่ในขณะที่เปลือกลำต้นหรือเปลือกรากมีลักษณะค่อนข้างอ่อน หนาและค่อนข้างฉ่ำน้ำ เช่น จำปี จำปา มะกอก มะกอกฝรั่ง พญาสัตบรรณหรือตีนเป็ด ชมพูพรรณทิพย์ จะไม่ทนทานต่อน้ำท่วม

     ทำไมพรรณไม้ถึงตายเมื่อน้ำท่วม

     ตามธรรมชาติแล้วพรรณไม้ประดับทุกชนิดต้องการน้ำที่จะนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างอาหาร เพื่อการเจริญเติบโต แต่มีความต้องการในปริมาณที่เหมาะสมไม่เท่ากัน โดยดูดซับเข้ามาทางรากขนอ่อนที่อยู่ส่วนปลายของราก รากขนอ่อนนี้มีผนังบางๆ หากมีน้ำท่วม น้ำจะเข้าไปแทนที่ฟองอากาศที่มีอยู่ในดิน ทำให้รากแลกเปลี่ยนกาซไม่ได้ เซลล์จะตายหรือเน่าเสีย ทำให้รากใหญ่ดูดน้ำขึ้นไปใช้ไม่ได้ ใบก็จะขาดน้ำ ทำการสังเคราะห์แสงไม่ได้ ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เหี่ยวแห้งและร่วง ตายในเวลาต่อมา ซึ่งหลายคนสงสัยว่า ทำไมใบไม้ ขาดน้ำ ทั้งๆ ที่ต้นแช่น้ำอยู่

ปลูกอะไรดีในพื้นที่น้ำท่วมบ่อย

พรรณไม้ประดับที่ทนน้ำท่วม

     พรรณไม้ที่ทนน้ำท่วมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง หรือขึ้นอยู่ริมแหล่งน้ำที่เป็นแม่น้ำ ลำธาร น้ำตก หนองบึง หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นพรรณไม้พื้นเมืองดั้งเดิมของไทย อาทิเช่น พรรณไม้ในวงศ์ยาง (Family Dipterocarpaceae) ได้แก่ ยางนา ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนทราย สยาขาว กระบาก จันทน์กะพ้อ พะยอม พรรณไม้ในวงศ์มะเกลือ (Family Ebenaceae) โดยเฉพาะในสกุลมะพลับ (Genus Diospyros) ได้แก่ มะพลับ ไม้ดำ ดำดง สั่งทำ ตะโกพนม ตะโกนา ตะโกสวน จันดำ จันอิน มะเกลือ พญารากดำ พรรณไม้ในวงศ์อื่นๆ ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ โกงกางหัวสุม โกงกางหูช้าง กระโดน กระทุ่มน้ำ กระทุ่มนา กระเบา กรวยน้ำ กะพ้อแดง กะพ้อหนาม กาจะ การเวกน้ำ เกด กุ่มน้ำ ข่อย ขะเจาะน้ำ ขี้เหล็กบ้าน คัดเค้าเครือ คล้า คลุ้ม เคี่ยม แคนา ไคร้ย้อย จิกน้ำ จิกสวน ชมพู่น้ำ ชำมะเลียงบ้าน ตะแบกนา ตีนเป็ดน้ำ ตีนเป็ดทราย เตยทะเล เตยน้ำ เตยพรุ เตยหอม เตยหนู เต่าร้าง ทองกวาว ไทร โพธิ์ นาวน้ำ นนทรี นมแมว ประดู่ป่า ประดู่บ้าน ไผ่สีสุก ไผ่เลี้ยง ไผ่ป่า ฝรั่ง พิกุล พุดทุ่ง พุดภูเก็ต พุดสี พุทรา โพทะเล มะกรูด โมกลา มะพร้าว มะขาม มะขามเทศ มะเดื่อกวาง มะตูม ยอบ้าน ละมุด ลำพู สะแก สะตือ เสม็ด สารภี หูกวาง หมากสง อินทนิล อโศกป่าพุ (พุเมืองกาญจนบุรี)

     นอกจากนี้ยังมีพรรณไม้จากต่างประเทศอีกหลายชนิดที่นำเข้ามาปลูกกัน แล้วมีความทนทานต่อภาวะน้ำท่วมได้ อาทิเช่น อโศกอินเดีย ก้ามปู หูกระจง กระดังงาจีน

     สำหรับพรรณไม้ประดับบางชนิด มีความทนทานเป็นเลิศ ถึงแม้ว่าจะมีน้ำท่วมสูงมิดยอดเป็นเวลานาน (ทนได้ถึง 30 วัน) ได้แก่ ปาล์มแวกซ์ (Copernicia prunifera) ต้นตาลโตนด (Borassus flabellifer) จาก สาคู อโศกน้ำ มะกอกน้ำ มะดัน หลังจากน้ำลดลงแล้ว เจริญเติบโตต่อได้เลย

     อย่างไรก็ตาม การปลูกพรรณไม้ทนน้ำท่วมเหล่านี้ประดับบ้าน ก็ควรมีการตัดแต่งทรงพุ่มให้สวยงาม มีการกำจัดวัชพืช โรคและแมลง มีการพรวนโคนต้นให้สวยงาม พร้อมทั้งมีการใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตเป็นช่วงๆ พรรณไม้เหล่านี้ก็จะเป็นไม้ประดับที่สวยงาม พร้อมที่จะสู้ทนน้ำท่วมให้เจ้าของบ้านอย่างท่านได้สบายใจ