logo
 

ใช้บัญชีฝ่าวิกฤต ปรับเปลี่ยนอาชีพ สร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้น ลดรายจ่ายค่าอาหารในครัวเรือน 

ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษา...ต้นทุนและผลตอบแทนจากการเลี้ยงสุกรด้วยกากส่าเหล้าและเพื่อหาจำนวนสุกรที่เหมาะสมกับปริมาณกากส่าเหล้าที่เกษตรกรผลิตได้ พร้อมทั้งศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการประกอบอาชีพกลั่นสุราพื้นบ้านของเกษตรกรด้วยจำนวนสุกรที่เหมาะสมและผลตอบแทนที่ได้จาการประกอบอาชีพทั้งสองอย่างจะเป็นอย่างไรว่าสุดท้ายแล้ว....

1.ทำให้ทราบต้นทุนผลตอบแทน และกำไรของเกษตรผู้เลี้ยงสุกรด้วยกากส่าเหล้า และทราบถึงต้นทุน ผลตอบแทนของการประกอบอาชีพทำสุรากลั่นพื้นบ้าน ของเกษตรด้วย เพื่อใช้ประกอบการลงทุน

2.ทราบถึงจำนวนสุกรในฟาร์มของเกษตรกร ที่เหมาะสมกับปริมาณกากส่าเหล้าที่เกษตรกรผลิตได้ในแต่ละวัน

3. เพื่อเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในการตัดสินใจลงทุนประกอบอาชีพ และผู้ที่สนใจทั่วไป และเพื่อใช้เป็นข้อมูลหรือศึกษาค้นคว้าในอนาคตต่อไป

ไฟล์แนบ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เร่งเดินหน้าแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร จัดประชุมระดมความเห็นข้อมูลต้นทุนการผลิต เผย จากการวิเคราะห์ พบต้นทุนต่อไร่ข้าวนาปรัง ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 13 ด้านต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงร้อยละ 11 มั่นใจนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐ จะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงฤดูการผลิตข้าวนาปี ที่กำลังเริ่มเพาะปลูกแน่นอน 

            นายสุรพงษ์  เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ในคราวการประชุม ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ได้เห็นชอบแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีแผนดำเนินการตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 ถึง 30 มิถุนายน 2560 ประกอบด้วยการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน ช่วงการผลิต ช่วงการเก็บเกี่ยวและหลังการเก็บเกี่ยว การตลาดในประเทศ และการตลาดต่างประเทศ

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นทั้งหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน มีกิจกรรมการจัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ซึ่ง สศก. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตที่ผ่านการประชุมพิจารณาระดมความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดย สศก. มีกำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจำนวน 3 ครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และจะได้ประมวลข้อคิดเห็นเสนอฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางการวางแผนการผลิตข้าวครบวงจร และรายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อไป

 

 

ด้านนางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการ สศก.  กล่าวถึงรายละเอียดของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่า  ในการจัดครั้งที่ 1 เป็นการจัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (วันที่ 31 พฤษภาคม 2559)  ณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น  ครั้งที่ 2 ภาคเหนือ (วันที่ 2 มิถุนายน 2559) ณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2  จังหวัดพิษณุโลก และ ครั้งที่ 3  ภาคกลาง และภาคใต้ (วันที่ 3 มิถุนายน 2559) ณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรุงเทพมหานคร  ซึ่งจะมีผู้ร่วมประชุมระดมความเห็น ประกอบด้วยผู้แทน หน่วยงานภาครัฐ และผู้แทนกลุ่มองค์กรเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนการผลิตข้าวนาปรัง ปี 2559 ซึ่งได้เก็บเกี่ยวไปหมดแล้วในหลายพื้นที่ พบว่า ต้นทุนต่อไร่ข้าวนาปรัง ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 13 ส่วนต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ลดลงจาก ตันละ 8,990 บาท/ตัน ในปี 2558 เหลือ 7,966 บาท/ตัน ในปี 2559 หรือร้อยละ 11  เนื่องจากเกษตรกรมีการปรับตัวโดยลดปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสม ประกอบกับราคาปุ๋ย และน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ค่าจ้างค่าแรงทางการเกษตรยังทรงตัว ทั้งนี้ นโยบายของภาครัฐในการขอความร่วมมือ และควบคุมราคาปัจจัย ทั้งราคาปุ๋ยเคมี และค่าเช่าที่ดิน เป็นปัจจัยที่เป็นผลทางบวกทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังปี 2559 ลดลง และจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงฤดูการผลิตข้าวนาปี ที่กำลังจะเริ่มเพาะปลูกหลังจากนี้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปี ปี 2559 ลดลงจากปีก่อนอย่างแน่นอน 

 

ปุ๋ย ปัจจัยสร้างกำไรงาม

          ในบรรดาปัจจัยการผลิตทั้งหลายนั้น ปุ๋ยนับว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เมื่อเกษตรกรมีพืชพันธุ์ดี แข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช
ให้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพดีเต็มศักยภาพแล้ว  ก็ต้องมีปุ๋ยที่ดีเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ดินมีธาตุอาหารที่เพียงพอและสมดุล เหมาะสม
กับความต้องการของธาตุอาหารของพืชแต่ชนิดที่ปลูก

          พืชมีความจำเป็นต้องใช้ธาตุอาหารเพื่อสร้างการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณ และคุณภาพผลผลิตตามสมรรถนะของพันธุ์  ดังนั้นการจะเรียกวัตถุ
ชนิดใดชนิดหนึ่งว่า ปุ๋ย (fertilizer) ต้องคำนึงอยู่เสมอว่า วัตถุนั้นๆ  ต้องเป็นสิ่งที่พร้อมจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินหรือพร้อมจะให้ธาตุอาหาร
กับดินและพืชเพราะวัตถุประสงค์ของการศึกษาด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน คือ เพื่อหาวิธีการจัดการให้ดินมีธาตุอาหารในรูปที่เป็นประโยชน์ 
ครบทุกชนิดในปริมาณที่เพียงพอและสมดุล มีความสอดคล้องกับความต้องการของพืช   โดยสรุปการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อ
ให้ใช้ปุ๋ยเป็นปัจจัยสร้างกำไรงามนั้นเกษตรกรต้องรู้ในประเด็นต่างๆที่ถูกต้อง

ดินต้องรู้อะไร?

          เกษตรกรต้องรู้สถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินในไร่  นา หรือสวนของตนเอง         เพราะดินนับว่าเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชอันดับแรก หาก
เกษตรกรมีดินดี หรือดินมีธาตุอาหารเพียงพอและสมดุลแล้วก็ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก เหมือนดินไม่ดีหรือดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ต้นทุนค่าปุ๋ยเกษตรกร
ที่มีดินดี  ก็จะต่ำกว่าเกษตรกรที่ดินไม่ดีอย่างไรก็ตามปัญหาดินเสื่อมโทรมเป็นปัญหาหลักของดินเพื่อเกษตรกรรมในปัจจุบัน     ในการประเมินระดับ
ความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อให้รู้จักดิน จะประเมินระดับธาตุอาหารหลักในรูปที่เป็นประโยชน์ในดิน

          การวิเคราะห์ดิน เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์เบื้องต้น ต้องวิเคราะห์สมบัติของดิน ดังนี้ คือ 1) เนื้อดิน 2) ปฏิกิริยากรด-ด่าง 3) อินทรียวัตถุ 
4) ฟอสฟอรัสและโพแทสเชียมที่เป็นประโยชน์เมื่อรู้ค่าผลวิเคราะห์ดังกล่าวแล้ว เกษตรกรก็จะทราบสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินของตนเบื้องต้น
สามารถนำไปใช้ประเมินปริมาณธาตุอาหารที่พืชสามารถใช้ได้ซึ่งมีอยู่แล้วในดิน      ส่วนปริมาณธาตุอาหารที่ต้องใส่เพิ่มเติมในรูปของปุ๋ยก็ขึ้นอยู่กับ
ความต้องการของพืชแต่ละชนิดของพืชที่จะปลูก โดยทั่วไปพืชแต่ละชนิดจะมีความต้องการปริมาณธาตุอาหารแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับส่วนของผลผลิต
ที่ต้องการว่าพืชที่ปลูกจะใช้ผลผลิตส่วนไหนบ้าง เช่น ใบ ดอก หรือ ผล เป็นต้น

          ในสภาวะปกติจะแนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยให้กับพืชทางดิน      เพื่อให้พืชดูดธาตุอาหารที่ละลายน้ำจากปุ๋ยเข้าไปให้ในต้นพืชผ่านทางท่อน้ำ
ทางราก ซึ่งเป็นกลไกปกติในการดูดซับธาตุอาหารของพืชแม้ธาตุอาหารแต่ละชนิดมีเทคนิคในการจัดการในเนื้อดินต่างๆ แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่นใน
กลุ่มดินเหนียวบางชนิดอาจมี เหล็กและอลูมินั่มมากกว่ากลุ่มดินทรายโอกาสที่ฟอสฟอรัสที่เราใส่ในรูปปุ๋ยจะถูกตรึงด้วยเหล็กและอลูมินั่มจะมากกว่า
ในกลุ่มดินทรายดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสจึงควรพิจารณาเพิ่มอัตราการใส่ให้มากขึ้นกว่ากลุ่มดิน   ซึ่งมีเหล็กและอลูมินั่มน้อยกว่าเพื่อให้พืชไม่ขาด
ฟอสฟอรัส

          ดังนั้นการวิเคราะห์ดินเพื่อให้รู้สถานะความอุดมสมบูรณ์ของดิน     จึงเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่สามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยให้มี
ประสิทธิภาพในการผลิตพืช    ในทางหลักวิชาการเกษตรกรควรวิเคราะห์ดิน 3-5 ปีต่อครั้ง   นั่นหมายถึงหากเกษตรกรปลูกพืชชนิดเดียวกันในพื้นที่
เดียวกันตลอด 3-5 ปี  เกษตรกรก็วิเคราะห์ดินแค่หนึ่งครั้ง  ก็สามารถใส่ปุ๋ยแบบเดิมได้ถึง 3-5 ปี            เพราะปริมาณธาตุอาหารสะสมในดินจะไม่
เปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิมไปมากนักในแต่ละปีหรือแต่ละฤดูปลูก

          ดังนั้นหากเกษตรกรมีผลวิเคราะห์ดินก็สามารถเปิดคู่มือคำแนะการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน     กรมวิชาการเกษตรเกษตรกรก็จะได้ความรู้ว่า
การปลูกพืชชนิดที่เราต้องการในที่ดินของเรานั้น เราจะต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม   เพิ่มอีกกี่กิโลกรัมต่อไร่หากทำได้แบบนี้
เกษตรกรก็จะพบว่าการปรับเปลี่ยนมาใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินอย่างจริงจัง       จะเป็นมาตรการอันดับแรกที่จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุน
การผลิตได้อย่างชัดเจนและดินมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน   โดยเกษตรกรที่ใส่ปุ๋ยในอัตราที่เกินความต้องการอยู่จะได้ใส่ปุ๋ยลดลง
และเกษตรกรที่ใส่ปุ๋ยน้อยเกินไปก็จะได้ปรับมาใส่ปุ๋ยให้กับพืชให้ถูกต้องเหมาะสมกับดิน   และความต้องการของพืชที่ปลูกจะได้ไม่เสีย
โอกาสในการผลิต    และลดการเกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมเมื่อได้ผลผลิตเหมาะสมกับการใส่ปุ๋ยจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่คุ้มค่ากับการ
ลงทุน

พืชต้องรู้อะไร?

          พืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกันดังนั้นเมื่อปลูกต่างชนิดกันในพื้นที่ดินที่มีผลวิเคราะห์ดินแบบเดียวกัน อัตราปุ๋ยที่แนะนำ
ให้ใส่จะแตกต่างกันไปตามชนิดพืชที่ปลูกโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าพืชที่ปลูกนั้นให้ผลผลิตเป็นอะไร    เช่น พืชกินใบก็เน้นการให้สัดส่วนธาตุไนโตรเจน
สูงกว่า พืชกินดอกก็เน้นให้ฟอสฟอรัส พืชให้ผลก็เน้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม รวมทั้งต้องรู้วิธีการใส่

          คำแนะนำการใส่ปุ๋ยส่วนใหญ่จะเน้นให้รองพื้นด้วยปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมทั้งหมด       เนื่องจากธาตุอาหารสองชนิดนี้สูญหายเพียง
เล็กน้อย     ซึ่งแตกต่างจากไนโตรเจน ที่มักแนะนำให้แบ่งใส่ให้มากครั้งที่สุด    เนื่องจากแอมโมเนียมและไนเตรทสามารถละลายน้ำได้ดีมาก และ
ไนเตรทเป็นประจุลบจะสูญเสียได้ง่ายกว่าแอมโมเนียมซึ่งเป็นประจุบวก ไนเตรทจึงมีประสิทธิภาพในการใช้ต่ำแม้พืชจะดูดใช้ได้เร็วกว่า   โดยทั่วไป
ไนโตรเจนทั้งหมดที่เราใส่นั้นพืชสามารถนำไปใช้ได้จริงเพียงร้อยละ 25-30 ของปริมาณที่ใส่ทั้งหมดเท่านั้น    วิธีการแบ่งใส่ 2-4 ครั้ง จึงเป็นวิธีการ
ที่มักแนะนำให้ปฏิบัติและเกษตรกรที่มีความรู้ก็จะเลือกชื้อปุ๋ยคุณภาพดีมาใช้   โดยมีการแบ่งปุ๋ยใส่ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง   เพราะถึงอย่างไรก็ต้อง
แบ่งไนโตรเจนใส่อยู่แล้ว บางรายจึงแบ่งฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมาใส่ด้วย ซึ่งก็ได้ผลดีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อดินและความต้องการของพืชที่ปลูก

          นอกจากนี้พืชบางชนิดอาจมีความต้องการใช้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลผลิต เราก็จะต้องมีความรู้และใส่ให้เพิ่ม
เป็นพิเศษ เช่น ปาล์มน้ำมัน ต้องเพิ่มแมกนีเซียมและโบรอน หรือในไม้ผลต้องมีการพิจารณาใส่แคลเซียมและโพแทสเซียมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นประเด็น
พิจารณาเพิ่มเติม ที่เกษตรกรต้องทราบเป็นการเฉพาะในการปลูกพืชแต่ละชนิด จึงต้องมีความรูในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตพืชชนิดนั้นๆ     ประกอบ
เพิ่มเติมด้วยและการให้คำแนะนำเกษตรกรก็ต้องชี้ให้เข้าใจในประเด็นเหล่านี้การใช้ปุ๋ยจึงจะทำให้เกษตรกรได้กำไรงาม

ปุ๋ยต้องรู้อะไร?

          เกษตรกรต้องเข้าใจและรู้จักปุ๋ยชนิดต่างๆอย่างดี โดยทั่วไปปุ๋ยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เกษตรกรต้องรู้ว่า
ปุ๋ยแต่ละประเภทคืออะไร  มีความต่างกันทั้งคุณสมบัติและวิธีการใช้ให้มีประสิทธิภาพอย่างไร    การแบ่งปุ๋ยต่างกันในแต่ละประเภทนั้นเป็นการแบ่ง
ตามที่มาของส่วนประกอบในปุ๋ย ดังนั้น

          -  ปุ๋ยเคมี  เป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยแร่ธาตุที่อยู่ในรูปอิออน หรือรูปของธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืชโดยตรง โดยได้มาจากการนำแร่ธาตุ
มาผ่านกระบวนการผลิตโดยปฏิกิริยาเคมี ซึ่งพืชพร้อมจะนำไปใช้ได้ง่ายๆ  หากพืชขาดปุ๋ยเราจึงควรใส่ปุ๋ยเคมีก่อนเพราะปุ๋ยเคมีพืชจะตอบสนองได้
อย่างรวดเร็ว ทันกับความต้องการของระยะการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช

          -  ปุ๋ยอินทรีย์  มี 3 ชนิด คือ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ซึ่งเราจะเห็นว่าทั้งสามชนิดมีที่มาที่เหมือนกัน คือ แหล่งที่มาจากวัสดุอินทรีย์ 
แต่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน  ก่อนเพิ่มเติมอีกว่าทั้ง 3 ชนิดนี้เหมือนกันตรงที่จะเป็นประโยชน์กับพืชได้ก็ต่อเมื่อวัสดุอินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบมีการย่อย
สลายที่สมบูรณ์จนแปรสภาพปลดปล่อยธาตุอาหารในรูปอิออนออกมาก่อนพืชจึงจะดูดดึงไปใช้ได้    แม้จะมีพืชบางชนิดสามารถดูดดึงกรดอินทรีย์
โดยได้บ้างก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นกลไกหลักในการดูดดึงธาตุอาหารของพืช การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งสามชนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

             ปุ๋ยพืชสด เน้นการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสด  เพราะเป็นพืชที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูง    โดยทั่วไปมีไนโตรเจนสะสมในระยะ
ออกดอกสูงถึงร้อยละ 2-4 ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชตระกูลถั่ว จึงมีสัดส่วนของคาร์บอนและไนโตรเจน (C/N ratio) ต่ำกว่า 25 จึงจัดเป็นวัสดุอินทรีย์ที่
ย่อยสลายได้ง่าย  การใช้จึงแนะนำให้ไถกลบในช่วงที่ดินมีความชื้นและหมกทิ้งไว้ในดินบนชั้นไถพรวนอย่างน้อย 45 วัน จึงจะปลูกพืชได้ แต่ความ
เป็นประโยชน์ของธาตุอาหารก็คาดการณ์ได้ไม่แน่นอนเพราะจะค่อยๆปลดปล่อยออกมาสู่ดิน        เกษตรกรมักไม่ค่อยนิยมปลูก เพราะการปลูกปุ๋ย
พืชสดใช้เวลามากเป็นการบำรุงดินที่ไม่ทำให้มีรายได้แก่เกษตรกรโดยตรง     แต่เป็นรายได้ทางอ้อมจากผลผลิตพืชที่จะเพิ่มขึ้นจากการบำรุงดินให้
อุดมสมบูรณ์ ในกรณีการปลูกหลังนาเกษตรกรบางพื้นที่จึงนิยมปลูกถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสง  นับว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสม   เพราะมีผลต่อการ
เพิ่มรายได้และสามารถใช้เศษซากต้นถั่วที่เหลือไถกลบบำรุงดิน     วิธีนี้เป็นวิธีการจัดการตอซังที่เหมาะสมกว่าวิธีการเผาซึ่งเป็นการทำลายอินทรีย
วัตถุและสร้างมลภาวะจากหมอกควัน ส่วนการเร่งย่อยฟางโดยการหมักในสภาพขังน้ำ  ซึ่งทำให้ได้อินทรียวัตถุจากฟางข้าวลงสู่ดิน แต่ก็เป็นการเร่ง
การเกิดการปลดปล่อยแก๊สมีเทน (CH4)   จากขบวนการทางชีวภาพระหว่างการย่อยฟางข้าวเป็นน้ำตาลและมีการย่อยน้ำตาลเป็นกรดอะชิติก    ซึ่ง
เป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการเกิดสร้างมีเทน  โดยเมื่อจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอ๊อกชิเจนใช้กรดอะชิติก    จะทำให้ได้เป็น คาร์บอนไดอ๊อกไชด์ (CO2) 
กับไฮโดรเจน (H2)    ซึ่งทำปฏิกริยากันเป็นแก๊สมีเทนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะสภาพน้ำขังเป็นสภาวะอับอากาศเหมาะกับการเจริญของจุลินทรีย์กลุ่ม
เมตทาโนเจน (Methanogen) และสนับสนุนให้เกิดการปล่อยแก๊สมีเทนจากคาร์บอนในอินทรียวัตถุที่สะสมอยู่ในดิน   จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีก
ารทำนาแบบเปียกสลับแห้งที่กรมการข้าวกำลังส่งเสริม          แต่หากสลับด้วยการปลูกพืชไร่ตระกูลถั่วนับว่าจะเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการจัดการ
ฟางข้าวหลังนา เพราะจะทำให้ได้ทั้งอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายและลดการปล่อยแก๊สมีเทน   อย่างไรก็ตามการปลูกถั่วต้องมีการให้ความรู้ในการผลิต
กับเกษตรกรเพิ่มเติม  รวมทั้งต้องสร้างระบบการรับชื้อผลผลิตที่แน่นอนเช่นเดียวกับข้าวเปลือกจะทำให้สนับสนุนระบบเกษตรยั่งยืนได้มากกว่า

             ปุ๋ยคอก ในปัจจุบันไม่ค่อยมี  เพราะว่าส่วนใหญ่มีการเอามูลสัตว์ออกจากคอกอย่างรวดเร็ว และขายในรูปมูลสัตว์แห้ง   โอกาสในการทิ้ง
ให้มูลสัตว์ย่อยสลายสมบูรณ์ในคอกสัตว์ข้ามปีเหมือนในอดีตจึงไม่ค่อยมี  เกษตรกรบางรายนิยมใช้มูลสัตว์ดิบๆ ปลูกพืช    วิธีการใช้มูลสัตว์ดิบๆที่
ถูกต้อง จะต้องคลุกเคล้ากับดินที่มีความชื้นเหมาะสมทิ้งไว้ให้ย่อยสลายสมบูรณ์ 1-2 เดือนคล้ายๆ กับปุ๋ยพืชสด     ก่อนจะปลูกพืชได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ชนิดวัสดุและสภาวะแวดล้อม   แต่ส่วนใหญ่จะพบปัญหาการแพร่กระจายของเมล็ดวัชพืช และเชื้อโรค เช่น E.coliSamonellaและ Coliform  ดังนั้น
การจัดการมูลสัตว์ที่เหมาะสม         จึงควรจะผ่านการทำปุ๋ยหมักให้ย่อยสลายสมบูรณ์ก่อนตั้งแต่ในฟาร์มเพื่อลดเชื้อโรคและภาระในการขนส่งและ
เก็บรักษา

             ปุ๋ยหมัก  คือวัสดุอินทรีย์ที่ย่อยสลายสมบูรณ์โดยจุลินทรีย์โดยหลักการทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการผลิตพืชระบบเกษตรอินทรีย์    จะมีการ
ผสมกันระหว่างมูลสัตว์กับเศษพืช โดยให้มีสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนของวัสดุอินทรีย์ผสมก่อนการหมักเท่ากับ 30/1   และมูลสัตว์ที่ใช้ต้องเป็น
มูลสัตว์ที่เลี้ยงแบบไม่มีการทรมารสัตว์ และห้ามใช้ปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยเคมีไนโตรเจนอื่นๆ     เป็นสารให้ไนโตรเจนอย่างเด็ดขาดเพราะมาตรฐานเกษตร
อินทรีย์ห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ หรือปุ๋ยเคมีหากเกษตรกรใช้ปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายสมบูรณ์วัสดุอินทรีย์จะแปรสภาพเป็นแร่ธาตุในรูปอิออนเช่นเดียว
กับในปุ๋ยเคมี  พืชก็จะดูดดึงไปใช้ได้ง่ายเช่นเดียวกัน    ปกติรูปธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ในปุ๋ยหมักมีเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณธาตุอาหารที่เป็น
องค์ประกอบทั้งหมดและจะค่อยๆปล่อยออกมาเรื่อยๆ

          -  ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ให้ธาตุอาหารกับพืช เดิมมีเพียงไรโซเบียมที่ยอมรับเป็นปุ๋ยชีวภาพ เนื่องจาก
ว่าสามารถใช้แทนปุ๋ยไนโตรเจนในการปลูกถั่วได้   ในการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมก็จะต้องใส่ปุ๋ยอื่นๆ          เพื่อให้ธาตุอาหารอื่นๆที่นอกเหนือจาก
ไนโตรเจน ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าไม่มีปุ๋ยชีวภาพตัวไหนที่ใส่ให้กับพืชแบบเดี่ยวๆได้ ในการนำไปใช้จึงต้องศึกษาให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนก่อน ต้อง
มีความรู้ในการใช้ เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ดินต้องมีฟอสฟอรัส โพแทสเชียม และธาตุอาหารรอง-เสริม อย่างเพียงพอด้วย  ดังนั้นหาก
วิเคราะห์ดินแล้วพบว่ามี ฟอสฟอรัสและโพแทสเชียมเพียงพอแล้วก็สามารถคลุกเมล็ดถั่วกับปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมเพียงอย่างเดียวได้ เช่น กรณีการ
ปลูกถั่วหลังนา  แต่หากพบว่ามีฟอสฟอรัสและโพแทสเชียมน้อยเกินไป    ก็ต้องใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมักควบคู่กับการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม แนะนำ
ให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโชเบียมกับปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24หรือ 12-24-12

              การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์  ที่มีงานวิจัยการใช้ในการปลูกพืชแล้ว     ก็คือ ข้าวโพด ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง (4 พืชรวมกันมีพื้นที่
ประมาณ 100 ล้านไร่)         การใช้ก็ต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเคมี  แนวทางการใช้แนวทางแรก  เพื่อลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ
โพแทสเซียม ร้อยละ 25 (จากอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน) และแนวทางที่ 2 เพื่อลดการใช้ไนโตรเจน ร้อยละ 25-50 (จากอัตราแนะนำตามค่า
วิเคราะห์ดิน)   จุลินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์     จะเป็นกลุ่มที่มีหลายกลไกในการให้ธาตุอาหาร (multimode of functions) 
ได้แก่ ตรึงไนโตรเจน ละลายฟอสเฟต  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพืชในการดูดใช้ธาตุอาหารจากการผลิตสารคล้ายอ๊อกชินจากทริปโตเพรนในสาร
อินทรีย์บริเวณราก ทำให้ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรากพืชทั้งปริมาณรากแขนงและรากขนอ่อน    ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดน้ำและธาตุอาหารให้แก่พืช
อาศัย จึงช่วยให้ไนโตรเจน  เพิ่มความเป็นประโยชน์และลดการสูญเสียธาตุอาหารได้

              การใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต  ด้วยเหตุที่ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารพืชที่ละลายน้ำไม่ค่อยดี  จึงเคลื่อนย้ายยากและมักตกค้างอยู่
กับที่ในดิน หากดินมีปฏิกิริยา กรด-ด่าง กลางๆ ฟอสฟอรัสก็จะไม่ค่อยมีปัญหาการละลายหรือความเป็นประโยชน์      ฟอสฟอรัสจะมีปัญหามากขึ้น
ตามค่าปฏิกิริยา กรด-ด่าง  โดยเฉพาะในดินกรด ค่าปฏิกิริยา กรด-ด่าง ต่ำกว่า 5.5 จะมีปัญหาถูกตรึงด้วยเหล็กและอลูมินั่ม หรือในดินด่าง 
ค่าปฏิกิริยา กรด-ด่าง มากกว่า 7.5 ก็จะมีปัญหาถูกตรึงด้วยแคลเซียม การใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตก็จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ
การละลายของฟอสฟอรัส   ช่วยให้พืชได้รับฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีฟอสฟอรัสมากขึ้น  อีกทั้งหากพบว่าในดินมีฟอสฟอรัสในรูป
ที่ไม่เป็นประโยชน์มาก แต่มีรูปที่เป็นประโยชน์น้อยก็เหมาะสมที่จะใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตช่วยละลายฟอสฟอรัสที่ตกค้างในดินออกมาให้กับ
พืช  แต่หากวิเคราะห์ดินแล้วพบว่ามีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์มากแล้ว เช่น มากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน     ถือว่ามีเพียงพอกับความ
ต้องการของพืชแล้ว   ก็ไม่จำป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีฟอสฟอรัสเพิ่มไม่ว่าจะจากปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต       เพราะหากในดินมีฟอสฟอรัส
มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมดิน จะทำให้พืชมีปัญหาในการดูดใช้ซิงค์ (Zn) ซึ่งเป็นองค์ประกอบใน co-factor หรือ co-emzyme ต่างๆ ทำให้
พืชขาด ซิ้งค์จะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการสร้างผลผลิตของพืช     นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสฟอรัสละลายฟอสฟอรัส
จากหินฟอสเฟตเพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีฟอสเฟต   ซึ่งในหินฟอสเฟตมีฟอสฟอรัสทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 (P2O5)  แต่มีรูปที่เป็นประโยชน์แค่
ร้อยละ 3 เท่านั้น    โดยจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตจะผลิตกรดอินทรีย์ออกมาละลายฟอสเฟตที่ตรึงอยู่กับแคลเซียมในหินฟอสเฟตให้ละลายออกมา 
ทำให้อยู่ในรูปที่พืชดูดไปใช้ได้

              ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า เป็นปุ๋ยชีวภาพที่นิยมใช้ในการเพิ่มประโยชน์ของฟอสฟอรัสเช่นกัน   ทั้งในรูปการช่วยละลายด้วยการผลิต สาร
อินทรีย์และการขยายเส้นใยเข้าไปหาฟอสฟอรัสที่ตกค้างอยู่กับที่ในดินแล้วดูดสารละลายฟอสเฟตผ่านเส้นใยส่งให้กับพืช มีผลทำให้ประสิทธิภาพ
ในการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้น       ดังนั้นหากใช้ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า  ก็สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีฟอสเฟตได้ร้อยละ 25 แนะนำให้ใช้ในไม้ยืนต้น 
เนื่องจากมีราคาค่อนข้างแพง

น้ำต้องรู้อะไร?

          น้ำคือแหล่งของความชื้นในดิน  การใส่ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพดินต้องมีความชื้นที่เหมาะสม   หากใส่ปุ๋ยในดินที่มีความชื้นไม่เพียงพอจะทำให้
ธาตุอาหารไม่ละลายออกมาจากปุ๋ย  ทำให้รากพืชดูดดึงสารละลายธาตุอาหารไปใช้ไม่ได้  ดังนั้น ความชื้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใส่ปุ๋ยให้กับพืช 
เกษตรกรต้องรักษาความชื้นในดินให้เหมาะสมอยู่เสมอ    การใส่ปุ๋ยต้องใส่ในช่วงที่ดินมีความชื้นเหมาะสมเท่า หากดินแห้งก็ไม่ควรใส่ปุ๋ยให้กับพืช 
ในการจัดการธาตุอาหารพืชจึงต้องคำนึงถึงความชื้นในดินก่อนการใส่ปุ๋ยด้วย

ขายต้องรู้อะไร?

          เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยมากน้อยแค่ไหน  ต้องพิจารณาราคาผลผลิตพืชด้วย  เพราะหากผลผลิตดีราคาดี เกษตรกรก็จะมีรายได้ดี  หากราคาไม่ดี
การใส่ปุ๋ยมากๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ  เพราะจะทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงในการขาดทุน  โดยต้องหาระดับการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ที่จะทำให้
เกษตรกรมีกำไรมากที่สุด  มากกว่าระดับที่ให้ผลผลิตสูงสุด  แผนการผลิตที่ใช้ต้นทุนสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดมีโอกาสขาดทุนมากกว่า  แผนการ
ผลิตแบบต้นทุนต่ำแต่ผลผลิตสูงและเกษตรกรต้องสามารถคาดการณ์        ราคาขายผลผลิตก่อนล่วงหน้าได้ เพราะจะได้บริหารจัดการปุ๋ยได้อย่าง
เหมาะสม       เพราะบางครั้งอาจมีปัจจัยอื่นๆ  มาทำให้กำไรที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปุ๋ยมาทำให้กำไรลดลง  เช่น การระบาดของโรคและแมลง เป็นต้น 
จะทำให้มีต้นทุนการดูแลรักษาเพิ่มขึ้น

 

สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น  เป็นสารที่ได้จากการย่อยสลายขยะสด ซึ่งประกอบด้วยวัสดุอินทรีย์จากเศษอาหาร ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ได้ของเหลวสีน้ำตาลซึ่งมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ

สารเร่ง พด.6  เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักเศษอาหารในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารสำหรับทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ

 

คุณสมบัติของจุลินทรีย์ในสารเร่ง พด.6

  • ยีสต์ผลิตแอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์
  • แบคทีเรียผลิตเอนไซม์โปรทีเอส ย่อยสลายโปรตีน
  • แบคทีเรียผลิตเอนไซม์ไลเปส ย่อยสลายไขมัน
  • แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก 

วัสดุสำหรับทำสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น (จำนวน 50 ลิตร)

  • เศษอาหารในครัวเรือน     40      กิโลกรัม
  • น้ำตาล                       10      กิโลกรัม
  • น้ำ                            10      ลิตร
  • สารเร่ง  พด.6 จำนวน       1      ซอง

 วิธีทำสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น

  • นำเศษอาหารและน้ำตาลผสมลงในถังหมัก
  • ละลายสารเร่ง พด.6 ในน้ำ 10 ลิตร แล้วเทลงในถังหมัก
  • คลุกเคล้าหรือคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
  • ปิดฝาไม่ต้องสนิท ใช้ระยะเวลาหมัก 20 วัน

การพิจารณาสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากเศษอาหารเหลือทิ้งที่สมบูรณ์แล้ว

  • มีการเจริญของจุลินทรีย์น้อยลง
  • กลิ่นแอลกอฮอล์จะลดลง
  • ไม่ปรากฏฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • ไม่มีกลิ่นเน่าเหม็นของขยะ
  • ไม่ปรากฏคราบไขมัน
  • ได้สารละลายหรือของเหลวสีน้ำตาล
  • ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง อยู่ระหว่าง 3-4

 อัตราและวิธีการใช้

  • การทำความสะอาดคอกสัตว์และบำบัดน้ำเสีย เจือจาง สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น : น้ำ เท่ากับ 1 : 10 เทลงบริเวณที่บำบัดทุกวัน หรือทุก ๆ 3 วัน
  • การใส่ในบ่อกุ้งและบ่อปลา ใช้สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น 100 มิลลิลิตรต่อปริมาตรน้ำในบ่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ใส่ทุก ๆ 10 วัน

ประโยชน์ของสารเร่ง พด.6

  • ทำความสะอาดคอกสัตว์ เนื่องจากค่าความเป็นกรดเป็นด่างของสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นอยู่ระหว่าง 3 - 4 มีผลทำให้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการเน่าเหม็นไม่สามารถเจริญเติบโตได้
  • ช่วยบำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่ย่อยโปรตีน ไขมัน และผลิตกรดอินทรีย์
  • ขจัดกลิ่นเหม็นจากขยะสดและพื้นที่เน่าเหม็น

ไฟล์แนบ