ฐานข้อมูลองค์ความรู้เกษตรในหมวดหมู่ ดิน
จัดการดินอย่างไรจึงใช้น้ำน้อย
ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อการเกิดภัยพิบัติที่มีความรุนแรง หรือเกิดบ่อยครั้งมาขึ้น เกิดพายุและมีฝนตกชุกจนน้ำท่วมเสียหาย หรือเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงจนเกิดสภาพภัยแล้ง ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวางแผนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง แนะนำให้ปลูกพืชอายุสั้น หรือ พืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อยังคงการปลูกพืชผลทางการเกษตรไว้ได้ต่อเนื่อง เลือกปลูกพืชไร่ที่มีราคาดี เลือกใช้ เมล็ดพันธุ์ที่เป็นพืชพันธุ์ดี มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน เช่น ปลูก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ข้าวโพด ทานตะวัน และพืชผักต่างๆ แทนการปลูกข้าวนาปรัง ให้เกษตรกรปฏิบัติร่วมกับวิธีการจัดการแปลงอย่างถูกต้อง เริ่มตั้งแต่การจัดการดินไม่ให้จับตัวเป็นแผ่นแข็งที่ผิวดิน เนื่องจาก การสูญเสียน้ำ ใช้การคลุมดินลดการระเหยน้ำจากผิวดินเพื่อช่วยเก็บความชื้นในดิน โดยเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่าย หรือเลือกปลูกพืชคลุมดินที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถแข่งกับวัชพืชไม่ให้ตั้งตัวได้ทัน จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน และเมื่อพืชคลุมดินตายจะปลดปล่อยธาตุอาหารลงสู่ดิน
การเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์สำหรับการปลูกพืช
จุดประสงค์ของการวิเคราะห์ดิน เพื่อให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ และปัญหาของดินในแปลงปลูกพืชพร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน
มาฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วมกันเถอะ...(ตอนที่ 1 : สวนผลไม้)
หากสวนผลไม้ถูกน้ำท่วมขัง ไม้ผลบางชนิดอาจจะล้ม รากไม้ผล ขาดออกซิเจน อินทรียวัตถุในดิน เศษพืชและสัตว์ต่างๆ จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายโดยกระบวนการไม่ใช้ออกซิเจน ทำให้เกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากไม้ผล ได้แก่ ก๊าซฟอสฟีน ก๊าซมีเทน และก๊าซไข่เน่า เป็นต้น รากพืชและลำต้นของไม้ผลจะอ่อนแอ ง่ายต่อการที่โรคและแมลงจะเข้าทำลาย
มาฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วมกัน...ตอนที่ 2 : พื้นที่ปลูกนาข้าว
เมื่อเกิดสภาวะน้ำท่วมเป็นปริมาณมากและระยะเวลานานหลายวัน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ปลูกนาข้าว หลังจากน้ำลดแล้ว จะพบต้นข้าวเน่าเปื่อยอยู่ในนา ควรปล่อยตอซังย่อยสลายให้หมด เพื่อลดผลกระทบจากการเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟต์ (ก๊าซไข่เน่า) สะสมในดิน จนทำลายต้นข้าวที่ปลูกใหม่ตายได้ อาจใช้น้ำหมักชีวภาพช่วยย่อยสลายตอซังข้าวให้เร็วขึ้น ดังนั้นหลังน้ำท่วมลดลงสู่ระดับปกติแล้ว ควรจัดการดินและเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้นๆ
ดินที่มีปัญหาทางด้านการเกษตร
ดินที่มีปัญหาทางด้านการเกษตร หมายถึง ดินที่มีสมบัติทางกายภาพและเคมีไม่เหมาะสม หรือเหมาะสมน้อยสำหรับการเพาะปลูก ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตตามปกติได้
การจัดทำเขตพัฒนาที่ดิน
ปัจจุบันทรัพยากรดินและน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการผลิตภาคเกษตรเสื่อมโทรมลงทุกวัน สาเหตุหนึ่งเกิดจากการใช้พื้นที่ทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และขาดการพัฒนาฟื้นฟูดินและน้ำอย่างถูกวิธี อีกทั้งปัญหาเกี่ยวกับสภาพดิน ไม่ว่าจะเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินกรด หรือแม้กระทั่งดินในพื้นที่สูงที่เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพของเกษตรกรทั้งสิ้น สถานภาพของดินมีปัญหาแต่ละพื้นที่ ทำให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มี “การจัดทำเขตพัฒนาที่ดิน” ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาต่างๆในแต่ละพื้นที่และทำให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
มาฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วมกัน (ตอนที่ 3 : พื้นที่ปลูกผัก)
น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกภาคของประเทศไทย พื้นที่ทำการเกษตรที่เกิดน้ำท่วม ผิวหน้าดินถูกน้ำชะล้างไป หรือมีตะกอนดินขนาดเล็กถูกพัดพามาตกทับถมบนผิวดิน และตะกอนดินเกิดการอุดตามช่องว่างในดิน ทำให้ดินมีปัญหาการระบายน้ำและอากาศ มีแนวทางการจัดการดิน เพื่อฟื้นฟูดินหลังเกิดน้ำท่วม สำหรับใช้ปลูกพืชผัก ตามฤดูกาลเพาะปลูกให้เหมาะสม ดังนี้ 1) ช่วงฤดูฝน ให้ปล่อยน้ำลดจนเห็นผิวหน้าดิน จึงใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ล เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน และใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ ที่มีการขยายเชื้อเพิ่มจำนวนด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 โรยให้ทั่ว เพื่อทำลายหรือควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช เช่น โรครากเน่า โคนเน่า 2) ช่วงฤดูแล้ง ให้ปล่อยน้ำลดจนเห็นผิวหน้าดิน แล้วจึงใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ลทิ้งไว้ 10 วัน จึงหว่านเมล็ดพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้า ปอเทือง ถั่วพุ่ม หรือถั่วเขียว ทำการไถกลบเมื่อพืชออกดอก จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินที่ค่อนข้างแน่นทึบ ให้จับตัวเป็นเม็ดดิน ทำให้การระบายน้ำและอากาศดีขึ้น และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย
มาฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วมกัน...(ตอนที่ 4 : พื้นที่ปลูกยางพารา)
โดยธรรมชาติของยางพารานั้นจัดเป็นพืชที่ไม่ทนสภาพน้ำท่วมขัง กล่าวคือ ยางพาราที่อายุ 2 – 8 เดือน จะสามารถทนน้ำท่วมได้ไม่เกิน 15 วัน และถ้าปริมาณน้ำมากจนท่วมยอดจะตายภายใน 7 วัน ยางพาราอายุน้อยที่ถูกน้ำท่วม ใบจะร่วงและเริ่มตายจากยอดลงมา ถ้าปริมาณน้ำลดภายใน 15 วัน ให้ตัดส่วนที่ตายออก ยางพาราจะแยกยอดใหม่และเจริญเติบโตได้ดังเดิม สำหรับยางพาราที่อายุมากกว่า 8 เดือนขึ้นไปจะมีความสามารถในการทนสภาพน้ำท่วมขังได้บ้าง ไม่ตายแต่จะล้มง่าย เนื่องจากพื้นดินอ่อนตัวเพราะชุ่มน้ำ ดังนั้น จึงต้องยกและทำการค้ำยันต้นยางพาราไว้ภายใน 7 วัน
พืชคลุมดิน
การปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของสวนยาง สวนผลไม้ และ ปาล์มน้ำมัน อาจมีค่าใช้จ่ายและดูแลรักษาในระยะแรกจนกระทั่งพืชคลุมดินเจริญเติบโตเต็มพื้นที่ แต่ในระยะยาวจะสามารถควบคุมวัชพืชในระหว่างแถวพืชหลักอย่างถาวร และมีประโยชน์ในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน ลดการชะล้างการพังทลายของหน้าดิน ลดการใช้ปุ๋ย ลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดการวัชพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีกำจัดวัชพืชที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกร นอกจากนี้เมล็ดพันธุ์ของพืชคลุมดินยังสามารถนำไปขายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย
การจัดการดิน เพื่อปลูกผักและผลไม้อินทรีย์
การปลูกผักและผลไม้อินทรีย์ คือ การปลูกผักและผลไม้ที่มีระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ หลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือสารกำจัดศัตรูพืชต่างๆ แล้วหันกลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความสมบูรณ์เพื่อให้ผักและผลไม้ มีความแข็งแรง เจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง
พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณธาตุอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของการเจริญเติบโต ดังนั้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ควรคำนึงถึงความต้องการปริมาณและชนิดของธาตุอาหารในแต่ละช่วงเวลาการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิด ได้แก่ สูตรไนโตรเจนสูง และฟอสฟอรัสสูง จะสามารถช่วยให้การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้ตรงตามความต้องการของพืชในช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งจะทำให้ประหยัดการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตด้วย
หัวข้อ เรียนรู้เรื่องดิน (ตอนที่ 1... ทำไมเราจึงต้องศึกษาเกี่ยวกับ..ดิน)
ทำไม...เราต้องศึกษาเกี่ยวกับดิน? เพราะเราต้องดูแลรักษาพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า.....มนุษย์เริ่มสนใจและเรียนรู้เรื่องดิน มามากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว โดยมองว่าดินเป็นแหล่งของธาตุอาหารซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช” บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปฐพีวิทยา คือ โดคุเชฟ (V.V. Dokuchaev)ชาวรัสเซีย ที่มีผลงานวิทยาศาสตร์ทางด้านปฐพีวิทยาเล่มแรกของโลก การศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับดินได้แพร่กระจายไปสู่ทุกภูมิภาคของโลกมาโดยลำดับจนถึงปัจจุบัน การศึกษามีทั้งด้านการกำเนิดจำแนกดินรวมไปถึงด้านความสัมพันธ์ระหว่างดินกับพืช เราเรียกผู้ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับดิน ว่า “นักวิทยาศาสตร์ทางดิน” หรือ “นักปฐพีวิทยา”
เรียนรู้เรื่องดิน (ตอนที่ 2... ลักษณะเด่นของดินในประเทศไทย)
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1 ว่าการศึกษาทางดินในประเทศไทย ทั้งในด้านปฐพีวิทยาธรรมชาติ (pedology) และ ด้านความสัมพันธ์กับพืช (edaphology) นั้น ได้ยึดถือวิวัฒนาการทางวิชาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศทางทวีปยุโรปเป็นหลัก ซึ่งเริ่มมากว่า 50 ปีแล้ว โดยหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีข้อมูลและข้อสนเทศทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับดินมากมาย และทำให้มองเห็นสภาพปัญหาเกี่ยวกับดินและการใช้ที่ดินมากยิ่งขึ้น สาระที่จะนำเสนอในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องของการศึกษาลักษณะของดินในบริเวณต่างๆ ที่จะมีลักษณะดินต่างกันออกไปในแต่ละภาค
หัวข้อ เรียนรู้เรื่องดิน (ตอนที่ 3...เราสำรวจดินกันอย่างไร)
การสำรวจดินนั้นจัดว่าเป็นการวิจัยพื้นฐานเพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสำรวจดินที่สมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วย แผนที่และรายงานสำรวจดิน - แผนที่ดินจะแสดงถึงชนิดและการกระจายของดินแต่ละชนิดที่พบในบริเวณสำรวจ - รายงานสำรวจดิน จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะต่างๆ ของดิน และสภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดดิน ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งแนวทางในการใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับศักยภาพของดินแต่ละชนิดด้วย งานสำรวจดิน เป็นงานที่ต้องอาศัยหลักวิชาการหลายแขนงทั้งทางด้านปฐพีวิทยา (soil science) ธรณีวิทยา (geology) ภูมิศาสตร์ (geography) ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) อุตุนิยมวิทยา (climatology) ตลอดจนวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ เกษตรศาสตร์และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งต้องนำมาใช้ในการศึกษาเพื่ออธิบายถึงลักษณะและคุณสมบัติที่สำคัญของดิน กำเนิดของดินและการจำแนกดิน
ทำความรู้จักโมบายแอปพลิเคชันของกรมพัฒนาที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาการให้บริการข้อมูลในรูปแบบโมบายแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ประกอบด้วยแอปพลิเคชันต่าง ๆ ดังนี้ 1) LDD Soil Guide สารสนเทศดินและข้อมูลการใช้ปุ๋ย 2) กดดูรู้ดิน 3) ข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรดินรายจังหวัด LDD Land Info 4) ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ ปุ๋ย 5) ปุ๋ยรายแปลง