logo

 

นอกจากการที่ทุเรียน จะเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าสูง ได้รับฉายาว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ (King of tropical fruit) ซึ่งนับว่ามีความ “น่าสนใจ”ในระดับหนึ่งแล้ว ทุเรียนยังเป็นผลไม้ที่มี “มหัศจรรย์” มากๆ คือ การที่มีกลิ่นและรสชาด ที่มีทั้งคนที่ชอบในระดับคลั่งไคล้(Durian Mania) และไม่ชอบในระดับที่เกลียดหรือแพ้กลิ่นจนร่างกายออกอาการนั้น นับได้ว่าทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีสีสรร ซึ่งนอกจากจะใช้บริโภคเป็นผลไม้สดแล้ว ยังสามารถทำเป็นผลไม้แปรรูป ที่เป็นทั้งอาหารคาวและหวาน ตลอดจนยังสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบได้อีกด้วย

    ดังนั้น การสร้างชุมชนของชาวสวนทุเรียน กลุ่มบุคคลที่ชอบบริโภคทุเรียนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้เป็น “Durian Society” จะเป็นการเสริมสร้างระบบนิเวศน์ (Ecosystem Enhancing) ซึ่งประกอบด้วยสวนทุเรียนและผลไม้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งต่างเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพพืชพรรณในเขตร้อนชื้น(Tropical Biodiversity)  รวมขอบเขตไปถึงเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ที่ประกอบอาชีพการเกษตรมายาวนานและมีความแตกต่าง หลากหลายในเรื่องวิถีชีวิต(Cultural Diversity) ได้ขยายขอบเขตของระบบนิเวศน์ของทุเรียนนี้ ออกไปสู่ผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชากรโลก ที่สามารถเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ในยุคดิจิตอลที่ทำให้โลกนี้เสมือนแคบลง(Global Village) ได้มาทำความรู้จัก ซึมซับ “วิถีแห่งคนทุเรียน” (Durian Culture) อันจะสร้างให้การทำการเกษตรกรรมไม้ผลเขตร้อนของไทยมีสีสรรน่าสนใจ สามารถพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความมั่นคง ยั่งยืน อย่างเช่นระบบนิเวศน์ของธรรมชาติที่สมบูรณ์ต่อไป

 

ภาพรวมของนวัตกรรม

การสร้างนวัตกรรมของ “Durian Society” เป็นการอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการสื่อสารในปัจจุบันมาเป็นเครื่องมือ  ใช้หลักการทางการตลาดและไลฟ์สไตล์ของวิถีชีวิตปัจจุบันของคนในยุคดิจิตอลมาขับเคลื่อน โดยศึกษา สังเกตุและหามุมมองที่สร้างสรรค์และวิธีการที่แตกต่างจากเดิมในการแก้ไขปัญหา เป็นนวัตกรรมดังต่อไปนี้

กิจกรรมนี้ เป็นการรับเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ชาวสวนผลไม้อื่นๆ ตลอดจนเกษตรกรทั่วไปที่สนใจ เข้ามาร่วมเป็นสมาชิก โดยต้องแจ้งรายละเอียดของผลผลิตของตนเองใส่ไว้ในระบบฐานข้อมูล ในขณะเดียวกัน ก็รับสมัคร ผู้บริโภคที่สนใจเข้ามาเป็นสมาชิก โดยแจ้งว่านิยมหรือชอบบริโภคทุเรียนพันธุ์ใด  แบบใด สนใจพื้นที่สวนในจังหวัดใด ตลอดจนมีงบประมาณเท่าไร ที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของ “วิถีแห่งคนทุเรียน” เป็นต้น จากนั้น ทั้งสองฝ่ายที่มีความสนใจ ความต้องการ “ตรงกัน” หรือ “ใกล้เคียง” กันมากที่สุดจะถูก “จับคู่” ให้เป็นเพื่อนกัน (Social Friend) โดยต่างฝ่ายต่างแนะนำตนเอง สร้างความรู้จักกัน โดยในระบบนี้ จะเรียกเกษตรกรว่า“Farm” และเรียกผู้บริโภคว่า “Friend” ซึ่ง “Farm”  จะต้องแนะนำ เล่าเรื่องสวนผลไม้ของตนให้ “Friend”   ได้รู้จัก  เสมือนเป็นชาวสวนด้วยกัน  กล่าวคือ คอยเล่าถึงการพัฒนาของทุเรียน ตั้งแต่การบำรุงรักษา  การออกดอกระยะต่างๆ ที่มีชื่อ

เรียกต่างๆ น่าสนใจ เช่น ตาปู เหยียดตีนหนู หัวกำไล มะเขือพวง หางแย้ เป็นต้น อันเป็นการดึง  “Friend”  เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ของการทำสวน โดยในระหว่างนั้น “Friend”   อาจขอนัดมามาเยี่ยมเยียน  มาเที่ยวสวน ก่อนการเก็บทุเรียนบ้างก็เป็นได้

เมื่อใกล้วันเก็บเกี่ยวผลผลิต “Farm” กับ“Friend” จะสื่อสาร นัดหมายกันล่วงหน้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้ “Friend”เดินทางมาที่สวนทุเรียนหรือสวนผลไม้ เป็นกลุ่มละไม่เกิน 12 คน (ประมาณรถตู้ 1 คัน) ซึ่งเป็นจำนวนที่ “Farm”  สามารถต้อนรับขับสู้ได้โดยง่าย สร้างความเป็นกันเอง  ไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า สามารถพาเดินดูสวนผลไม้และเล่าเรื่องราวต่างๆได้  อีกทั้งสามารถดูแลสมาชิกในกลุ่ม “Friend” ไม่ให้ไปทำลายหรือสร้างความเสียหายให้กับต้นไม้หรือผลไม้ที่ปลูกอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจได้อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน กลุ่ม “Friend” ก็จะรู้สึกความเป็นส่วนตัวในการได้รับการต้อนรับจาก “Farm” อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของเกษตรกร เองปราศจากการแสดง แต่งเติม เกิดความประทับใจในที่สุด

การกำหนดให้เกิด “Friend” และ “Farm” นี้นั้น เกิดจากการที่เกษตรกรมักมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เป็นผู้ที่ผลิตหรือ “ทำมาหากิน” และไม่ชอบการ “ทำมาค้าขาย”หรือไม่ชอบการบริการ โดยเฉพาะกับ “ลูกค้า” ที่มักคิดว่าตนเองเป็นผู้ชำระเงินและต้องการรับการบริการที่ดีที่สุด ดังสำนวนการตลาด ที่กล่าวว่า “Customer is a King !” หรือ “Customer is always right !” และแม้ว่าเกษตรกรจะไม่ถนัดในด้านการบริการ แต่กลับมีธรรมชาติของการต้อนรับผู้มาเยือน ตามสำนวนไทยที่ว่า “ธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ” ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนแนวความคิดเป็น “Customer is a Friend.” ซึ่งจะทำให้ “เพื่อน”ผู้มาเยือนมีความประทับใจ จึงได้บัญญัตคำว่า “Friend” และ “Farm”ในกิจกรรมนี้ เพื่อให้มีโอกาสประสบผลสำเร็จในการบริการมากที่สุด

จุดสำคัญ (Highlight)

                     จุดสำคัญของโครงการฯ นี้ คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์(Paradigm Shift) ของทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร โดยสนับสนุนให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ กลุ่มครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลางขึ้นไป มีสวนประจำครอบครัว (Farm for Family)  หรือ องค์กรธุรกิจซื้อผลไม้จากเกษตรกรกรโดยตรง เสมือนมีสวนประจำองค์กร(Farm for Firm) เพื่อเป็นกิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR: Corporate Social Responsibility) คือ อาจมีทุเรียน 1 ต้นจากจังหวัดในภาคตะวันออก ไร่สตอร์เบอร์รี่ 1 แปลงในภาคเหนือ ส้มโอจากภาคกลาง ลองกองจากภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งผลไม้เหล่านี้ จะทำให้ครอบครัวหรือองค์กร มีแหล่งที่เชื่อถือได้บริโภคตลอดทั้งปี หรือเดินทางไปท่องเที่ยวได้ ตลอดจนนำเอาผลไม้ที่ได้ไปเป็นของขวัญที่มอบให้ผู้ใหญ่ของตน หรือลูกค้าขององค์กรในวาระสำคัญๆ ต่างๆ ได้

-     ส่วน QR Code ที่ใช้ในกิจกรรมนี้ เป็น QR Code ที่แตกต่างจากระบบทั่วๆ ไป ที่แต่ละสวนผลิตออกมาเป็นปริมาณมากๆ และเมื่ออ่านด้วย   Smart Phone แล้ว ระบบจะบอกเพียงว่าผลผลิตนั้นๆ ผลิตมาจากสวนไหน ด้วยการเชื่อโยงไปที่เวปไซท์หรือฐานข้อมูลของสวนนั้นๆ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบตามสอบสินค้าเกษตร(Traceability) เพียงเท่านั้น  แต่ในกิจกรรมนี้ QR Code แต่ละชิ้นมีเพียงชิ้นเดียว  เพื่อติดกับผลผลิตแต่ละชิ้นเท่านั้น โดยแต่ละครั้งที่มีการอ่านหรือสแกน  QR Code จะมีการบันทึกทั้งเวลาและตำแหน่ง (Time & Location) ตลอดจนอีเมล์ หรือ Social Media Account ของผู้สแกนไว้ด้วย โดยแต่ละขั้นตอนในกระบวนการทางโลจิสติกส์จากสวนจนถึงมือผู้รับ ตั้งแต่ ต้นทุเรียน  โรงคัดบรรจุ จุดรวมสินค้า จุดกระจายสินค้า การขนส่ง จนถึงมือผู้รับ จะต้องมีการสแกนทุกขั้นตอน เพื่อผู้จัดส่งหรือผู้รับสามารถตรวจสอบได้ว่า ณ เวลานั้นๆ ผลผลิตอยู่ในกระบวนการใดแล้ว  และที่สำคัญที่สุด เมื่อผู้บริโภคหรือ  “Friend” รับสินค้าแล้ว  จะทำให้ “Farm” สามารถติดต่อทำการตลาดในลักษณะตัวต่อตัว(Individual Marketing) ได้ต่อไปอีก

Chart แสดงรายละเอียดของนวัตกรรม 

กลวิธีที่เป็นแนวทางในการดำเนินการเพิ่มมูลค่า ทุเรียน มี 2 รูปแบบคือ

1)รูปแบบ “Friend2Farm” (เชิญเพื่อนมาเที่ยวสวน) เป็นการให้ผู้บริโภค “Friend”  ได้มาพักผ่อนท่ามกลางสีเขียวของสวนของเกษตรกร “Farm” เป็นการลดปัญหาการผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพ ลดปัญหาการส่งออกทุเรียนไปยังต่างประเทศที่ยังไม่อนุญาตให้นำเข้าทุเรียนสด  เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง “Friend”  กับ “Farm” ตลอดจน เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายผลไม้หรือพืชผักอื่นๆ ในสวนให้ “Friend” ที่มาเยือนถึงสวนอีกด้วย

2) รูปแบบ “Farm2Friend” (ส่งทุเรียนจากสวนไปบ้านเพื่อน) เป็นการให้ “Farm” ส่งทุเรียนคุณภาพตามรสนิยมของ “Friend”  ไปให้ “Friend”  เพื่อที่ “Friend” จะได้บริโภคอย่างมั่นใจในความปลอดภัย

จากกลวิธี 2 รูปแบบดังกล่าว ได้สร้าง Infographic  ได้ดังต่อไปนี้

ที่มาที่ไป แนวความคิด 

พื้นที่ในภาคตะวันออก-ภาคใต้ มีสภาพอากาศที่เหมาะต่อการเพาะปลูกทุเรียน ทำให้หลายจังหวัดมีการเพาะปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละปีมีปริมาณการผลิตทุเรียนประมาณ ๘-๙ แสนตัน นับเป็นมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะทุเรียนในภาคตะวันออกและภาคใต้

แต่เนื่องจาก เกิดปัจจัยต่างๆ ที่เป็นแรงผลักทางการตลาดและแรงสนับสนุนทางเทคโนโลยี(Marketing Push & Technology Pull) ทั้งทางเทคโนโลยี สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นนวัตกรรมทางการตลาดกับผลผลิตทุเรียน โดยสรุป ดังต่อนี้

1) ปัจจัยที่มาจากผลผลิตทุเรียน

-     ปัญหาคุณภาพของทุเรียน ทั้งจากสภาพธรรมชาติและมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ทุเรียนจะออกดอกเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม ซึ่งหากพื้นที่ใดมีอากาศหนาวพัดมาเป็นหลายๆ ระลอก ก็จะทำให้ทุเรียนแต่ละต้นออกดอกหลายรุ่น โดยละรุ่น จะบาน ติดผล แก่และสุกไม่พร้อมกัน จึงต้องระมัดระวังในการเก็บเกี่ยว แต่อาจมีพ่อค้าและชาวสวนที่เห็นแก่ได้ ตัดทุเรียนจำหน่าย ทั้งๆที่ยังไม่แก่ เพื่อซื้อ-ขายในราคาสูงต้นฤดูการเก็บเกี่ยว หรืออาจมีพ่อค้าเหมาซื้อและเก็บเกี่ยวทุเรียนทั้งสวนในครั้งเดียวกัน โดยขาดความใส่ใจหรือตระหนักในเรื่องนี้ ทำให้ทุเรียนขาดคุณภาพ ทำให้มีผลกระทบต่อทุเรียนของเกษตรกรรายอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ต้องราคาตกด้วย

-     การที่ทุเรียนมีราคาสูง ทำให้หลายพื้นที่ที่เคยปลูกยางพารา มังคุด เงาะและอื่นๆ ที่ประสบปัญหาด้านผลผลิตราคาต่ำ หรือปัญหาแรงงานในการบำรุงรักษาและเก็บเกี่ยว มีการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างมาก ไร้ทิศทาง ขาดการควบคุมวางแผน ทำให้เสี่ยงต่อปัญหาการเกิดทุเรียนล้นตลาดมากขึ้นในอนาคต

-     ราคาทุเรียนในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากในอดีดอย่างมากหลายเท่า ทำให้เป็นที่น่ากังวลจะเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นโดยปราศจากพื้นฐานที่สมเหตุ สมผล เช่นเดียวกับปัญหาฟองสบู่หรือไม่ โดย อาจจะมีความอ่อนไหวจากสภาพนโยบายหรือการเมืองในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักเกิดการที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตหรือไม่  ดังนั้น หากมีการเตรียมการหรือช่องทางการตลาดอื่นๆ เป็นทางเลือกไว้ อาจจะเป็นการ “ผ่อนหนักเป็นเบา” ได้

2) ปัจจัยจากตลาดทุเรียน

-     ตลาดทุเรียน ส่วนใหญ่ถูกคุมโดยพ่อค้าจีนซึ่งมีปริมาณเงินทุนมาก มีอำนาจซื้อสูงและส่งออกไปต่างประเทศมาก  พ่อค้าไทยที่มีทุนน้อยไม่สามารถแข่งขันได้และมีปริมาณลดลง จึงมีทุเรียนที่จำหน่ายในประเทศน้อยลงหรือมีบ้าง แต่มีราคาสูง  หรือมีแต่ทุเรียนราคาถูก ที่ไม่มีคุณภาพจำหน่ายภายในตลาดไทย

-     การที่ส่งทุเรียนออกไปตลาดจีนเป็นหลัก เพียงตลาดเดียว น่าจะมีความเสี่ยงสูงมาก  เช่นเดียวกับบทเรียนเรื่องยางพารา ลำไยและกล้วยไข่  ดังนั้น การหากลวิธีในการสร้างสรรค์ตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดอื่นเพิ่มเติม จึงน่าจะเป็นแนวทางที่จะกระทำอย่างยิ่ง

ปัญหาในการทำสวนทุเรียน

1) ปัจจัยที่เกิดจากสภาพธรรมชาติ

-     อันเนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นเหตุให้เกิดภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดการณ์และควบคุมได้  จึงเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรทั้งจากพายุ น้ำท่วม แห้งแล้ง โรคและแมลง แต่ในอดีดที่ราคาผลผลิตไม่แน่นอน น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถประกันภัยจากภัยต่างๆ เหล่านี้ได้  แต่หากเกษตรกรสามารถทราบรายได้ที่แน่นอนจากผลผลิตการเกษตรของตนแล้ว ก็อาจจะทำให้เกษตรกรสามารถประกันภัยได้

2) ปัจจัยที่เป็นผู้บริโภคทุเรียน

-     ด้วยวิถีชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ของคนทั่วไป โดยเฉพาะคนไทยในปัจจุบัน ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำวัน ติดนิสัย  “ช๊อป - ชิม – ชัท – แชร์ - โชว์” ตลอดจนกระแสแนวโน้มการพัฒนาธุรกิจผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรืออีคอมเมอร์ช ทำให้เกิดโอกาสที่ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถติดต่อเป็น “เพื่อน” กันได้  และสามารถ ซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากกันได้โดยตรง

-     ด้วยเทคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาข้อมูล และเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและมีความแตกต่างจากสนค้าทั่วๆ ไปได้ง่าย โดยอาจพิจารณาจากสินค้าที่มีคุณภาพ มีคุณค่า ปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ มีการรีวิวหรือมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากสามารถสร้างนวัตกรรมผลผลิตที่มีคุณค่าและตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ ก็น่าจะได้มูลตค่าที่สูงเพิ่มขึ้นได้

3) ปัจจัยจากชาวสวนทุเรียนเอง

-     จากการประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ชาวสวนก็เช่นกัน ต่างก็มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นและทิ้งให้อยู่ในชนบท โดยที่ลูกหลานที่จบการศึกษาแล้ว ไปทำงานในเมือง นอกภาคเกษตรกรรม ทำให้มีแนวโน้มขาดทายาทที่สนใจทำการสวน ครอบครัวในชนบทที่เคยเป็นครอบครัวขยาย กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว  หากมีกิจกรรมใหม่ๆ ก็น่าจะทำให้เป็นการสร้างงานในชนบท เพื่อให้ลูกหลานชาวสวนกลับมาร่วมสืบสานการเกษตรแบบใหม่ร่วมพัฒนาท้องถิ่นและทำให้ครอบครับอบอุ่นขึ้น

-     เกษตรกรที่สูงอายุ ส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพเกษตรแบบดั้งเดิม ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนา ทำให้ขาดความยั่งยืน หากยังปล่อยให้เป็นเช่นเดิมอยู่ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินมากขึ้น เมื่อขาดทายาทในการทำสวนและพ่อแม่สูงอายุมากขึ้น

-     เกษตรกรมีแนวโน้มการใช้สื่อสังคมออนไลน์พื้นฐานมากขึ้น ทั้งจากการซื้อ Smart Phone ใช้เองเพื่อใช้สื่อสารกับลูกหลานในเมือง และจาก Smart Phone ที่ลูกหลานซื้อเครื่องใหม่ๆ แล้วส่งเครื่องเดิมมาให้ผู้สูงอายุใช้

4) ปัจจัยด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร

-     การที่ประเทศไทยมีแผนการขยายเครือข่ายสื่อสารครอบคลุมทั้งประเทศ  ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิตอล การมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ตลอดจนการมีสื่อสังคมออนไลน์ให้เลือกใช้มากมาย  ทั้ง Facebook, Twitter, Line ฯลฯ จึงเป็นโอกาสให้นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้น มีความเป็นไปได้สูงขึ้น ด้วยการที่ผู้บริโภคและเกษตรกร สามารถติดต่อสื่อสาร ซื้อขายผลผลิตและบริการกันได้โดยตรง เป็น “เพื่อน” มากขึ้น

-     การที่ภาครัฐประกาศพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางประเทศไทย ๔.๐  ที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม โดยอาศัยพื้นฐานความได้เปรียบในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายท

ใช้บัญชีฝ่าวิกฤต ปรับเปลี่ยนอาชีพ สร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้น ลดรายจ่ายค่าอาหารในครัวเรือน 

ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษา...ต้นทุนและผลตอบแทนจากการเลี้ยงสุกรด้วยกากส่าเหล้าและเพื่อหาจำนวนสุกรที่เหมาะสมกับปริมาณกากส่าเหล้าที่เกษตรกรผลิตได้ พร้อมทั้งศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการประกอบอาชีพกลั่นสุราพื้นบ้านของเกษตรกรด้วยจำนวนสุกรที่เหมาะสมและผลตอบแทนที่ได้จาการประกอบอาชีพทั้งสองอย่างจะเป็นอย่างไรว่าสุดท้ายแล้ว....

1.ทำให้ทราบต้นทุนผลตอบแทน และกำไรของเกษตรผู้เลี้ยงสุกรด้วยกากส่าเหล้า และทราบถึงต้นทุน ผลตอบแทนของการประกอบอาชีพทำสุรากลั่นพื้นบ้าน ของเกษตรด้วย เพื่อใช้ประกอบการลงทุน

2.ทราบถึงจำนวนสุกรในฟาร์มของเกษตรกร ที่เหมาะสมกับปริมาณกากส่าเหล้าที่เกษตรกรผลิตได้ในแต่ละวัน

3. เพื่อเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในการตัดสินใจลงทุนประกอบอาชีพ และผู้ที่สนใจทั่วไป และเพื่อใช้เป็นข้อมูลหรือศึกษาค้นคว้าในอนาคตต่อไป

ไฟล์แนบ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เร่งเดินหน้าแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร จัดประชุมระดมความเห็นข้อมูลต้นทุนการผลิต เผย จากการวิเคราะห์ พบต้นทุนต่อไร่ข้าวนาปรัง ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 13 ด้านต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงร้อยละ 11 มั่นใจนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐ จะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงฤดูการผลิตข้าวนาปี ที่กำลังเริ่มเพาะปลูกแน่นอน 

            นายสุรพงษ์  เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ในคราวการประชุม ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ได้เห็นชอบแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีแผนดำเนินการตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 ถึง 30 มิถุนายน 2560 ประกอบด้วยการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน ช่วงการผลิต ช่วงการเก็บเกี่ยวและหลังการเก็บเกี่ยว การตลาดในประเทศ และการตลาดต่างประเทศ

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นทั้งหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน มีกิจกรรมการจัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ซึ่ง สศก. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ผ่านการประชุมพิจารณาระดมความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดย สศก. มีกำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจำนวน 3 ครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และจะได้ประมวลข้อคิดเห็นเสนอฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางการวางแผนการผลิตข้าวครบวงจร และรายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อไป

 

 

ด้านนางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการ สศก.  กล่าวถึงรายละเอียดของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่า  ในการจัดครั้งที่ 1 เป็นการจัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (วันที่ 31 พฤษภาคม 2559)  ณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น  ครั้งที่ 2 ภาคเหนือ (วันที่ 2 มิถุนายน 2559) ณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2  จังหวัดพิษณุโลก และ ครั้งที่ 3  ภาคกลาง และภาคใต้ (วันที่ 3 มิถุนายน 2559) ณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรุงเทพมหานคร  ซึ่งจะมีผู้ร่วมประชุมระดมความเห็น ประกอบด้วยผู้แทน หน่วยงานภาครัฐ และผู้แทนกลุ่มองค์กรเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนการผลิตข้าวนาปรัง ปี 2559 ซึ่งได้เก็บเกี่ยวไปหมดแล้วในหลายพื้นที่ พบว่า ต้นทุนต่อไร่ข้าวนาปรัง ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 13 ส่วนต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ลดลงจาก ตันละ 8,990 บาท/ตัน ในปี 2558 เหลือ 7,966 บาท/ตัน ในปี 2559 หรือร้อยละ 11  เนื่องจากเกษตรกรมีการปรับตัวโดยลดปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสม ประกอบกับราคาปุ๋ย และน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ค่าจ้างค่าแรงทางการเกษตรยังทรงตัว ทั้งนี้ นโยบายของภาครัฐในการขอความร่วมมือ และควบคุมราคาปัจจัย ทั้งราคาปุ๋ยเคมี และค่าเช่าที่ดิน เป็นปัจจัยที่เป็นผลทางบวกทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังปี 2559 ลดลง และจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงฤดูการผลิตข้าวนาปี ที่กำลังจะเริ่มเพาะปลูกหลังจากนี้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปี ปี 2559 ลดลงจากปีก่อนอย่างแน่นอน 

 

ปุ๋ย ปัจจัยสร้างกำไรงาม

          ในบรรดาปัจจัยการผลิตทั้งหลายนั้น ปุ๋ยนับว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เมื่อเกษตรกรมีพืชพันธุ์ดี แข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช
ให้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพดีเต็มศักยภาพแล้ว  ก็ต้องมีปุ๋ยที่ดีเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ดินมีธาตุอาหารที่เพียงพอและสมดุล เหมาะสม
กับความต้องการของธาตุอาหารของพืชแต่ชนิดที่ปลูก

          พืชมีความจำเป็นต้องใช้ธาตุอาหารเพื่อสร้างการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณ และคุณภาพผลผลิตตามสมรรถนะของพันธุ์  ดังนั้นการจะเรียกวัตถุ
ชนิดใดชนิดหนึ่งว่า ปุ๋ย (fertilizer) ต้องคำนึงอยู่เสมอว่า วัตถุนั้นๆ  ต้องเป็นสิ่งที่พร้อมจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินหรือพร้อมจะให้ธาตุอาหาร
กับดินและพืชเพราะวัตถุประสงค์ของการศึกษาด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน คือ เพื่อหาวิธีการจัดการให้ดินมีธาตุอาหารในรูปที่เป็นประโยชน์ 
ครบทุกชนิดในปริมาณที่เพียงพอและสมดุล มีความสอดคล้องกับความต้องการของพืช   โดยสรุปการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อ
ให้ใช้ปุ๋ยเป็นปัจจัยสร้างกำไรงามนั้นเกษตรกรต้องรู้ในประเด็นต่างๆที่ถูกต้อง

ดินต้องรู้อะไร?

          เกษตรกรต้องรู้สถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินในไร่  นา หรือสวนของตนเอง         เพราะดินนับว่าเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชอันดับแรก หาก
เกษตรกรมีดินดี หรือดินมีธาตุอาหารเพียงพอและสมดุลแล้วก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก เหมือนดินไม่ดีหรือดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ต้นทุนค่าปุ๋ยเกษตรกร
ที่มีดินดี  ก็จะต่ำกว่าเกษตรกรที่ดินไม่ดีอย่างไรก็ตามปัญหาดินเสื่อมโทรมเป็นปัญหาหลักของดินเพื่อเกษตรกรรมในปัจจุบัน     ในการประเมินระดับ
ความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อให้รู้จักดิน จะประเมินระดับธาตุอาหารหลักในรูปที่เป็นประโยชน์ในดิน

          การวิเคราะห์ดิน เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์เบื้องต้น ต้องวิเคราะห์สมบัติของดิน ดังนี้ คือ 1) เนื้อดิน 2) ปฏิกิริยากรด-ด่าง 3) อินทรียวัตถุ 
4) ฟอสฟอรัสและโพแทสเชียมที่เป็นประโยชน์เมื่อรู้ค่าผลวิเคราะห์ดังกล่าวแล้ว เกษตรกรก็จะทราบสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินของตนเบื้องต้น
สามารถนำไปใช้ประเมินปริมาณธาตุอาหารที่พืชสามารถใช้ได้ซึ่งมีอยู่แล้วในดิน      ส่วนปริมาณธาตุอาหารที่ต้องใส่เพิ่มเติมในรูปของปุ๋ยก็ขึ้นอยู่กับ
ความต้องการของพืชแต่ละชนิดของพืชที่จะปลูก โดยทั่วไปพืชแต่ละชนิดจะมีความต้องการปริมาณธาตุอาหารแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับส่วนของผลผลิต
ที่ต้องการว่าพืชที่ปลูกจะใช้ผลผลิตส่วนไหนบ้าง เช่น ใบ ดอก หรือ ผล เป็นต้น

          ในสภาวะปกติจะแนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยให้กับพืชทางดิน      เพื่อให้พืชดูดธาตุอาหารที่ละลายน้ำจากปุ๋ยเข้าไปให้ในต้นพืชผ่านทางท่อน้ำ
ทางราก ซึ่งเป็นกลไกปกติในการดูดซับธาตุอาหารของพืชแม้ธาตุอาหารแต่ละชนิดมีเทคนิคในการจัดการในเนื้อดินต่างๆ แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่นใน
กลุ่มดินเหนียวบางชนิดอาจมี เหล็กและอลูมินั่มมากกว่ากลุ่มดินทรายโอกาสที่ฟอสฟอรัสที่เราใส่ในรูปปุ๋ยจะถูกตรึงด้วยเหล็กและอลูมินั่มจะมากกว่า
ในกลุ่มดินทรายดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสจึงควรพิจารณาเพิ่มอัตราการใส่ให้มากขึ้นกว่ากลุ่มดิน   ซึ่งมีเหล็กและอลูมินั่มน้อยกว่าเพื่อให้พืชไม่ขาด
ฟอสฟอรัส

          ดังนั้นการวิเคราะห์ดินเพื่อให้รู้สถานะความอุดมสมบูรณ์ของดิน     จึงเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่สามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยให้มี
ประสิทธิภาพในการผลิตพืช    ในทางหลักวิชาการเกษตรกรควรวิเคราะห์ดิน 3-5 ปีต่อครั้ง   นั่นหมายถึงหากเกษตรกรปลูกพืชชนิดเดียวกันในพื้นที่
เดียวกันตลอด 3-5 ปี  เกษตรกรก็วิเคราะห์ดินแค่หนึ่งครั้ง  ก็สามารถใส่ปุ๋ยแบบเดิมได้ถึง 3-5 ปี            เพราะปริมาณธาตุอาหารสะสมในดินจะไม่
เปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิมไปมากนักในแต่ละปีหรือแต่ละฤดูปลูก

          ดังนั้นหากเกษตรกรมีผลวิเคราะห์ดินก็สามารถเปิดคู่มือคำแนะการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน     กรมวิชาการเกษตรเกษตรกรก็จะได้ความรู้ว่า
การปลูกพืชชนิดที่เราต้องการในที่ดินของเรานั้น เราจะต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม   เพิ่มอีกกี่กิโลกรัมต่อไร่หากทำได้แบบนี้
เกษตรกรก็จะพบว่าการปรับเปลี่ยนมาใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างจริงจัง       จะเป็นมาตรการอันดับแรกที่จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุน
การผลิตได้อย่างชัดเจนและดินมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน   โดยเกษตรกรที่ใส่ปุ๋ยในอัตราที่เกินความต้องการอยู่จะได้ใส่ปุ๋ยลดลง
และเกษตรกรที่ใส่ปุ๋ยน้อยเกินไปก็จะได้ปรับมาใส่ปุ๋ยให้กับพืชให้ถูกต้องเหมาะสมกับดิน   และความต้องการของพืชที่ปลูกจะได้ไม่เสีย
โอกาสในการผลิต    และลดการเกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมเมื่อได้ผลผลิตเหมาะสมกับการใส่ปุ๋ยจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่คุ้มค่ากับการ
ลงทุน

พืชต้องรู้อะไร?

          พืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกันดังนั้นเมื่อปลูกต่างชนิดกันในพื้นที่ดินที่มีผลวิเคราะห์ดินแบบเดียวกัน อัตราปุ๋ยที่แนะนำ
ให้ใส่จะแตกต่างกันไปตามชนิดพืชที่ปลูกโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าพืชที่ปลูกนั้นให้ผลผลิตเป็นอะไร    เช่น พืชกินใบก็เน้นการให้สัดส่วนธาตุไนโตรเจน
สูงกว่า พืชกินดอกก็เน้นให้ฟอสฟอรัส พืชให้ผลก็เน้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม รวมทั้งต้องรู้วิธีการใส่

          คำแนะนำการใส่ปุ๋ยส่วนใหญ่จะเน้นให้รองพื้นด้วยปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมทั้งหมด       เนื่องจากธาตุอาหารสองชนิดนี้สูญหายเพียง
เล็กน้อย     ซึ่งแตกต่างจากไนโตรเจน ที่มักแนะนำให้แบ่งใส่ให้มากครั้งที่สุด    เนื่องจากแอมโมเนียมและไนเตรทสามารถละลายน้ำได้ดีมาก และ
ไนเตรทเป็นประจุลบจะสูญเสียได้ง่ายกว่าแอมโมเนียมซึ่งเป็นประจุบวก ไนเตรทจึงมีประสิทธิภาพในการใช้ต่ำแม้พืชจะดูดใช้ได้เร็วกว่า   โดยทั่วไป
ไนโตรเจนทั้งหมดที่เราใส่นั้นพืชสามารถนำไปใช้ได้จริงเพียงร้อยละ 25-30 ของปริมาณที่ใส่ทั้งหมดเท่านั้น    วิธีการแบ่งใส่ 2-4 ครั้ง จึงเป็นวิธีการ
ที่มักแนะนำให้ปฏิบัติและเกษตรกรที่มีความรู้ก็จะเลือกชื้อปุ๋ยคุณภาพดีมาใช้   โดยมีการแบ่งปุ๋ยใส่ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง   เพราะถึงอย่างไรก็ต้อง
แบ่งไนโตรเจนใส่อยู่แล้ว บางรายจึงแบ่งฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมาใส่ด้วย ซึ่งก็ได้ผลดีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อดินและความต้องการของพืชที่ปลูก

          นอกจากนี้พืชบางชนิดอาจมีความต้องการใช้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลผลิต เราก็จะต้องมีความรู้และใส่ให้เพิ่ม
เป็นพิเศษ เช่น ปาล์มน้ำมัน ต้องเพิ่มแมกนีเซียมและโบรอน หรือในไม้ผลต้องมีการพิจารณาใส่แคลเซียมและโพแทสเซียมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นประเด็น
พิจารณาเพิ่มเติม ที่เกษตรกรต้องทราบเป็นการเฉพาะในการปลูกพืชแต่ละชนิด จึงต้องมีความรูในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตพืชชนิดนั้นๆ     ประกอบ
เพิ่มเติมด้วยและการให้คำแนะนำเกษตรกรก็ต้องชี้ให้เข้าใจในประเด็นเหล่านี้การใช้ปุ๋ยจึงจะทำให้เกษตรกรได้กำไรงาม

ปุ๋ยต้องรู้อะไร?

          เกษตรกรต้องเข้าใจและรู้จักปุ๋ยชนิดต่างๆอย่างดี โดยทั่วไปปุ๋ยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เกษตรกรต้องรู้ว่า
ปุ๋ยแต่ละประเภทคืออะไร  มีความต่างกันทั้งคุณสมบัติและวิธีการใช้ให้มีประสิทธิภาพอย่างไร    การแบ่งปุ๋ยต่างกันในแต่ละประเภทนั้นเป็นการแบ่ง
ตามที่มาของส่วนประกอบในปุ๋ย ดังนั้น

          -  ปุ๋ยเคมี  เป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยแร่ธาตุที่อยู่ในรูปอิออน หรือรูปของธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืชโดยตรง โดยได้มาจากการนำแร่ธาตุ
มาผ่านกระบวนการผลิตโดยปฏิกิริยาเคมี ซึ่งพืชพร้อมจะนำไปใช้ได้ง่ายๆ  หากพืชขาดปุ๋ยเราจึงควรใส่ปุ๋ยเคมีก่อนเพราะปุ๋ยเคมีพืชจะตอบสนองได้
อย่างรวดเร็ว ทันกับความต้องการของระยะการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช

          -  ปุ๋ยอินทรีย์  มี 3 ชนิด คือ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ซึ่งเราจะเห็นว่าทั้งสามชนิดมีที่มาที่เหมือนกัน คือ แหล่งที่มาจากวัสดุอินทรีย์ 
แต่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน  ก่อนเพิ่มเติมอีกว่าทั้ง 3 ชนิดนี้เหมือนกันตรงที่จะเป็นประโยชน์กับพืชได้ก็ต่อเมื่อวัสดุอินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบมีการย่อย
สลายที่สมบูรณ์จนแปรสภาพปลดปล่อยธาตุอาหารในรูปอิออนออกมาก่อนพืชจึงจะดูดดึงไปใช้ได้    แม้จะมีพืชบางชนิดสามารถดูดดึงกรดอินทรีย์
โดยได้บ้างก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกลไกหลักในการดูดดึงธาตุอาหารของพืช การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งสามชนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

             ปุ๋ยพืชสด เน้นการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสด  เพราะเป็นพืชที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง    โดยทั่วไปมีไนโตรเจนสะสมในระยะ
ออกดอกสูงถึงร้อยละ 2-4 ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชตระกูลถั่ว จึงมีสัดส่วนของคาร์บอนและไนโตรเจน (C/N ratio) ต่ำกว่า 25 จึงจัดเป็นวัสดุอินทรีย์ที่
ย่อยสลายได้ง่าย  การใช้จึงแนะนำให้ไถกลบในช่วงที่ดินมีความชื้นและหมกทิ้งไว้ในดินบนชั้นไถพรวนอย่างน้อย 45 วัน จึงจะปลูกพืชได้ แต่ความ
เป็นประโยชน์ของธาตุอาหารก็คาดการณ์ได้ไม่แน่นอนเพราะจะค่อยๆปลดปล่อยออกมาสู่ดิน        เกษตรกรมักไม่ค่อยนิยมปลูก เพราะการปลูกปุ๋ย
พืชสดใช้เวลามากเป็นการบำรุงดินที่ไม่ทำให้มีรายได้แก่เกษตรกรโดยตรง     แต่เป็นรายได้ทางอ้อมจากผลผลิตพืชที่จะเพิ่มขึ้นจากการบำรุงดินให้
อุดมสมบูรณ์ ในกรณีการปลูกหลังนาเกษตรกรบางพื้นที่จึงนิยมปลูกถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสง  นับว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสม   เพราะมีผลต่อการ
เพิ่มรายได้และสามารถใช้เศษซากต้นถั่วที่เหลือไถกลบบำรุงดิน     วิธีนี้เป็นวิธีการจัดการตอซังที่เหมาะสมกว่าวิธีการเผาซึ่งเป็นการทำลายอินทรีย
วัตถุและสร้างมลภาวะจากหมอกควัน ส่วนการเร่งย่อยฟางโดยการหมักในสภาพขังน้ำ  ซึ่งทำให้ได้อินทรียวัตถุจากฟางข้าวลงสู่ดิน แต่ก็เป็นการเร่ง
การเกิดการปลดปล่อยแก๊สมีเทน (CH4)   จากขบวนการทางชีวภาพระหว่างการย่อยฟางข้าวเป็นน้ำตาลและมีการย่อยน้ำตาลเป็นกรดอะชิติก    ซึ่ง
เป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการเกิดสร้างมีเทน  โดยเมื่อจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอ๊อกชิเจนใช้กรดอะชิติก    จะทำให้ได้เป็น คาร์บอนไดอ๊อกไชด์ (CO2) 
กับไฮโดรเจน (H2)    ซึ่งทำปฏิกริยากันเป็นแก๊สมีเทนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะสภาพน้ำขังเป็นสภาวะอับอากาศเหมาะกับการเจริญของจุลินทรีย์กลุ่ม
เมตทาโนเจน (Methanogen) และสนับสนุนให้เกิดการปล่อยแก๊สมีเทนจากคาร์บอนในอินทรียวัตถุที่สะสมอยู่ในดิน   จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีก
ารทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่กรมการข้าวกำลังส่งเสริม          แต่หากสลับด้วยการปลูกพืชไร่ตระกูลถั่วนับว่าจะเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการจัดการ
ฟางข้าวหลังนา เพราะจะทำให้ได้ทั้งอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายและลดการปล่อยแก๊สมีเทน   อย่างไรก็ตามการปลูกถั่วต้องมีการให้ความรู้ในการผลิต
กับเกษตรกรเพิ่มเติม  รวมทั้งต้องสร้างระบบการรับชื้อผลผลิตที่แน่นอนเช่นเดียวกับข้าวเปลือกจะทำให้สนับสนุนระบบเกษตรยั่งยืนได้มากกว่า

             ปุ๋ยคอก ในปัจจุบันไม่ค่อยมี  เพราะว่าส่วนใหญ่มีการเอามูลสัตว์ออกจากคอกอย่างรวดเร็ว และขายในรูปมูลสัตว์แห้ง   โอกาสในการทิ้ง
ให้มูลสัตว์ย่อยสลายสมบูรณ์ในคอกสัตว์ข้ามปีเหมือนในอดีตจึงไม่ค่อยมี  เกษตรกรบางรายนิยมใช้มูลสัตว์ดิบๆ ปลูกพืช    วิธีการใช้มูลสัตว์ดิบๆที่
ถูกต้อง จะต้องคลุกเคล้ากับดินที่มีความชื้นเหมาะสมทิ้งไว้ให้ย่อยสลายสมบูรณ์ 1-2 เดือนคล้ายๆ กับปุ๋ยพืชสด     ก่อนจะปลูกพืชได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ชนิดวัสดุและสภาวะแวดล้อม   แต่ส่วนใหญ่จะพบปัญหาการแพร่กระจายของเมล็ดวัชพืช และเชื้อโรค เช่น E.coliSamonellaและ Coliform  ดังนั้น
การจัดการมูลสัตว์ที่เหมาะสม         จึงควรจะผ่านการทำปุ๋ยหมักให้ย่อยสลายสมบูรณ์ก่อนตั้งแต่ในฟาร์มเพื่อลดเชื้อโรคและภาระในการขนส่งและ
เก็บรักษา

             ปุ๋ยหมัก  คือวัสดุอินทรีย์ที่ย่อยสลายสมบูรณ์โดยจุลินทรีย์โดยหลักการทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการผลิตพืชระบบเกษตรอินทรีย์    จะมีการ
ผสมกันระหว่างมูลสัตว์กับเศษพืช โดยให้มีสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนของวัสดุอินทรีย์ผสมก่อนการหมักเท่ากับ 30/1   และมูลสัตว์ที่ใช้ต้องเป็น
มูลสัตว์ที่เลี้ยงแบบไม่มีการทรมารสัตว์ และห้ามใช้ปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยเคมีไนโตรเจนอื่นๆ     เป็นสารให้ไนโตรเจนอย่างเด็ดขาดเพราะมาตรฐานเกษตร
อินทรีย์ห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ หรือปุ๋ยเคมีหากเกษตรกรใช้ปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายสมบูรณ์วัสดุอินทรีย์จะแปรสภาพเป็นแร่ธาตุในรูปอิออนเช่นเดียว
กับในปุ๋ยเคมี  พืชก็จะดูดดึงไปใช้ได้ง่ายเช่นเดียวกัน    ปกติรูปธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ในปุ๋ยหมักมีเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณธาตุอาหารที่เป็น
องค์ประกอบทั้งหมดและจะค่อยๆปล่อยออกมาเรื่อยๆ

          -  ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ให้ธาตุอาหารกับพืช เดิมมีเพียงไรโซเบียมที่ยอมรับเป็นปุ๋ยชีวภาพ เนื่องจาก
ว่าสามารถใช้แทนปุ๋ยไนโตรเจนในการปลูกถั่วได้   ในการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมก็จะต้องใส่ปุ๋ยอื่นๆ          เพื่อให้ธาตุอาหารอื่นๆที่นอกเหนือจาก
ไนโตรเจน ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าไม่มีปุ๋ยชีวภาพตัวไหนที่ใส่ให้กับพืชแบบเดี่ยวๆได้ ในการนำไปใช้จึงต้องศึกษาให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนก่อน ต้อง
มีความรู้ในการใช้ เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ดินต้องมีฟอสฟอรัส โพแทสเชียม และธาตุอาหารรอง-เสริม อย่างเพียงพอด้วย  ดังนั้นหาก
วิเคราะห์ดินแล้วพบว่ามี ฟอสฟอรัสและโพแทสเชียมเพียงพอแล้วก็สามารถคลุกเมล็ดถั่วกับปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมเพียงอย่างเดียวได้ เช่น กรณีการ
ปลูกถั่วหลังนา  แต่หากพบว่ามีฟอสฟอรัสและโพแทสเชียมน้อยเกินไป    ก็ต้องใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมักควบคู่กับการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม แนะนำ
ให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโชเบียมกับปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24หรือ 12-24-12

              การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์  ที่มีงานวิจัยการใช้ในการปลูกพืชแล้ว     ก็คือ ข้าวโพด ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง (4 พืชรวมกันมีพื้นที่
ประมาณ 100 ล้านไร่)         การใช้ก็ต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเคมี  แนวทางการใช้แนวทางแรก  เพื่อลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ
โพแทสเซียม ร้อยละ 25 (จากอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน) และแนวทางที่ 2 เพื่อลดการใช้ไนโตรเจน ร้อยละ 25-50 (จากอัตราแนะนำตามค่า
วิเคราะห์ดิน)   จุลินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์     จะเป็นกลุ่มที่มีหลายกลไกในการให้ธาตุอาหาร (multimode of functions) 
ได้แก่ ตรึงไนโตรเจน ละลายฟอสเฟต  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพืชในการดูดใช้ธาตุอาหารจากการผลิตสารคล้ายอ๊อกชินจากทริปโตเพรนในสาร
อินทรีย์บริเวณราก ทำให้ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรากพืชทั้งปริมาณรากแขนงและรากขนอ่อน    ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดน้ำและธาตุอาหารให้แก่พืช
อาศัย จึงช่วยให้ไนโตรเจน  เพิ่มความเป็นประโยชน์และลดการสูญเสียธาตุอาหารได้

              การใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต  ด้วยเหตุที่ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารพืชที่ละลายน้ำไม่ค่อยดี  จึงเคลื่อนย้ายยากและมักตกค้างอยู่
กับที่ในดิน หากดินมีปฏิกิริยา กรด-ด่าง กลางๆ ฟอสฟอรัสก็จะไม่ค่อยมีปัญหาการละลายหรือความเป็นประโยชน์      ฟอสฟอรัสจะมีปัญหามากขึ้น
ตามค่าปฏิกิริยา กรด-ด่าง  โดยเฉพาะในดินกรด ค่าปฏิกิริยา กรด-ด่าง ต่ำกว่า 5.5 จะมีปัญหาถูกตรึงด้วยเหล็กและอลูมินั่ม หรือในดินด่าง 
ค่าปฏิกิริยา กรด-ด่าง มากกว่า 7.5 ก็จะมีปัญหาถูกตรึงด้วยแคลเซียม การใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตก็จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ
การละลายของฟอสฟอรัส   ช่วยให้พืชได้รับฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีฟอสฟอรัสมากขึ้น  อีกทั้งหากพบว่าในดินมีฟอสฟอรัสในรูป
ที่ไม่เป็นประโยชน์มาก แต่มีรูปที่เป็นประโยชน์น้อยก็เหมาะสมที่จะใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตช่วยละลายฟอสฟอรัสที่ตกค้างในดินออกมาให้กับ
พืช  แต่หากวิเคราะห์ดินแล้วพบว่ามีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์มากแล้ว เช่น มากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน     ถือว่ามีเพียงพอกับความ
ต้องการของพืชแล้ว   ก็ไม่จำป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีฟอสฟอรัสเพิ่มไม่ว่าจะจากปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต       เพราะหากในดินมีฟอสฟอรัส
มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน จะทำให้พืชมีปัญหาในการดูดใช้ซิงค์ (Zn) ซึ่งเป็นองค์ประกอบใน co-factor หรือ co-emzyme ต่างๆ ทำให้
พืชขาด ซิ้งค์จะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิตของพืช     นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสฟอรัสละลายฟอสฟอรัส
จากหินฟอสเฟตเพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีฟอสเฟต   ซึ่งในหินฟอสเฟตมีฟอสฟอรัสทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 (P2O5)  แต่มีรูปที่เป็นประโยชน์แค่
ร้อยละ 3 เท่านั้น    โดยจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตจะผลิตกรดอินทรีย์ออกมาละลายฟอสเฟตที่ตรึงอยู่กับแคลเซียมในหินฟอสเฟตให้ละลายออกมา 
ทำให้อยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ได้

              ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า เป็นปุ๋ยชีวภาพที่นิยมใช้ในการเพิ่มประโยชน์ของฟอสฟอรัสเช่นกัน   ทั้งในรูปการช่วยละลายด้วยการผลิต สาร
อินทรีย์และการขยายเส้นใยเข้าไปหาฟอสฟอรัสที่ตกค้างอยู่กับที่ในดินแล้วดูดสารละลายฟอสเฟตผ่านเส้นใยส่งให้กับพืช มีผลทำให้ประสิทธิภาพ
ในการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้น       ดังนั้นหากใช้ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า  ก็สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีฟอสเฟตได้ร้อยละ 25 แนะนำให้ใช้ในไม้ยืนต้น 
เนื่องจากมีราคาค่อนข้างแพง

น้ำต้องรู้อะไร?

          น้ำคือแหล่งของความชื้นในดิน  การใส่ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพดินต้องมีความชื้นที่เหมาะสม   หากใส่ปุ๋ยในดินที่มีความชื้นไม่เพียงพอจะทำให้
ธาตุอาหารไม่ละลายออกมาจากปุ๋ย  ทำให้รากพืชดูดดึงสารละลายธาตุอาหารไปใช้ไม่ได้  ดังนั้น ความชื้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใส่ปุ๋ยให้กับพืช 
เกษตรกรต้องรักษาความชื้นในดินให้เหมาะสมอยู่เสมอ    การใส่ปุ๋ยต้องใส่ในช่วงที่ดินมีความชื้นเหมาะสมเท่า หากดินแห้งก็ไม่ควรใส่ปุ๋ยให้กับพืช 
ในการจัดการธาตุอาหารพืชจึงต้องคำนึงถึงความชื้นในดินก่อนการใส่ปุ๋ยด้วย

ขายต้องรู้อะไร?

          เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยมากน้อยแค่ไหน  ต้องพิจารณาราคาผลผลิตพืชด้วย  เพราะหากผลผลิตดีราคาดี เกษตรกรก็จะมีรายได้ดี  หากราคาไม่ดี
การใส่ปุ๋ยมากๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ  เพราะจะทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงในการขาดทุน  โดยต้องหาระดับการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ที่จะทำให้
เกษตรกรมีกำไรมากที่สุด  มากกว่าระดับที่ให้ผลผลิตสูงสุด  แผนการผลิตที่ใช้ต้นทุนสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดมีโอกาสขาดทุนมากกว่า  แผนการ
ผลิตแบบต้นทุนต่ำแต่ผลผลิตสูงและเกษตรกรต้องสามารถคาดการณ์        ราคาขายผลผลิตก่อนล่วงหน้าได้ เพราะจะได้บริหารจัดการปุ๋ยได้อย่าง
เหมาะสม       เพราะบางครั้งอาจมีปัจจัยอื่นๆ  มาทำให้กำไรที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปุ๋ยมาทำให้กำไรลดลง  เช่น การระบาดของโรคและแมลง เป็นต้น 
จะทำให้มีต้นทุนการดูแลรักษาเพิ่มขึ้น

 

สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น  เป็นสารที่ได้จากการย่อยสลายขยะสด ซึ่งประกอบด้วยวัสดุอินทรีย์จากเศษอาหาร ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ได้ของเหลวสีน้ำตาลซึ่งมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ

สารเร่ง พด.6  เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักเศษอาหารในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารสำหรับทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ

 

คุณสมบัติของจุลินทรีย์ในสารเร่ง พด.6

  • ยีสต์ผลิตแอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์
  • แบคทีเรียผลิตเอนไซม์โปรทีเอส ย่อยสลายโปรตีน
  • แบคทีเรียผลิตเอนไซม์ไลเปส ย่อยสลายไขมัน
  • แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก 

วัสดุสำหรับทำสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น (จำนวน 50 ลิตร)

  • เศษอาหารในครัวเรือน     40      กิโลกรัม
  • น้ำตาล                       10      กิโลกรัม
  • น้ำ                            10      ลิตร
  • สารเร่ง  พด.6 จำนวน       1      ซอง

 วิธีทำสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น

  • นำเศษอาหารและน้ำตาลผสมลงในถังหมัก
  • ละลายสารเร่ง พด.6 ในน้ำ 10 ลิตร แล้วเทลงในถังหมัก
  • คลุกเคล้าหรือคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
  • ปิดฝาไม่ต้องสนิท ใช้ระยะเวลาหมัก 20 วัน

การพิจารณาสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากเศษอาหารเหลือทิ้งที่สมบูรณ์แล้ว

  • มีการเจริญของจุลินทรีย์น้อยลง
  • กลิ่นแอลกอฮอล์จะลดลง
  • ไม่ปรากฏฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • ไม่มีกลิ่นเน่าเหม็นของขยะ
  • ไม่ปรากฏคราบไขมัน
  • ได้สารละลายหรือของเหลวสีน้ำตาล
  • ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง อยู่ระหว่าง 3-4

 อัตราและวิธีการใช้

  • การทำความสะอาดคอกสัตว์และบำบัดน้ำเสีย เจือจาง สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น : น้ำ เท่ากับ 1 : 10 เทลงบริเวณที่บำบัดทุกวัน หรือทุก ๆ 3 วัน
  • การใส่ในบ่อกุ้งและบ่อปลา ใช้สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น 100 มิลลิลิตรต่อปริมาตรน้ำในบ่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ใส่ทุก ๆ 10 วัน

ประโยชน์ของสารเร่ง พด.6

  • ทำความสะอาดคอกสัตว์ เนื่องจากค่าความเป็นกรดเป็นด่างของสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นอยู่ระหว่าง 3 - 4 มีผลทำให้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการเน่าเหม็นไม่สามารถเจริญเติบโตได้
  • ช่วยบำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่ย่อยโปรตีน ไขมัน และผลิตกรดอินทรีย์
  • ขจัดกลิ่นเหม็นจากขยะสดและพื้นที่เน่าเหม็น

ไฟล์แนบ