หัวข้อ เรียนรู้เรื่องดิน (ตอนที่ 1... ทำไมเราจึงต้องศึกษาเกี่ยวกับ..ดิน)

ดิน (soil)  เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ธาตุต่างๆ ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ ซึ่งปกคลุมผิวดินโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ เป็นวัตถุที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตและการทรงตัวของพืช ดินประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นของแข็ง อินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศ ที่มีสัดส่วนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน 

ดิน....สำคัญอย่างไร ดินมีความสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก เพราะเป็นแหล่งที่มาของปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งจะได้มาจากดินทั้งทางตรงและทางอ้อม   ดินมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเกษตรกรรม เนื่องจากพืชจะเจริญเติบโตออกดอกผลได้ ต้องอาศัยดินเป็นที่ให้รากพืชได้เกาะยึดเหนี่ยว เพื่อให้ลำต้นของพืชยืนต้นได้อย่างมั่นคงแข็งแรง สามารถต้านทานต่อลมพายุ ไม่โค่นล้มหรือถูกถอนรากถอนโคนได้ง่าย และยังเป็นแหล่งของธาตุอาหารจำเป็นที่พืชต้องใช้ในกระบวนการการผลิตต่างๆ เพื่อสร้างดอก ใบ และผล นอกจากนี้ดินยังเป็นที่กักเก็บน้ำหรือความชื้นที่พืชจะนำไปใช้หล่อเลี้ยงลำต้น และเป็นแหล่งให้อากาศแก่พืชในการหายใจอีกด้วย ดินที่มีอากาศถ่ายเทดี รากพืชจะเจริญเติบโตแข็งแรง ดูดน้ำและธาตุอาหารได้มาก ทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตแข็งแรงและให้ผลิตผลสูง

...ถ้าเปรียบโลกของเราเหมือน..แอปเปิ้ล 1 ผล  เมื่อแบ่งออกเป็น 4 ส่วน  จะมี 1 ส่วนที่เป็นพื้นดิน อีก 3 ส่วนเป็นพื้นน้ำ โดยใน 1 ส่วนที่เป็นพื้นดิน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ดินที่ไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์เช่น เป็นทะเลทราย ขั้วโลก หรือเป็นเทือกเขาที่สูงชัน  ซึ่งมีความแห้งแล้ง หนาวเย็น หรือมีข้อจำกัด มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม ดินตื้น หรือดินไม่อุดมสมบูรณ์ เมื่อปอกเอาเฉพาะส่วนของเปลือกแอปเปิล จากพื้นที่ที่มีอยู่เพียงร้อยละ 10  ที่สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืช เพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชีวิตของคนทั้งโลก แต่พื้นที่เหล่านี้ก็ยังถูกเปลี่ยนไปใช้ในกิจกรรมอื่นอีก เช่น เป็นพื้นที่อยู่อาศัย สนามกอล์ฟ โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ  ทำให้พื้นดินที่จะใช้เพื่อการเพาะปลูกจริงๆ ยิ่งลดน้อยลงไปอีก 

.... ถึงเวลาแล้วหรือยัง?..ที่เราจะต้องช่วยกันปกป้อง ดูแลรักษาพื้นที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ...

การดูแลรักษาพื้นที่ดินเพื่อการเกษตรของประเทศไทย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลก   ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2478 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลามากกว่า 70 ปี มีการสำรวจทำแผนที่ดินตั้งแต่ระดับประเทศ จนถึงระดับไร่นา ขึ้นอยู่กับความต้องการนำไปใช้ประโยชน์  ส่วนการศึกษาทางดินในประเทศไทย ทั้งในด้านปฐพีวิทยาธรรมชาติ (pedology) และ ด้านความสัมพันธ์กับพืช (edaphology) นั้นยึดถือวิวัฒนาการทางวิชาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศทางทวีปยุโรปเป็นหลัก โดยมีหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือ ปัจจุบันมีข้อมูลและข้อสนเทศที่สามารถนำมาใช้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับดินมากมาย และทำให้มองเห็นปัญหาเกี่ยวกับดินและการใช้ที่ดินมากยิ่งขึ้น

การศึกษาดินด้านปฐพีวิทยาธรรมชาติ  เป็นการศึกษาเพื่อเรียนรู้ลักษณะสมบัติต่างๆ ของดิน การเกิดและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวของดิน  รวมถึงการแจกแจงชนิดของดินการสำรวจดินและทำแผนที่ดินในประเทศไทยนั้น ได้เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2478 โดยมี ดร. โรเบิร์ต ลาริมอร์ เพนเดิลตัน (Dr. R.L. Pendleton) นักวิทยาศาสตร์ทางดินและการเกษตรชาวอเมริกันซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานในฐานะที่ปรึกษาของกรมเกษตรและการประมง กระทรวงเกษตราธิการในขณะนั้น เป็นผู้ริเริ่มโดยมีนักวิชาการฝ่ายไทย คือ ดร.สาโรช มนตระกูล และ ดร.เริ่ม บูรณฤกษ์ เป็นผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิด ทำการสำรวจดินในระดับประเทศ (Reconnaissane soil survey) โดยยึดถือระบบการสำรวจและจำแนกดินตามแบบของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (Untied States Department of Agriculture : USDA) ปี 1938 หรือที่เรียกว่า ระบบ USDA 1938 เป็นหลัก  และในปี พ.ศ. 2510 นักวิชาการทางดินของประเทศไทยได้นำระบบการจำแนกใหม่ ที่เรียกว่า ระบบอนุกรมวิธานดิน (Soil Taxonomy) เข้ามาใช้ในระบบการสำรวจและจำแนกดินของประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นระบบที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นระบบการจำแนกดินในประเทศไทย จึงได้ทำการจัดจำแนกดินตามระบบอนุกรมวิธานดินนี้มาจนถึงปัจจุบัน การจำแนกดินตามอนุกรมวิธานดินนี้ มีการแบ่งชั้นการจำแนกดินออกเป็น 6 ขั้น คือ อันดับ อันดับย่อย กลุ่มดินใหญ่ กลุ่มดินย่อย วงศ์ดิน และชุดดิน

การสำรวจดิน(soil survey) เป็นการสำรวจหาข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ของดินชนิดต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งและนำมาบันทึกไว้ในรูปแบบของแผนที่และรายงานสำรวจดิน แผนที่ดินแสดงถึงชนิดและการกระจายของดินแต่ละชนิดที่พบในบริเวณสำรวจ ส่วนรายงานสำรวจดินจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและสมบัติของดิน  สภาพสิ่งแวดล้อมในการเกิดดิน ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของดินแต่ละชนิด รวมถึงมีการแปลความหมายของข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ เช่น ด้านการเกษตร ป่าไม้ วิศวกรรม ชลประทาน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ภัยธรรมชาติต่างๆ 

งานสำรวจดิน เป็นงานที่ต้องอาศัยหลักวิชาการหลายแขนง ทั้งทางด้านปฐพีวิทยา (soil science) ธรณีวิทยา (geology) ภูมิศาสตร์ (geography) ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) อุตุนิยมวิทยา (climatology) ตลอดจนวิชาที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ เกษตรศาสตร์ และการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างๆ  เข้ามาใช้ในการศึกษาเพื่ออธิบายถึงลักษณะและคุณสมบัติที่สำคัญของดิน กำเนิดของดิน และการจำแนกดิน  ผู้ที่ทำการสำรวจทำแผนที่ดินหรือนักสำรวจดิน จะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างดีในหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดิน กระบวนการที่เกี่ยวข้อง ลักษณะและสมบัติของดิน ระบบที่ใช้ในการจำแนกดิน รวมถึงกิจกรรมที่จะนำผลงานสำรวจดินไปใช้

การสำรวจดินมีขั้นตอนการทำงาน คือ 1.ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น  2.ตรวจสอบดินในสนาม 3. วิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ 4.ทำแผนที่ดิน และ 5.ทำรายงานสำรวจดิน

ติดตาม เรียนรู้เรื่องดิน  ตอนที่ 2... ลักษณะเด่นของดินในประเทศไทย ได้ที่นี่ 

แหล่งที่อ้างอิง : กองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน