หัวข้อ เรียนรู้เรื่องดิน (ตอนที่ 3...เราสำรวจดินกันอย่างไร)

การสำรวจดิน (Soil Survey) หมายถึง การใช้วิธีการศึกษาทางสนามและข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาประมวลเข้าด้วยกันเพื่อแจกแจงและจำแนกดินในบริเวณใดบริเวณหนึ่งออกเป็นชนิดต่างๆ และแบ่งขอบเขตของบริเวณที่ดินที่มีลักษณะแตกต่างกัน จัดทำแผนที่ดิน และแปลความหมายข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมได้จากการสำรวจ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นงานสำรวจดินที่สมบูรณ์จะต้องประกอบด้วย แผนที่ดินและรายงานการสำรวจดินที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชนิด ลักษณะของดิน และแปลความหมายจากลักษณะของดินในแต่ละหน่วยพื้นที่ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ดินนั้นๆ 


ขั้นตอนการสำรวจดินประกอบด้วย

1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น 

2. ตรวจสอบดินในสนาม

3. วิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ

4. ทำแผนที่ดิน และ

5. ทำรายงานสำรวจดิน  มีรายละเอียดดังนี

การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น การศึกษาเบื้องต้น เป็นขั้นแรกของการดำเนินงานสำรวจจำแนกดิน โดยปกติจะทำเพื่อตรวจสอบข้อมูลข้อสนเทศที่รวบรวมไว้แล้วและหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้เห็นภาพอย่างกว้างๆ ของดินและความสัมพันธ์ของดินกับสภาพภูมิประเทศ วัตถุต้นกำเนิดดินและลักษณะอื่นๆ รวมถึงความสัมพันธ์ทั่วๆไประหว่างดินชนิดต่างๆ กับการใช้ที่ดิน สำหรับความละเอียดหรือความหยาบของการศึกษาเบื้องต้นนี้ จะขึ้นอยู่กับข้อสนเทศที่มีอยู่และความจำเป็นในการใช้ข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมแผนการดำเนินงานและเพื่อวางโครงร่างการทำแผนที่กับกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำแผนที่ ถึงแม้ว่าจะเป็นการสำรวจดินในบริเวณที่เคยมีการสำรวจดินมาก่อนแล้ว นักสำรวจดินก็ยังจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาดินในภาคสนาม

การตรวจสอบดินในสนาม จุดประสงค์ของการสำรวจดินในสนามก็เพื่อศึกษาลักษณะต่างๆ ของดิน เพื่อที่จะแบ่งแยกขอบเขตดินออกเป็นหน่วยต่างๆ ตามวัตถุประสงค์หลังจากที่ได้ทราบความสัมพันธ์ต่างๆของดิน และสภาพภูมิประเทศเรียบร้อยตั้งแต่การศึกษาเบื้องต้นแล้ว การสำรวจในพื้นที่ หรือการสำรวจภาคสนามประกอบด้วยงานหลายอย่างที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม วิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจสอบลักษณะดินในสนามคือ การศึกษาลักษณะดินจากหลุมดินที่เพิ่งขุดใหม่ๆ หรือศึกษาจากหน้าตัดดิน นักสำรวจดินจะศึกษาลักษณะและสมบัติต่างๆ ของดินในช่วงความลึกตั้งแต่ผิวหน้าดินลงไปประมาณ 2 เมตร โดยจะตรวจสอบและบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดในเรื่องต่างๆ เช่น ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของจุดที่ทำการศึกษาสภาพพื้นที่ และข้อมูลปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิดดินทั่วไปอื่นๆ และลักษณะของดินอย่างละเอียดพร้อมทั้งทดสอบสมบัติของดินบางประการตามที่กำหนด เช่น ชั้นดิน ความลึก สีดิน โครงสร้างของดิน ชนิดของวัสดุ หรือสิ่งที่ปะปนอยู่ในดิน และการจัดเรียงชั้นดิน ความเป็นกรดเป็นด่าง และเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการจำแนกชนิดของดินเบื้องต้นและการทำแผนที่ต้นร่าง

การวิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ

แม้ว่าเราจะทำการศึกษาตรวจสอบดินในพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อรวบรวมลักษณะและสมบัติต่างๆ ของดินให้ได้มากที่สุด แต่ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการจัดจำแนกดินบางอย่างนั้น ไม่อาจได้มาโดยการศึกษาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ หรือใช้วิธีการตรวจสอบด้วยอุปกรณ์ภาคสนามได้แต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีสมบัติภายในของดินบางส่วนกลับมายังห้องปฏิบัติการ และนำไปตรวจวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือและวิธีการตามมาตรฐานสากล เพื่อที่จะนำผลที่ได้มาใช้ในการจัดจำแนกและประเมินศักยภาพของดินนั้นๆ ตัวอย่างของการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาสมบัติต่างๆ ของดิน ได้แก่

          - การวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพ เช่น การวิเคราะห์การกระจายของอนุภาคดินในขนาดต่างๆ  ทั้ง ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว เพื่อให้ทราบสัดส่วนของอนุภาคขนาดต่างๆ สำหรับใช้ในการจำแนกชนิดของเนื้อดิน รวมทั้งวิเคราะห์หาความหนาแน่นรวมของดิน ปริมาณความชื้นในดิน เป็นต้น

          - การวิเคราะห์สมบัติทางเคมี เช่น ค่าปฏิกิริยาของดินหรือค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ ปริมาณด่างที่สกัดได้ ค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน ค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายดิน เป็นต้น 

          - การวิเคราะห์สมบัติทางแร่วิทยาและจุลสัณฐานวิทยา 

          - การตรวจหาปริมาณของอนุภาคขนาดต่างๆ ได้แก่ ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว เพื่อให้ทราบสัดส่วนของอนุภาคขนาดต่างๆ สำหรับใช้ในการจำแนกชนิดของเนื้อดิน

          - การตรวจวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน

          - การวิเคราะห์ปริมาณธาตุประจุบวก เช่น แคลเซียม โซเดียมในสารละลายดินและค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน

          - การวิเคราะห์ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

          - ฯลฯ

ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาลักษณะดินในพื้นที่ ประกอบกับข้อมูลผลการตรวจสอบสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินในห้องปฏิบัติการ จะทำให้เราสามารถแบ่งชนิดของดินออกเป็นกลุ่มและจัดหมวดหมู่ดินตามระบบการจำแนกดินแบบอนุกรมวิธานดินได้ ตั้งแต่ระดับใหญ่ที่สุดคือ “อันดับ” จนถึงระดับเล็กที่สุด เรียกว่า “ชุดดิน”

การทำแผนที่ดิน

          แผนที่ดิน หมายถึงแผนที่แสดงขอบเขตของที่ดินและการกระจายทางภูมิศาสตร์ของดินชนิดต่างๆ ซึ่งมีสมบัติเกี่ยวข้องกันและเป็นลักษณะตามธรรมชาติของดินที่พบในการสำรวจ และมีการระบุถึงชื่อต่างๆ ของดินตามระบบการจำแนกดินที่ใช้

          การทำแผนที่ดิน เป็นการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลดินทั้งจากภาคสนาม ผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ และข้อมูลการจำแนกชนิดของดิน เพื่อจัดทำแผนที่แสดงขอบเขตและการกระจายของดินชนิดต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศ โดยจะต้องรักษามาตรฐานของความถูกต้องตามมาตราส่วนที่กำหนดและประเภทของการสำรวจดิน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการแปลความหมายเพื่อการใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำรายงานสำรวจดิน

          รายงานการสำรวจดิน หมายถึง เอกสารรายงานประกอบการแปลความหมายข้อมูลดิน ซึ่งแสดงรายละเอียดและคำอธิบายที่เชื่อมโยงถึงข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ดินฉบับหนึ่งๆ อาจรวมถึงข้อมูลการประเมินศักยภาพและความเหมาะสมของดิน เพื่อการใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรที่บุคคลทั่วไปสามารถศึกษาทำความเข้าใจได้ ทั้งนี้เนื่องจากแผนที่ดินเพียงอย่างเดียวจะมีประโยชน์เฉพาะคนที่คุ้นเคยกับชื่อของหน่วยดินที่ระบุไว้ในแผนที่เท่านั้น

          มาตรฐานของรายงานผลการสำรวจดิน จะต้องประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

           1. ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วยรายละเอียดความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการสำรวจดิน วิธีการสำรวจ รายชื่อผู้ทำการสำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ ขนาดพื้นที่และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของบริเวณที่ทำการสำรวจ เขตการปกครองและเขตติดต่อ สภาพทางธรณีวิทยา ธรณีสัณฐาน ภูมิอากาศ อุทกวิทยา รวมถึงพืชพรรณและการใช้ประโยชน์ที่ดิน

          2. ผลการสำรวจดิน ประกอบด้วยระบบการจำแนกดินที่ใช้ลักษณะของหน่วยแผนที่ เช่น ชุดดินหรือกลุ่มชุดดิน พร้อมทั้งแสดงคำอธิบายลักษณะของแต่ละหน่วยแผนที่อย่างละเอียด พื้นที่ของหน่วยดินชนิดต่างๆ ที่พบ รวมถึงผลการแปลความหมายข้อมูลการสำรวจดินเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ความเหมาะสมของดินต่อการปลูกพืชชนิดต่างๆ เป็นต้น

         3. บทสรุป ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าดินที่ สำรวจพบนั้นส่วนใหญ่เป็นดินอะไร ใช้ทำประโยชน์อะไร รวมทั้งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่พบและแนวทางแก้ไข เช่น ปัญหาสภาพพื้นที่ ปัญหาเกี่ยวกับดิน ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ หรือปัญหาเกี่ยวกับการกร่อนหรือการชะล้างพังทลายของดิน

         4. ภาคผนวก เป็นส่วนที่จะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจดินนั้นๆ เช่น ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลลักษณะดินในสนาม ผลการวิเคราะห์ดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี แร่วิทยา และอื่นๆ

        5. แผนที่ดิน รายงานการสำรวจดินทุกฉบับจะต้องมีแผนที่ดินประกอบอยู่ด้วย จึงจะเป็นรายงานฉบับที่สมบูรณ์

        การสำรวจดินซึ่งบันทึกไว้ในรูปแผนที่ดิน และรายงานสำรวจดินนั้นสามารถนำมาใช้ในด้านต่างๆ ดังนี้

        - ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาเรียนรู้ลักษณะดิน ศักยภาพของดิน ความเหมาะสมของดินสำหรับใช้เพื่อปลูกพืช สภาพปัญหา และการแจกกระจายของดินชนิดต่างๆ เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม และทราบว่าจะจัดการกับปัญหาของดินอย่างไรเพื่อให้พืชที่ปลูกมีผลผลิตที่ดีขึ้น

        - ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการใช้ที่ดินและการพัฒนาด้านการเกษตร กำหนดแนวทางการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับสภาพของดินและสภาพเศรษฐกิจสังคม เพื่อให้ลดปัญหาด้านผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด เช่น การกำหนดเขตเมือง เขตอุตสาหกรรม เขตการเพาะปลูกหรือกำหนดเขตการปลูกพืชว่าบริเวณใดควรปลูกพืชชนิดใด หรือควรจำกัดไว้เป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือป่าเศรษฐกิจรวมถึงการประเมินความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน การจัดระบบการปลูกพืชและวางแผนอนุรักษ์ดินและน้ำ

        -  ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินผลผลิตพืชเศรษฐกิจล่วงหน้าเพื่อวางแผนด้านการจัดการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

        -  เป็นฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์สำหรับการค้นคว้าวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งในและนอกประเทศ

แหล่งที่อ้างอิง : กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม. 10900 โทร. 1760