ร้านค้าแนะนำ

พืช ผัก ผลไม้ และแปรรูป

ปศุสัตว์และแปรรูป

ประมงและแปรรูป

องค์ความรู้ทางการเกษตร

การสำรวจดินนั้นจัดว่าเป็นการวิจัยพื้นฐานเพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสำรวจดินที่สมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วย แผนที่และรายงานสำรวจดิน - แผนที่ดินจะแสดงถึงชนิดและการกระจายของดินแต่ละชนิดที่พบในบริเวณสำรวจ - รายงานสำรวจดิน จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะต่างๆ ของดิน และสภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดดิน ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งแนวทางในการใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับศักยภาพของดินแต่ละชนิดด้วย งานสำรวจดิน เป็นงานที่ต้องอาศัยหลักวิชาการหลายแขนงทั้งทางด้านปฐพีวิทยา (soil science) ธรณีวิทยา (geology) ภูมิศาสตร์ (geography) ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) อุตุนิยมวิทยา (climatology) ตลอดจนวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ เกษตรศาสตร์และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งต้องนำมาใช้ในการศึกษาเพื่ออธิบายถึงลักษณะและคุณสมบัติที่สำคัญของดิน กำเนิดของดินและการจำแนกดิน
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1 ว่าการศึกษาทางดินในประเทศไทย ทั้งในด้านปฐพีวิทยาธรรมชาติ (pedology) และ ด้านความสัมพันธ์กับพืช (edaphology) นั้น ได้ยึดถือวิวัฒนาการทางวิชาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศทางทวีปยุโรปเป็นหลัก ซึ่งเริ่มมากว่า 50 ปีแล้ว โดยหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีข้อมูลและข้อสนเทศทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับดินมากมาย และทำให้มองเห็นสภาพปัญหาเกี่ยวกับดินและการใช้ที่ดินมากยิ่งขึ้น สาระที่จะนำเสนอในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องของการศึกษาลักษณะของดินในบริเวณต่างๆ ที่จะมีลักษณะดินต่างกันออกไปในแต่ละภาค
ทำไม...เราต้องศึกษาเกี่ยวกับดิน? เพราะเราต้องดูแลรักษาพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า.....มนุษย์เริ่มสนใจและเรียนรู้เรื่องดิน มามากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว โดยมองว่าดินเป็นแหล่งของธาตุอาหารซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช” บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปฐพีวิทยา คือ โดคุเชฟ (V.V. Dokuchaev)ชาวรัสเซีย ที่มีผลงานวิทยาศาสตร์ทางด้านปฐพีวิทยาเล่มแรกของโลก การศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับดินได้แพร่กระจายไปสู่ทุกภูมิภาคของโลกมาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน การศึกษามีทั้งด้านการกำเนิดจำแนกดินรวมไปถึงด้านความสัมพันธ์ระหว่างดินกับพืช เราเรียกผู้ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับดิน ว่า “นักวิทยาศาสตร์ทางดิน” หรือ “นักปฐพีวิทยา”
พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณธาตุอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของการเจริญเติบโต ดังนั้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ควรคำนึงถึงความต้องการปริมาณและชนิดของธาตุอาหารในแต่ละช่วงเวลาการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิด ได้แก่ สูตรไนโตรเจนสูง และฟอสฟอรัสสูง จะสามารถช่วยให้การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้ตรงตามความต้องการของพืชในช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งจะทำให้ประหยัดการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตด้วย
เกษตรอินทรีย์ เป็นกลยุทธ์ในการส่งเสริมให้เกษตรรายย่อย ที่มีผลผลิตคุณภาพ มีมาตรฐานการผลิตเป็นที่ยอมรับ สามารถขยายช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และลดความยากจน การขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์มาตรฐาน IFOAM จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีระบบเอกสารจำนวนมาก มีค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองสูง จึงไม่คุ้มกับผลผลิตที่มีน้อย ทำให้เกษตรกร รายย่อยที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วยจิตวิญญาณ และมีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล ที่เรียกว่า “เกษตรอินทรีย์พื้นบ้าน” ไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้น สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ จึงวางแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ การดำเนินการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มผลิตเกษตรอินทรีย์ ที่สามารถขับเคลื่อนได้สอดคล้องกันทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การรับประกันคุณภาพ การจัดส่ง จนถึงการจัดหาตลาดรับซื้อ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่า ต้องการเข้าสู่การตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระดับใด
ปัจจุบันทรัพยากรดินและน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการผลิตภาคเกษตรเสื่อมโทรมลงทุกวัน สาเหตุหนึ่งเกิดจากการใช้พื้นที่ทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และขาดการพัฒนาฟื้นฟูดินและน้ำอย่างถูกวิธี อีกทั้งปัญหาเกี่ยวกับสภาพดิน ไม่ว่าจะเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินกรด หรือแม้กระทั่งดินในพื้นที่สูงที่เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพของเกษตรกรทั้งสิ้น สถานภาพของดินมีปัญหาแต่ละพื้นที่ ทำให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มี “การจัดทำเขตพัฒนาที่ดิน” ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาต่างๆในแต่ละพื้นที่และทำให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน